กาลามสูตร ธรรมสำหรับผู้มีอุปนิสัย
วันที่ 28 ธันวาคม 2547 เวลา 8:40 น.
สถานที่ : สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม กรุงเทพ

เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

กาลามสูตร ธรรมสำหรับผู้มีอุปนิสัย

 

         เมื่อวานนี้ไปเทศน์ที่โรงเรียนอะไร โอ๊ย เทศน์ไม่สะดวกเลย เสียงอะไรเปรี้ยงป้างๆ อยู่เรื่อย เลยเทศน์ไม่สะดวก ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไรนัก อย่างนั้นละเทศน์ธรรมะป่าไม่เหมือนธรรมะในตำรานะ ถ้ามีอะไรมากระเทือนล้มเหลวไปเลย ธรรมะป่าเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นกรรมฐานท่านเทศน์อยู่ในป่าเงียบสงัดกลางคืน ยกตัวอย่างเช่นหลวงปู่มั่นเทศน์ โอ้โห เสียงกังวานได้ยินไปหมด เทวบุตรเทวดาได้ยินหมด เทศน์เงียบ พระนี้เต็มเหมือนไม่มี เหมือนหัวตอ..นั่งฟังเทศน์ ท่านเป็นผู้เทศน์ เทศน์มีแต่ธรรมะแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วๆ เรื่อย หม้อใหญ่ไม่มีว่างั้นเลย เพราะมีแต่พระล้วนๆ เทศน์ตอนกลางคืนเงียบๆ เสียงท่านกังวานไปหมดเลย คืออำนาจแห่งพลังของธรรมออก พุ่งๆ และบรรยากาศเหมาะสมด้วย เงียบ อากาศก็เงียบ พระนั่งอยู่จำนวนเท่าไรก็เงียบเหมือนไม่มีใคร มีแต่เสียงท่านองค์เดียว

เวลาท่านเทศน์ โอ้โห อัศจรรย์จริงๆ นะ ปรากฏว่ามีอะไรในใจเรานี้ มันชัดเจนมากนะ ดับไปถึง ๓ วันด้วยอำนาจเทศน์ของท่าน มันไปจับอะไรก็ไม่รู้ เงียบไปถึง ๓ วันจากฟังเทศน์ท่าน เราก็อัศจรรย์ อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นเวลาพระพุทธเจ้าประทานพระโอวาท บรรดาพระเจ้าพระสงฆ์ เทวบุตรเทวดา จึงบรรลุธรรมเป็นหมื่นเป็นแสน จะไม่เป็นหมื่นเป็นแสนได้ยังไงก็เสียงพระพุทธเจ้า เป็นธรรมล้วนๆ ออก เรามาฟังเสียงพ่อแม่ครูจารย์เทศน์นี้แหม มันซึ้งไปถึงพระพุทธเจ้านะเวลาท่านเทศน์ นั่นละธรรมะของท่านเป็นธรรมะบริสุทธิ์ล้วนๆ ออก และเป็นธรรมะประเภทแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋ว เทศน์ตั้งแต่สมาธิขึ้นเลย พุ่งๆ เลย

เวลาไปอยู่กับท่านทีแรกท่านเทศน์ถึง ๔ ชั่วโมง เหมือนไม่มีคนเลย พระก็เหมือนหัวตอนิ่งเงียบ มีเท่าไรเหมือนกันหมดเลยพระ เพราะต่างองค์ต่างจ่อลงนี้ไม่ได้ยุ่งกับภายนอก จิตจ่อนี้ ธรรมะก็กล่อมลงๆ  เทศน์ ๔ ชั่วโมง พอต่อมาก็ลดลงเป็น ๓ ชั่วโมงจบ สุดท้ายนี้ ๒ ชั่วโมง พอ ๒ ชั่วโมงแล้วหยุดเลยไม่เทศน์อีก ตอนที่เทศน์ระยะ ๔ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมงนี้แหม พิลึกจริงๆ เสียงท่านนี่จะไม่ได้ยินยังไงพวกเทวบุตรเทวดา ลั่นไปหมดเลย กระเทือน เสียงท่านองค์เดียวเท่านั้น เหมือนว่าโลกนี้เงียบไปหมด มีแต่เสียงธรรมพุ่งๆ ๆ ออกจากใจที่บริสุทธิ์ล้วนๆ เต็มเม็ดเต็มหน่วย ผู้ฟังนี้เหมือนหัวตอ พระเต็ม..เงียบหมดเลยเหมือนหัวตอ ไม่มีใครกระดุกกระดิก คือใครก็จ่อแต่จิตของใครของเรา เวลาธรรมะเทศน์ก็กล่อมลงๆ

ผู้อยู่ในขั้นสมถะเพื่อความสงบ และผู้อยู่ในขั้นสงบ ผู้อยู่ในขั้นสมาธินี้ฟังนี้แน่วเลยลงเลย ไม่ต้องบังคับจิต ธรรมะนี้กล่อมลงๆ ความรู้สึกของจิตกับธรรมนี้เกี่ยวเนื่องกันๆ ๆ และกล่อมลงๆ แล้วแน่วเลย ทีนี้เวลาจิตลงของจิตเต็มที่พึ่งตัวเองได้แล้ว เสียงธรรมะนี้จะอยู่สูงๆ นะ แว้วๆ อยู่ข้างบนไม่เข้านะ นี่เรียกว่าส่งถึงที่แล้วก็ปล่อย มีแต่เสียงแว้วๆๆ อยู่ข้างบน นี่หมายถึงจิตของผู้ที่ลงสงบแน่วแล้วหยุดนะ เรียกว่าช่วยตัวเองได้แล้ว หยุดนิ่ง ทีนี้ผู้ที่ยังไม่เป็นอย่างนั้นก็เป็นอีกประเภทหนึ่งๆ เรื่อยกันไป เป็นอย่างนั้น

ธรรมะของท่านอาจารย์มั่นเรายังไม่เคยได้ยินที่ไหน เราพูดตรงๆ อย่างนี้แหละ ธรรมะแบบประเภทหลวงปู่มั่นเทศน์เราไม่เคยได้ยินที่ไหนเลย มีแต่ธรรมล้วนๆ แล้วก็พระเต็มเลยเหมือนไม่มีพระ  ท่านเทศน์นี่เสียงเร่งเข้าเรื่อยๆ คือธรรมะ พลังของจิต พลังของธรรมพุ่งออกมาเท่าไรก็ยิ่งเร่งๆ เรื่อยๆๆ บางทีพอท่านหยุดแล้วบอกว่า เอ๊ย เหนื่อยเว้ย เวลาท่านเทศน์ท่านไม่มีอะไร เวลาหยุดลงเรียบร้อยแล้ว เอ๊ย เหนื่อยเว้ย ท่านว่า จะไม่เหนื่อยยังไงตั้ง ๔ ชั่วโมง เสียงลั่น เวลาเทศน์เสียงท่านกังวานด้วย ธรรมะเต็มเม็ดเต็มหน่วยร้อยเปอร์เซ็นต์ๆ ออกมา จิตที่ยังไม่สงบก็เข้าความสงบ ผู้ที่สงบแล้วก็ลงแน่ว ธรรมะก็อยู่สูงๆ  ผู้ที่ยังไม่สงบก็รับธรรมเรื่อยๆ

ทางผู้ที่อยู่ทางด้านวิปัสสนานี้ไม่อยู่นะ ท่านเทศน์นี่จะขยับตามท่าน ขยับๆ นี่ขั้นปัญญาไม่อยู่ ขั้นสมถะขั้นสงบนี้แน่วทั้งนั้นแหละ ขั้นปัญญานี้จะขยับตาม คอยฟัง เพราะทางนี้ใช้ปัญญาแล้ว มีแต่จะจับเอาเรื่อยๆ ไป ขั้นปัญญา เทศน์นี้ขยับตาม ขยับเรื่อยๆ เพลินไปด้วยกันทั้งนั้น ผู้สมถะก็เพลิน ผู้ปัญญาก็เพลิน ขยับตามๆ เราพูดจริงๆ เราไม่เคยเห็นที่ไหนที่เทศน์ มีหลวงปู่มั่งองค์เดียว ชี้นิ้วให้เลยเทศน์นี่ พุ่งๆ เลยนะธรรม นั่นละธรรมภายในใจโดยแท้เป็นอย่างนั้น และทุกอย่างสมประกอบด้วย พระก็เงียบเหมือนไม่มีคน บรรยากาศก็เงียบ อยู่ในที่สงัด มีแต่เสียงท่านแว้วๆๆ เพลินฟัง

ครั้นจบแล้ว เทศน์ ๓ ชั่วโมง ๔ ชั่วโมง ท่านจบแล้ว ทางนี้ยังอยากฟังต่อไปอีก คือมันไม่สนใจกับเรื่องความเหน็ดความเหนื่อย ไม่มี มีแต่จิตอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าจิตเข้านี้แล้วปล่อยกังวล ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไม่มีนะ เงียบหมดเลย บางทีเหมือนว่าร่างกายก็หายไปด้วยกัน เพราะจิตมันเข้าสนิทของมัน นี่ละที่ว่าท่านเทศน์ เวลาพระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมนี้ มนุษย์มนาเทวดาทั้งหลายได้บรรลุมรรคผลนิพพานตั้งเป็นหมื่นๆ แสนๆ จะไม่สำเร็จยังไง หัวใจใครก็ตามถ้าหัวใจเป็นธรรมแล้วมันรับในนี้หมด ออกไปได้ผลประโยชน์ทั่วถึงกัน ใครควรจะรับขั้นใดภูมิใดก็ขยับเรื่อยๆ คราวนี้ผู้นี้ผ่านพ้นไป ผู้นั้นจ่อขึ้นมา พอเทศน์วันหลังขึ้นอีกๆ แล้วผ่านได้ๆ เรื่อยๆ อยู่อย่างนั้นท่านเทศน์

ไม่ได้เหมือนมาอ่านคัมภีร์ให้เราฟังอย่างทุกวันนี้นะ ตัวเองก็ไม่เชื่อตัวเอง อ่านไปอย่างนั้น จิตใจผู้อ่านผู้เทศน์ก็ไม่ได้เรื่องได้ราวกับอรรถกับธรรม แล้วจะให้ผู้ฟังเข้าใจได้ยังไง แต่พระพุทธเจ้าเทศน์ สาวกเทศน์ เป็นธรรมล้วนๆ ไปด้วยกันหมดเลย เต็มภูมิของพระพุทธเจ้าและสาวก เวลาเทศน์ของท่านเป็นธรรมล้วนๆ เต็มภูมิของตัว เต็มภูมินิสัยวาสนาของตัว ทีนี้ผู้ฟังก็ได้รับประโยชน์เต็มภูมิซิ นี่มาอ่านเอาความจดความจำ คว้าโน้นคว้านี้มาอ่าน ตัวเองก็ไม่แน่นอน จะให้ผู้ฟังเอาความแน่นอนมาจากไหน ไม่แน่ว่างั้นเลย

ยกตัวอย่างเช่นหลวงปู่มั่น โอ๋ย ลงทั้งนั้นแหละนะถ้าไม่ใช่แบบเทวทัต ถ้าธรรมดาแล้วลง เพราะอำนาจของธรรมนี้ คิดดูซิฟังแล้วเรายังไม่ลืมนะ ฟังเทศน์ท่านเต็มเหนี่ยวแล้วดับ ไม่ทราบว่าอะไรนะเป็นอยู่ในใจ จะว่าอะไรดับก็ไม่เห็น ความรู้สึกมันก็มีอยู่ธรรมดา แต่ปรากฏว่าดับอยู่ถึง ๓ วัน ฟังเทศน์ท่าน ทั้งๆ ที่รู้อะไรๆ อันหนึ่งมันดับไปเลยนะ เงียบเลยถึง ๓ วัน เราเลยไม่ลืม อำนาจแห่งธรรมของท่านที่เทศน์ ผู้รับก็รับได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยหายสงสัย เพราะผู้เทศน์ไม่สงสัย เทศน์ตรงแน่วเลย ผู้ฟังก็ตายใจ ตรงแน่วไปเลย

อย่างที่ท่านแสดงถึงอานิสงส์การฟังเทศน์มี ๕ อย่าง ข้อที่ ๕ เป็นสำคัญมากที่สุด

๑ ผู้ฟังจะได้ยินได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

๒ สิ่งที่เคยได้ฟังแล้วจะบรรเทาความสงสัยเสียได้

๓ จิตจะลงเป็นความแน่วแน่

๔ จะทำความเห็นให้ถูกต้องได้

๕ สำคัญมากข้อนี้ จิตผู้ฟังย่อมสงบผ่องใส ผู้ที่ควรจะพ้นก็พ้นไปได้เลยเวลาฟังเทศน์

นี่อานิสงส์การฟังเทศน์ข้อ ๕ เป็นสำคัญ คือจิตผู้ฟังย่อมได้รับความผ่องใส จากนั้นก็ผ่านได้เลย ท่านเอาเนื้อแท้มาเทศน์ ผู้เทศน์ครองธรรมบริสุทธิ์ล้วนๆ เทศน์ออกมาก็มีแต่ของจริงล้วนๆ ผู้ฟังก็ตายใจ นี่ละที่ท่านเทศน์ในครั้งพุทธกาล แต่ก่อนเราก็ฟังธรรมดา ในตำราเราก็ฟังธรรมดา เวลาพระพุทธเจ้าเทศน์เทวบุตรเทวดามนุษย์มนาเหล่านี้ บรรลุมรรคผลนิพพานเป็นหมื่นๆ แสนๆ เวลามาฟังเทศน์หลวงปู่มั่นมันวิ่งถึงกันนะ โอ๋ เป็นอย่างนี้เอง จะไม่บรรลุยังไง ก็เวลาเทศน์ สมมุติว่าวันนี้เทศน์ได้ไปถึงขั้นนี้ เรากำลังปฏิบัติอยู่นี้ เวลาท่านเทศน์ก็คอยฟัง พอท่านเทศน์ไปถึงนี้แล้วมันพุ่งขึ้นเรื่อยนะ ขึ้นเรื่อยๆ ถ้าควรจะพ้นได้ก็พ้นไปเลย เพราะเทศน์คราวนี้ความรู้ขยับขึ้นๆ เรื่อยๆ แล้วก็สำเร็จได้ ท่านผู้รู้จริงเห็นจริงเทศน์นี้แม่นยำที่สุด ตายใจได้เลย

แต่อย่างทุกวันนี้ไม่มีผู้ปฏิบัติ พูดให้มันชัดเจน ไม่มีผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อรู้เห็นธรรมที่จะประกาศก้องขึ้นภายในจิตใจตัวเอง และนำออกสอนโลกด้วยความแน่ใจ อยากจะพูดว่าไม่มี แต่มีผ่อนๆ เอาไว้ว่า ไม่ค่อยมี เพราะยังมีอยู่บ้างนะ คำว่ามีอยู่บ้างก็คือท่านผู้ปฏิบัติธรรม ท่านจะได้ธรรมขั้นใดภูมิใดในการปฏิบัติของท่าน คือจากการปฏิบัติของท่าน ท่านจะนำธรรมเทศนาอันนั้นออกมาเทศน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นที่ตายใจได้ในภูมินั้นๆ ถ้าผู้สูงขึ้นไปเทศน์ก็ละเอียดเข้าไปๆ ถือเอาความรู้ของตัวเองออกแสดง ถ้าผู้เทศน์ผ่านพ้นไปหมดนี้โล่งไปหมดเลย ไม่มีอะไรขัดข้อง พุ่งๆ ถึงเลย เช่นพระอรหันต์ท่านเทศน์ ท่านไม่มีอะไรสงสัย เพราะท่านผ่านหมด ความผิดพลาดจะมีกับท่านที่ไหนไม่มี มีแต่ความถูกต้อง แสดงไปผู้ฟังก็ตายใจๆ ได้เลย ต่างกันมากนะ

เราได้มาเห็นในครั้งปัจจุบันนี้ ยกพ่อแม่ครูจารย์มั่นเป็นต้นเหตุ หรือเป็นปฐมฤกษ์ในหัวใจของชาวพุทธชาวปฏิบัติเราในสมัยปัจจุบันนี้ ก็คือท่านอาจารย์มั่น เป็นสักขีพยานในการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าได้เป็นอย่างดี แม้จะไม่จำนวนมากแต่ก็ได้ไม่สงสัย คือได้จำนวนน้อยอยู่นั่นเอง ได้เรื่อยๆ ไป เพราะฉะนั้นเวลาถึงวันที่ท่านจะเทศน์ จะประชุมวันนี้ ตอนค่ำวันนี้ ดูพระเณรนี้แหม กระหยิ่มยิ้มย่องเหมือนกับเด็กหิวนมแม่ ไม่ผิดอะไรกับเด็กกำลังหิวนมแม่ เห็นแม่นี่วิ่งใส่เลย อันนี้ก็แบบเดียวกัน พอท่านจะเทศน์นี่พระมาแล้ว อยู่วัดต่างๆ มา ฟังเทศน์แล้วกลางคืนก็กลับวัด องค์ไหนมายิ้มแย้มแจ่มใส คือจะได้ฟังเทศน์

เวลาท่านเทศน์ เรียกว่าจุใจๆ กลับไปด้วยความจุใจเลยพระ นั่นละธรรมทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น ขอให้ได้รู้ธรรมเถอะน่ะ ปฏิบัติธรรมแล้วต้องรู้ธรรมไม่มากก็น้อย เมื่อรู้ธรรมมากน้อยเพียงไร การแสดงออกจะเป็นความจริงมากน้อยเพียงนั้นๆ รู้ธรรมสูงขนาดไหนธรรมะจะยิ่งละเอียดแม่นยำเข้าไปโดยลำดับ จากการปฏิบัตินี่ละสำคัญ เพราะฉะนั้นจึงตายตัวได้ภาคปฏิบัติ ถ้ายังมีผู้ปฏิบัติธรรมทางด้านจิตตภาวนาอยู่ เรื่องมรรคผลนิพพานจะมีสืบต่อกันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ดังที่ท่านแสดงไว้แล้วว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยนั้นแล จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคตเมื่อเราตายไปแล้ว ทีนี้เมื่อมีผู้ปฏิบัติตามธรรมตามวินัยที่แสดงไว้แล้วนี้อยู่ พระอรหันต์ไม่สูญจากโลกนะอานนท์ นั่นท่านบอกไว้อย่างนั้น ถ้ายังมีผู้ปฏิบัติตามนี้อยู่ พระอรหันต์ไม่สูญจากโลก จะมีติดต่อสืบเนื่องกันไปจากการปฏิบัติ เพราะตามที่ท่านสอนไว้นั้นเป็นแผนที่ทางเดิน ผู้ปฏิบัติเดินตามแผนที่ก็ถึงละซิ

สดๆ ร้อนๆ นะธรรม ถ้าลงได้รู้ในใจแล้วสดๆ ร้อนๆ ไม่ได้ไปคิดแหละว่าครั้งนั้นครั้งนี้ พอเจอเข้าไปปั๊บสดๆ ร้อนๆ เหมือนกันเลย สดๆ ร้อนๆ เหมือนกัน ผู้เห็นธรรมแล้วเป็นผู้สดๆ ร้อนๆ ตลอด กับพระพุทธเจ้าไม่ห่างไกลกันเลย เป็นอันเดียวกัน ยิ่งผู้เป็นพระอรหันต์ด้วยแล้วเป็นอันเดียวกันเลยกับพระพุทธเจ้า ห่างกันที่ไหน ธรรมเป็นอันเดียวกัน ความบริสุทธิ์เป็นอันเดียวกัน แสดงออกมาก็แบบเดียวกัน จึงไม่มีอะไรสงสัย

แต่นี้มันไม่มีผู้ปฏิบัตินั่นซิ คำว่าชาวพุทธๆ เต็มเมืองไทยเรา แต่หาผู้ปฏิบัติตามแถวทางแห่งพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ไม่มี มันก็มีแต่ความรู้ที่จดจำกันมา แล้วก็หลอกกันไปหลอนกันไป ผู้เรียนมาก็ไม่ปฏิบัติตามที่เรียนมา มีแต่ความจำเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ นั่นเห็นไหม ถ้าเรียนมาแล้วไปปฏิบัติ ธรรมะจะแสดงเหตุแสดงผลขึ้นมาภายในใจ ขอให้พี่น้องทั้งหลายนำไปปฏิบัตินะ

หัวใจนี้ควรแก่การรับธรรมด้วยกันทุกคน ถ้าปฏิบัติแล้วธรรมจะสัมผัสที่ใจ จะรู้ที่ใจ ความแปลกประหลาดต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ในครั้งพุทธกาล จะมาปรากฏสดๆ ร้อนๆ อยู่ที่หัวใจของผู้ปฏิบัติธรรมนั้นแหละ จำให้ดีนะ จิตใจนี้ดีดดิ้นมาก เพราะไม่มียาเป็นเครื่องรักษา ไม่มีน้ำดับไฟเลย มันจึงเป็นไฟทั้งวันทั้งคืน แต่มีการอบรมจิตใจให้สงบอารมณ์บ้างเป็นบางกาล เท่ากับน้ำดับไฟ ใจของเราก็จะสงบในเวลาบังคับบัญชาด้วยอรรถด้วยธรรม จิตใจสงบแล้วจะปรากฏเย็นขึ้นและแปลกประหลาดภายในใจตัวเอง จากนั้นก็หยั่งความเชื่อลงถึงอรรถถึงธรรม ถึงมรรคผลนิพพานไปเลย ทีนี้ก็พยายามต่อไปเรื่อยๆ

ถ้าไม่ได้ทำเลยมีแต่อ่านหนังสือเฉยๆ เขาเหมือนเรา เราเหมือนเขา ไม่เห็นมีแปลกประหลาดอะไร คือมีแต่แผนที่ มีแต่แปลนบ้านแปลนเรือน เอามาไว้เต็มห้องก็เป็นห้องของแปลนบ้านแปลนเรือน ไม่ได้นำแปลนออกมากางและปลูกสร้างตามแปลน มันก็ไม่ปรากฏเป็นรูปเป็นร่าง เป็นตึกรามบ้านช่องขึ้นมา ก็เป็นแปลนเต็มห้องอยู่นั้นแหละ อันนี้ตำรับตำราพระพุทธเจ้าก็มีถึงสามปิฎก พระสุตตันตปิฎก หนึ่ง พระวินัยปิฎก หนึ่ง พระอภิธรรมปิฎก หนึ่ง นี่เรียกว่าแปลน เรียนมาก็ทิ้งไว้อย่างนั้นมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ไม่ปฏิบัติตาม

ถ้าปฏิบัติตาม พระสุตตันตปิฎก พระวินัยปิฎก พระอภิธรรมปิฎก มรรคผลนิพพานจะอยู่ที่นั่น ตึกรามบ้านช่องออกไปจากแปลน ก็อยู่ที่แปลนเป็นผู้ชี้บอก นี่ก็เหมือนกัน ให้เราปฏิบัติทุกคนนะโลกจะได้ชุ่มเย็นกับอรรถกับธรรม ที่จะให้ชุ่มเย็นตามกิเลสตัณหาไม่มีใครมีทางที่จะได้ชุ่มเย็น มีแต่ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟเป็นคู่แข่งกันไป เขาก็กิเลส เราก็กิเลส ว่าแข่งดีแข่งเด่น แข่งดีกันอะไร มันไม่มีความดีที่จะมาแข่ง มีแต่ความชั่ว มีแต่ฟืนแต่ไฟมาแข่งกัน มันก็ร้อนพอๆ กันนั่นแหละ พากันจำเอานะ เอาละพอ วันนี้พูดเท่านั้นละ ต่อไปนี้จะให้พร

ศ.รัตนา หลวงพ่อคะมีเรื่องจะกราบเรียนนิดหนึ่งค่ะ คือที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขาให้ลูกไปเป็นวิทยากรพูดให้เด็กฟัง ว่าการพัฒนาจิตใจให้สดใสในปีใหม่นี้ ลูกก็พูดให้นักศึกษาปริญญาตรีประพฤติตัวให้ดี เพราะส่วนมากเขาเป็นเด็กพุทธ มีอิสลามคนหนึ่ง คริสต์คนหนึ่ง ลูกก็บอกว่าทำบาปจะได้รับบาป ทำบุญจะได้รับบุญ เป็นกรรมเป็นเวร แล้วเขาถามลูกว่า อาจารย์เคยเห็นหรือนรกกับสวรรค์ ลูกบอกว่า ลูกเป็นลูกศิษย์หลวงตามหาบัว ท่านบอกว่าให้เชื่อพระพุทธเจ้าเถิดว่า นรกมีจริง สวรรค์มีจริง บาปมีจริง บุญมีจริง เขาก็บอกว่า แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าต้องมีกาลามสูตร คือต้องพิสูจน์ได้ เอ้า ถ้างั้นเธอเป็นเด็กผู้ชาย เขามาจากจังหวัดเชียงรายค่ะเด็กคนนั้น เขาว่าเขาเป็นพุทธแต่เขาไม่เชื่อ พระพุทธเจ้ายังบอกเลยว่าต้องพิสูจน์ได้ ถ้างั้นเธอก็ต้องไปบวชแล้วไปปฏิบัติให้จริงๆ ทำจริงจังก็อาจจะเห็น ครูเองไม่เห็นแต่ครูก็เชื่ออาจารย์

หลวงตา คือกาลามสูตรนั้นแสดงแก่พวกกาลามชน ตำรามีอย่างนั้น พระพุทธเจ้าแสดงธรรมะขั้นสูง คือปฏิบัติแล้วให้รู้ในตัวเอง ไม่ให้เชื่อตำรับตำรา ไม่ให้เชื่อใครก็ตามที่มาบอกกล่าว แม้ที่สุดครูบาอาจารย์ ไม่ให้เชื่อยิ่งกว่าความรู้ที่เกิดขึ้นจากภาคปฏิบัติของตนโดย สนฺทิฏฺฐิโก เข้าใจไหม พอผางขึ้นมานี้แล้วจะลงที่นี่หมด พระพุทธเจ้าก็ประมวลลงมาแล้ว เรียกว่าไม่เชื่อทั้งหลายนั้นคือให้เชื่อ สนฺทิฏฺฐิโก การปฏิบัติในตัวเอง แล้วจะประกาศกังวานขึ้นที่นั่น ไม่ต้องไปถามใครเลย นี่เรียกว่ากาลามสูตร ท่านแสดงให้แก่กาลามชน พวกนี้พวกมีอุปนิสัยที่จะบรรลุธรรมได้เร็ว พระพุทธเจ้าจึงแสดงธรรมขั้นสูงขึ้นทันที เข้าใจเหรอ แต่เขาเอาวิชาดอกเตอร์มาสอนเด็กจะได้เรื่องอะไรใช่ไหม

ศ.รัตนา ตอบเขาไม่ค่อยได้เจ้าค่ะ

หลวงตา เข้าใจละหลักเกณฑ์มันเป็นอย่างนี้ คือกาลามสูตรนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พวกกาลามชน ผู้มีอุปนิสัยที่จะบรรลุธรรมได้อย่างรวดเร็ว จึงจับเข้าไปตรงนั้นเลย อย่าไปเชื่อใครๆ ให้เชื่อตัวเอง ธรรมะประเภทนี้จะเป็นผู้รู้ในตัวเองขึ้นโดยลำดับลำดา เพราะฉะนั้นจึงปัดออกหมด ให้ประมวลกำลังเข้ามาสู่นี้ในภาคปฏิบัติของตัวเอง แล้วจะรู้ขึ้นนี้ๆ ไม่ต้องถามใคร แม้พระพุทธเจ้าประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ถาม สนฺทิฏฺฐิโก พระองค์ประกาศไว้แล้วว่ารู้ด้วยตนเอง เข้าใจแล้วนะ พวกเขาเอากาลามสูตรมาถามก็พวกนี้พวกบ้าละมาถาม พระพุทธเจ้าสอนคนประเภทนั้น แกมาสอนอะไรพวกประเภทนี้พวกตาบอด แกไม่ตาบอดแกเอานี้มาสอนได้ยังไง ให้ว่าอย่างนั้นเข้าใจไหม ต้องเป็นคนตาบอดจึงเอาธรรมประเภทนี้มาสอน ถ้าเป็นคนตาดีจะไม่สอน อ้าว มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ กาลามสูตรสอนธรรมะขั้นสูง คือนี้ตัดออกหมด

ศ.รัตนา คือเด็กส่วนใหญ่จะไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ บอกว่าอาจารย์เพ้อเจ้อ

หลวงตา ก็มันใหญ่ด้วยความมืดบอด ส่วนใหญ่มีแต่ความมืดบอดด้วยกัน เรียกว่าเด็กส่วนใหญ่ ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ พวกเราส่วนใหญ่ เข้าตรงนั้นเลย นี่ละให้เข้าใจเอาไว้ ธรรมะหลายขั้นที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่ได้แสดงแบบเดียวกัน ธรรมะหลายขั้น ขั้นที่จะปัดออกหมดให้ลงในเชื่อตัวเองนี้ก็ลงปึ๋ง

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก