อยากรู้ธรรมให้ปฏิบัติธรรม
วันที่ 26 มีนาคม 2548 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

อยากรู้ธรรมให้ปฏิบัติธรรม

 

ก่อนจังหัน

เราเห็นบรรดาพี่น้องชาวพุทธเราเข้าวัดเข้าวาฟังธรรมจำศีล เรารู้สึกภาคภูมิใจกับบรรดาพี่น้องทั้งหลาย ผลที่เกิดขึ้นก็คือความสงบใจตัวเอง และประสานในส่วนรวม เห็นอกเห็นใจกัน มีความเมตตาสงสารซึ่งกันและกัน เฉลี่ยเผื่อแผ่ให้แก่กันและกันได้โดยไม่มีความเสียดาย เพราะอำนาจแห่งธรรม คือเมตตาธรรม ความสงสารกัน ถ้าจิตมีธรรมแทรกเข้าตรงไหน ความเมตตาสงสารจะมีขึ้นมาๆ ความเฉลี่ยเผื่อแผ่ต่อกันนี้จะมีขึ้นมา ความเมตตาสงสารซึ่งกันและกันนี้จะปรากฏขึ้นมาทั่วถึงกัน ไม่เย่อหยิ่งจองหองพองตัวนะ นั้นเป็นเรื่องของกิเลส เป็นเรื่องเย่อหยิ่งจองหองพองตัว อวดรู้อวดฉลาด นั่นคือคนโง่จะตายไป คนบัดซบ ธรรมต้องแก้กันแบบนี้ซิ ความรู้มากน้อยเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่โลกทั้งนั้น นั่นละธรรม

เมื่อเห็นพี่น้องทั้งหลายเข้ามาฟังอรรถฟังธรรมแล้วนำไปพินิจพิจารณา เราพออกพอใจ อยากให้พากันสนใจทางอรรถทางธรรมให้มากขึ้นๆ เวลานี้ก็รู้สึกว่าค่อยลืมหูลืมตากันบ้างจากธรรมของพระพุทธเจ้า เฉพาะอย่างยิ่งทางวิทยุกระจายเสียง ออกสถานีวิทยุต่างๆ จากธรรมของพระพุทธเจ้านี้ เริ่มกระจายไปถึงบรรดาพี่น้องชาวพุทธเราทั่วประเทศไทยมากขึ้นทุกวันๆ เราพอใจ เพราะธรรมเหล่านี้เป็นน้ำดับไฟๆ สาดกระจายไปตรงไหนไฟจะยุบลง ไฟกิเลสตัณหานั่นละเรียกว่าไฟ เผาตัวเองแล้วก็กระจายออกไปเผาโลก มีน้ำดับไฟก็ดับกันไป ทั่วกันไป ค่อยสงบเย็นๆ

ขอให้ท่านทั้งหลายนำตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้มาใช้ทางด้านอรรถด้านธรรมบ้าง อย่าให้แต่กิเลสเอาไปถลุงเสียทั้งหมด ไม่ว่าใครอยู่ที่ไหนๆ มีแต่กิเลสออกหน้าออกตา มองดูแล้วสลดใจนะ เราพูดจริงๆ หลวงตาบัวตัวเท่าหนู แต่ก่อนก็เป็นเหมือนเราๆ ท่านๆ ในใจดวงนี้ เวลาได้ออกปฏิบัติอบรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าไปโดยลำดับลำดาแล้ว ความแปลกประหลาดก็ค่อยปรากฏขึ้นภายในจิตใจ ความสว่างไสวเกิดขึ้น ความเห็นเหตุเห็นผลเห็นเขาเห็นเราค่อยชัดขึ้นๆ เห็นเขาเห็นเราก็คือความเมตตาละกระจายออกไปๆ จนกระทั่งมาปัจจุบันนี้ หลวงตาบัวนี้เกิดในท่ามกลางแห่งกองทุกข์มากี่กัปกี่กัลป์แล้ว นี่พูดให้ชัดๆ มันจวนจะตายแล้ว

ท่านทั้งหลายว่าหลวงตาบัวอวดหรือ ไอ้พวกนี้เอาคำที่ว่าหลวงตาบัวอวดไปเผาตัวเองนะ นี่หลวงตาบัวเอาน้ำมาชโลมหรือมาดับไฟกิเลสตัณหาต่างหาก จิตดวงนี้ที่ได้รับการอบรมจากธรรม จำให้ดีอบรมจากธรรม ไม่ใช่อบรมจากกิเลส คือความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหาอะไร อบรมด้วยอรรถด้วยธรรม มีความเมตตาสงสาร มีความเฉลี่ยเผื่อแผ่ มองดูใจเขาใจเรา ทีแรกดูใจเราเข้าไป ให้ใจของเรามีความสว่างไสว จะได้มองเห็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย มันก็กระจายไปหมดนั่นแหละ นี่เพราะอำนาจแห่งธรรมเข้าถึงใจ

ทีนี้เวลาอบรมเข้าๆ จนกระทั่งฟาดเสียเต็มเหนี่ยวฟ้าดินถล่มแล้วจ้าไปหมดเลย ฟังเอาซิ นี่ละธรรมพระพุทธเจ้ามาหลอกโลกเหรอ เรานำมาพูดอยู่เดี๋ยวนี้ ธรรมหลอกโลกจะต้องหลอกเราก่อนซิ นี่ไม่ได้หลอกเรา จ้าขึ้นมานี้มองเห็นเรื่องภพเรื่องชาติของตัวเองและสัตว์โลกทั่วๆ ไปนี้ดูไม่ได้เลย สลดสังเวช เพราะภพชาติดีดออกจากตัวไปหมดแล้ว พ้นแล้วที่นี่ มองลงมาถึงภพถึงชาติทั้งเขาทั้งเราทั่วโลกดินแดนมันดูไม่ได้ แต่ก่อนดูได้ตายได้เกิดได้อยู่ตลอดเวลา จมได้จมทุกข์ เพราะไม่เห็นโทษ พอสว่างกระจ่างแจ้งแล้วความเลิศเลอได้ปรากฏขึ้นภายในจิตใจเท่านั้นจ้าไปหมดเลย เรียกว่าใจดีดออกจากความสกปรกและฟืนไฟทั้งหลายออกไปแล้ว เป็นอมตะขึ้นภายในจิตใจแล้ว สว่างจ้าขึ้นเลย นี่ผลแห่งการปฏิบัติธรรม การอบรมตัวให้เป็นคนดี

ธรรมพระพุทธเจ้าเป็นโมฆะเหรอ ทันยุคทันสมัย ล้ำยุคล้ำสมัยตั้งแต่กิเลสที่มันครอบหัวสัตว์โลกอยู่เวลานี้มีแต่กองฟืนกองไฟนั้นเหรอเป็นของดิบของดี ธรรมพระพุทธเจ้าจะไม่มีเป็นของดิบของดีบ้างเหรอ ทำไมจึงไม่มองดูกัน มองดูหัวใจตัวเองแล้วก็จะเห็นหัวใจของสัตว์โลกทั่วๆ ไปทั้งเขาทั้งเราเป็นยังไง มันจะค่อยกระจายไป ทีนี้มองเห็นกันก็สงสารกันคนเรา ไปที่ไหนๆ สงสารกัน พากันจำ วันนี้พูดเพียงเท่านี้ก่อน

สำหรับพระเราก็ตั้งใจปฏิบัติให้ดี เอาให้เลิศเลอ ธรรมพระพุทธเจ้าไม่สอนคนให้เลวนะ สอนคนให้ดี ให้ปฏิบัติดี แล้วจะเลิศขึ้นมาจากการปฏิบัติตามธรรมของพระพุทธเจ้านี้แหละ ธรรมนี้แหละคือธรรมชาติที่เลิศเลอ อะไรเลิศ อันนั้นเลิศอันนี้เลิศ ว่าแต่ลมปากเฉยๆ หัวใจมันเหมือนฟืนเหมือนไฟจะเอาอะไรมาเลิศ ถ้าหัวใจจ้าขึ้นมาเสียอย่างเดียวเท่านั้น เลิศไม่เลิศมันรู้เอง เอาละให้พร

หลังจังหัน

          ใครมาพูดเมื่อวานนี้ว่าเขาออกทางทีวี พระเสียด้วยออกทางทีวีว่าอะไร (ว่าเป็นพระอรหันต์ต้องพระพุทธเจ้ารับรองจึงจะเป็นพระอรหันต์ได้แท้จริง) นั่นฟังซิ แล้วฟังว่าเป็นพระเสียด้วยมาออกทางทีวี ออกส่วนรวมให้คนทั้งหลายได้เห็นได้ยินได้ฟังทั่วถึงกัน เนื้อความของการออกนั้นว่า บรรดาพระอรหันต์ที่เป็นอรหันต์ขึ้นมาต้องมีพระพุทธเจ้ารับรอง จึงจะเป็นพระอรหันต์ได้ พูดง่ายๆ ก็ว่างั้น ต้องพระพุทธรับรอง นี้ขายความโง่ของตัวเองขนาดไหน แล้วพูดถึงว่าหาอุบายทำลายศาสนา ก็ทำลายอย่างหนักเหมือนกัน ว่าพระอรหันต์ทั้งหลาย สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของสัตว์โลกที่นับถือกันมาจำนวนมากมายเท่าไร ต้องพระพุทธเจ้ารับรองเท่านั้นจึงจะเป็นพระอรหันต์ได้ ถ้าพระพุทธเจ้าไม่รับรองเป็นไม่ได้

เช่นเวลานี้พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว พระอรหันต์ไม่มีใครรับรองใช่ไหมล่ะ พูดตามความจริงต้องพูดอย่างนี้ พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วไม่มีใครรับรองละที่นี่ พระอรหันต์ก็มีไม่ได้ อรหันต์โมฆะ นี่ละคำพูดเช่นนี้ออกมาแสดงที่ทีวีเสียด้วย ฟังซิมันเป็นยังไง ถ้าเป็นพระพระประเภทไหน เรียนมาจากคัมภีร์ไหนถึงได้เอามาอวดได้ป้างๆ แบบไม่อายเลย บรรดาพระอรหันต์ต้องพระพุทธเจ้ารับรองก่อนถึงจะเป็นอรหันต์ได้ นี่ที่เขาพูดออกมาในทีวี เขามาเล่าให้ฟัง สะเทือนใจมากทีเดียว กับคำที่ว่า สนฺทิฏฺฐิโก ในบทธรรมคุณว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม สนฺทิฏฺฐิโก นั่น ผู้ปฏิบัติจะพึงรู้เองเห็นเองจากภาคปฏิบัติของตน ตั้งแต่ขั้นต่ำจนถึงขั้นสูงสุดวิมุตติพระนิพพาน ถึง วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ

นี่ละ สนฺทิฏฺฐิโก พระพุทธเจ้าเองประกาศป้างออกมา นี้คือองค์ศาสดา ไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์ศาสดาจะไปเที่ยวรับรองอรหันต์องค์นั้นองค์นี้ แต่เป็นศาสดาด้วยพระวาจาที่เด็ดขาดสุดยอดด้วยคำว่า สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัติจะพึงรู้เองเห็นเองจากผลงานของตน ตั้งแต่พื้นๆ จนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้น นี่คือ สนฺทิฏฺฐิโก ที่พระพุทธเจ้าประกาศ นี้เป็นเครื่องยืนยัน ในบทธรรมคุณก็เห็นอยู่นั่น นี่ละคือเครื่องยืนยัน ที่ว่าบรรดาที่เป็นพระอรหันต์ต้องพระพุทธเจ้ารับรองถึงจะเป็นได้ ใช้ไม่ได้เลย ตรงกันข้ามกลับเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปต่อหน้าต่อตาในทีวีนั้นให้คนทั้งโลกเขาได้เห็น เป็นยังไงฟังซิคำพูดเช่นนี้ ว่าพระเสียด้วยออกมาพูด มาพูดโกหกโลกแบบนี้น่ะ สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศป้างๆ มาตั้งแต่วันองค์ศาสดาตรัสรู้สอนธรรมแก่โลกตั้งแต่เบญจวัคคีย์มา เป็น สนฺทิฏฺฐิโก ล้วนๆ ทั้งนั้นเลย นั่นเป็นยังไง

นี่ละคำพูดเป็นอย่างนี้ละ ฟังซิ ที่มหาภัยมันแฝงธรรมแฝงอย่างนี้ละ มันแฝงไปกับผู้ที่เทศน์ก็ถือว่าเป็นเพศของพระด้วย แล้วไปอ้างขึ้นมาอย่างนี้ เรียกว่าบัดซบที่สุดเลยทีเดียว คำพูดเช่นนี้เป็นข้าศึกต่อพุทธศาสนา ต่อพระวาจาของพระพุทธเจ้าที่รับสั่งว่า สนฺทิฏฺฐิโก ธรรมชาตินี้เป็นผู้ตัดสินเอง พระวาจาท่านออกนี้ครอบหมดเลยเทียว ที่ไหนพระพุทธเจ้าต้องไปหารับรองๆ บรรดาพระอรหันต์ที่สำเร็จขึ้นมาพระพุทธเจ้ารับรองจึงจะเป็นพระอรหันต์ได้ ฟังซิน่ะ นี่พระพุทธเจ้าก็ปรินิพพานไปแล้ว เรียกว่าพระอรหันต์ก็ไม่มีแหละ ถ้ามีก็มีแต่หันไปทางนั้นหันไปทางนี้ หันไปกินนั้นหันไปกินนี้ หันไปโกหกโลกเขาเท่านั้นละถ้ามีก็ดีนะ อรหันต์ดังพระพุทธเจ้าว่าด้วย สนฺทิฏฺฐิโก จะไม่มีนะถ้าเป็นอย่างว่านี่

นี่ซิคำพูดที่เป็นอันตรายต่อธรรม เมื่อมีเป็นอันตรายอยู่นี้จะไม่พูดยังไง ผู้รักษาธรรมมีอยู่นี่ ชาวพุทธเรารักษาธรรมปฏิบัติธรรม เพื่อความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรม แล้วเอาพระพุทธเจ้ามาอวดอะไรอวดป่าๆ เถื่อนๆ ขายตัวเอง มันกระเทือนใจมากอยู่นะคำพูดคำนี้น่ะ ไม่มีใครพูดแหละพูดอย่างนี้ ก็มีแต่ผู้ที่ออกทีวีประกาศทั่วโลกพูด ทางนี้ไม่ใช่ทีวีก็ออกทั่วประเทศได้เหมือนกันนี่ วิทยุนี่เห็นไหมออกทั่วโลกนะนี่ ที่เราพูดอยู่เวลานี้ นี้คือความจริง สนฺทิฏฺฐิโก อกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา ขอให้ปฏิบัติเถิด ทั้งกิเลสทั้งธรรมเป็น อกาลิโก ด้วยกัน ทำให้เกิดกิเลสเมื่อไรเกิดได้ทั้งนั้น ทำให้เกิดธรรมเกิดความดีงามทั้งหลายเกิดได้ทั้งนั้นๆ นั่น อกาลิโก

เอหิปสฺสิโก จะแปลทั้งหมดนี้ก็ได้จะเป็นอะไร ก็เป็นมหานี่ ถ้าแปลเท่านี้ไม่ได้เอาไปฆ่าเสียอีตาบัวนี่ อย่าให้เหลือเป็นมหาอยู่เลย สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัติจะพึงรู้ผลงานของตนด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่มีพระพุทธเจ้ามารับรองยืนยัน สนฺทิฏฺฐิโก ยืนยันไว้แล้ว อกาลิโก ไม่มีกาลสถานที่เวล่ำเวลา ใครปฏิบัติเมื่อไรก็รู้เมื่อนั้น เอหิปสฺสิโก อันนี้ทางปริยัติท่านก็แปลตามปริยัติ ท่านแปลไม่ผิดเราก็ยอมรับ ก็เรียนปริยัติมาเหมือนกัน เพราะท่านแปลตามศัพท์ตามแสงตามธาตุวิภัตติปัจจัย แปลอย่างนั้น ท่านถูกต้องตามคำแปลของท่าน แต่แยกออกมาจะว่าเป็นหลวงตาบัวปลอมก็ให้ว่าไป เราจะออกจากภาคปฏิบัติของเรา

ภาคปฏิบัติแทรกเข้ามาตรงนี้นะ มันแยกได้สองทาง เอหิปสฺสิโก ในธรรมะปริยัตินั้น เอหิ หิ ตัวนั้นเป็นเครื่องบังคับเรียกคนอื่นให้มาดู นี่ทางปริยัติ เอหิปสฺสิโก เรียกคนอื่นมาดูได้ เป็นธรรมของจริง สามารถเรียกร้องคนอื่นมาดูได้ เป็นธรรมของจริง ท่านแปลทางปริยัติไม่ผิด เพราะธาตุวิภัตติปัจจัยบีบบังคับอยู่แล้วให้แปลอย่างนั้น นี่เราก็เรียนมาอย่างนั้นก็รู้อย่างเดียวกัน เราไม่ค้าน ท่านแปลทางปริยัติ สามารถที่จะเรียกร้องคนอื่นให้มาดูได้ธรรมของจริง ทีนี้แยกเข้ามาทางภาคปฏิบัติ เวลาปฏิบัติเข้าไป เราเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ธรรมนั้นแลท่านสอนเรา เอหิปสฺสิโก คือเราปฏิบัติธรรม ธรรมท่านสอนเราว่า เอหิปสฺสิโก ให้ท่านน้อมจิตเข้ามาสู่ภายในนี้ องค์อริยสัจคือความตรัสรู้อยู่ที่นี่ ให้ย้อนจิตเข้ามา เอหิปสฺสิโก ให้ท่านย้อนจิตของท่าน คือธรรมท่านสอนเราให้ย้อนจิตเข้ามาดูตรงนี้ เอหิ ให้ท่านเข้ามา ปสฺสิโก ให้ดูตรงนี้ จะรู้จะเห็นขึ้นตรงนี้ ท่านว่าอย่างนั้น

เอหิปสฺสิโก ให้น้อมจิตเข้ามา อย่าส่งส่ายแส่ออกไปข้างนอก ให้ดูเข้ามาข้างในนี้ นี่เป็นภาคปฏิบัติ ที่เราปฏิบัติมาเป็นอย่างนั้น มันรู้อย่างนี้มันเห็นอย่างนี้ ได้ปฏิบัติมาอย่างนี้ก็พูดอย่างนี้ จะว่าจริงหรือปลอมเอาออกประกาศได้เลยคำพูดหลวงตาบัวนี้น่ะ นี่เราปฏิบัติมาอย่างนี้ คือน้อมจิตเข้ามาในองค์อริยสัจ คือ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ สมุทัย นิโรธ มคฺค อริยสจฺจํ อยู่ในนี้หมด ย้อนเข้ามานี้จะเจออริยสัจ อริยสัจคือเรือนรังแห่งมรรคผลนิพพาน อยู่ตรงนี้ ให้ดูตรงนี้ ท่านจะรู้แจ้งเห็นจริงในตรงนี้

โอปนยิโก เห็นสิ่งใดๆ ก็ตามให้น้อมเข้ามาเป็นธรรมเครื่องสอนตน นี่ละภาคปฏิบัติ ให้น้อมเข้ามาเป็นธรรมเครื่องสอนตน ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ ท่านผู้รู้ทั้งหลายจะรู้จำเพาะตน ผู้ปฏิบัติเท่านั้น ผู้ไม่ปฏิบัตินอนกอดเสื่อกอดหมอนจนกระทั่งวันตายก็ไม่รู้ ในวัดเรานี้มีไหมเสื่อหมอน หรือมองไปมีแต่เสื่อแต่หมอนเต็มที่นอนหมอนมุ้งเหรอ พิจารณาซิ หมดแล้วธรรมคุณ แปลหมดแล้ววันนี้ วันนี้วันแปลธรรมคุณ มหาออกบ้างละวันนี้น่ะ ถึงวันออกออกทันทีมหา ก็เรียนมาแล้ว ควรจะออกใช้ทางไหนก็ออกใช้

ภาคปฏิบัติจึงเรียกว่าเป็นภาคที่ลึกซึ้งมาก กว้างขวางมากทีเดียว ทางปริยัตินี้ถึงเรียนพระไตรปิฎกจบนั้น อย่าเข้าใจว่าได้มากนะนั่น เรียนไปตามร่องรอยแห่งตำรับตำราที่ท่านเขียนไว้ อ่านไปๆ เข้าใจไป หลงลืมไปๆ เรื่อยๆ นะ นี่ทางภาคปริยัติคือความจำ อันนั้นได้แก่ความจำ เรียนไปจำไปหลงลืมไป ภาคความจริง ก็เอาปริยัตินั้นละเข้ามาปฏิบัติตัวเอง เมื่อปฏิบัติแล้วความจริงจะเกิดขึ้น ถ้าว่าศีลก็มีอยู่แล้วในตัวของเรา อบอุ่น สมาธิอบรมจิตใจเข้าไป เริ่มแต่สมถธรรม แล้วก็สมาธิธรรม เป็นวิปัสสนาธรรมไปเรื่อยๆ ขึ้นภายในใจ นี่ภาคปฏิบัติ ภาคนี้เป็นภาคที่กว้างขวางมากทีเดียว

ความรู้จากภาคปฏิบัตินี้กว้างขวางมาก เราเทียบว่าเหมือนไฟได้เชื้อ ภาคปริยัตินั้นเป็นภาคความจำ เราเรียนไป แม้หนังสือเล่มเดียวอ่านไปถ้ายังไม่จบตรงไหนก็ยังไม่รู้ตรงนั้น จำไม่ได้ตรงนั้น นี่ภาคปริยัติ หนังสือเล่มนั้นถ้าเราเรียนยังไม่จบ อ่านยังไม่จบ เราก็ยังไม่เข้าใจหมดในหนังสือเล่มนั้น อ่านจบแล้วจึงจะเข้าใจ จำได้หลงลืมไปได้เวลาผ่านไปนะ แต่ภาคปฏิบัตินี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น พอจ่อเข้าไปภาคปฏิบัติมันเหมือนไฟได้เชื้อ เชื้อไฟนี้คือสภาพแห่งความจริงทั้งหลายมีอยู่ทั่วดินแดนโลกธาตุ เป็นสภาพแห่งความจริงทั้งหมด ไฟได้แก่ธรรม ได้แก่จิต เชื้อได้แก่สภาพธรรมทั้งหลาย จิตตามเผาไหม้ไป คือตามรู้ตามเห็นไปหมดเลย จะอยู่ลึกตื้นหยาบละเอียดแค่ไหน ภาคปฏิบัตินี้จะเป็นเหมือนกับไฟได้เชื้อ มันจะรู้ซอกแซกซิกแซ็กไปหมดตามสภาพแห่งความจริงทั้งหลาย นี่เรียกว่าภาคปฏิบัติ ความรู้จากภาคปฏิบัติจึงกว้างขวางลึกซึ้งกว่าความรู้ทางภาคปริยัติ ที่เราจำมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ภาคปฏิบัตินี้กว้างขวางมากทีเดียว

ให้เป็นขึ้นที่จิตใจซิน่ะ พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นที่จิตใจนะสอนโลกอยู่เวลานี้ พระสงฆ์สาวกเกิดขึ้นที่จิตใจ เราพูดนี้ผิดไปที่ไหน เราก็ปฏิบัติ รู้มากรู้น้อยเราก็รู้ไปตามทางด้านจิตใจ ได้นำความรู้เหล่านี้ออกมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังผิดไปไหน เวลามันรู้มันรู้อย่างนั้นนะภาคปฏิบัติ เวลาได้รู้มันกว้างขวางลึกซึ้งกระจายออกไปเรื่อยๆ สภาพแห่งความจริงทั้งหลายมันสัมผัสสัมพันธ์ไปหมดนั่นแหละ มันรู้ไปหมด เหมือนว่าไฟไหม้ไปหมด อย่างนี้ละภาคปฏิบัติ จึงเป็นภาคที่ละเอียดอ่อนสุดขีดทีเดียว

ผู้ละกิเลสก็ละด้วยภาคปฏิบัติ หลุดพ้นไปด้วยภาคปฏิบัติ นี่เรียกว่าไฟได้เชื้อ ทีนี้ก็รู้ไปหมด อะไรรู้ไปหมดเต็มกำลังของตัวเอง ตามนิสัยวาสนาของผู้จะรู้หนักเบามากน้อย แต่รู้ ถ้าปฏิบัติให้เกิดผลตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ปฏิบัติตามนั้นจะรู้เห็นตามกำลังของตัวเองไปตามนั้นแหละ คือรู้ซึ้งอย่างแตกฉาน อย่างที่ท่านพูดอรหันต์ ๔ เห็นไหมล่ะ

สุกขวิปัสสโก เป็นผู้บรรลุธรรมอย่างสงบเงียบไปเลย

เตวิชโช ได้วิชชาสาม ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตาญาณ อาสวักขยญาณ

ฉฬภิญโญ ได้อภิญญาหก นี้พิเศษไปเรื่อยๆ

จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต แตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณทั้งสี่

นี่อรหันต์มี ๔ ประเภท ความบริสุทธิ์นั้นเสมอกันหมด แต่ผลที่เกิดขึ้นจากความบริสุทธิ์ต่างกัน แขนงกิ่งก้านนั้นไม่เหมือนกัน เหมือนต้นไม้ประเภทเดียวกันก็ตาม เช่นไม้ตะเคียนอย่างนี้ ต้นนี้เป็นอย่างนี้ ดอกใบกิ่งก้านสาขาเป็นอย่างนั้นๆ ไม่ได้เหมือนกัน แต่เรียกต้นตะเคียนเหมือนกันหรือไม้สักเหมือนกัน แต่กิ่งก้านสาขาแตกออกไปไม่ได้เหมือนกัน นี่ก็เหมือนกัน ความรู้จึงแยกเป็น ๔ ประเภท สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต

จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต คือ

อัตถปฏิสัมภิทา แตกฉานในอรรถ อรรถนี้เหมือนเราเอาของมัดไว้ กระทู้มัดเอาไว้ พอแก้ตอกออกนั้นกระจายออกไปเลย นี่อัตถปฏิสัมภิทา

ธัมมปฏิสัมภิทา แตกฉานในธรรม กระจายออกไป

นิรุตติปฏิสัมภิทา แตกฉานในคำพูดคำจาเทศนาว่าการโต้ตอบ ทุกสิ่งทุกอย่างแตกฉาน ไม่ว่าการเทศนาว่าการ ไม่ว่าการโต้ตอบปัญหา การพูดการจาอะไรนี้ทันทุกอย่างๆ นี่เรียกว่านิรุตติปฏิสัมภิทา

ปฏิภาณปฏิสัมภิทา อันนั้นแตกฉานครอบไปหมดเลย อรหันต์ประเภทนี้ยอดทีเดียวในกิริยาของสมมุติที่นำออกไปใช้ ส่วนความบริสุทธิ์เสมอกันหมด นี่ละท่านจึงแยกไว้เป็นประเภทๆ ความรู้ของผู้ปฏิบัติมีแยกแยะอย่างเดียวกันนี้เอง ความรู้ประเภทนี้ๆ กระจายออกไปๆ อย่างนั้นเอง นี่ละภาคปฏิบัติ

ธรรมะเหล่านี้ เป็นธรรมะสดร้อนๆ สำหรับผู้ปฏิบัติ ผู้ไม่ปฏิบัติกอดคัมภีร์หลังหักตาย เป็นหนอนกัดแทะกระดาษอยู่ก็ไม่เกิดประโยชน์ ทั้งเขาทั้งเรานั้นแหละ ถ้าเอาออกไปปฏิบัติแล้วจะเกิดผลขึ้นมา เหมือนกับแปลนบ้านของเรา มีแปลนเท่าไร แปลนบ้านเอามาไว้เต็มห้องมันก็เต็ม ถ้าไม่นำแปลนออกมาปลูกสร้างตามแปลนที่ชี้บอกไว้ ถ้าปฏิบัติตามแปลนที่ชี้บอกไว้ จะเอาบ้านชนิดไหนๆ เอาแปลนออกมากาง สร้างตามนั้นก็เป็นไปตามนั้น อันนี้มรรคผลนิพพานกระจายออกไปเหมือนกับแปลนบ้านนั่นแหละ แปลนมรรคผลนิพพาน บาป บุญ นรก สวรรค์ พรหมโลก อยู่ในแปลนแห่งธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ไม่ได้ไปที่ไหน กระจายออกไปมันก็จะรู้จะเห็นตามนี้

ท่านไม่ได้เอาของหลอกลวงมาสอนโลกนะ ท่านเอาของจริงทั้งนั้นมาสอน มีแต่พวกเราผู้ไปอ่านนี่เป็นหนอนแทะกระดาษ หลอกลวงตัวเอง ตื่นเงาตัวเองว่ารู้ว่าฉลาด เป็นจอมปราชญ์สมัยปัจจุบัน มีแต่กิเลสเต็มหัวใจ เอาธรรมมาแอบอ้าง แล้วก็กิเลสเหยียบหัวธรรมอยู่ในตัวของผู้รู้นั้นแหละ รู้มากเท่าไรยิ่งทิฐิมานะมาก ถ้าเป็นภาคความจำนะ ถ้าเป็นภาคความจริง รู้เท่าไรยิ่งปล่อย ยิ่งวางออกหมด ไม่มีอะไรยึดถือ เข้าได้หมด สัตว์เดรัจฉานแม้อยู่ในครรภ์ก็ไม่แตะต้อง ให้สิทธิ์เสมอภาคกันหมด นี้คือรู้ด้วยความจริง รู้ธรรมรู้อย่างนี้ รู้ด้วยความจำ รู้เท่าไรทิฐิมานะยิ่งสูง ถ้าไม่มีธรรมแฝงอยู่แล้ว นั้นแหละคลังกิเลสทั้งหลายอยู่กับผู้ที่เรียนมากๆ จำมากๆ นั้นแหละไม่ได้อยู่ที่ไหน ถ้ามีธรรมแทรกอันนั้นจะมีการคลี่คลายออก ถ้ามีธรรมมากเท่าไร ความรู้ทั้งหมดนี้เลยกลายเป็นเครื่องมือของธรรมไปหมดเลย นั่น จำเอานะทุกคน

วันนี้เปิดเสียบ้างทุกอย่าง วันหนึ่งเปิดแบบหนึ่งๆ ให้ฟังนะเรื่องการปฏิบัติ ใครอยากรู้ให้ปฏิบัติธรรม อย่ามาเรียนเป็นหนอนแทะกระดาษอยู่เฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์ เอามาอวดคุยโม้กันไม่เกิดประโยชน์ เอาภาคปริยัติที่เรียนแล้วไปปฏิบัติซิ ปฏิบัติแล้วคุณค่าจะเกิดขึ้นๆ พิษภัยอยู่ภายในตัวซึ่งเป็นทิฐิมานะ มันจะกระจายของมันออก มีแต่ธรรมล้วนๆเข้าได้หมดเลย ไม่มีคำว่าถือเนื้อถือตัว สัตว์กับเรามีความเสมอภาคกันไปหมด ใจเขาใจเรา นั่นเป็นอย่างนั้นนะ เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้ละพอ เอาทีนี้มีอะไรว่ามา

โยม : อยากให้หลวงตาเผดียงที่ว่าพระสาวกองค์หนึ่ง จะไปกราบเรียนถามพระพุทธเจ้า ฝนตกไปหลบฝนอยู่ใต้ถุน

หลวงตา : ก็ประกาศป้างอยู่แล้ว พระพุทธเจ้ามอบ สนฺทิฏฺฐิโก ให้แล้ว ไม่ว่าสาวกองค์ใดก็เหมือนกันหมด เข้าใจไหมล่ะ จำเป็นอะไรจะต้องพระพุทธเจ้าไปหารับรอง จึงจะเป็นอรหันต์ขึ้นมาได้ อย่าพูดอย่างโมฆะ พูดอย่างฟังไม่ได้เลย สนฺทิฏฺฐิโก เท่านั้นประกาศป้างขึ้นมา อย่างพระอัญญตระ ที่ว่าจะเข้าทูลถามปัญหาพระพุทธเจ้า พอดีไปถึงใต้ถุนพระคันธกุฎี ฝนกำลังตกกระหน่ำลงอย่างหนัก ท่านก็ยืนอยู่นั้น ท่านพิจารณาน้ำ ที่น้ำฝนหยดย้อยลงมาจากชายคา ลงมากระทบกับน้ำข้างล่าง กระทบกันแล้วตั้งเป็นต่อมเป็นฟองขึ้นมาแล้วดับไปๆ

ท่านพิจารณาธรรมส่วนละเอียดของท่าน จวนจะถึงอยู่แล้วนี่นะ ท่านพิจารณาธรรมนั้นเข้ามาเทียบกับการเกิดการดับของสังขาร ความคิดดีก็ดี ชั่วก็ดี เกิดดับทั้งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอาการของจิต เกิดแล้วดับไปทั้งนั้นๆ ท่านพิจารณาบรรลุธรรมปึ๋งในสถานที่นั่น พอฝนตกหยุดแล้วแทนที่จะขึ้นทูลถามพระพุทธเจ้ากลับเลย ไม่ไปทูลถาม นั่นเป็นยังไง สนฺทิฏฺฐิโก หรือพระพุทธเจ้าต้องลงมาประกาศเสียก่อน รับรองเสียก่อนว่า พระอัญญตระองค์นี้ เธอสำเร็จอยู่ใต้ถุนของเรานี้ยังปลอมนะ ต้องขึ้นมาหาเราให้เรารับรองเสียก่อนอย่างนั้นเหรอ พระอัญญตระองค์นี้พอบรรลุธรรมเสร็จแล้ว แทนที่จะขึ้นทูลถามพระพุทธเจ้ากลับเลย เห็นไหมล่ะ

ตัวอย่างก็มีอยู่อย่างนี้ ไม่ทูลถามพระพุทธเจ้า นี้เป็นอรหันต์ปลอมหรือพระพุทธเจ้าไม่ได้รับรองนะ ฟังซิน่ะ สนฺทิฏฺฐิโก รับรองอยู่แล้วนั่น ผู้ปฏิบัติตรงไหน สนฺทิฏฺฐิโก จะประกาศกังวานอยู่ในหัวใจนั้นตามธรรมทุกขั้นๆ ที่ผลปรากฎขึ้นมา จะรู้จะเห็นเป็นลำดับลำดาไป จนกระทั่งวิมุตติหลุดพ้นก็สมบูรณ์แบบ ดังพระอัญญตระ สมบูรณ์แบบแล้วบรรลุปึ๋งกลับเลย ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้าให้รับรองเสียก่อน เข้าใจเหรอ อันนี้เราก็ย้อนเข้ามาหาวัดป่าบ้านตาด เต็มอยู่วัดอยู่วาอยู่ในครัวฟืนครัวไฟ อยู่ตามพระตามเณรนี้ก็เอา พากันสำเร็จบนเสื่อบนหมอนแล้วให้มาหาเรา ให้เรารับรองให้นะ เข้าใจไหม ให้หลวงตาบัวที่เป็นอาจารย์รับรองให้ รับรองอะไร เสื่อเธอขาด หมอนเธอขาด เอ้า เราก็จะรับรองอย่างนั้น มันขาดก็บอกว่าขาดใช่ไหม กิเลสขาดไม่มี มีแต่เสื่อแต่หมอนขาด เราก็จะบอกอย่างนั้น จะว่ารับรองหรือไม่รับรองก็แล้วแต่ เอาละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก