สายทางที่จะนำเราให้หลุดพ้นจากทุกข์
วันที่ 30 ธันวาคม 2547 เวลา 18:10 น.
สถานที่ : กุฏิกลางน้ำ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

 

เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม

เมื่อค่ำวันที่ ๓๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗

สายทางที่จะนำเราให้หลุดพ้นจากทุกข์


หลวงตา เขาเอากระดูกพ่อแม่ครูจารย์มั่นไปปั้นเอาไว้ที่ที่เราพัก กุฏินั่นนะ ไปอยู่ที่นั่น เป็นอะไร เป็นทองคงไม่ใช่ เขาเรียกอะไรมันหลายอย่างนะ ที่ปั้นรูปเหมือนท่านน่ะ มันมีอะไรบ้างที่เอามาปั้น

โยม สัมฤทธิ์ครับ

หลวงตา นั่นซิ ทองแท้คงไม่ใช่ พวกทองพวกอะไร พวกเหล็กพวกทอง เขาอาจจะมีอะไรบ้าง รูปเรามันก็แอบไปมีแล้วนะ รูปเราน่ะ มันค่อยขโมยแบบนี้ก็มี เข้าใจไหม ขโมยแบบโลกก็มี ขโมยแบบธรรมนี้ก็มี มันขึ้นหน้าขึ้นตาเหลือเกินเรื่องวัตถุ เพราะฉะนั้นเราจึงได้ตีไว้ เอามาให้เราก็ไม่เอา ให้เอาคืน แม้รูปพระพุทธเจ้าก็ตาม เราเคารพพระพุทธเจ้าแต่ไม่เคารพกิริยาที่ทำมาอย่างนี้ ทำให้ลืมตัว ทำง่ายๆ นิดเดียวๆ การปฏิบัติตัวไม่สนใจเลย พระสาวกทั้งหลายท่านไปบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในป่าจนกระทั่งสำเร็จมรรคผลนิพพานเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเรา ไม่ปรากฏมีองค์ไหนบ้างที่ได้แบกพระพุทธเจ้า หามพระพุทธเจ้าไปด้วย

ท่านก็บอกว่าธรรมอยู่ที่ใจ สอนลงที่ใจ สอนที่ใจ ไม่ได้สอนให้แบกพระพุทธเจ้า ไปไหนให้แบกไปนะ ท่านไม่ได้สอนอย่างนั้น นั้นเป็นด้านวัตถุ หยาบๆ ด้านธรรมะที่จะเป็นผลเป็นประโยชน์แก่ตน ท่านเน้นหนักในจุดนี้ต่างหาก ไม่มีใครละที่จะห้ามอย่างเรา เรามันไม่สนใจกับอะไรมีแต่เหตุผลอรรถธรรมเท่านั้น นอกนั้นใครจะมาใหญ่กว่าธรรมไม่ได้

มานี้ โอ๋ย พระพุทธรูปเอาไปถวายพระ ท่านก็เกรงใจ ใครก็ขนไปๆ ให้พระท่านแบก ในห้องมีตั้งแต่พระพุทธรูปที่เขาเอาไปถวายท่านนั่นแหละ จนจะหาที่หลับที่นอนก็ไม่มี เราเห็นด้วยตานี่ เราก็ทราบว่านี้เพราะความเกรงใจอะไรๆ อาจประกอบกับท่านก็ชอบของขลังอยู่ด้วย มันก็เลยบวกขึ้นเป็นอย่างนั้น เลยเกลื่อนไปหมดเรื่องวัตถุ เอะอะปุ๊บปั๊บเอามาแล้ว ปุบปับเอามาแล้ว ปัดเรื่อยนะเรา ไม่เหมือนใคร มันไปอย่างนั้นแหละ มันไม่ได้เข้าไปข้างใน ข้างนอกยุ่งมากที่สุด ข้างในไม่สนใจปฏิบัติ ฝึกฝนทรมานตน

อันนั้นเป็นเครื่องอาศัยเพียงเล็กน้อยภายนอก เช่น พระพุทธรูป ไปอยู่ที่ไหนพอกราบพอไหว้แล้วก็พอ อันนี้จะกลายเป็นโรงงานขายพระพุทธเจ้าทั้งองค์ๆ ทั่วประเทศเขตแดน มันเป็นอย่างนั้นแล้วนะ โรงงานขายพระพุทธเจ้า โรงงานขายพระเต็มไปหมด ใครมาก็ยื่นให้ๆ ปัดเลยเรา ไม่เอา ไม่เล่นด้วย เราคิดด้วยเหตุด้วยผลเรียบร้อยแล้ว อย่างน้อยทำให้คนลืมตัว มากกว่านั้นก็เลอะเทอะ ไม่รู้สึกตัวเลย

จุดสำคัญ พระพุทธเจ้าท่านสอนลงนั้นนะ ไม่เคยมีตำราใดที่สอนไปที่ไหนให้แบกเราตถาคตไปด้วย ถ้าแบกไม่ได้ให้หามนะ ถ้าองค์ใหญ่ให้หามไปนะ ไม่เห็นว่า บอกศีลบอกธรรม บอกการประพฤติปฏิบัติแก้ไขข้าศึกศัตรูซึ่งมีอยู่ภายใน ให้แก้ลงภายในนี้ ดัดแปลงตัวเองนี้ให้ดี มันก็ดีขึ้นๆ กราบพระพุทธเจ้า กราบสนิทอยู่ภายในใจ นั่นกราบโดยแท้ มันเป็นอย่างนั้นนะ ในวัดจึงไม่เห็นมีเท่าไร พระพุทธรูปเห็นไหม แท่นพระเรา ใครอย่ามายุ่งไม่ได้ ให้เอาคืนต่อหน้าเลย

ใครจะว่าเราประมาทพระพุทธเจ้า เราเทิดทูนพระพุทธเจ้านั่นเอง ตรงกันข้ามนะ เอามาเหมือนของไม่มีค่า เอามาโยนมาทิ้งไว้อย่างง่ายดายๆ สร้างง่าย สร้างพระพุทธรูป เท่าไรบาทก็แล้ว แต่จะสร้างตัวเองไม่สนใจ เอานั้นสร้างนั้นแทน มันเลยเลอะเทอะไปหมดด้วยวัตถุ อยู่ที่ไหนเกลื่อนไปหมด ไม่มีเฉพาะวัดป่าบ้านตาด มีเฉพาะองค์ที่จำเป็นๆ ครูบาอาจารย์ก็เหมือนกัน เอาไว้ด้วยเหตุด้วยผลทุกอย่าง ไม่ได้เลอะๆ เทอะๆ

พระไม่พินิจพิจารณาใครจะพิจารณา พระเป็นผู้นำของคน เราต้องเป็นผู้นำของเราด้วยความถูกต้องดีงามไปก่อนถึงจะนำผู้อื่นได้ ให้ดิบให้ดีได้ เจ้าของก็เลอะเทอะ มันก็เลยเลอะเทอะไปหมด นี่ไม่ทำ อย่างนั้นไม่เอา ขัดใครก็ตามไม่ขัดธรรมเสียอย่างเดียวพอใจ เรื่องโลกหาประมาณไม่ได้ ไม่มีประมาณ ไม่มีค่าไม่มีราคาเหมือนธรรม ธรรมนี้มีค่าสูงส่งเลย มันแย็บออกตรงไหนนี่ ถ้ามันขัดธรรมนี้ หมอบทันทีเรา นี่ละเรานำโลกนำสงสาร เราจึงไม่มีที่ต้องติตัวเอง ผู้อื่นผู้ใดจะไปหาฟ้องร้องอะไรเราก็เป็นเรื่องของเขาเอง เราไม่มีอะไร ถ้ามันมีมูลมีเหตุที่เขาฟ้องร้องเขาโจมตี ก็แสดงว่ามลทินไปจากนี้จริงๆ นั่นก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง นี่เราไม่มี เขาจะว่าอะไรก็เป็นเรื่องของเขาไป เพราะเราไม่มีจริงๆ ในใจอันนี้

ที่ช่วยโลกคราวนี้ เราบอกตรงๆ เราเปิดหมดเลย คิดดูซิบาทหนึ่งเราไม่เคยแตะ ฟังซิท่านทั้งหลายหาที่ไหน ทองคำ ดอลลาร์ เงินสด ทั่วประเทศไทย มีมากขนาดไหน ไม่เคยแตะ เข้าตามจุดๆ โดยทางเหตุผล เช่น เงินสดนี้มันมากต่อมาก ทางเหตุผลของเรามี ที่จะจับจ่ายไปทางไหนๆ ต้องมีเหตุมีผลทุกอย่าง จ่ายมากจ่ายน้อยให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ต่ออรรถต่อธรรม เราถึงทำ อะไรที่ขวางปั๊บนี้หลบทันที ไม่ฝืน เรานำโลกมาเรานำอย่างนี้ต่างหาก เราจึงไม่มีอะไรที่ระแคะระคายในตัวของเรา ถึงใครจะโจมตีเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็ให้เป็นเรื่องของเขาไป ไอ้ปากสกปรกไม่มีประมาณ ปากอรรถปากธรรมต้องมีประมาณ กิริยาของผู้มีอรรถมีธรรมต้องมีประมาณ มีเหตุมีผลหลักเกณฑ์เป็นเครื่องประกันความดีงามไปในนั้นเสร็จ นั่นมันถึงถูก

อย่างนำพี่น้องทั้งหลายนี้ก็เหมือนกัน เอา ว่าให้ได้เลยชัดเจน เงินทั่วประเทศไทยไหลเข้ามาสู่หลวงตาบัวเป็นผู้รับผิดชอบ มันจะไม่รั่วไหลไปไหนได้หรือ นี้ไม่รั่ว บอกตรงๆ เราควบคุมหมด เพราะเราจริงจังทุกอย่าง ไม่ได้มีเหลาะแหละ การปฏิบัติตัวของเราก็อย่างนั้น เราไม่มีเหลาะแหละ ว่าเป็น-เป็น ว่าตาย-ตายเลยจริงๆ ชีวิตไม่เสียดายยิ่งกว่าธรรม เคารพธรรมมากที่สุด เราเทิดทูนอย่างนั้นตลอดมา จึงไม่มีที่ตำหนิติเตียนในการประพฤติปฏิบัติตัวเอง เด็ดก็เด็ดเป็นธรรมไปเสีย ไม่ได้เด็ดแบบโหดร้ายทารุณแบบความเสียหาย เด็ดเพื่อธรรม

เพราะกิเลสมันเป็นคลื่นของมัน คลื่นหนักคลื่นเบา คลื่นควรเด็ดต้องเด็ดใส่กัน ไม่เด็ดไม่ได้ มันก็ซัดกันตรงนั้นๆ มันเป็นธรรมทั้งนั้นนี่ เวลานำพี่น้องทั้งหลายมานี้เราไม่เคยมีอะไรในใจของเรา ไม่มีเลย บริสุทธิ์ขนาดนั้นนะ เราจะเล็งใจของเราตลอด เราไม่เอาอะไรมาเป็นประมาณ เราจะดู คิดอ่านตรงไหนๆ จะพาพี่น้องชาวไทยเราดำเนินอย่างไรๆ เราจะพิจารณาของเราเสียก่อน เมื่อถูกต้องดีงามแล้วก็พาก้าวเดินๆ อะไรขัดไม่ทำ

ทางด้านวัตถุก็เหมือนกัน การแนะนำสั่งสอนก็สั่งสอนโดยธรรมล้วนๆ ไม่สงสัยในการสั่งสอนทุกแง่ทุกมุมในธรรมทุกขั้น พูดให้มันตรงศัพท์ตรงแสงตรงความจริงก็คือว่า ได้เรียนมาแล้ว เหตุผลเต็มภูมิแล้ว เข้ามาอยู่ในใจนี้หมด เอาออกจากใจสอนเลยทีเดียว เราจึงไม่สงสัย ไม่ได้เป็นแบบลูบๆ คลำๆ มันแน่ใจทุกอย่าง สอนโลกด้วยความแน่ใจทุกอย่างไม่สงสัย ในธรรมทุกแง่ทุกมุมที่พระองค์ทรงสอนไว้ เป็นสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้วทั้งนั้น ไม่มีอะไรจะเป็นส่วนเกินพอจะตัดออก หรือบกพร่องควรจะเพิ่มเติมเข้าไป ไม่มี เรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้วๆ ไม่ว่าแง่ใดมุมใดของธรรม ทรงตรัสไว้ตรงไหน แม่นยำๆ หมด หาที่ค้านไม่ได้ เอาภาคปฏิบัติพิสูจน์กัน

เพียงเราอ่านไปตามตำรับตำรามันผิดๆ พลาดๆ บางทีตำราก็มีผิดพลาดบ้าง ส่วนมากตัวของเรานี่ตัวผิดพลาด ไปตีความหมายตนเอง แล้วเอาความเชื่อไม่เชื่อออกจากกิเลสไปเหยียบยำทำลายความจริงเสียมากต่อมาก เรียนมาแล้วมันจึงเอาเป็นประมาณไม่ได้ทั้งตัวเอง และไปสอนคนอื่นก็เอาเป็นประมาณไม่ได้ เพราะไม่ได้ของจริงไปสอน มันได้แต่ความจำไปสอนเฉยๆ ความจำ จำมาเรียนมาอย่างไรก็จำอย่างนั้น ดีไม่ดีก็เถลไถลเหยียบความจำไปอีก ไม่เชื่อพระพุทธเจ้าไปเสีย มันก็ผิดไปสองชั้นสามชั้น

ภาคปฏิบัตินี่เป็นภาคเอาจริงเอาจังมาก คิดดูซิกิเลสมันละเอียดขนาดไหนพระพุทธเจ้าพังลงได้หมด กิเลสเป็นตัวทำให้สัตว์โลกงุ่มง่ามต้วมเตี้ยมโซซัดโซเซตกเหวตกบ่อ มีแต่กิเลสพาให้ตก ธรรมท่านไม่ได้พาให้ตก แต่มันไม่อยากไปตามธรรม มันอยากไปตามที่จะให้ตกเหวตกบ่อ อันตรายจึงรอบโลกธาตุ ไม่มีใครได้รับความผาสุกเย็นใจเลยเพราะวิ่งตามกิเลสด้วยกัน มาหากันเอาตั้งแต่เรื่องทุกข์เรื่องลำบากลำบนของแต่ละคนๆ ที่ตะเกียกตะกายมาแล้ว ก็มาระบายต่อกัน ไม่ทราบจะระบายต่อใคร ใครก็มีทุกข์เต็มหัวใจออกมาจากปากทุกคน หูก็ฟังไม่ทันซิ คนนั้นก็อยากพูด คนนี้ก็อยากพูด ระบายตั้งแต่ความทุกข์ความลำบากออกมาสู่กันฟัง

เฉพาะอย่างยิ่งในงานศพ เป็นอย่างนั้นงานศพ ไม่ได้มาเพื่ออรรถเพื่อธรรมนะ มาเผาศพ มาเพื่อระบายทุกข์ มาด้วยความเห็นแก่หน้าแก่ตา เห็นว่าเป็นมิตรเป็นสหายแล้วก็มา มาอย่างนั้นแหละ แล้วสุดท้ายความทุกข์มันมีอยู่ในหัวใจทุกคน มันก็ต้องออกมา ครั้นออกมาแล้วก็ระบายทุกข์ต่อกัน พระจะสวดอะไรๆ ไม่สนใจทั้งนั้น คุยกันสนุกเลย พระสวดอะไรก็สวดไปเรื่อยๆ นี่ละมาเผาศพแต่ละครั้ง มันไม่ได้มาเพื่ออรรถเพื่อธรรม มันมาด้วยอำนาจของกิเลสลากมา ความเห็นแก่หน้าแก่ตา โมกโขโลกนะก็เป็นเรื่องกิเลสเสีย มาที่จะพินิจพิจารณาให้เป็นอรรถเป็นธรรมเพื่อเป็นคติเครื่องเตือนใจตัวเองไม่ค่อยมี มันมีแต่แบบเดียวกัน มาก็ระบายต่อกันฟัง ความทุกข์ความเดือดร้อนยุ่งไปหมด

เรื่องนี้มีกี่เรื่องเต็มอยู่ในหัวอกของแต่ละคนๆ ใครก็อยากระบายๆ ขายไม่ออกซิ เพราะต่างคนต่างมี ต่างคนต่างล้นปากล้นหัวใจ เรียกว่าล้นตลาด แล้วใครจะไปฟังใครล่ะ เวลาพระมาสวดอะไรไม่สนใจจะฟัง เป็นอย่างนั้นนะ เราเทศน์อยู่ในกรุงเทพฯ นี่ มันดูไม่ได้เลย เขานิมนต์เราไปเทศน์ เราไม่อยากไปเท่าไร เขามาวิงวอนมาขอเราก็เลยไป ครั้นไปแล้วมันก็เป็นอย่างว่าแหละ เทศน์ใส่เสียเปรี้ยงๆ เลย หลังจากนั้นเงียบหมดเลย นั่นเห็นไหมล่ะ ธรรมะปราบออกเสียบ้างซิ ตั้งแต่นั้นเราไม่เคยไปเทศน์ในงานศพเลย ศพนั้นศพนี้ ขี้เกียจไปยุ่งกับของสกปรก กองทุกข์ที่กิเลสสร้างขึ้นมา ตัวเองเป็นผู้สร้างขึ้นมาแล้วก็มาระบายต่อกันให้เลอะเทอะไปหมด

นี้ปฏิบัติรักษาชำระอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เลอะเทอะเข้ามาจึงไม่อยากยุ่ง ไปที่ไหนเราไม่ได้ไปเห็นแก่เงินแก่ทองแก่ข้าวแก่ของ ไปด้วยอรรถด้วยธรรมล้วนๆ เทศน์สอนคนเราก็สอนด้วยความเมตตาล้วนๆ เราไม่ได้หวังอะไร จะเอาอันนั้นมาอวดเรา อย่าเอามาอวด ปาเข้าป่าต่อหน้าเลย จริงๆ นะ ไม่มีอะไรเลิศเลอยิ่งกว่าหัวใจคน เลวยิ่งกว่าหัวใจคน เพราะฉะนั้นจึงต้องสอนลงที่หัวใจคนเพื่อได้ฟื้นตัวขึ้นมาสู่ความดีงาม จึงต้องอุตส่าห์พยายามแนะนำสั่งสอน วัตถุสิ่งของอะไรๆ อยู่ที่ไหนมันก็มี อดอยากอะไร แม้แต่ไปอยู่ในป่าในเขาก็ไม่เห็นตายนี่วะ นี้ก็เคยอยู่มาแล้ว ไปบิณฑบาตกับชาวบ้านเขา สามหลังคาเรือน สี่หลังคาเรือน เขาอยู่ในเขา เป็นหย่อมๆ

มองไปนี้เห็นแต่ภูเขา เหมือนไม่มีบ้านคน เวลาไปจริงๆ มันมีอยู่ในนั้น แห่งละสามหลังคาเรือน สี่หลังคาเรือน เขาอยู่ในป่าในเขา ถากถางป่านั้นปลูกข้าว พวกนี้ทำลายป่า ปลูกข้าวปลูกอะไรแล้วก็มากินกัน ถ้าไม่พอก็ลงไปเอาข้างล่าง เอาอาหารข้างบนเป็นสัตว์เป็นเนื้อเป็นอะไรลงไปแลกเปลี่ยนขึ้นมา นี่ก็ไปอยู่กับเขาก็ไม่เห็นตาย ยิ่งพ่อแม่ครูจารย์มั่นด้วยแล้วสมบุกสมบันที่สุดเลย ท่านเคยเล่าให้ฟัง คือเวลามันไปผ่านท่านก็เล่า ท่านไม่ได้เล่าเพื่อยกโทษยกคุณผู้ใดแหละ ท่านเล่าตามสายทางเดินของการพูดเรื่องราวต่างๆ ไป ส่วนมากท่านมักฉันแต่ข้าวเปล่าๆ ท่านว่า ท่านก็ว่าไปเฉยๆ ก็เราไปหาอย่างนั้น เราไปดัดสันดานตัวของเรา เขามีอะไรเขาก็เอามาให้ เราก็ฉันตามมีตามเกิด ท่านว่าอย่างนั้น

ไปบางแห่งเขาว่าพระกรรมฐานท่านฉันแต่ถั่วแต่งา ท่านไม่ฉันเนื้อฉันปลา ท่านเล่าให้ฟัง ทีนี้เขาไม่มีถั่วมีงาเขาก็มีแต่ข้าวเปล่าๆ เขาว่าเราไม่ฉันเนื้อฉันปลา เขาก็ไม่เอามาให้ เพราะว่าเราไม่ฉันเนื้อฉันปลา ท่านฉันแต่ถั่วแต่งา ทีนี้ถั่วงาเขามีหรือไม่มีก็ตาม แต่ไม่เห็นเขาเอามาให้ ท่านว่าอย่างนั้น เราก็ฉันข้าวเปล่าๆ ท่านว่าฉันไปนานแสนนาน บางแห่งกว่าเขาจะรู้เนื้อรู้ตัวก็นานแสนนาน ทีนี่พอเขารู้เนื้อรู้ตัวบ้างแล้วเราก็เปลี่ยนที่ไปเสีย ท่านว่า

นี่ท่านลำบากขนาดไหนพ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านไม่ได้สนใจกับเรื่องอาหารการบริโภคอะไรเลย ไม่สนใจ มีแต่มุ่งต่ออรรถต่อธรรม ความสงบวิเวกเพื่อบำเพ็ญธรรมด้วยความสะดวกสบาย ท่านไปอยู่ในสถานที่เช่นนั้นๆ ท่านไม่ได้ยุ่งเหมือนเรื่องของโลกนะ ใจของท่านเป็นธรรมล้วนๆ อดอยากขาดแคลนจิตไม่ห่างจากธรรม หมุนไปกับธรรม สิ่งเหล่านั้นเป็นเครื่องอาศัยธาตุขันธ์พอได้เป็นไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น

เพราะฉะนั้น ผู้บำเพ็ญธรรมด้วยความมุ่งหวังต่อธรรม จึงได้ผลเป็นที่พอใจๆ แล้วหลุดพ้นได้เลย เพราะตั้งใจปฏิบัติจริงๆ ด้วยอรรถด้วยธรรม ท่านมายุ่งอะไรกับสิ่งภายนอกเหล่านั้น ท่านไม่ยุ่ง นี่ละสายทางของพระพุทธเจ้าจริงๆ ท่านเป็นอย่างนั้น ครั้งพุทธกาลมี ตำรับตำรามีมาหมด ท่านไม่ได้ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม อันนี้มันกลายเป็นเรื่องกิเลสเป็นศาสนาแล้วนะเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ธรรมว่าเป็นศาสนา คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นศาสนา มันไม่ได้มีนะ มีก็มีแต่ในคัมภีร์ใบลาน จับยัดใส่ตู้ไว้แล้วก็ล็อกกุญแจไว้แล้วไม่มีใครดู มีแต่เรื่องสกปรกโสมมออกเพ่นพ่านๆ แสดงเต็มลวดลายของตัว ทั้งประชาชนทั้งพระทั้งเณร ใครจะไปสนใจอรรถธรรม รักสงวนธรรม แหม มีน้อยมากนะ มันไม่น่าสลดสังเวชยังไง

ศาสนาเวลานี้ค่อยจมลงๆ ก็พวกเราชาวพุทธนี้แหละเหยียบย่ำศาสนาจะเป็นใครไป ผู้รักษาท่านรักษาอยู่ เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ยุ่งกับใครๆ ท่านปฏิบัติอยู่ในป่าในเขา อยู่อย่างไรฉันอะไรท่านสบายไปหมดเลย ขอให้ธรรมนั้นได้เข้าสู่จิตใจด้วยความพากเพียร อันเป็นความสะดวกในการบำเพ็ญท่านก็พอใจแล้ว ท่านเป็นอย่างนั้นพระพุทธเจ้าพระสาวกทั้งหลาย แถวทางก็มี เรียนมาด้วยกันทุกคน แต่มันไม่ได้สนใจ สิ่งที่เพ่นพ่านๆ มันมีในตำราที่ไหน สอนว่าให้ทำอย่างนี้ไม่มี แต่มันก็เต็มบ้านเต็มเรือน เต็มวัดเต็มวา เต็มพระเต็มเณรอยู่นั้น ไปที่ไหนมีแต่เรื่องส้วมเรื่องถาน เต็มกิริยาอาการความเคลื่อนไหวของประชาชนและพระเณรเรา ในวัดในวานอกวัดนอกวา เป็นลักษณะเดียวกันหมด เพราะไม่รักษา วิ่งตามกิเลสหัวซุกหัวซุน มันเป็นไปโลก

อยู่ในวัดนี่ก็หันหน้าออกนอกวัด หันหลังให้วัด ไม่ได้สนใจในธรรมแต่สนใจกับโลกกับสงสาร นี่เรียกว่าหันหน้าออกนอกวัด อารมณ์ต่างๆ เป็นอารมณ์ของโลกทั้งนั้น อารมณ์ของธรรมที่จะสั่งสมความดีแก่ตนและเป็นคติตัวอย่าง และเป็นกำลังใจของกันและกันนี้ เราอยากจะพูดว่าไม่มีนะทุกวันนี้ มันเลวลงขนาดนั้นจิตใจชาวพุทธเรา ไม่ได้ดีขึ้นนะ มันเลวลงๆ แล้วการสั่งสอนกันก็จะสั่งสอนไปหาอะไร ท่านปฏิบัติมาท่านปฏิบัติแทบล้มแทบตาย ได้มาจะเอากะปิมาละลายทะเล ไม่เกิดประโยชน์อะไร

ผู้ท่านทรงมรรคทรงผลท่านทรงแบบนี้ สมบุกสมบันเรื่องความทุกข์ความลำบากในธาตุในขันธ์ความเป็นอยู่ปูวายอะไรท่านไม่สนใจ ท่านมุ่งแต่อรรถแต่ธรรมอยู่ตลอดเวลา ทีนี้ธรรมเมื่อได้รับการบำรุงรักษาแล้วก็ค่อยเจริญเติบโตขึ้นมา สงบร่มเย็น สง่างามขึ้นมาๆ เรื่อยๆ แล้วก็ยิ่งเป็นเครื่องดูดดื่มภายในจิตใจ ให้หนักในทางความเพียรมากขึ้นๆ ผลประโยชน์ที่ได้จากความเพียรก็เพิ่มเข้าไปๆ จิตใจยิ่งสง่างามขึ้นไป สง่าผ่าเผยเรื่อยๆ อยู่ที่ไหนมีแต่ธรรมภายในใจ ท่านไม่ได้มีโลกนะ มีแต่ธรรมภายในใจ มองเห็นอะไรๆ คิดเป็นอรรถเป็นธรรมทั้งนั้น ไม่ได้คิดเป็นกิเลสตัณหา ตาหูจมูกลิ้นกายสำหรับใช้ กิเลสเอาไปใช้เสียมากกว่าธรรมที่จะใช้ แม้นักบวชก็ตามเป็นอย่างนั้นเสียมากต่อมาก

แต่ผู้ปฏิบัตินี้จะทบทวนอารักขากันตลอดเวลา ระมัดระวัง ท่านจึงเรียกว่าสำรวมๆ สำรวมตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่ให้มันออกเพ่นพ่านไปตามกิเลส จะขาดทุนสูญดอกโดยลำดับจนกระทั่งจมไปได้เลย ถ้านำอันนี้ไปใช้ตามอำนาจของกิเลสแล้ว มีแต่ความล่มความจม ทางตาก็จม ทางหูก็จม จมูกลิ้นกายจมไปหมดเพราะการได้เห็นได้ยินได้ฟังสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัย ถ้าใจเป็นธรรมๆ แล้วมองเห็นอะไรพับพลิกเป็นธรรม แล้วยิ่งจิตมันหมุนเข้ามาแล้วอะไรเป็นธรรมหมด คือจิตหมุนเข้ามาด้วยกำลังของธรรม มีมากต่อมากในจิตใจ มองไปที่ไหนเป็นธรรมไปหมด ตาหูจมูกลิ้นกายนี้ธรรมออกใช้ทั้งนั้น กิเลสไม่ได้นำออกใช้ ทีนี้อยู่ภายในอยู่ลำพังนี้ความคิดความปรุงนี้เป็นไปด้วยสติเป็นไปด้วยปัญญาเป็นธรรมล้วนๆ นั่นละธรรมเมื่อมีกำลังแล้ว อยู่ไหนเป็นธรรมไปหมด ถ้าเวลาเป็นกิเลสอยู่ไหนมันก็เป็นกิเลส อยู่ในวัดก็เป็นกิเลส อยู่นอกวัดก็เป็นกิเลส ไปนอนอยู่ในคัมภีร์ก็เป็นกิเลส ถ้าใจเป็นกิเลสแล้วไม่มีอะไรดี เพราะฉะนั้นท่านจึงสั่งสอนจิตใจให้ดี

มันเลอะๆ เทอะๆ มากนะเวลานี้ชาวพุทธเรา ชาวพระเรา เลอะเทอะจนจะดูไม่ได้ ท่านผู้รักษาท่านรักษาอยู่อย่างเข้มงวดกวดขัน เพื่อความสะอาดสวยงามภายในจิตใจ กายวาจา ความประพฤติ หน้าที่การงานของท่านก็มีแต่งานเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา ชำระกิเลสตัวมหาภัยออกจากใจ ทีนี้เมื่อมีการอารักขาชำระสะสางอยู่ตลอดเวลา จิตใจก็ค่อยงอกเงยขึ้นมาๆ เจริญขึ้นมาเรื่อยๆ นั่นเป็นอย่างนั้น สิ่งใดก็ตามถ้าได้รับการบำรุงรักษาส่งเสริมแล้วเจริญทั้งนั้น กิเลสก็ส่งเสริมมันไปซิ เดี๋ยวนี้มีแต่ส่งเสริมกิเลส เพราะฉะนั้นมันจึงเจริญรุ่งเรืองเต็มหัวใจคน เท่ากับไฟกองหนึ่งๆ เผาหัวใจๆ ตลอดทั่วถึงกันหมด ถ้าธรรมเจริญแล้วจะเย็นๆ เย็นตลอดเวลา

เราพูดถึงเรื่องความอัศจรรย์ของใจนี้ขอให้ท่านทั้งหลายฟังให้ดี ที่เรามาสอนนี้ถอดออกมาจากหัวใจที่เป็นธรรมชาติอัศจรรย์อยู่ตลอดเวลานะมาสอนนี่นะ นี่เปิดให้ชัดเจน ความชั่วเขาเปิดกัน ทำกันได้ทั่วโลกไม่มียางอาย คือคนทำชั่วไม่มียางอาย ว่าที่ลับที่แจ้ง ว่าไปอย่างนั้น มันไม่มีที่ลับที่แจ้ง มันนิสัยสันดานหยาบพอแล้ว เขายังแสดงได้ทำได้ ทำไมธรรมเป็นของเลิศของเลอของดีของประเสริฐ เมื่อเสาะแสวงหามาได้ ทำไมจะพูดไม่ได้ สิ่งที่เป็นของดี อย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้ขึ้นมานี้ให้กิเลสไปลบหมดได้หรือว่าไม่มีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ธรรมที่สอนโลกให้ได้รับความสงบร่มเย็นและหลุดพ้นจากทุกข์ไปมากมายก่ายกอง ไม่มีแล้วหรือธรรม มีตั้งแต่กิเลสเหยียบหัวคนนั่นหรือ

พูดตามความสัตย์ความจริง นี้มันก็จวนจะตายแล้วนี่ พูดเปิดเผยออกมานี่ ไม่เคยสะทกสะท้านอะไรกับสามแดนโลกธาตุ ใครจะว่าโอ้ว่าอวดอะไร มันปากสกปรก ใจของเราที่นำธรรมออกมาจากหัวใจที่บริสุทธิ์เต็มเหนี่ยวนี้แล้ว เราจะไปสะทกสะท้านกับอะไร กับของสกปรก อันนี้ของดีแจกจ่ายกันไปซิ ไม่ใช่แจกจ่ายตั้งแต่ต้มยำหมา ธรรมะก็ต้องแจกจ่าย แจกจ่ายธรรมะนี้มากยิ่งกว่าแจกจ่ายต้มยำหมา ก็มีวันนี้เท่านั้นแหละที่เราจะต้มยำหมาให้ลูกศิษย์กิน จะว่าอย่างไร

โห อะไรจะไปเหมือนใจ มันอัศจรรย์ขนาดนั้น ดังที่พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัย ฟังซิน่ะ ก็บำเพ็ญพระบารมีมาสักเท่าไร ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าท่านก็คาดก็หมายเอาว่า เมื่อบำเพ็ญธรรมได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วจะสอนโลกได้อย่างสะดวกสบาย มันไม่ได้เจออย่างจังๆ ซิ เวลาตรัสรู้แล้วมันเจอหมด เจอธรรมก็เจออย่างจังๆ เจอโลกสมมุติก็เจออย่างจังๆ ด้วยกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วมันก็เหมือนโลกธาตุหวั่นไปเลย มันกระเทือนอย่างแรง กระเทือนธรรมที่เลิศเลอจากพระทัยก็กระเทือนอย่างแรง กระเทือนเรื่องความสกปรกโสมมเป็นฟืนเป็นไฟของสามแดนโลกธาตุนี้ก็อย่างแรง มันพอๆ กัน

ที่หันหน้ามาสอน ทีแรกว่าจะสอนนั่น พออันนี้จ้าขึ้นไปแล้วมันไม่ใช่วิสัยใครที่จะหลุดพ้นไปได้ตามที่คาดคิดไว้แต่ก่อน เหมือนหนึ่งว่าไม่ใช่วิสัยของโลกจะรู้ได้แล้ว คือมันเลยเสียทุกอย่าง จนถึงขนาดที่ว่าไม่ใช่วิสัยที่จะสอนโลกแล้ว มองไปอันนี้กับธรรมชาตินั้นต่างกันอย่างไรบ้าง นี่ละท้อพระทัย ไม่ถึงขนาดท้อพระทัยท้อได้หรือ ก็ทรงปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้ามานานหลายกัปหลายกัลป์หลายอสงไขย ทีนี้เวลาผางขึ้นมานี้ไม่ใช่ความคาดความคิดนะ เป็นหลักธรรมชาติที่เกิดเอง พอจ้าขึ้นมานี้มันเห็นทั้งแดนอัศจรรย์ที่เลิศเลอสุดยอด เลยสมมุติไปเสียโดยประการทั้งปวง และเห็นทั้งแดนสมมุติซึ่งเป็นเหมือนแดนนรกของสัตว์โลก สามแดนโลกธาตุนี้เป็นแดนนรกกัน เห็นไปหมด แดนนรกจริงๆ ก็เห็น แดนนรกเศษเหลือนรกเต็มอยู่นอกนรกนี้ก็มากต่อมาก ท่านก็เห็นไปหมด

นี่แหละที่นี่ท้อพระทัย โอ้โห ถึงขนาดนี้แล้วจะไปสอนได้อย่างไร คือท่านดูธรรมชาติในพระทัยที่จ้านั้นกับดูธรรมชาติที่พระองค์เคยผ่านมา เคยเกิดแก่เจ็บตาย พระองค์ผ่านมาแล้วทั้งนั้น อยู่ในวัฏฏะ วัฏจักรความเกิดแก่เจ็บตาย หมุนเวียนไปตามอำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่วซอกแซกซิกแซ็กเกิดได้หมดตายได้หมด เรื่องความทุกข์ความลำบากลำบนนรกอเวจี สวรรค์ชั้นพรหม โพธิสัตว์หรือทั้งหลาย ไปได้ทั้งนั้นพวกเราเหมือนกัน แต่ถูกปิดไว้ๆ กลบรอยไว้ไม่ให้เห็นร่องรอยที่มา มันก็ไม่เข็ดหลาบคนเรา เมื่อไม่เข็ดหลาบแล้วก็มีกิเลสความอยากความทะเยอทะยานจูงไปอีก ก็มีแต่อยากรู้อยากเห็นอยากเป็นอยากทำไปอย่างนั้น สิ่งที่อยากเหล่านั้นมันก็เป็นเรื่องเหยื่อล่อของกิเลสไปเสีย จมไปอีกๆ

คนหนึ่งๆ นับได้หรือกี่ภพกี่ชาติ เราจะมาว่าภพนี้ชาตินี้ชาติเดียวหรือ เรานี้เป็นตัวรวงรังของภพชาติอันใหญ่หลวง แต่ละรายๆ นับไม่ได้ มันตายทับตายถมตายกองกันมานี้สักเท่าไร ขึ้นสวรรค์ชั้นพรหมขึ้น ลงนรกหมกไหม้ลง แล้วลืมหมดๆ เพราะมันอยู่นี่มันไม่มีต้นมีปลาย วัฏจักร นานแสนนานขนาดนั้นจนไม่มีต้นมีปลายวัดกัน ว่ายืดยาวขนาดไหน ใหญ่โตขนาดไหนไม่มีวัดได้เลย มันเลยขอบเขตเต็มสมมุตินี้เลย นั่น มันขนาดนั้น แล้วสัตว์โลกประเภทต่างๆ ตายกองกันนี้ก็เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติ ภพชาติตัวเองก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ภพชาติของสัตว์แต่ละรายๆ ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามบุญตามกรรมของตน

ทีนี้เวลาตรัสรู้ขึ้นมานี้มันจ้าไปหมดเลยพระพุทธเจ้า ฟังซิว่าโลกวิทู เลยเห็นหมดเลยที่นี่ พร้อมทั้งเรื่องของพระองค์เอง ปุพเพนิวาสานุสสติญาณทรงระลึกชาติย้อนหลังไป ชาติของพระองค์เป็นอย่างไรๆ ทรงระลึกชาติย้อนหลัง ความเป็นมาของพระองค์ นี่แหละเรื่องนรกอเวจีอะไรผ่านมาหมด จากนั้นก็บรรลุจุตูปปาตญาณ พิจารณาเรื่องความเกิดความตายของสัตว์ แบบเดียวกันอีก แล้วยิ่งมากต่อมาก พระองค์เพียงพระองค์เดียวก็ทรงทราบแล้วว่าความเป็นมาเป็นอย่างไร แล้วยิ่งดูสัตว์ การเกิดการตายของสัตว์ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงยิ่งมากต่อมาก ทีนี้ก็ท้อพระทัยละซิ พอตรัสรู้ผางขึ้นมายิ่งจ้ากว่านั้นอีก ครอบโลกธาตุไปหมด ทรงท้อพระทัยไม่อยากสั่งสอนสัตว์โลก นั่นเป็นอย่างไร ธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไรกับธรรมชาติความเป็นอยู่ของวัฏวน แดนแห่งส้วมแห่งถานนี้เป็นอย่างไร อันนั้นแดนแห่งนิพพานเลยสมมุติไปแล้วเลิศเลอสุดยอดแล้ว กับแดนอันนี้ต่างกันอย่างไร แล้วจะก้มหัวลงมาดมมากินมันได้หรือ พิจารณาซิ

แล้วจะมาสั่งสอนอย่างไร มองดูที่ไหนมืดตื้อไปหมดๆ คำว่ามืดตื้อคือจิตใจมันมืดมิดปิดตา พระองค์ก็ทรงเล็งญาณเลือกเฟ้นให้เห็นชัดเจนตามบรรดาสัตว์ที่มีอุปนิสัยปัจจัย ที่อยู่ในสถานที่มืดบอดนั้นยังมีอยู่เยอะ ไม่ใช่จะมืดไปหมด หาสาระไม่ได้ แต่สิ่งที่เป็นสาระตามกำลังของตนๆ มี พระองค์จึงได้พิจารณาแล้วสั่งสอนสัตว์โลกมา นี่เป็น ไม่ได้วัดรอยนะนี่ มันเป็นจริงๆ ซึ่งเราไม่คาดไม่คิดแบบเดียวกันนั่นแหละ เวลาบำเพ็ญไปๆ มันไม่อยู่ในความคาดความคิด อยู่ในหลักธรรมชาติที่ปรากฏหรือผางขึ้นมาเองเลย เต็มเหนี่ยว มันก็เป็นของมันตามภูมิแม้จะเป็นภูมิเท่าหนูก็ตาม ก็เป็นแบบเดียวกันตามกำลังแห่งภูมิของหนู

ความเลิศเลอในธรรมชาตินั้นถึงขนาดที่ว่า ถึงขนาดนี้แล้วจะไปสอนใครได้ นั่นเห็นไหมล่ะ สอนใครที่ไหนเขาจะหาว่าบ้าไปหมด ก็เขาเป็นบ้ากันทั้งโลก เราจะมาอวดดีคนเดียวไปสอนเขา ใครจะเชื่อจะฟัง เขาจะหาว่าเป็นบ้า อยู่ไปกินไปวันหนึ่งพอถึงวันตายแล้วเท่านั้นแหละพอ นั่นเห็นไหมล่ะ เคยคาดเคยคิดไว้ที่ไหน เวลามันผางขึ้นมาธรรมชาตินั้นกับธรรมชาติที่เคยผ่านมาทั้งเราและสัตว์โลกทั่วๆ ไปเคยผ่านมานี้ เวลามันได้รู้แล้วมันรับกันทันทีเลย ถึงได้ย้อนมาอีก นี่ก็เป็นปัญหาธรรมที่มากระตุกตัวเองในระยะที่จะทอดธุระ เพราะมองดูแล้วมันไม่มีอะไรที่จะไปหยิบขึ้นมาพินิจพิจารณาแนะนำสั่งสอน ประหนึ่งว่าเป็นแบบเดียวกันหมดเลย

แล้วธรรมชาติที่เลิศเลอมันก็สุดขีดสุดแดน อันนี้ก็สุดขีดสุดแดนของฝ่ายต่ำ อันสูงก็สุดขีดสุดแดนของฝ่ายสูง คือวิมุตติพระนิพพานในหัวใจที่บริสุทธิ์สุดส่วน มันก็อดไม่ได้ซิ จะสั่งสอนไปหาอะไรลงขนาดนี้แล้ว ไปสั่งสอนที่ไหนเขาก็จะหาว่าบ้าไปหมดๆ ลงใจไปแล้วนะ โอ๊ย อยู่ไปกินไปวันหนึ่งๆ พอร่างกายหมดสภาพนี้แล้วก็ไปเสียเท่านั้นแหละ ยุ่งหาอะไร มันจะทอดธุระ เพราะดูธรรมชาตินั้นกับธรรมชาตินี้เหมือนประหนึ่งว่าเข้ากันไม่ได้เลย สอนไปหาอะไร นี่ก็ไม่ได้คาดได้คิด สักเดี๋ยวธรรมก็ผางขึ้นในใจเลย นั่นแหละธรรมเตือน ถ้าหากว่าเป็นสิ่งที่โลกทั้งหลายรู้ไม่ได้ เป็นสิ่งที่สุดวิสัยของโลกทั้งหลายที่จะรู้ได้แล้ว เราเป็นเทวดามาจากไหน เราทำไมถึงรู้ได้ กระตุกกันแล้วนะนั่น เราก็เป็นคนๆ หนึ่งเหมือนกันกับโลก เหตุใดไปดูถูกเหยียดหยามโลกว่าเขาจะรู้ไม่ได้ แล้วเราเป็นเทวดามาจากไหนถึงรู้ได้ นี่ตอนถูกตอกกลับที่ยอมรับเลย รู้ได้เพราะเหตุใด คำว่ารู้ได้เพราะเหตุใด

ที่เป็นมานี้มันมีสายทางเข้ามา สายทางแห่งวาสนาบารมีที่เราสร้างคุณงามความดีมาเป็นลำดับๆ หนุนกันเข้ามาๆ นี่แหละเรียกว่าสายทาง เพราะเหตุไร เพราะเหตุนี้เองสายทาง พอปั๊บนี้มันวิ่งถึงกันเลย จึงหาที่ค้านไม่ได้ พอว่ารู้เพราะเหตุใด ยอมรับเลย อ๋อ รู้ได้ นั่นเห็นไหมล่ะ ยอมเลย รู้ได้แม้ไม่มากก็ได้ ยอมรับเลย ทีนี้จิตมันก็..คำว่าจะทอดธุระมันก็กลับตาลปัตรกันมา สั่งสอนโลกตามกำลังความสามารถทั้งโลกและเราเอง มันก็เป็น นี้ไม่ได้โอ้ได้อวดนะ ไม่ได้วัดรอยพระพุทธเจ้า มันเป็นขึ้นโดยหลักธรรมชาติเอง เป็นที่ว่ามันสุดวิสัยที่จะไปสอนใครๆ ได้ อยู่ไปๆ พอถึงวันเท่านั้นเสีย เพราะมันเทียบกันไม่ได้เลย

พอธรรมกระตุกขึ้นมาผางเท่านั้น มีสายทาง จะเลิศเลอขนาดไหนมีสายทางมา คนแต่ละคนมีสายบุญสายกรรมวาสนาบารมี นั่นละคือสายทางมา ผู้ที่ใกล้เข้ามาแล้วก็มี ใกล้เข้ามาก็มี ผู้อยู่ห่างไกลก็มี มีสายทางมาด้วยกันสัตว์โลก ยอมรับทันที อ๋อ ได้ นั่นเห็นไหมล่ะ ไม่เห็นค้านนะ แม้ไม่มากก็ได้ ลงใจแล้ว เพราะฉะนั้นจึงให้พากันสร้างความดีให้ดีนะ สายทางคือความดี ความดีนั้นแหละคือสายทางที่จะนำเราให้หลุดพ้นจากทุกข์ ส่วนความชั่วมีแต่ลากลงดึงลง ไม่มีอะไรดิบดี

ให้พากันอุตส่าห์พยายาม คำสอนของพระพุทธเจ้านี้เลิศเลอสุดยอดแล้ว เราได้คุ้ยเขี่ยขุดค้นเต็มกำลังความสามารถของเราบนเวทีแห่งจิตตภาวนา คุ้ยเขี่ยขุดค้นตั้งแต่ล้มลุกคลุกคลานมา จิตใจที่ล้มลุกคลุกคลานคุ้ยเขี่ยขุดค้นมาเรื่อยๆ ค่อยตั้งตัวได้ๆเรื่อยๆ ค่อยขยายออกไปๆ สิ่งที่ไม่เคยรู้-รู้ สิ่งไม่เคยเห็น-เห็น เมื่อกิเลสตัวมืดบอดมันจางไปๆ ใจที่เป็นนักรู้นี้มันก็ทะลุออกไปซิ มันก็ออกรู้ ให้รู้ให้เห็นไปเรื่อยๆ ไม่มีใครมาบอก พอกิเลสตัวปิดบังหุ้มห่อนั้นจางไปๆ เพราะอำนาจแห่งการชำระสะสาง ใจก็ค่อยสว่างออกๆ มันก็เห็นล่ะซิ

แต่ก่อนมันไม่เห็น เหมือนคนตาบอด เวลามันรู้มันเห็นแล้ว ทั้งธรรมภายในก็รู้ก็เห็นขึ้นเป็นลำดับ สภาวธรรมทั้งหลายที่ควรแก่ความรู้นี้ที่จะรู้ได้เห็นได้มันก็กระจายออกไปๆ กระจายออกไปที่ไหนยอมรับพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเห็นหมดแล้วนี่ ที่สอนมาแล้วจึงเรียกว่าสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบแล้ว ทีนี้เวลาเปิดออกๆ มันก็ชัดเข้าไป เห็นออกไปๆ กิเลสภายในจิตใจก็เปิดออกๆ ถอนออก ทางนี้ก็ยิ่งเบาลงไปๆ ความสว่างไสวก็ยิ่งออกเรื่อยๆ กำลังของความรู้ความเห็นออกเรื่อยๆ จนกระทั่งออกหมดโดยสิ้นเชิง พอกิเลสออกหมดโดยสิ้นเชิง ปิดไว้ได้อย่างไรความรู้นี้ นี่แหละค้นมาจากภาคปฏิบัติ บนเวทีแห่งจิตตภาวนา เต็มกำลังนิสัยวาสนาของตนๆ

ไม่ว่ารายใดก็ตาม ท่านพิจารณาของท่านอย่างนั้น ท่านก็รู้ตามนิสัยวาสนาของท่าน เราก็ปฏิบัติเต็มกำลังของเรา รู้ตามนิสัยวาสนาของเรา มากน้อยเพียงไรก็มาสอนให้บรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายได้ทราบ เพราะสอนด้วยความแน่ใจ จากการขึ้นเวทีฟัดกับกิเลสเพื่อเบิกธรรมขึ้นมาให้ได้รู้ได้เห็นตามความสัตย์ความจริง มันก็ขึ้นมาๆ อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนไว้แล้วสดๆ ร้อนๆ อย่าไปเอาอดีตอนาคตอะไรเข้ามาทับไม่ได้นะ นี่กิเลสมันเอามาเร็ว มันทับ อำนาจวาสนาน้อยไม่มีบุญมีกุศล ไปทำความดีอะไรไม่ได้ แต่ทำความชั่วเหมาหมด นี่กิเลสเห็นไหมล่ะ เรานิสัยวาสนาน้อยไม่ได้หรอก บุญน้อยวาสนาน้อย เลยปล่อยให้คนอื่นทำเสีย แล้วการทำความชั่วช้าลามกมันได้วาสนามาจากไหนมันถึงทำได้ตลอดเวลา ไม่คิดนั่นซิ นี่ละมันสั่งสมความชั่วด้วยอำนาจแห่งความหลงตามกิเลส กิเลสมันไม่ได้มืดบอด มันทำเราให้มืดบอดต่างหาก เมื่อได้พยายามปฏิบัติอย่างนั้นแล้วมันรู้ขึ้นมา

นี่แหละธรรมพระพุทธเจ้าจึงสดๆ ร้อนๆ ตลอด ทั้งบาปทั้งบุญนรกสวรรค์ เปรต สัตว์ประเภทต่างๆ มีเกลื่อนโลกธาตุ ขอให้มีญาณหยั่งทราบเถอะ ปิดไม่อยู่ พระพุทธเจ้าทรงรู้แล้วจากพระญาณหยั่งทราบ แล้วมาสอนโลกด้วยพระญาณหยั่งทราบนี้ แล้วจะโกหกโลกไปได้อย่างไร เพราะธรรมนี้ไม่ใช่ธรรมโกหกโลก ธรรมรื้อขนสัตว์ออกจากโลก ให้พ้นจากทุกข์โดยประการทั้งปวง แต่กิเลสมันลากลงๆ หลอกลวงต้มตุ๋นไม่มีใครเกินกิเลส เอะอะมันต้มแล้ว มันต้มยำเราแล้ว เราไม่รู้นะ เวลาสติปัญญาทันมันนั่นแหละ ถึงรู้ว่ากิเลสเร็วขนาดไหนๆ สติปัญญาทันมันๆ แย็บขาดสะบั้นๆ ไปเลย นั่น เป็นอย่างนั้น

ธรรมะพระพุทธเจ้านี่สดๆ ร้อนๆ ตลอด เรื่องบาปเรื่องบุญเรื่องนรกสวรรค์ พวกเปรต สภาวธรรมทั้งหลายสดๆ ร้อนๆ อยู่ตลอดเวลา ทรงสอนด้วยความรู้ความเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง นำมาประกาศธรรมสอนโลก จึงไม่มีธรรมใดที่เป็นข้อบกพร่องขาดเขิน จึงเรียกว่าสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบแล้ว ท่านเป็นอย่างนั้น ให้พากันตั้งอกตั้งใจ ใจดวงนี้ไม่ตาย หากถูกปิดบังหุ้มห่ออยู่อย่างนี้ หมุนไปเวียนมา ตกนรกหมกไหม้กี่กัปกี่กัลป์ แทนที่จะฉิบหายไม่ฉิบหาย ทุกข์มากน้อยเพียงไรยอมรับว่าทุกข์ แต่ไม่ยอมฉิบหาย คือใจดวงนี้ บทเวลาตื่นตัวขึ้นมาได้แล้วจึงฟาดให้ถึงที่สุด คือพระนิพพานก็เป็นธรรมธาตุไปเสีย สูญหายที่ไหน

นั่นแหละที่สุดของจิตดวงนี้ ถึงธรรมธาตุแล้วสุด เป็นธรรมธาตุเลิศเลอเลยจากสมมุติไปหมด เราให้ชื่ออีกอันหนึ่งว่าธรรมธาตุ ธรรมชาตินั้นจริงๆ แล้วท่านไม่เรียกท่านนะ หากมีชื่อไปตั้งให้อีกแหละ ธรรมชาตินั้นท่านไม่ตั้ง นั่นละจิตดวงนี้ เข้าถึงนั้นแหละ ไม่มีคำว่าสูญ นักภาวนารู้ชัดเจน เรื่องวิถีของจิตเป็นอย่างไร ตั้งแต่หยาบเข้ามาละเอียดๆ ละเอียดเข้าไปเท่าไรยิ่งเห็นชัด เห็นจิตดวงนี้ชัดเข้าๆ จนกระทั่งบริสุทธิ์เต็มเหนี่ยว ชัดเลย ชัดร้อยเปอร์เซ็นต์ล้านเปอร์เซ็นต์ สูญไปที่ไหน ไม่มี ไม่ว่าจิตดวงใดก็ตามแบบเดียวกันหมด ไม่มีคำว่าสูญ ที่ล้มลุกคลุกคลานก็เพราะกิเลส มันเตะเอาเหมือนฟุตบอลจะว่าอย่างไร โลกนี้มันได้รับความความลำบากลำบน

ขอให้พากันปฏิบัติตัวสร้างตัวให้เป็นคนดี อะไรดีก็ตาม สู้สร้างตัวเราให้เป็นคนดีไม่ได้นะ อันนี้ดีแล้วทุกสิ่งทุกอย่างจะค่อยดีไปตาม ถ้าอันนี้เลวเสียอย่างเดียวอะไรก็เลวไปตามๆ กันหมด เพราะฉะนั้นจึงต้องปรับปรุงตัวเองซึ่งเป็นเจ้าของสมบัติทั้งมวล คือใจนี้ให้ดี กิริยาอาการทุกสิ่งทุกอย่างแสดงออกจะรู้จักประมาณ รู้จักประหยัดมัธยัสถ์ ไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ไม่มีลืมเนื้อลืมตัว มีมากมีน้อยก็ยอมรับว่ามี แต่ไม่ลืมเนื้อลืมตัวไปตามนั้น แล้วสร้างความชั่วให้ตัว ไม่มี คนมีธรรมเป็นอย่างนั้น ให้พากันจดจำให้ดี

วันพรุ่งนี้ก็จะกลับไปแล้ว วันนี้หมุนทั้งวันเลย ตั้งแต่ฉันเสร็จแล้วก็ไปพัทยา กลับมาก็บึ่งเข้าหาเมรุเลย ออกจากนั้นก็ได้มานี้ ได้พักชั่วคราวเท่านั้นเอง วันพรุ่งนี้ก็จะกลับแล้ว ถึงกาลเวลาก็ต้องได้กลับ คิดถึงบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายนี้คิดถึง แต่มันกว้างแสนกว้างซิโลกอันนี้ มันก็ต้องทำให้คิดถึงทุกแห่งทุกหน แบ่งทางโน้นบ้างแบ่งมาทางนี้บ้าง เข้าใจไหม แบ่งทางโน้นทางนี้บ้าง แม้ตั้งแต่ต้มยำหมายังต้องได้แบ่งให้หมด เข้าใจไหม ทางอุดรฯ เท่านั้นเองเขาไม่มีวาสนา เขาไม่ได้กินต้มยำหมา ได้กินแต่พวกเรา เข้าใจหรือเปล่า

นี่พูดถึงเรื่องธรรมเลิศเลอ ธรรมประเสริฐ พุทธศาสนาเท่านั้นจะรื้อขึ้นมาได้ธรรมชาติอันนี้ นอกนั้นไม่มี ปัดเลย ปัดเลยเชียว พุทธศาสนาเป็นศาสนาเอก เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์จึงมาตามแถวตามแนว ไม่ได้มาสุ่มสี่สุ่มห้า โผล่ขึ้นมาเป็นเจ้าของศาสนานั้น โผล่ขึ้นมาเป็นเจ้าของศาสนานี้ โผล่ที่ไหนมาไม่มีหลักมีเกณฑ์ ไม่มีขื่อมีแป โผล่ขึ้นมาเป็นศาสดาเลยทั้งๆ ที่กิเลสเต็มหัวใจ ทีนี้เวลาเป็นศาสดาทั้งๆ ที่กิเลสเต็มหัวใจ สอนมันก็เอากิเลสเต็มหัวใจออกสอนลูกศิษย์ลูกหา ใครปฏิบัติตามนั้นมันก็ดิ้นตายไปตามกันในทางที่ผิดที่พลาด เพราะอำนาจของกิเลสที่ได้รับการเชื่อฟังแล้วปฏิบัติไป มันก็เป็นกิเลสไปเรื่อยๆ

ส่วนพระพุทธเจ้าไม่มี สอนให้สั่งสมกิเลสไม่มี สอนที่ตรงไหนแก้กิเลสทั้งนั้นๆ เลย นี่ละศาสดาองค์เอก ท่านมีพระญาณหยั่งทราบ นี่เห็นไหมล่ะ หลักเกณฑ์ของท่านมี ท่านมีหลักมีเกณฑ์ ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าโผล่ขึ้นมาเป็นศาสดาของโลก เป็นครูสอนโลก เป็นศาสนาของโลกไปเลย ไม่มีอย่างนั้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์มาตามแถวตามแนว ไม่คลาดไม่เคลื่อน เพราะทรงรู้แจ้งเห็นจริงเหมือนกันหมด ทรงพิจารณา เช่น อย่างท่านทรงเล็งญาณดูอดีตของพระพุทธเจ้าทั้งหลายท่านทรงดำเนินยังไงๆ ท่านเล็งดู อนาคตก็ดู อดีตก็ดู พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ท่านดำเนินมาอย่างนี้ และไปตามแถวตามแนวเดียวกัน ไม่ผิด

จะว่าอายุมากอายุน้อย ท่านก็ทรงทราบไว้ก่อนแล้ว องค์ไหนอายุมากองค์ไหนอายุน้อยก็รู้ แต่เรื่องธรรมเป็นสวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบเหมือนกันหมดเลย แบบบาปบุญนรกสวรรค์เหล่านี้เหมือนกันหมด รู้แจ้งแทงทะลุเหมือนกันหมด สอนจึงถูกต้องเหมือนกันหมด ท่านไม่ได้สอนสุ่มสี่สุ่มห้า จึงเป็นศาสนาที่ตายใจได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่มีเคลือบแคลงสงสัย ยิ่งเวลาเราปฏิบัติยิ่งชัดเจนนะ คิดดูซิกิเลสละเอียดขนาดไหน สามโลกนี้ใครได้บอกว่ากิเลสเป็นภัย มันอยู่ที่ไหนกิเลส ไม่มีใครบอก ไม่มีใครรู้ อะไรก็กิเลสนี้มาเป็นเราเสียหมด ความโลภก็เป็นเรา ความโกรธเป็นเรา ราคะตัณหาเป็นเรา ความทะเยอทะยานอยากไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็เป็นเรา เป็นเราทั้งหมด นี้คือกิเลสมาเป็นเรา

ไม่มีใครรู้กิเลสนะ พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาแยกแยะหมด รู้กิเลสตั้งแต่ส่วนหยาบส่วนกลางส่วนละเอียดฟาดขาดทะลุไปหมด นี้คือกิเลส นี้คือมหาภัยต่อสัตว์โลก ทำสัตว์โลกให้ได้รับความทุกข์ความทรมานก็คือกิเลสตัวนี้ ทำสัตว์โลกให้หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไม่หยุดไม่ถอย ตายเรียกว่า อนมตคฺโค ไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายของทางแห่งวัฏฏะ หมุนกันอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา ก็คือกิเลสพาเป็นพาไป ลากไปถูไป กิเลสเป็นอย่างนั้น ไม่มีแบบมีฉบับ ส่วนพระพุทธเจ้าท่านมีแบบมีฉบับ ทีนี้เวลาเราปฏิบัติไปมันวิ่งถึงกันนะ

ภาคปฏิบัติภายในจิตใจมันจะวิ่งถึงกันๆ เพราะใจนี้เป็นจุดศูนย์กลางวิ่งถึงกันได้ตลอดทั่วถึง ถึงพระพุทธเจ้า ทั่วถึงไปหมดทุกองค์ว่าอย่างนั้นก็ได้ เวลานี้ได้จ้าขึ้นแล้วมันถึงกันหมดทุกองค์ๆ ว่าพระพุทธเจ้าไม่มีว่าได้อย่างไร ก็ตัวนี้เป็นอย่างไรเดี๋ยวนี้ นั่นแหละ ตัวนี้ออกยันเลย เป็นอย่างไรตัวนี้ แล้วตัวนี้กับพระพุทธเจ้าทั้งหลายมันเข้ากันหมดแล้ว เราจะปฏิเสธได้อย่างไรว่าพระพุทธเจ้าไม่มี และธรรมไม่มี มันจ้าอยู่ในหัวใจทุกสิ่งทุกอย่างไม่บกพร่อง นี่ละเข้าถึงอันนี้แล้วมันถึงกันหมดเลย พระพุทธเจ้ามีกี่พระองค์ไม่สงสัยเลย ไม่มีที่จะสงสัย พอจ้าขึ้นมาเท่านั้นยอมรับหมดเลย นั่นละท่านเห็นกัน

ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต คือเห็นธรรมแล้วจะเห็นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์เลยทีเดียว นี่ละธรรมแท้ พระพุทธเจ้าแท้ ศาสดาแท้ คือจิตที่บริสุทธิ์ พุทธะเต็มดวงขึ้นมานี้ ส่วนพระสรีระอันนั้นต่างกัน องค์นั้นมีรูปร่างอย่างนั้นรูปร่างอย่างนี้ องค์นั้นไปนิพพานที่นั่นนิพพานที่นี่ คือสังขารร่างกายหมดสภาพที่ไหนก็ตายที่นั่น จะเผาจะฝังก็เผาฝังกันที่นั่น แต่ธรรมชาติอันนี้ นี่ละเป็นพุทธะแท้ ไม่ตาย เป็นธรรมธาตุเรียบร้อยแล้ว ท่านมีแถวมีแนวมาอย่างนี้ การปฏิบัติธรรมภายในจิตใจนี้พิสดารมากทีเดียว เรียนเราก็ได้เรียน แต่เวลามาเทียบกับทางภาคปฏิบัตินี้เข้ากันไม่ได้เลย ความกว้างความลึกซึ้งของทางภาคปฏิบัติกับภาคปริยัติที่เราเรียนมา เข้ากันไม่ได้ ฟังซิน่ะ

เราก็เรียนมาแล้ว ยกขึ้นเสียหน่อยก็ได้ นี่อีตาบัว มหาบัว ก็เรียนมาแล้ว แต่เวลามาภาคปฏิบัติ ภาคปฏิบัตินี้กลืนหมดเลย มันครอบไปหมดจะว่าไง อันนั้นเพียงความจำๆ เราเรียนไปถึงไหนๆ เช่นหนังสือเล่มเดียวกันนี้ ถ้าเราอ่านไม่จบในเล่มนั้น เราก็ไม่รู้หมดนะ อ่านไปถึงไหนมันก็รู้เพียงเท่านั้น จำได้เพียงเท่านั้น แต่ธรรมชาตินี้เหมือนไฟได้เชื้อ เชื้อไฟจะมีมากขนาดไหน จ่อไฟเข้าไปซิมันจะเผาไหม้ไปหมดเลย นี้สภาวธรรมซึ่งเป็นเหมือนเชื้อไฟก็เหมือนกัน มันจะมีกว้างมีแคบตื้นลึกหนาบางขนาดไหน ตั้งแต่นรกอเวจีถึงพระนิพพานเป็นสภาวธรรมด้วยกันทั้งนั้น ธรรมภายในใจนี้มันจะซ่านไปหมดรู้ไปหมดๆ เท่ากับว่าเผาไหม้ไปหมด มันรู้ไปหมด กว้างขนาดไหน ลึกตื้นขนาดไหน ฟังเอาซิน่ะ นี่ของสำคัญ

ให้ได้ผ่านลองดูซิทางด้านจิตตภาวนา ถ้าลงได้เป็นเต็มหัวใจนี้แล้วพูดกับใครไม่ได้ละว่างั้น เดี๋ยวเขาจะหาว่าบ้า เอาละไม่อยากเป็นบ้า หยุดละ พอ เทศน์ไปเดี๋ยวเขาจะว่าบ้า มันเหนื่อย เข้าใจไหมล่ะ

วันนี้ดูไม่ได้เทศน์ที่ไหนแล้วนะ ก็มีวันนี้แหละ คิดว่าวันนี้จะเป็นวันที่เทศน์มากที่สุดกลับไม่มาก แต่การวุ่นๆ ที่สุด ไม่ได้เทศน์ก็วุ่นตลอด ตั้งแต่ฉันเสร็จแล้วไปนี้จนกระทั่งกลับมา เมื่อเช้านี้ก็เป็นพวกทีวีเขาเทศน์แทน แล้วตอนไปนี้ก็ไม่เทศน์ ที่ไปพัทยาก็ไม่เทศน์ เรื่อยมาจนกระทั่งถึงมางานศพ ก็พูดคำสองคำ เรียกว่าไม่เทศน์ก็ได้ พึ่งมาเทศน์ที่นี่ วันนี้มีกัณฑ์หนึ่งแล้วนะ


รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก