เรื่องของธรรมเป็นคุณล้วนๆ
วันที่ 25 มกราคม 2548 เวลา 8:35 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

เรื่องของธรรมเป็นคุณล้วนๆ

 

ก่อนจังหัน

พระให้ตั้งใจภาวนานะ วัดนี้เราไม่ให้มีงานอื่นใดเข้ามายุ่งการภาวนาของพระ งานของพระคืองานภาวนาชำระกิเลส ความชั่วช้าลามกที่มีอยู่ในใจออกตลอดเวลา ลูกศิษย์ตถาคตมีแต่ชำระสิ่งสกปรกนะ ถ้าลูกศิษย์พวกเทวทัตละหาตั้งแต่ความสกปรกเข้าใส่ตัว เราบวชมาเพื่ออรรถเพื่อธรรมเพื่อมรรคผลนิพพาน มรรคผลนิพพานอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าสอนว่ายังไงปฏิบัติตามนั้น นั้นแหละมรรคผลนิพพานอยู่ที่นั่นไม่อยู่ที่อื่นใด หน้าที่การงานอื่นใดไม่ให้ยุ่งนะ ให้ดูแต่จิตเจ้าของ จิตนั่นละตัวมหาภัยมหาเหตุอยู่ที่นั่น มันดีดมันดิ้นอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นนักภาวนาจะรู้ตลอด เพราะจิตนี้สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายจากกิเลสที่มันอยู่ภายในดันออกมาๆ ตลอดเวลา ออกมาเป็นสังขารคือความคิดความปรุง

อยากรู้อยากเห็น อยากเป็นอย่างนั้นอยากเป็นอย่างนี้ อยากๆ ตลอด ออกมาจากใจนั่นแหละ เมื่อมีสติแล้วจะรู้ทันทีๆ มันผลักดันออกมามากน้อยรู้เป็นระยะๆ นี่เรียกว่านักภาวนา ต้องรู้ความกระเพื่อมของจิต กระเพื่อมออกไปปั๊บเกิดเรื่องเกิดราวๆ ไม่มีกิเลสตัวใดจะเหนือธรรม เฉพาะอย่างยิ่งสติธรรมไปได้ สติมัดได้อยู่เลย มันจะหนาแน่นขนาดไหนถ้าไม่เผลอสติ กิเลสจะออกไม่ได้ เผลอเมื่อไรปั๊บออกเลยๆ ออกเป็นสังขาร ไปกว้านเอาฟืนเอาไฟมาเผาไหม้เรา ท่านทั้งหลายจำให้ดีนะ ที่สอนมาเหล่านี้ได้ผ่านมาหมดแล้ว ได้ต่อสู้บนเวทีมาแล้ว คำสอนพระพุทธเจ้าท่านก็สอนไว้เรียบร้อย นำคำสอนมาปฏิบัติก็เป็นอย่างที่ท่านสอนอย่างนั้นจริงๆ เรื่องสติเป็นสำคัญ

ข้อวัตรปฏิบัติอย่าให้บกพร่องนะ เรื่องความพร้อมเพรียงสามัคคีนี้สำคัญมากทีเดียว อวัยวะของเราสามัคคีไม่เจ็บไข้ปวดหัวตัวร้อนต่างๆ ภายในร่างกาย เรียกว่าร่างกายสามัคคี เราอยู่เป็นสุข ประกอบหน้าที่การงานได้สะดวกสบาย ถ้าร่างกายแตกสามัคคี วิกลวิการเสียอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเหลวไหลไปหมด อันนี้ส่วนรวมของพระเราก็คือความพร้อมเพรียงสามัคคี นี้คือความเป็นสุขของวัด พากันจำเอานะ ให้พร

หลังจังหัน

         การเทศน์นี่พิลึก ว่างั้นเลย เรียกว่าเป็นประวัติศาสตร์ของเมืองไทยเราก็ได้ ที่เราเทศน์ช่วยชาติคราวนี้ว่าเทศน์มากที่สุด จะว่าเป็นประวัติศาสตร์ก็ไม่ผิด ใน ๖ ปีนี้ไม่มีหยุดมีถอย บางวันถึง ๓ กัณฑ์ก็มี เทศน์ในสภาหนูสภาแมว มันยั้วเยี้ย เทศน์ตลอด ในกรุงเทพไม่ได้นับละเพราะมากต่อมาก มันใจกลางกรุงสยามเราจึงเทศน์มากที่สุด งานใดๆ ก็อยู่ในกรุงเทพๆ เทศน์ที่นั่นทั้งนั้นละ ที่เป็นแม่งานจริงๆ ก็คือไปเทศน์สนามหลวง นี่เรียกว่าแม่งาน วันนั้นมาครบหมดเลย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ชาติก็คือนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี ศาสนาก็พระสงฆ์นี้เป็นพัน พระมหากษัตริย์ก็ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ นั่นครบ เรียกว่าแม่งานจริงๆ เป็นแม่งานในกรุงเทพทั้งหมด รวมอยู่วันเทศน์สนามหลวง เราก็ยังไม่ลืมนะ เทศน์ใช้เวลา ๑ ชั่วโมง ๒๓ นาที

ตั้งแต่เทศน์ช่วยชาติมานี้ มีอำเภอสูงเนิน จ.นครราชสีมา เทศน์นานที่สุด ๑ ชั่วโมง ๒๙ นาที มากกว่าเพื่อน เทศน์ทั่วประเทศไทยมีอำเภอสูงเนิน เทศน์เป็นเวลา ๑ ชั่วโมง กับ ๒๙ นาที นอกนั้นลดลงๆ ทุกวันนี้ไม่ถึงชั่วโมง เทศน์ที่ไหนก็ไม่ถึง เพียง ๕๐ นาที หรือ ๕๐ กว่าเล็กน้อย อย่างนั้นละระยะนี้ ลดลงๆ เทศน์นี่ธาตุขันธ์จะเตือน แต่ก่อนพอถึงระยะธาตุขันธ์เตือนก็ได้เป็นชั่วโมงกว่าๆ อย่างเทศน์สนามหลวงอย่างนี้ ตั้ง ๑ ชั่วโมง ๒๓ นาที อยู่ในระยะเดียวกันเทศน์กระทรวงศึกษา กรมชลประทานนี้ ๑ ชั่วโมง ๒๒-๒๓ นาที อยู่ในย่านนี้ ที่มากที่สุดก็คือเทศน์อำเภอสูงเนิน นี่ก็เทศน์ในงานผ้าป่า มาจากสวนแสงธรรมนะมาเทศน์ในงานผ้าป่าที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ฉันจังหันเสร็จแล้วมา ดูเหมือนสองชั่วโมงครึ่งนะมาถึงอำเภอสูงเนิน พอเทศน์ในงานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ต้องย้อนกลับไปที่สวนแสงธรรม เราไม่ลืมนะ อันนี้รู้สึกว่าไกล กับประจวบคีรีขันธ์ อันนี้ไกลที่ไปเทศน์แล้วย้อนกลับมาค้างคืนที่วัด

ที่ประจวบนี่เทศน์สองหน หนที่สองดูไม่ได้ค้าง นี่ไกล กับมาเทศน์โคราชนี้ไกล ไม่ค้างคืน เทศน์แล้วกลับคืนไป กำลังลดลงๆ ทุกวันนี้เพียง ๕๐ นาที หรือ ๔๐ กว่านาทีมันจะเตือนแหละ อ่อนๆ แหละ ที่เทศน์เหล่านี้ไม่ได้ตกเรี่ยเสียหายไปไหนนะ ไม่ว่าเทศน์ที่ไหนๆ เทปอัดทั้งนั้นเลยออกทั่ว ที่ว่าเทศน์เป็นเวลา ๖ ปี ไม่ได้ตกเรี่ยเสียหายไปไหน เทศน์ที่ไหนติดเทปๆ อัดไว้ทั้งนั้นๆ แล้วออกทั่วไปหมด นี่เรียกว่าเทศน์สาธารณะทั่วๆ ไป เรียกว่าแกงหม้อใหญ่ ส่วนแกงหม้อเล็กเทศน์เฉพาะที่บนศาลา ประชุมพระ เทศน์อบรมพระ เทศน์ธรรมะสูงขึ้นไปโดยลำดับ ตั้งแต่สมาธิขึ้นไป เรียกว่าแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋ว พุ่งถึงวิมุตติหลุดพ้นเลย แกงหม้อใหญ่ถึงมีทั้งส่วนหม้อเล็กหม้อจิ๋วอยู่นั้นก็ตาม แต่มีส่วนน้อย ส่วนสาธารณธรรม สาธารณประโยชน์แก่ประชาชนมีมากกว่า จึงเรียกว่าแกงหม้อใหญ่ หม้อเล็กก็มีอยู่นั้นแต่ไม่มาก เราก็เรียกแกงหม้อใหญ่ไปเสีย

อย่างเทศน์สอนพระล้วนๆ นี้เรียกว่าแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วทั้งนั้น ไม่ว่าเทศน์ที่ไหน ถ้าเทศน์สอนพระล้วนๆ หากเป็นเองของมันในจิต ถ้าเป็นธรรมะขั้นละกิเลสโดยตรงๆ แล้ว ออกก็รวดเร็ว ผู้ฟังก็ถึงใจๆ นี่พูดจริงๆ คือเราเอาหลักความจริงมาพูด มันเป็นยังไงๆ ความรู้สึกของเราหรือในใจของเรา เวลาเราพูดอย่างนี้เราก็พูดตามความจริงนั้นเลย การเทศนาว่าการนี้ พูดไม่เหยียบย่ำทำลายไม่ยกไม่ยอ เราพูดตามความจริงนะ เทศน์สอนพระล้วนๆ ที่มุ่งหน้าออกสนามรบ เข้าสู่แนวรบแล้ว กับธรรมเครื่องมือเครื่องรบ ออกนี้มันจะรับกันทันทีเลย

ธรรมะนี้ไม่ได้คุยนะ คือเครื่องดูดมันดูดกันอยู่แล้ว พอเปิดนี้มันก็ไหลเข้าสู่กัน พุ่งๆ เลย ยิ่งธรรมะขั้นสูงเท่าไรๆ นี้มันยิ่งพุ่งเลย นี่ละธรรมะภายในใจ ท่านทั้งหลายจำเอานะ นี่ถอดออกจากหัวใจมาพูดไม่ได้ไปหาที่ไหน เรียนในตำรับตำราเราก็เรียนก็บอกแล้ว เวลาเทศน์ในภาคปริยัตินี้จิตใจจะวิ่งออกข้างนอก วิ่งใส่คัมภีร์นั้นคัมภีร์นี้ เทศน์ทางด้านปริยัติจิตออก จิตวิ่งใส่คัมภีร์นั้นคัมภีร์นี้ ที่เรียนมาจากคัมภีร์ไหนๆ มันจะวิ่งของมัน เป็นเองของมัน แว็บโน้นแว็บนี้นะ นี้เป็นภาคปริยัติ ภาคศึกษาเล่าเรียนมา นั่นคือเทศน์ด้วยความจำ เราจำมาได้มากน้อยมันจะวิ่งใส่ตำรับตำราออกเทศน์ จิตใจจึงออกนอก ออกนอกทั้งนั้นแหละ ก็เราเป็นเองมันก็พูดได้ถนัดชัดเจนซิ

ทีนี้เวลาภาคปฏิบัติ เทศน์เรื่องปฏิบัติจิตไม่ได้ออกนะ เทศน์หนักเข้าๆ ภาคปฏิบัติถึงขั้นมรรคผลนิพพาน ธรรมะสูงเท่าไรๆ นี้หมุนติ้วอยู่ภายในไม่ออกเลย พุ่งๆ อยู่ในนี้เลย ฟังซิท่านทั้งหลาย ท่านว่าธรรมเกิด กิเลสเกิดโลกทั้งหลายรู้กันหมด แต่เขาไม่ทราบว่าเขาจะพูดว่าไง เพราะกิเลสเต็มตัว ไม่ทราบจะไประบายไปขายใคร เพราะใครก็เต็มขายไม่ออก กิเลสเต็มหัวอกด้วยกัน ไม่พูดมันก็รู้กันเอง นี่กิเลสเกิด พอตื่นนอนเกิดแล้วกิเลส ยันวันยังค่ำ บางคืนนอนยังไม่หลับกิเลสเกิดไม่ถอย จนเป็นบ้าก็มีกิเลสเกิด นั่นละกิเลสเกิด มันเกิดในหัวใจของสัตว์ ทำให้คิดยุ่งเหยิงวุ่นวายเรื่องนั้นเรื่องนี้ ผ่านไปกี่วันกี่คืนกี่ปีมันนำมาเป็นสดๆ ร้อนๆ มาจี้เจ้าของ เผาเจ้าของสดๆ ร้อนๆ นี่เรียกว่ากิเลสเกิด มันไม่ได้ว่าเป็นมาตั้งแต่นู้นๆ หยุดเสีย มันจืดจางไปแล้วนานแล้ว ไม่เอานะ มันปั้นขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ เผาเจ้าของสดๆ ร้อนๆ นี่เรียกว่ากิเลสเกิด เข้าใจเหรอ

         โลกอันนี้มีแต่โลกกิเลสเกิด ธรรมเกิดเราอยากจะว่าแทบไม่มี จึงมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ดีไม่ดีไม่มีใครเชื่อ มีแต่กิเลสเกิดด้วยกัน พอมาพูดว่าธรรมเกิดนี้มันไม่อยากฟังนะ ไม่อยากฟังก็ตามมันเกิดเราก็บอกว่าเกิดใช่ไหม มีปากเดียวมันหูหลายหูนี่ มันต้องฟังด้วยกัน นี่เวลาธรรมเกิดมันเกิดอย่างนั้นนะ เราไม่ได้คำนึงว่ามันจะหมดจะยังที่ไหน เราเปิดเท่าไรพุ่งแล้วมันออกตลอดๆ เลย ถ้าว่าน้ำมหาสมุทรเราก็ไม่คำนึงคำนวณ มันยังมีขอบมีเขต มีฝั่งของมัน ธรรมนี้มันออกจากใจดวงเดียวนี้เป็นธรรมไปหมดครอบโลกธาตุ มันเหนือมหาสมุทรทะเลไปอย่างไรหรือไม่ พิจารณาซิ

         นั่นละที่ว่าธรรมเกิด มันมีอยู่แล้วนั่นน่ะ ทีนี้ออกเรียกว่าธรรมเกิดออกละ ออกๆๆ ไปข้างนอก ยิ่งเทศน์ธรรมะขั้นสูงถึงมรรคผลนิพพานด้วยแล้วยิ่งพุ่งใหญ่เลย บางทีเจ้าของเองมาเปิดเทปฟัง โถ มันขนาดนี้เหรอ เสียงมันเป็นปืนกลไปเลย ไหลไปเลย บางทีหายใจดังฟิ้ว คือธรรมะยังไม่หมดลมหายใจหมดก่อน รีบสูดลมหายใจดังฟิ้วนี้ออกพุ่งๆ นั่นละธรรมเกิด ใครไม่ว่าก็ว่า มันเป็นกับเราเองนี่ เป็นกับใคร ใครก็พูดได้ ตั้งแต่กิเลสเกิดไม่ต้องพูดมันรู้กันหมด เพราะฉะนั้นจึงว่าขายไม่ออก ธรรมเกิดนี่ยากอยู่นะ มันไม่ค่อยจะเกิดง่ายๆ

         อย่างพูดอย่างนี้มีใครมาพูดวะ ก็มีหลวงตาบัวองค์เดียวนี่พูดอยู่ช่องกลาง ว่าธรรมเกิด มันเกิดจริงๆ มันมีจริงๆ เต็มหัวใจ ในใจนี้มีแต่ธรรมล้วนๆ เลย เพราะฉะนั้นกิริยาท่าทางที่จะหนักเบามากน้อยออกเป็นเรื่องของธรรมทั้งนั้นออก ไม่มีพิษมีภัยเลย จะดุด่าว่ากล่าวเด็ดเผ็ดร้อนขนาดไหนมีแต่เรื่องของธรรมทั้งนั้น เป็นคุณล้วนๆ ไม่มีโทษ นอกจากคนจะไปตีความหมายว่าเป็นโทษ ท่านดุท่านด่าอย่างนั้น ก็เอาความคิดผิดของตัวเองไปเผาตัวเอง ส่วนธรรมท่านไม่ได้เผาใคร เรียกว่าน้ำดับไฟไปตลอด

         ที่มันพุ่งๆ แรงๆ กิริยาท่าทางนี้ออกพุ่งๆ เลย กิริยาจะออกด้วยกัน สมมุติจะใช้คำพูดกับสมาคมกับผู้หนึ่งผู้ใดก็ตามด้วยพลังของธรรมมันออกแรงนี่ มันจะออกอย่างเต็มเหนี่ยวเลย กิริยาท่าทางเหมือนมหาโจร เหมือนนักเลงโต เหมือนเพชฌฆาตจะฆ่าได้หมดทั้งโลกนี้ กิริยานี้ถ้าเป็นเรื่องกิเลสเป็นเถ้าเป็นถ่านไปหมดเลย ถ้าลงได้ออกขนาดนั้นเป็นเถ้าเป็นถ่านเผากันแหลก แต่ธรรมไม่เป็นอย่างนั้น ออกเท่าไรยิ่งหวานยิ่งนิ่มยิ่งนวลออกไป ออกมากขนาดไหนก็เป็นเรื่องของธรรมล้วนๆ ไปเลย กิริยาอย่างนี้เราจึงได้บอกให้ท่านทั้งหลายทราบ อย่ามาสำคัญนะ

         กิริยาท่าทางที่แสดงออกต่างๆ เป็นกิริยาที่ออกจากธรรมล้วนๆ ไม่ได้เป็นกิเลสตัณหาแทรก แม้เม็ดหินเม็ดทรายไม่มี เพราะมันไม่มีในหัวใจจะเอาอะไรมาออก ออกมากน้อยเพียงไรก็เป็นเรื่องของธรรมล้วนๆ ออก เรียกว่าธรรมเกิด ธรรมออก มันเป็นอยู่ในหัวใจนี้แล้ว ว่าอะไรมนุษย์มนา เทวดา อินทร์ พรหมทั้งหลาย ที่ได้ฟังธรรมออกนี้ทั้งนั้นแหละ เพียงมนุษย์นี้ก็ว่ามาก เทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม มากกว่ามนุษย์เป็นไหนๆ ที่ฟังธรรม ธรรมออกๆ ออกจากพระพุทธเจ้า ออกจากสาวกทั้งหลาย ท่านออกอย่างนั้น แต่ท่านไม่มาพูด

         เกี่ยวกับเรื่องพรหมท่านก็ไม่เกี่ยวกับมนุษย์เลย เทวบุตรเทวดา อินทร์ พรหม ท่านก็จะเป็นเรื่องภาษาของท่านเหล่านั้นรับกันไปเลยๆ ทีเดียว มนุษย์นี่มันพูดหลายแง่หลายมุม ยุ่งเหยิงวุ่นวาย เดี๋ยวเกรงนั้นเดี๋ยวเกรงนี้ แต่สำหรับหัวใจเรา เราพูดจริงๆ เราไม่เคยมีเกรงอะไร มีแต่ธรรมล้วนๆ ออก จะหนักเบามากน้อยไม่เคยว่าเกรงใจคนนั้นเขาจะมาว่าเราอย่างนี้ไม่มี เป็นธรรมล้วนๆ ออกเลย ไม่ว่าหนักว่าเบา เป็นธรรมทั้งนั้น พอจบแล้วหายเงียบเลย ไม่ว่าพูดหนักพูดเบาไม่เป็นอารมณ์ เพราะเป็นธรรมล้วนๆ ด้วยกัน ไม่ว่าหนักก็ธรรม เบาก็ธรรม อะไรก็ตามมันเป็นธรรมด้วยกันหมด

         เครื่องไม้เครื่องมือจับอะไรมาสับมาฟันนี้ มันเป็นเครื่องมือที่จะทำประโยชน์ทั้งนั้นๆ ธรรมออกมาอันใดๆ ก็ทำประโยชน์ทั้งนั้นๆ แง่หนักแง่เบาในธรรมทั้งหลายก็มีเหมือนกับเครื่องมือเราทำงานนี้แหละ เครื่องหนักเครื่องเบาอะไรก็มี เครื่องจักรเครื่องยนต์มีทุกประเภทเอามาใช้เป็นประโยชน์ ทีนี้เรื่องเครื่องมือของธรรมที่ทำประโยชน์ให้โลกมันก็แบบเดียวกันนั้นแหละ มันจึงมีหนักมีเบา ไม่ได้เหมือนกันนะ

         จึงได้พูดป้างๆ นี่ พูดแบบไม่เคยสะทกสะท้านกับใครเลย ในสามแดนโลกธาตุเราไม่เคยมีอะไรมาผ่านหัวใจเรา พอจะเป็นอุปสรรคขวางทางเดินของธรรมเราเดินไม่ได้ ไม่มี พุ่งนี้ออกเลย พุ่งๆ เลย สมาคมใดก็ตาม ไม่ได้ว่าสมาคมนั้นสูง สมาคมนี้ต่ำ สมาคมนั้นมียศถาบรรดาศักดิ์สูง เป็นเศรษฐีกุฎุมพี ไม่มี เรียบวุธไปหมด เหนือหมด แล้วจะไปเกรงอะไร ไปกลัวอะไร ไปกล้ากับอะไร ไม่มี คำว่ากล้าก็ไม่มี กลัวก็ไม่มี มีแต่ธรรมล้วนๆ ออกเลย จบแล้วหายเงียบเลย ไม่ได้เป็นอารมณ์ว่า เอ๊ นี่พูดหนักไปเบาไป เขาจะโกรธ จะเคียดจะแค้นหรือยังไง ไม่มี เพราะเป็นธรรมออกล้วนๆ แล้ว ประเภทไหนเป็นธรรมประเภทนั้นๆ ทำประโยชนให้โลกได้ตามฐานะของตนที่จะรับเอาเท่านั้น พอจบแล้วหายเงียบเลยเหมือนไม่ได้พูด ไม่ว่าจะพูดธรรมดา ไม่ว่าจะพูดแบบไหนก็ตามเป็นธรรมทั้งนั้น

         นี่แหละธรรมเกิดฟังซิน่ะ พระพุทธเจ้าธรรมเกิดพระองค์แรก พระสงฆ์สาวกทั้งหลายก็เป็นอันดับสองมาธรรมเกิด ท่านเหล่านี้เป็นผู้ธรรมเกิดๆ ธรรมอยู่ ใจเป็นธรรม ธรรมเป็นใจ เวลามีขันธ์อยู่ก็ว่าใจบริสุทธิ์ พอละขันธ์ไปแล้วก็เรียกได้ธรรมธาตุเท่านั้น จะว่าใจบริสุทธิ์ไม่เรียกแล้ว หมดคำว่าบริสุทธิ์ พอท่านผ่านปุ๊บจากขันธ์นี้ไปแล้วเป็นธรรมธาตุล้วนๆ ไปเลย สมมุติไม่มีเลย มีสมมุติอยู่นี้ท่านก็เรียกว่าจิตบริสุทธิ์ จิตเศร้าหมอง จิตผ่องใส มันมีขันธ์ มีสมมุติเกี่ยวข้องกันอยู่ท่านก็พูดอย่างนี้ ธรรมชาตินั้นสมบูรณ์เต็มที่แล้วตั้งแต่วันบรรลุธรรม แต่เวลาแยกออกพูดสมมุติก็พูดอย่างนี้แหละ

         พอสมมุตินี้หมดโดยสิ้นเชิง คือลมหายใจขาดปั๊บเท่านั้น ธรรมธาตุเต็มส่วนแล้ว สมมุติหมดโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือ นี่เรียกธรรมธาตุล้วนๆ พระพุทธเจ้าทั้งหลายมากขนาดไหน พูดนี้เขาก็จะว่าเราเป็นบ้า ก็เหมือนอย่างว่าแม่น้ำมหาสมุทรกว้างขนาดไหน ฟังซิน่ะ จ่อปั๊บลงไปเป็นมหาสมุทรหมด ธรรมนี้จ่อปั๊บไปเป็นธรรมหมดเลย อย่างนี้มันพูดยากอยู่นะ รู้เต็มหัวใจก็พูดไม่ได้ บางอย่างพูดไม่ได้นะ

         จึงขอให้พี่น้องทั้งหลายตั้งอกตั้งใจปฏิบัติธรรม เพื่อรักษาตนให้เป็นคนดี ให้มีความสงบเย็นใจ ถ้ามีแต่กิเลสทำงานล้วน ๆ นี้เรียกว่ากิเลสเกิดวันยังค่ำ ไฟเผาวันยังค่ำ นอนไม่หลับเป็นบ้าไปเลยเพราะกิเลสเกิด กิเลสเผา ถ้าธรรมเกิดแล้วธรรมเผากิเลสละซิ ธรรมเกิดเท่าไรเผากิเลสทั้งนั้น จนกระทั่งกิเลสหมดไปแล้วมีแต่ธรรมล้วนๆ ทำอะไรก็ไม่มีโทษ หมดโดยสิ้นเชิง โทษไม่มี

         เราเคยพูดอยู่เสมอว่า บรรดาพระอรหันต์นั้นในจิตของท่านที่บริสุทธิ์นั้นหมดแล้วสมมุติ ไม่มีบาปมีกรรม ไม่มีโทษมีภัยอะไรเลย บุญไม่มี บาปไม่มี เป็นสมมุติ หมดโดยสิ้นเชิงขาดสะบั้นไปหมดแล้ว จิตที่บริสุทธิ์นั้นทรงวิมุตติล้วนๆ เลย อันนั้นละที่อยู่ในขันธ์ ทีนี้ขันธ์นี้เป็นสมมุติ จิตที่เป็นวิมุตติหลุดพ้นแล้วก็จะต้องปฏิบัติให้เหมาะสมกับเรื่องของธาตุของขันธ์ ของสมมุตินิยมที่ยอมรับกันในสังคมแห่งมนุษย์เรา เพราะมีดีมีชั่ว

         เพราะฉะนั้นกิริยาท่าทางที่ท่านรักษาเกี่ยวกับเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ กิริยาการพูดการจา การประพฤติตัวนี้ท่านจึงปฏิบัติเรียบ เหมือนกับพระท่านผู้ทรงศีลทรงธรรมทั่วๆ ไป ท่านไม่ข้ามเกินฝ่าฝืน เพราะธรรมชาตินั้นมันล้นโลกอยู่แล้ว ท่านจะไปฝืนได้ยังไง อะไรเหมาะไม่เหมาะท่านรู้เองๆ ทั้งๆ ที่จิตท่านไม่มีละโทษ ถ้าสมมุติว่าเคลื่อนไหวไปทำอะไรผิด จะไปปรับอาบัติอาจีท่านในจิตใจไม่มี หมดโดยสิ้นเชิง แต่เมื่อสมมุติยังมีอยู่ กิริยาที่ปฏิบัติให้เหมาะสมกับสมมุติที่มีอยู่นี้ท่านก็ต้องปฏิบัติจนกระทั่งถึงวันนิพพาน ท่านเป็นอย่างนั้น

         ให้พากันเข้าใจ นี้เราเปิดออกมาอย่างชัดเจน ท่านจะมีอะไรกับใครในโลกอันนี้ ไม่มีบอกตรงๆ เลย ถ้าพูดถึงเรื่องธรรมชาตินั้นแล้วไม่มีอะไรกับใครเลย แต่กิริยาของธาตุของขันธ์ก็ต้องมีเหมือนโลกของเรามี นั่นต่างกันอย่างนี้ พากันจำเอานะ ธรรมเหล่านี้ใครมาพูดที่ไหน ไม่มี เราถอดออกจากหัวใจมาพูดนี่น่ะ จะเป็นอะไรไป ก็ความจริงมีอย่างนั้นพูดไม่ได้มีเหรอ ธรรมะเป็นของจริงล้วนๆ ทำไมจะพูดของจริงไม่ได้วะ เอาละวันนี้พูดเท่านั้นละพอ

         (สันติมีปัญหาธรรมะครับ)

         หลวงตา สันติแปลว่าความสงบ สงบอะไรว่ามาซิ

         ผู้กำกับ กราบเรียนหลวงตา การภาวนาของสันติ มีดังนี้

ข้อ.1 วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2548  เวลา 00.13 น. หนูกำลังเริ่มนั่งสมาธิด้วยการหายใจเข้าลึกๆ แล้วกลั้นเอาไว้ แล้วค่อยๆ ปล่อยลมหายใจออกมา ทำประมาณ 10 ครั้ง จึงเริ่มมีอาการเหมือนหนูนั่งอยู่บนเครื่องบิน ที่กำลังบินขึ้นสู่ท้องฟ้า หลังจากนั้นก็เกิดภาพขึ้น เป็นภาพชายทะเล มีคนเดินอยู่ริมหาดทรายเยอะแยะ เห็นอยู่อย่างนั้นสักครู่หนึ่ง แล้วถึงรู้สึกว่า เหมือนจิตออกเที่ยวแล้วก็กลับมานั่งอยู่ที่เดิมคือ ในแคร่ที่กำลังนั่งภาวนาอยู่  ทันใดนั้นเอง ก็ปรากฏภาพตรงหน้าเป็นผู้หญิงและผู้ชายยืนคู่กันอยู่ แล้วมีคนอื่นๆ ยืนเรียงแถว เป็นแถวตอนเรียง 2 ต่อกันออกไป  แถวนั้นยาวมาก

ทุกๆ คนที่หนูเห็นนั้น เป็นฝรั่งแต่งชุดว่ายน้ำ เนื้อตัวสกปรกเลอะเทอะ มอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง บางคนมีเสื้อคลุมแต่ก็ขาดวิ่น ทุกคนยืนเอียงคอมองเหม่อมาที่หนู ความรู้สึกของหนูเมื่อเห็นในตอนแรก รู้แล้วว่าเป็นคนตาย และสงสารพวกเขามาก  แต่ตัวเองยังงงอยู่ว่า ทำไมมาหาหนูถึงที่แคร่ แล้วหนูก็เริ่มพูดออกไปโดยอัตโนมัติเป็นภาษาอังกฤษ มีใจความว่า  “พวกคุณต้องพากันไปเกิดใหม่ ตามกรรมดีกรรมชั่วที่ทำมา แต่อย่าลืมนะ เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์  ต้องพยายามเป็นคนดี จะได้ไม่กลับมาเป็นแบบนี้อีก”  แล้วหนูก็สวด นะโม  ตัสสะ ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมาสัมพุทธัสสะ เมื่อสวดครบ 3 จบ สองคนแรกที่อยู่ข้างหน้าหนู หันหลังแล้วเดินกลับ ทุกๆ คนจึงเดินตามกลับไปเป็นแถว

เมื่อหนูเห็นดังนี้ ความรู้สึกในตอนนั้น เหมือนหนูเป็นเด็กขี้สงสัย  สงสัยว่า ทำไมพวกเขาถึงได้เข้าใจที่หนูสื่อสารออกไป ทำไมพวกเขาถึงรู้เรื่อง  ทั้งแปลกใจ ทั้งงง และดีใจที่เราพอจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง

ข้อ.2 วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2548 หนูเริ่มนั่งสมาธิด้วยการหายใจเข้าลึกๆ แล้วกลั้นเอาไว้ แล้วค่อยๆ ปล่อยออกมา ทำแบบนี้อยู่ 10 ครั้ง หลังจากนั้นก็ปล่อยลมหายใจ ต่อมามีความรู้สึกว่า ร่างกายส่ายไปมา ขณะเดียวกันก็ปรากฏมีแสงสว่างสีน้ำเงินเกิดขึ้น แล้วต่อด้วยอาการภายในจิต ปรากฏมีลักษณะที่พอจะเทียบได้ว่า เหมือนโดนไฟช็อต  เกิดขึ้นในที่แรกคือ บริเวณลิ้นปี่ ไหลไปที่ใต้คางบริเวณกรามทั้งสองข้าง วิ่งต่อไปที่หู ต่อไปที่กลางกระหม่อม ขยับมาข้างหน้า แล้วลงมาที่กลางหน้าผาก ทะลุไปที่หลังศีรษะ  ตอนนี้จะรู้สึกว่า หัวหนักมาก เหมือนมีใครมาดึงเรา หรือมีภูเขาทับลงมาจากข้างหน้า  จนต้องเงยหน้าขึ้นแล้วค้างอยู่ในท่านั้น แล้วอาการไฟช็อตนั้น ก็ไหลต่อลงมาที่หลัง ตรงช่วงสะบักหลังข้างซ้าย อาการเหล่านี้จะเกิดค้างอยู่ในแต่ละจุดอย่างนั้น จนภาวนาเสร็จเจ้าค่ะ

ขณะที่อยู่ในภวังค์ภาวนานั้น ทุกขเวทนาไม่เกิดขึ้น คือ ร่างกายก็ไม่ทุกข์ ใจก็ไม่ทุกข์ แต่เมื่อหนูทำภาวนาเสร็จแล้ว จึงรู้สึกเจ็บตรงด้านหลังศีรษะ ถึงขนาดต้องนวดคลึงบริเวณนั้น และมีอาการเวียนหัว จึงล้มตัวลงนอน เพื่อหวังจะพักผ่อน แต่พอนอนลงไปแล้ว  ก็เป็นอีก เรียกได้ว่า ไม่ว่างเลย

หนูขอถามหลวงตาแบบสรุปดังนี้

ทุกครั้งที่นั่งหรือนอนภาวนา ยกเว้นเดินจงกรม  จะเกิด 3 อย่างขึ้นพร้อมๆ กัน คือ

1.ร่างกายส่ายไปมา

2.มีแสงสีน้ำเงินจ้าขึ้น

3.มีอาการเหมือนไฟฟ้าช็อตในแต่ละจุด ที่ทุกครั้งจะมีการเปลี่ยนที่

ในขณะทำภาวนาไม่ว่าจะนานเท่าไร จะเกิดอาการทั้ง 3 อย่างนี้ คงอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งออกจากการภาวนา ความรู้สึกของหนูในขณะทำภาวนาอยู่นั้น มีแต่ความรู้สึกรู้เท่านั้นว่า มีอาการใดเกิดขึ้นบ้าง ไม่มีเวทนาทั้งทางกายและทางใจ แต่พอหลังจากภาวนาเสร็จแล้ว อาการไฟช็อตที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ถ้าเด่นในส่วนใดของร่างกาย  จะเจ็บในส่วนนั้น หนูอยากทราบว่า ควรจะแก้ไขอย่างไรดีเจ้าคะ

หลวงตา ไม่ต้องแก้ ไม่ต้องมัด เข้าใจเหรอ นี่เป็นอาการของจิตของธรรมที่สัมผัสกันล้วนๆ ธรรมดาๆ ไม่ใช่เรื่องละกิเลส เป็นเรื่องอาการของจิตของธรรมที่เกิดขึ้นประสานกันในขณะภาวนา ก็มีเท่านั้นละไม่เห็นมีอะไร จำเอานะ ทำไปอย่างนั้นแหละ หลักใหญ่อยู่ที่จิต อาการมันจะออกของมันเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด จะมากกว่านี้อีก ให้รู้ว่าอาการรอบตัวจิตนะ

สันติ ไม่มีอะไรผิดใช่ไหมเจ้าคะ

หลวงตา ไม่มี ถูกก็ไม่มี อย่าว่าแต่ไม่มีอะไรผิด ถ้าว่าถูกเดี๋ยวจะเป็นบ้าไปอีก ให้พิจารณาอยู่ตามนั้นเท่านั้นละธรรมดา ไม่มีอะไรที่จะผิดจะถูก จะทำให้เสีย ให้ได้อะไรก็ไม่มี มีแต่ธรรมดาอาการของจิตที่มันแสดงของมันเท่านั้น เข้าใจแล้วนะ

สันติ ลูกภาวนาไม่เคยตั้งใจอยากเห็นอันนี้ อยากเห็นอันนู้น อยากรู้อันนี้ อยากรู้อันนู้น อยากเป็นอันนี้อยากเป็นอะไร

หลวงตา ถ้าอยากรู้ไม่รู้ อยากเห็นไม่เห็น ภาวนาต้องเป็นหลักธรรมชาติเอง ถ้าอยากรู้อยากเห็นแล้วไม่ถูก เข้าใจเหรอ ให้มันเป็นของมันธรรมชาติของมันเอง แต่เมื่อมันต่อเนื่องไปแล้วอยากอย่างนั้นอย่างนี้มีได้ เอาละวันนี้ไม่มีอะไรละธรรมดาๆ ให้ภาวนาไป ให้ดูตัวจิตสำคัญมากนะ ตัวจิตเป็นรากใหญ่มาก อันนั้นเป็นอาการกิ่งก้านสาขาดอกใบของมันที่มันจะแสดงออกเป็นบางกาล และต่างอาการมันจะเป็นไปแปลกๆ ต่างๆ กัน เท่านั้นแหละนะ ไม่เห็นมีอะไรละ

ผู้กำกับ แจ้งข่าวดีครับ นายแพทย์สุรศักดิ์ อมาตโยธิน เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่เกาะพีพี ซึ่งหลวงตาได้เมตตาสร้างโรงพยาบาลให้ เขาแจ้งมาว่าตึกโรงพยาบาลที่เกาะพีพีที่หลวงตาเมตตา ที่กำลังสร้างเสร็จแล้ว ๘๐% ในช่วงที่คลื่นสึนามิถล่ม ตึกนี้ได้ช่วยคนถึง ๒๐๐ คนให้พ้นจากความตาย เขากราบเรียนมาครับ

หลวงตา ก็เข้ากันได้แล้ว ตึกนี้เราสร้างเพื่อช่วยคน เอาละพอใจ ตึกช่วยคนได้ตั้ง ๒๐๐ คน ว่าอะไร มันจะช่วยได้มากกว่านั้นอีก คนไข้เข้าไปนั่นเต็มไปหมดละ

         นี่ละเรื่องภาวนามันมีแปลกๆ ต่างๆ แต่เราไม่อยากพรรณนา เพราะสิ่งเหล่านี้มันเคยผ่านมาหมดแล้ว พูดอะไรมันเคย รู้ทันทีๆ เป็นอาการของมัน มันเป็นอย่างนั้นปิดไม่ได้ มันจะต้องรู้ต้องเห็นของมัน เอาละนะทีนี้ให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก