อาหารของจิต
วันที่ 7 มกราคม 2548 เวลา 9:00 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

อาหารของจิต

 

ภาคกลางไม่หนาว เป็นยังไงไม่รู้นะ จะเป็นเพราะอะไร ภาคกลางเท่านั้นแหละไม่หนาว นอกนั้นหนาวทั้งนั้น ภาคใต้ก็ไม่หนาว ภาคอีสาน ภาคเหนือ หนาวทั้งนั้น ภาคตะวันออกก็คงจะหนาวเหมือนกัน ก็มีภูเขาเหมือนกัน ไปอยู่กรุงเทพไม่เห็นหนาว ทางนี้ลง ๑๔ กรุงเทพลง ๒๐ ที่สวนแสงธรรมลง ๒๐ พอให้เย็นๆ สบายๆ ทางอุดรลง ๑๔ ผิดกัน ๖ อย่างไรก็ตามทางภาคกลางไม่หนาวว่างั้นเลย ภาคอีสาน ภาคเหนือหนาวทั้งนั้น ผู้ประกอบความพากเพียรมีหน้าที่การงาน จะเอาหนาวเอาร้อนมาเป็นประมาณนักไม่ได้ เสียการเสียงาน กลายเป็นคนขี้เกียจ โอ๊ย หนาว  นั่นขี้เกียจแล้วนะ โอ๊ย ร้อนวันนี้ ขี้เกียจแล้ว ความขี้เกียจมันอาศัยหนาวอาศัยร้อนนั่นแหละ

         เอาจนกระทั่งกลางคืนนอนไม่หลับเลยมี พระท่านอยู่ในป่า ภาวนาอยู่ในป่า เราก็เคยแล้วนี่ ตลอดรุ่งไม่หลับเลย นอนไม่ได้เลย หนาวขนาดนั้น ต้องได้สงวนเวลาไว้ คือกลางคืนนั่งมาก นอนไม่หลับต้องนั่งภาวนา เวลานั่งภาวนาจิตเข้าข้างใน จนกระทั่งหายเงียบเลยนะ ความหนาวไม่มี เงียบเลย พอจิตถอยออกมาเท่านั้นก็เริ่มหนาว ทีนี้ก็รีบนอน ว่าจะนอนให้มันหลับ มันหนาวทับเอาเสียนอนไม่หลับ แน่ะ สักเดี๋ยวลุกขึ้นมาอีกนั่งอีก เป็นแต่เพียงว่าไม่ได้นั่งตลอดทีเดียว นั่งหลายหนเอากลางคืน แล้วตลอดรุ่งเอาเลยนะ อย่างนั้นมี

กลางวันก็พักนอนบ้าง แล้วเดินให้มากทีเดียว กลางวันเดินมาก นั่งภาวนาตอนกลางวันอย่างมากไม่ให้เลยชั่วโมง นั่งชั่วโมงหนึ่งภาวนากลางวัน จากนั้นลงเดินจงกรมตลอด จนกระทั่งมืด พอเริ่มมืดเริ่มหนาวแล้วนะนั่น พอถึงสองทุ่มนี้ออกไม่ได้แล้ว เพียงทุ่มหนึ่งก็ตัวแข็งไปแล้วละ มันหนาวขนาดนั้นนะ กลางคืนนอนไม่หลับ เรื่องหน้าตาเรานี้ อู๋ย ตกกระ แขนเหล่านี้หมดเลย ดูไม่ได้ มองกันดูแต่ตาเอา อย่าไปดูหน้า ดูหน้ามันดูไม่ได้ มันตกกระไปหมด ขนาดนั้นละ เฉยนะไม่สนใจไม่เป็นอารมณ์ กลางวันเดินมากๆ เพื่อกลางคืนมันนั่งมาก บางคืนตลอดรุ่งเลยก็มี ไม่หลับ มันหนาวมากขนาดนั้น

แต่ที่ว่าหนาวมากนี่ก็ไม่ได้หมายถึงคนทั่วๆ ไปนะ คนทั่วๆ ไปหนาวมากเท่าไรผ้าห่มนี่กองเท่าภูเขา คนๆ เดียวผ้าห่มกองเท่าภูเขา อันนั้นไม่มีผ้าห่มนะ เราพูดนี้มีผ้า ๓ ผืนเท่านั้น ผ้าอาบน้ำ สบง จีวร สังฆาฏิ สังฆาฏิกับจีวรพับใส่กันห่ม มีเท่านั้น ไม่มีผ้าห่มไม่เอาไป ดัดเจ้าของดัดอย่างนั้น ไม่เคยเอาผ้าห่มมาห่มนะ หนาวขนาดไหนให้เท่านั้น ดัดมันอยู่ในนั้น นอนไม่หลับก็ไม่นอน ไม่เอาผ้าห่ม คือดัดเจ้าของ มุ่งต่ออรรถต่อธรรม คือจิตใจมุ่งต่อธรรมเสียอย่างเดียว ธรรมใหญ่กว่าทั้งหมด เหล่านี้ไม่เป็นอุปสรรคนะ นอนไม่ได้ก็ไม่ต้องนอน กลางวันเดินมากๆ เอา มันนั่งมากกลางคืน คือบรรเทากันด้วยการนั่ง พอนั่งสมาธิแล้วมันจะสงบเข้าไปความหนาวไม่มี หายเงียบไปเลยเวลานั่งภาวนาจิตเข้าข้างใน พอจิตถอยออกมาเท่านี้มันก็เริ่มหนาว เราจะเริ่มนอน-นอนไม่หลับ ลุกขึ้นมานั่งอีก สุดท้ายก็แจ้ง

เราจะเอาเหล่านี้เป็นอุปสรรคไม่ได้ภาวนาละ กลางวันตั้งแต่ตอนเช้าฉันจังหันแล้ว เอาบาตรวางปั๊บ ล้างเช็ดบาตรเสร็จเรียบร้อยวางปั๊บเข้าทางจงกรมเลย เดินให้มากทีเดียว นู่น ๑๑ โมงจึงขึ้นมาพักนอน ก็ไม่เห็นนอนมากอะไรนะ กลางวันก็นั่งภาวนาไม่ให้เลยชั่วโมง จากนั้นเป็นเวลาเดินทั้งหมดเลยจนกระทั่งค่ำ พอดีกันกับกลางคืนมันไม่ได้เดิน ถ้าหนาวมากๆ เป็นอย่างนั้นละ ต้องใช้เวลากลางวันเดินมากๆ  กลางคืนออกเดินไม่ได้ นั่งมาก กลางวันต้องเดินมาก อยู่อย่างนั้นตลอด พวกผิวหนังอะไรเหล่านี้ตกกระไปหมด มองดูหน้าเหมือนไม่ใช่หน้าคน อย่าไปมองดูหน้า มองดูตาเอา ตาไม่มีอะไรละ แต่หน้านี่เลอะเทอะไปหมด มอมแมมหมด มันหนาวขนาดนั้นนะ มันตกกระมันอะไรเต็มไปหมดแขนเหล่านี้ๆ มันหนาวขนาดนั้น

แต่ก็ไม่เป็นอารมณ์นะ ไม่มี เป็นไรก็ช่างหัวมันแหละ คือจิตมันมุ่งต่อธรรม มุ่งอย่างนั้นนะ แต่ก่อนป่าไม้มันเต็มดงเต็มป่าสมบูรณ์แบบ ทุกวันนี้โล่งไปหมด เขาถากถางปลูกสิ่งต่างๆ พวกมันพวกเผือกพวกอ้อยพวกอะไร เดี๋ยวนี้เป็นทุ่งไปหมดแล้วแหละ ดงป่าๆ ลึกๆ ป่าไม้มากๆ หมด ทุกวันนี้ไม่มี แต่ก่อนเป็นดงล้วนๆ พวกสัตว์พวกเสือพวกเนื้อเต็มไปหมดในป่าในเขาไม่อดไม่อยาก เพราะไม่มีคนมากแต่ก่อน การซื้อการขายไม่มี การคมนาคมรถราไม่มี เป็นดงธรรมชาติป่าธรรมชาติไปหมด อยู่ที่ไหนอยู่ได้ แวะจากทางเข้าไปก็เป็นป่า ภาวนาได้สบายๆ

ทุกวันนี้มีแต่บ้าน มีแต่ไร่แต่สวนเต็มแผ่นดินไทยเรา มันผิดกันนะเดี๋ยวนี้ อย่างวัดป่าบ้านตาดนี้ ดงติดกันกับดงใหญ่นะ จากนี้ติดกับดงใหญ่เลย พวกช้างเป็นโขลงๆ ไม่ทราบมีมากมีน้อย เต็มดงแหละช้าง พวกเนื้อพวกสัตว์พวกเสือมีเต็มไปหมด ในวัดนี้เสือก็มี มาสร้างวัดทีแรกเสือมันก็ผ่านไปผ่านมา หมู เก้ง เต็มไปหมดเหล่านี้ เลยหมดไปเลยนะไม่มีอะไรเหลือ แต่ก่อนในวัดนี้เป็นที่อยู่ของสัตว์ พวกหมูป่าเป็นฝูงๆ กวางก็มี เก้ง กวาง หมู สัตว์ป่าชนิดต่างๆ ลิง ค่าง บ่าง ชะนีเต็มไปหมด เสียงร้องลั่นที่เราอยู่นี้ พวกชะนีก็ร้อง นี่ก็หมดไปเลย ยังเหลือแต่มนุษย์

         มนุษย์นี่เต็มแผ่นดินเดี๋ยวนี้ พวกป่าพวกสัตว์มีมากก็ไม่เห็นเป็นเรื่องเป็นราวอะไร แต่มนุษย์มีมากนี่ยุ่งมากนะ มนุษย์มากเท่าไรยิ่งยุ่งมาก ไม่ทราบยุ่งเรื่องอะไรต่ออะไร ไม่มีใครเกินมนุษย์ละเรื่องยุ่ง ยกให้มนุษย์เราเลย ยุ่งมากที่สุดคือมนุษย์เรา แล้วเอารัดเอาเปรียบสัตว์ทั่วๆ ไปก็คือมนุษย์เรา เรายกฐานะว่าเป็นมนุษย์สูงกว่าเขาๆ เขาสาปแช่งจวนจะตายพวกสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์คือยักษ์หูสั้น กินเก่ง ทำลายเขาเก่งมนุษย์เรา จนสัตว์ไม่มีเหลือเดี๋ยวนี้ในป่าในเขาหมดพวกสัตว์ มนุษย์กินหมด ไม่มีอะไรเหลือ จะมีเหลืออะไร มีแต่ยุงเท่านั้นละ นอกนั้นหมด มนุษย์กินหมดเลย มียุงกินมนุษย์ได้เท่านั้น นอกนั้นมีแต่มนุษย์กินสัตว์ สัตว์กินมนุษย์นี้ก็มีแต่ยุง นอกนั้นมนุษย์ไม่กลัว กลัวแต่ยุง ไปที่ไหนมุ้งนี่เกลื่อน ไปหาภาวนามันไม่ภาวนา มองไปมีแต่มุ้งเกลื่อนอยู่ มันภาวนาอะไรก็ไม่ทราบ นี่คือกลัวยุง มนุษย์นี่กลัวแต่ยุง ไปที่ไหนมีแต่มุ้งเต็มไปหมดเกลื่อนละ

         ท่านภาวนาท่านเอาจริงเอาจังนะ เหล่านี้ท่านไม่ถือเป็นอุปสรรค ไอ้เรื่องหนาวๆ ร้อนๆ ท่านไม่ถือเป็นอุปสรรค ท่านก้าวเดินตามเรื่องของท่าน เช่นนอนไม่ได้ก็ไม่ต้องนอน เวลานอนได้มีอยู่ท่านก็นอน เวลากลางวันนอนเสีย กลางคืนออกเดินจงกรมไม่ได้ก็นั่งภาวนา จิตใจสง่างามตลอดเวลา พวกเรานี่เสริมตั้งแต่ภายนอก อันนั้นก็ให้ดี อันนี้ก็ให้ดี ตกแต่งส่งเสริมไปหมดที่สุด ไปอยู่ที่ไหนมนุษย์นี่ตกแต่ง ตกแต่งตั้งแต่ภายนอก แต่หัวใจรกรุงรังอยู่ด้วยกิเลสตัณหาซึ่งเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้อยู่ในหัวใจไม่ดู

         นักภาวนาท่านดูหัวใจ ท่านชำระหัวใจท่านให้สง่างามตลอดเวลา ภายนอกอยู่ยังไงท่านอยู่ได้ทั้งนั้น อยู่ร่มไม้ในป่าในเขาท่านอยู่ กระต๊อบกระแต๊บ ทำเล็กๆ พอได้อยู่เท่านั้นแหละ ทางจงกรมนี่เลื่อมพั่บๆๆ ท่านเดินจงกรม นั่นละท่านทำงานของท่าน งานของพระคือการเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา เรียกว่างานของพระ ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลมาเป็นงานอย่างนั้น เรียกว่าเป็นงานพื้นฐานของพระผู้ปฏิบัติธรรม มีงานเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา เวลานี้งานของพระมีที่ไหน มีแต่งานกิเลสตัณหาเต็มวัดเต็มวา เต็มบ้านเต็มเมือง เต็มพระเต็มเณร ไม่ได้มีงานธรรมะนะ

         ดูเอาซิ ตามีหูมีทุกคน ไปที่ไหนเกลื่อนตั้งแต่วัตถุสิ่งก่อสร้างต่างๆ ประดับประดาตกแต่งอันนั้นให้สวยอันนี้ให้งาม หัวใจเป็นไฟเผาไหม้และเป็นส้วมเป็นถาน  เป็นมูตรเป็นคูถอยู่ไม่ได้ดูหัวใจ เพราะฉะนั้นความทุกข์จึงไม่วาย อยู่ที่ไหนเป็นความทุกข์ๆ เต็มบ้านเต็มเมืองเต็มโลกสงสาร มีตั้งแต่กองทุกข์เต็มหัวใจมนุษย์เรา เพราะไม่ได้ตกแต่งภายใน ตกแต่งตั้งแต่ภายนอกหรูหราฟู่ฟ่า อะไรก็ให้สวยให้งาม ดูแต่ภายนอก ไม่ดูหัวใจตัวเอง

         ธรรมะท่านดูหัวใจตัวเองนะ สง่างามอยู่ภายใน อยู่ที่ไหนเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองไปเรื่อยๆ ข้างนอกท่านไม่สนใจยิ่งกว่าการสำรวมระวังภายในจิตใจ มีสติติดแนบอยู่ตลอดเวลา จิตจะคิดไปทางชั่วช้าลามกอะไรก็ตีปั๊บๆๆ ไม่ให้ออก ตีไว้ เอาธรรมขึ้น สติธรรม ปัญญาธรรม สำรวมระวังตนตลอดเวลา จิตเมื่อได้มีการบำรุงรักษาแล้วก็ต้องเจริญรุ่งเรืองเหมือนสิ่งต่างๆ อะไรก็ตามเมื่อบำรุงรักษาแล้วก็เจริญ เหมือนอย่างกิเลสเต็มหัวใจสัตว์โลก มีแต่พวกบำรุงรักษากิเลส ทะนุถนอมกิเลส ไม่เคยเห็นว่ากิเลสเป็นภัยนะ เห็นว่ากิเลสนี่เป็น โอ๋ย เจ้าพ่อใหญ่ทีเดียวละ กราบไหว้กันทั่วโลกดินแดน กราบไหว้ความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ความดีดความดิ้น กราบไหว้พวกเหล่านี้แหละ ไม่ได้กราบไหว้อรรถธรรมคือความอยู่เย็นเป็นสุข ความสันโดษ ความมักน้อย ไม่มีอะไรกวนใจ สบายๆ

         โลกทั้งโลกหาที่อยู่ที่ไหนมีไหม ไม่มี ที่จะวางใจลงได้มีความสงบร่มเย็น ไม่เห็นมีที่ไหน อยู่ที่ไหนก็อยู่ด้วยความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา เผาอยู่ตลอดเวลาในหัวใจ ความดีดความดิ้นกับเรื่องต่างๆ ไม่หยุดไม่ถอยคือหัวใจเรา หัวใจไม่มีธรรม ต้องเป็นอย่างนั้นทั้งนั้น หัวใจมีธรรมไม่ดีดไม่ดิ้นนะ อยู่ที่ไหนท่านสบายๆ เอาเสียจนชำระจิตให้ขาดสะบั้นไปหมด บรรดากิเลสไม่มีเหลือแล้วสว่างจ้าครอบโลกธาตุ ท่านว่าสุญฺญโต โลกํ คือโลกทั้งหลายที่หนาแน่นมั่นคง เต็มอยู่นี้ที่เรามองเห็นกันอยู่นี้ ความสว่างความไสวของจิตนี้ครอบหมด เรียกว่าความว่างของจิตครอบไปหมด

         ท่านจึงเรียกว่า สุญฺญโต โลกํ โลกนี้ว่างไปหมด คือมันไม่มีความหมายโลก จะหนาแน่นขนาดไหน แผ่นดินหนาสักเท่าไรว่างไปหมด จิตใจว่างเสียอย่างเดียวครอบโลกธาตุ นั่นท่านว่า สุญฺญโต ทำใจให้ว่างเปล่าสูญเปล่าจากสิ่งทั้งหลาย ใจเป็นผู้ครองความสุข บรมสุขอยู่ที่นั่นหมดนั่นละ นี่อำนาจแห่งการบำเพ็ญธรรม เห็นอยู่ที่จิตใจของผู้บำเพ็ญด้วยความตั้งใจจริงๆ แต่ผู้ไม่ตั้งใจไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร ผู้ตั้งใจแล้วเป็นในจิตขึ้นทั้งนั้น จะสง่างามขึ้น เป็นของอัศจรรย์ขึ้นในหัวใจตัวเอง ไม่ต้องไปหาความอัศจรรย์ที่ไหนละ ในโลกธาตุไม่มีอะไรเป็นของอัศจรรย์ ไม่มีอะไรเป็นของเลว มีอยู่หัวใจดวงเดียว

         ถ้าปรับปรุงจิตใจได้ จิตใจซึ่งเคยเลวมาเพราะกิเลสตัณหาตัวเลวทรามครอบหัวใจ ใจก็เป็นใจเลว เป็นบ๋อยของกิเลส ทีนี้เวลาเปิดกิเลสออกหมดแล้วใจสว่างจ้าขึ้นมา สิ่งเหล่านั้นถูกธรรมะเหยียบไปหมดเลย ว่างเปล่าไปหมด ไม่มีทุกข์ เวลาชำระเสร็จเรียบร้อยแล้วทุกข์ไม่มีในหัวใจ มีแต่บรมสุขล้วนๆ ดังพระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ท่าน ท่านไม่มีทุกข์ในหัวใจนะ ตั้งแต่วันตรัสรู้แล้วหรือบรรลุธรรมผางขึ้นเท่านั้น กิเลสขาดสะบั้นไปหมด นั่นละกิเลสคือตัวสร้างทุกข์ขาดสะบั้นลงไปแล้วทุกข์จึงไม่มี ท่านอยู่ที่ไหนท่านสุขสบายๆ 

         จิตตัว อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา คือกิเลสนั่นแหละครอบอยู่ในหัวใจ ปัดธรรมชาตินี้ออกแล้วนิพพานเที่ยง คือใจที่เที่ยงเป็นธรรมธาตุ ไม่มีอะไรเข้าไปเหยียบย่ำทำลายได้เลยตั้งกัปตั้งกัลป์ กี่กัปกี่กัลป์เที่ยงอยู่ตลอดเวลา คือชำระกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ออกหมดเรียบร้อยแล้ว มีกิเลสเป็นหัวหน้าของกฎ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา พอชำระอันนี้แล้วอะไรเที่ยงไม่เที่ยงไม่มี ไม่ปรากฏในจิต จิตเป็นจิตเที่ยงตลอดเวลา หาความทุกข์ไม่ได้

         โลกไม่มีใครที่จะสนใจเข้าไปดูจิตใจ ชำระจิตใจ อบรมจิตให้ดีให้มีความสุขความเจริญ มีตั้งแต่วิ่งตามกิเลสซึ่งเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กันทั่วโลกดินแดน ไปที่ไหนไปดูซิว่าใครมีความสุขที่ไหนๆ โลกสามโลกนี้ไม่มีความสุขถ้าไม่มีธรรมเข้าแทรกๆ และมีธรรมคุ้มครองรักษา ถ้ามีธรรมแล้วอยู่ที่ไหนเป็นสุขหมด ถึงจะทุกข์จนหนโลก อดอยากอะไรก็ตาม แต่จิตใจอิ่มพอด้วยอรรถด้วยธรรม อยู่ได้ทั้งนั้นมนุษย์เรา ถ้าจิตใจหิวโหยโรยแรงอยู่ตลอด อะไรจะมีสมบัติเงินทองข้าวของกองเท่าภูเขาก็ไม่มีความหมาย เพราะจิตหิวโหยเสียอย่างเดียว

         สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่อาหารของจิต ธรรมต่างหากเป็นอาหารของจิตที่เหมาะสมกันอย่างยิ่ง เมื่อธรรมเข้าสู่ใจแล้วสะดวกสบาย ไปไหนก็ไปได้ อยู่ได้ เป็นได้ ตายได้ ไม่มีอะไรเป็นอารมณ์ นี่คือผู้มีธรรมในใจ ให้พากันอบรมบ้างซิเราเป็นชาวพุทธ มันมีแต่เรื่องกิเลสเต็มโลกเต็มสงสาร แล้วก่อฟืนก่อไฟเผาไหม้กันทั่วโลกดินแดน ใครมีความสุขไม่มี ความรู้จะว่าสูงว่าต่ำมีแต่กิเลสเสกสรรปั้นยอให้เท่านั้น ถ้าธรรมท่านเสกท่านปั้นให้แล้วเป็นความอบอุ่นภายในจิตใจตัวเอง ไม่ต้องไปหายศหาลาภ หาเครื่องสักการะเป็นบ้าที่ไหนละ ดูตัวเองพอ ความสุขอยู่กับตัวเองไม่ดีดไม่ดิ้น

         นั่นละผู้หาธรรมเป็นผู้สงบสุข ผู้หากิเลสเป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตลอดเวลา เอา เราจะหาอะไรให้พากันไปคัดเลือกนะ ออกจากนี้ไปแล้วไปหากิเลสหรือจะไปหาธรรม ถ้าหากิเลสแล้วร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ ถ้าหาธรรมสงบสบายเย็น จำเอานะ วันนี้ก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก วันไหนเทศน์ทุกวันๆ เหนื่อย เราเหนื่อยนะไปที่ไหนก็ได้เทศน์ๆ ไม่มีเวลาสะดวกสบาย ให้พากันไปปฏิบัติธรรมให้ดี ใจมีความสุขเท่านั้นละครอบไปหมด ใจมีความทุกข์อีกก็เหมือนกันครอบไปหมด โลกนี้หาความสุขไม่ได้เลย ใจไม่มีความสุขเสียอย่างเดียวเท่านั้นโลกนี้เป็นไฟไปด้วยกัน มันเป็นอยู่ที่จิต ทีนี้พอชำระสิ่งที่เป็นภัยออกจากจิตแล้วโลกนี้อัศจรรย์อยู่ที่จิตนะ ไม่มีอะไรนอกเหนือจากจิตนี้ไปได้เลย ให้พากันอบรมจิตใจให้ดี

         วันนี้ทูลกระหม่อมท่านก็จะเสด็จกลับแหละ ท่านมาอบรมภาวนาที่นี่ เราก็ไม่แน่ใจท่านมาอบรมภาวนาหรือท่านมาบรรทมอยู่นี่เราก็ไม่รู้นะ เราสงสัยเรายังไม่ได้ถาม วันนี้เลยไม่ถามละ ให้ไปถามตัวเองเอาก็แล้วกัน เอาละทีนี้ให้พร

         ทูลกระหม่อมฯ        ไม่หลับนะคะ

         หลวงตา                เอาผ่านไปได้ ไม่หลับแล้วผ่านได้

         ทูลกระหม่อมฯ        เวลานั่งภาวนาไม่เคยหลับเลยเจ้าค่ะ

         หลวงตา                แต่เวลาหลับไม่สนใจภาวนาเลยใช่ไหม นี่ละพ่อกับลูกคุยกัน เออ ไปผาสุกเย็นใจ

นี่ก็จะโอนเงินไปวัดอโศการามเพื่อช่วยเจดีย์ ยังไม่ได้โอนให้ว่างเสียก่อน ถามว่าเงินจะใช้ไปได้จนกระทั่งเดือนพฤษภา ถามท่านทองแล้ว เงินจะใช้เป็นงวดๆ ไปถึงเดือนพฤษภา เราก็มีเย็นใจอยู่หน่อยเพราะยังไม่ถึงเดือนพฤษภาง่ายๆ เราจะโอนเงินไปช่วย ช่วยจนสุดขีดสุดแดน ช่วยเจดีย์ใหญ่ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายล้วนแล้วแต่เพชรน้ำหนึ่งที่จะได้มาถูกบรรจุไว้ที่นั่น เพราะฉะนั้นเราถึงได้เทิดทูนและช่วย บอกท่านทองเราจะช่วยเต็มกำลังของเรา จากนี้ไปเราก็จะโอนเงินไปให้เป็นระยะๆ

นี่ก็วันที่ ๗ อยู่ วันที่ ๘ อยู่ วันที่ ๙ ก็จะไปเผาศพหลวงพ่อสว่าง หลวงพ่อสว่างมีคุณแก่ชาติมาก เขามานิมนต์เราก็ไปสงเคราะห์ให้ เอาจริงเอาจังมากหลวงพ่อสว่าง แถวโนนสะอาดนิมนต์เราไปรับผ้าป่า ไปเทศนาว่าการ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่แถวนั้นละ ผู้เฒ่าเป็นหัวหน้า บทเวลาผู้เฒ่าเสียไปเขาก็มานิมนต์เรา เราเลยจะไปพักค้างให้สักคืนหนึ่ง ไปวันที่ ๙ ประมาณบ่ายสองโมงเทศน์ ๕ โมงเย็นเผาศพ แล้วขอให้เราพักค้างที่นั่นสักคืนหนึ่ง ตื่นเช้าฉันเสร็จแล้วจึงให้กลับ เราก็อนุโลมตาม เพราะแถวนี้มีคุณต่อชาติเรามาก ช่วยเต็มเม็ดเต็มหน่วยตลอดมา

         ออกจากนี้เราก็ไปธุระ ไปส่งอาหารวัดนั้นวัดนี้ ที่วัดจำเป็นๆ อย่างภูวัวนี้เรียกว่าประจำ จวนสิ้นเดือนๆ ประจำมา ๒๐ กว่าปี นี่เรารับเลี้ยงทั้งวัดเลยนะวัดภูวัว ทั้งวัด คือท่านคงจะตั้งเอาจุดศูนย์กลาง ๓๐ องค์ มีเกินบ้างลดบ้างๆ อยู่ในจุดนั้น ท่านคงตั้งเอง เราก็บอกว่ามาเท่าไรให้มา ถ้าพระตั้งใจปฏิบัติดีเราจะช่วยเต็มกำลังของเรา หากเราหมดกำลังแล้วเราจะบอก พระผู้ตั้งใจปฏิบัติดี เอา มา มาเท่าไรให้มาเราจะรับเลี้ยง

         เราจริงนะ พูดอะไรแล้วเป็นอย่างนั้น เราไม่ได้เลื่อนลอยนะลองพูดอะไร พระจะมาเท่าไรเราไม่ว่าทั้งนั้น เพราะเราเปิดไว้แล้วพระที่ตั้งใจปฏิบัติจริงๆ แล้วให้มา มาเท่าไรมาเราจะเลี้ยง แต่พระโกโรโกโสให้ไล่ลงภูเขาให้หมด มันหนักภูเขา มันเด็ดทุกอย่าง แล้วก็เลี้ยงมาตั้งแต่นู้นได้ ๒๐ กว่าปีแล้ว เพราะเราไปดู ได้ยินแต่ท่านอุทัยไปอยู่สององค์ อย่างมากก็ไม่เลยสามองค์ มันมีอยู่สามสี่หลังคาเรือนพอได้อาศัยบิณฑบาตเขา มากกว่านั้นก็ไม่ได้ แต่สถานที่เหมาะสมมากนี่ได้ยินมานาน

         ทีแรกท่านอาจารย์ฝั้นผ่านมาพักที่นั่นนิดหนึ่งก่อน เพราะโคจรบิณฑบาตนั่นละอยู่ไม่ได้นาน ท่านไปแล้วท่านอุทัยก็เลยไปพักที่นั่นเป็นประจำนะ สององค์บ้างสามองค์บ้างเท่ากับชาวบ้านเขานั่นแหละพอดีกัน เราได้ยินมานาน ว่าจะไปดูก็ไม่ได้ไป วันนั้นพอดีมีโอกาส ลงรถแล้วก็ไปตระเวนหมดภูเขา แถวนั้นไปดูหมดพอใจทุกแห่ง จุดไหนๆ ในบริเวณนั้นดีหมด มาก็ตกลงกับท่านอุทัยเลย

         ท่านอุทัยตั้งแต่นี้ต่อไปท่านจะรับพระเท่าไรให้เริ่มรับได้เลยนะ ผมไปดูสถานที่เหมาะสมแล้วกับการภาวนา ผมจะรับเลี้ยง พระตั้งใจภาวนามาเท่าไรให้มาผมจะรับเลี้ยง หากว่าสู้ไม่ได้ผมก็จะบอก ก็ไม่เห็นได้บอก สู้ได้ตลอด มาเท่าไรมา อย่างมากก็ไม่เลย ๕๐ คือ ๕๐ จรมาชั่วคราว ส่วนมากก็อยู่ใน ๔๐ หรือ ๓๕ ลงมา ๒๘ ๒๙ ๓๐เป็นจุดกลางเรื่อยมา ไม่ให้ใครเข้าไปยุ่ง ใครเข้าไปอยู่นั้นไม่ได้ เราบอกขาดไปเลย ไม่ให้ใครเข้าไปยุ่ง ให้ท่านเป็นที่อบรมภาวนา เราจะสั่งสมพระ สั่งสมธรรม พระผู้ปฏิบัติดีเราจะส่งเสริม เพราะฉะนั้นเราจึงส่งเสริมจริงๆ

         ไปแต่ละครั้งๆ รถตั้ง ๔ คันเต็มเลย อาหารสั้นอาหารยาวเรากำหนดไว้เรียบร้อยหมดไม่ให้บกพร่อง เผื่อไว้ตลอด วัดแถวนั้นแห่งละสององค์สามองค์ ท่านก็มาขอ บอกว่าให้ท่านไป ผมไม่สามารถที่จะส่งซอกแซกได้ ก็ส่งจุดเดียว เราก็เผื่อไว้เรียบร้อยแล้ว ให้ท่านไปเถอะ ไม่ต้องกลัวอด ถ้าหากว่ามันจะหมดจริงๆ ให้โทรไปบอก ของจะมาทันที ผมไม่อยู่ก็ตามเขาจะจัดการแทน เพราะเราสั่งเสียหมดแล้ว

         ตั้งแต่นั้นมาได้ ๒๐ กว่าปี พระตั้ง ๓๐-๔๐ องค์เราเลี้ยงมาตลอด ทั้งวัดเลย การบิณฑบาตไม่ต้องไปสนใจ เพราะเราเตรียมมาหมด พวกข้าวสงข้าวสาร น้ำอ้อยน้ำตาล อาหารสั้นอาหารยาว เครื่องกระป๋งกระป๋องเรากำหนดไว้เรียบร้อย เผื่อไว้หมด ไม่ใช่ธรรมดา แล้วก็มีวัดถ้ำบูชาเราก็เคยเอาไปให้สองหน วัดนั้นก็เคยมาขอวัดนี้อยู่ เราทราบแล้วก็เอาไปให้สองหน ไปดูสภาพเหมาะสมดี แต่เราไม่ไปให้เป็นประจำ ส่วนเป็นประจำคือวัดภูวัว ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ให้เผื่อไว้ รถ ๔ คัน หกล้อคันหนึ่ง บองขึ้นเต็มเลย แล้วรถปิกอัพ ๓ คัน บองขึ้นเต็มที่เหมือนกันหมด เอาไปเทลงนี่เท่ากับภูเขาลูกหนึ่ง ใครไปเห็นก็จะว่าของมายังไงๆ  เขาก็บอกว่าของหลวงตามหาบัว เท่านั้นใครก็รู้กันหมด เพราะเราทำอะไรเราทำเล่นไม่เป็น เอาอะไรจริงทุกอย่างยังบอกแล้ว ถ้าลงได้ทำแล้วเอาจริงมาก นอกจากไม่ทำ นี่ก็เลี้ยงมาตลอด เรื่องคนไม่ให้มายุ่งนะ

มีแม่ครัวมาทำอาหารถวายพระสองสามคนในชาวบ้านสี่ห้าหลังคาเรือน เขามาทำเท่านั้นพอ ไม่ให้คนมายุ่มย่ามมันจะเกิดเรื่อง บอกงี้เลย ให้แต่พระอยู่ล้วนๆ พอตกค่ำมาท่านก็เอาเทปมาเปิดฟัง นั่งภาวนาฟัง อันนี้เป็นวัดที่เรารับเลี้ยงตลอดเลย เรื่องอาหารการกินใครจะมาส่งไม่มาส่งไม่สำคัญ ให้ภาวนาก็แล้วกัน ใครจะมาอยู่ที่นี่ไม่ให้มาอยู่ เราห้ามเอง ท่านอุทัยก็อาศัยคำเราห้าม ถ้าไปได้ยินว่าไล่ลงไม่ยอมลง เราไปเองไปไล่เอง มีนะ ได้ยินว่าบางคนมันดื้อมันไม่ยอมลง เราไปเองขนาบเลย ลงเลยเทียว นั่นเห็นไหมล่ะ ก็พระมีเท่าไร มาเพียงเท่านี้มาทำให้เสียไม่ได้นะ มาเป็นก้างขวางคอพระได้เหรอ ไล่เลยไม่ให้อยู่ ให้อยู่แต่พระล้วนๆ  หากว่าจะมีแขกคนไปเยี่ยมท่านชั่วระยะเวลาเล็กน้อยเราก็ไม่ว่า แต่ที่ไปอยู่ประจำไม่ให้อยู่ เพราะจะตั้งใจอบรมพระ ให้พระได้คุณธรรมภายในใจ สถานที่นั่นเป็นสถานที่จะทรงมรรคทรงผลโดยไม่สงสัยแหละ เราไปดูหมดแล้วเราถึงมาบอกกับท่านอุทัย บอกด้วยความสัตย์ความจริง ตั้งแต่นั้นมาปฏิบัติตามนั้นเลยไม่ให้เคลื่อนคลาด

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก