ฟัดหัวกิเลสออกจากหัวใจสัตว์
วันที่ 29 มีนาคม 2548 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

ฟัดหัวกิเลสออกจากหัวใจสัตว์

 

ก่อนจังหัน

 

พระหนุ่มให้ของดีๆ ไม่ได้นะ เราผ่านมาหมด เพราะฉะนั้นการจัดอะไรๆ ผ่านจากเราไปแล้วจึงไม่ผิด อาหารควรแก่พระวัยใดๆ ดูตลอด อาหารดีๆ ให้พระหนุ่มๆ ฉันแล้วเป็นหมูขึ้นเขียง ขี้เกียจมาก ราคะตัณหามาก มันต้องดัดกันอยู่ตลอดเวลาผู้จะแก้กิเลส ทำไปเฉยๆ ไม่ได้นะ เรื่องกิเลสเป็นสิ่งที่ละเอียดแหลมคมมาก เพราะฉะนั้นถึงกล่อมโลกให้ตายกองกันอยู่นี้ ว่าให้มันชัดๆ นี่ละที่เขาว่าพูดหยาบคาย ตายกองกัน เราพูดถึงน้ำหนัก โทษของกิเลสมันมีน้ำหนักมาก ธรรมจึงฟัดกันลงตรงนั้น ไอ้โลกมันโลกตาบอดหูหนวก พูดให้ชัดๆ เราจวนจะตายแล้ว

มันจ้าครอบโลกธาตุอยู่นี่จะให้ว่าไง พูดออกมาคำไหนๆ มีแต่ตำหนิติเตียนโจมตี ว่าพูดดุพูดด่า พูดกระแทกแดกดัน เหล่านี้มีแต่ฟัดหัวกิเลสให้ออกจากหัวใจสัตว์นะ ที่พูดเหล่านี้ เอาน้ำหนักตีลงๆ กิเลสชนิดไหนๆ ควรแก่ธรรมประเภทใด ควรจะสับจะยำแบบไหน เอานั้นออกๆ  จะมาคิดตั้งแต่ว่าพูดหยาบพูดโลนพูดอะไร มันจะตายกองกันอีกนะพวกนี้ พูดถึงเรื่องกิเลสตัวสำคัญที่มันเป็นภัยต่อตัวเอง ใช้น้ำหนักแห่งธรรมตีลงๆ มันตายทั้งนั้นถ้าเห็นธรรมเป็นของหยาบอยู่ ธรรมไม่ได้หยาบนะ เคยแก้กิเลสมาแล้ว พระพุทธเจ้าแก้มาแล้วจนสลบ หยาบหรือไม่หยาบคนถึงขั้นสลบ ฟัดกับกิเลส นี่ก็ผ่านมาแล้ว พูดให้ชัดเจนเลยทีเดียว ภาคปฏิบัตินี่ขึ้นเวทีมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ทุกสิ่งทุกอย่างการแนะนำสั่งสอนพระเณร สงเคราะห์พระเณรนี้ จะต้องดูไปจากนี้เลย ดูไปๆ เสียก่อน อะไรๆ ควรแก่พระวัยใดๆ เราจะดูๆ ตลอด ไม่ใช่ว่าอาหารดีๆ แล้วให้ๆๆ ไม่ได้นะ อาหารดีๆ นั่นละตัวมันเป็นพิษสำคัญ เหยียบธรรมนี้โงหัวไม่ขึ้นเลย ให้ฟังเอาเสียนะ วิธีการแก้กิเลสต้องละเอียดแหลมคม ไม่งั้นไม่ทัน เห็นแก่ได้แก่เอา เห็นแก่อยู่แก่กิน นี่ตายกองกันพวกนี้ ไม่ได้พิจารณาว่าอะไรเป็นพิษเป็นภัย ดังที่สอนภาคปฏิบัติอยู่เวลานี้ อาหารดิบๆ ดีๆ นี้ดู ว่าดิบๆ ดีๆ มันดีสำหรับกิเลสแต่มันเป็นภัยต่อธรรม อย่างนี้ปัดๆ ถ้าจะเอาก็เอาแต่น้อย อย่างนั้นซิผู้ปฏิบัติธรรม จะเห็นแก่ลิ้นแก่ปากยิ่งกว่าธรรม โอ๋ย ไม่มีวันฟื้นได้นะ ต้องเห็นแก่ธรรม อะไรจับเข้ามาปั๊บเป็นข้าศึกต่อธรรมอย่างไรหรือไม่

ท่านเรียกว่าอาหารสัปปายะ อาหารเป็นที่สบาย อาหารเป็นความสะดวกสบายแก่ธาตุแก่ขันธ์ กินแล้วไม่เป็นพิษเป็นภัยด้วย เป็นคุณต่อจิตใจในการภาวนาด้วย นี่เรียกว่าอาหารสัปปายะ ถ้าไปสัปปายะทางส่วนร่างกายอย่างเดียว ทางธรรมไม่สัปปายะก็ขัดกัน ต้องคิดต้องเลือก นี่พระพุทธเจ้าสอนมาแล้วอาหารสัปปายะ พวกเราจะนำมาปฏิบัติยังไง อาหารชนิดไหนเป็นความสะดวกสบายต่อธาตุต่อขันธ์และต่อการปฏิบัติธรรมของตน แล้วจะได้เห็นอรรถเห็นธรรมขึ้นภายในใจ

มองไปที่ไหนมันมีแต่มูตรแต่คูถเต็มบ้านเต็มเมือง ใครว่าหลวงตาบัวพูดหยาบ ฟังซิน่ะ มูตรคูถก็คือขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง มันเต็มอยู่หัวใจทุกสัตว์โลกจะว่าไง ธรรมไม่มีเลย นี่ละที่ว่ามูตรว่าคูถ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ของสกปรก ของเป็นพิษเป็นภัย อยู่กับกิเลสเหล่านี้ทั้งนั้น ธรรมชะล้างลงไปๆ กิเลสกับธรรมต้องต่อสู้กัน ผู้จะชำระมัน มันก็หาว่าเป็นอย่างนั้นหาว่าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ถ้าอันไหนจะฟันคอมันนี้มันไม่บอกนะ คือมันปัด พูดง่ายๆ เรื่องกิเลส ถ้าเป็นเรื่องธรรมมันปัดออกๆ

เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติทั้งหลายจงพากันพิจารณาให้ดี เรื่องการอยู่การกินขบฉันอะไรๆ ให้เล็งธรรมเสมอๆ อย่าเห็นแก่ลิ้นแก่ปากแก่การใช้สอยสะดวกสบาย นั้นเป็นเรื่องของกิเลส สบายๆ ส่วนมากมีแต่กิเลส ถ้าขัดข้องๆ นั่นละธรรมอยู่ตรงนั้น ฝืนเข้าไปๆ ไม่ฝืนไม่ได้นะ ต้องเป็นนักฝืนนักต่อสู้กับกิเลส อ่อนแอไม่ได้นะผู้ปฏิบัติธรรม อยู่ที่ไหนๆ ก็ตามสติติดแนบๆ นี่ละผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อจะแก้กิเลสให้หลุดพ้นไปได้ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์มีแต่ผู้ที่เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น ไม่ได้ประมาทนะ ไม่ได้ตื่นโลกตื่นสงสาร อะไรมาคว้ามับๆ เลยกลายเป็นพระล้ำยุคล้ำสมัยไปแล้วนะเวลานี้ พระเรากลายเป็นพระล้ำยุคล้ำสมัยไปไม่รู้ตัวนะ เดี๋ยวนี้พระมีอรรถมีธรรมที่ไหน

ดูหัวใจเราซิ เรามีอรรถมีธรรมไหม อย่าไปดูแต่พระองค์อื่น ดูตัวเราด้วย เราก็เป็นพระ มันเป็นพระประเภทไหนน่ะ ดูให้ดี สติจับเข้าไป ปัญญาจับเข้าไป จะรู้ความดีความชั่วในหัวใจของพระเรานั้นแหละ ถ้าไม่มีสติปัญญาตายกองกันอยู่นี่นะ ตั้งกัปตั้งกัลป์มาเท่าไร เหล่านี้เคยตายกองกันมาแล้วทั้งนั้น เวลามันรู้ขึ้นที่หัวใจมันสลดสังเวชจะตายไป ตายกองกันเท่าไรทั้งเขาทั้งเรา มันไม่รู้นี่นะ เวลามันจ้าขึ้นมานี้ถึงชัดเจน เหมือนว่าหงายเลยทีเดียว พระพุทธเจ้าสลดสังเวช ท้อพระทัย ตรงนี้ละ มาเห็นโทษเห็นภัยของตัวเองและสัตว์ทั้งหลาย แล้วมันก็ติดอยู่ในนั้นไม่อยากออกอีกด้วยนะ นี่ละที่ว่าท้อพระทัยที่จะสอนจะลากขึ้นมา จะสอนยังไงมันไม่ยอมขึ้น

โถ เรื่องธรรมเป็นของเล็กน้อยเมื่อไร ชาวพุทธเรานี้ปล่อยให้กิเลสเหยียบหัวไปหมดนะเวลานี้ ไม่มีธรรมแทรกในใจๆ อย่าว่าแต่ฆราวาสญาติโยม แม้แต่พระเราก็คลังกิเลสตัวใหญ่ๆ อยู่ที่พระเรานี่ ให้ดูตัวพระเรา ใครเป็นพระดูตัวเอง อย่าไปดูคนนั้นคนนี้ ให้ดูตัวเอง กิเลสอยู่กับเรา อยู่กับพระเรา พระแปลว่าผู้ประเสริฐ มันประเสริฐอะไรพระ ถามดูตัวของเรามีอะไรประเสริฐอยู่ในนี้ไหม ให้ถามดูคัดเลือกดูมันก็รู้ ของดีของชั่วของประเสริฐของเลว มันก็รู้ในตัวของเราเอง ถ้าไม่พิจารณาไม่ได้นะ ท่านทั้งหลายเห็นว่าพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นของเล่น เป็นตุ๊กตาเหรอ เห็นกิเลสตัณหานี้เป็นทองทั้งแท่งๆ ไปเหรอ พิจารณาให้ดีนะ

ใครเข้ามาวัดมาวาก็เหมือนกัน อย่ามาเพ่นๆ พ่านๆ มาดูนั้นดูนี้ มาด้วยความเพลิดความเพลิน ไม่ได้มามองดูอรรถดูธรรมมาสนใจในธรรมนะ มองดูมันดูไม่ได้เลย ยั้วเยี้ยๆ ตั้งแต่เช้ายันค่ำ มาอะไร ดูแล้วมีตั้งแต่มาแบบเซ่อๆ เถ่อๆ มาด้วยความเพลิดความเพลินแบบกิเลสลากมานั่นแหละ ที่จะมาดูอรรถดูธรรม วัดนั้นท่านเป็นยังไงเพื่อจะนำมาเป็นคติตัวอย่างไม่ค่อยมีนะ ดีไม่ดีไปดูพระไปตรวจราชการพระ องค์นี้เป็นยังไงองค์นั้นเป็นยังไง ไปให้คะแนนพระตัดคะแนนพระเสียมากต่อมาก ถือว่าตัวนี้เก่งกว่าพระไปแล้วมีเยอะ ฆราวาสที่สำคัญตนว่าเก่งกว่าพระนี้ แต่พระที่เขาน่าว่าเขาก็ว่า แต่พระที่ไม่น่าว่าอย่าเหยียบดะไปนะ เดี๋ยวเท้าแบนนะจะว่าไม่บอก

พระแท้พระจริงพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ สุปฏิปันโน อุชุปฏิปันโน ญายะ สามีจิ ปฏิปันโน นี้อย่าไปแหยมท่านนะ ให้ดูให้ดี ดูพระอย่าไปดูสุ่มสี่สุ่มห้า ดูคัดดูเลือกซิ พระที่ดีที่เลิศที่เลอมี แฝงอยู่กับกองมูตรกองคูถนั่นแหละ ให้ดูอย่างนั้นซิ เข้าวัดเข้าวาไปให้สังเกตสังกา ให้ได้เป็นคติตัวอย่างไปใช้ในบ้านเรือนของตน นี่มายั้วเยี้ยๆ มีตั้งแต่หูแต่ตาแต่ฆราวาสญาติโยมหรือมาดูพระ พระท่านก็มีตาเหมือนกัน มีจิตใจเหมือนกัน ยิ่งท่านปฏิบัติอรรถปฏิบัติธรรมด้วยแล้วตาท่านแหลมคมมากนะ ลึกๆ นะตาในตานอก ท่านลึกๆ ท่านดู ดูอย่างไม่รู้นะ ไอ้เราก็เซ่อมาดูพระ พระดูหัวตับเราไม่รู้ตัวเอง เข้าใจเหรอ เรามีตับไหมน่ะ พวกเรามานี่มีตับไหม มีแต่เซ่อๆ เหรอ พูดให้ท่านทั้งหลายชัดเจนว่าธรรมนี้เลิศขนาดไหน ไอ้กิเลสมันเลวขนาดไหนที่มันหยิ่งอยู่ทุกวันนี้ เหยียบหัวธรรมแล้วเอากองทุกข์เผาหัวใจโลกอยู่นี้คือกิเลส ธรรมไม่มีที่จะเหยียบไป มีแต่ความพยุงๆ ขึ้นเท่านั้น พากันจำให้ดีนะ

นี่จวนจะตายเท่าไรมันยิ่งอดคิดไม่ได้นะ เปิดให้ชัดเจนเขายังมาว่าหลวงตาบัวอุตริมนุสธรรม เป็นปาราชิกนี่ หลวงตาบัวอวดอุตริมนุสธรรม อวดธรรมที่ไม่รู้ไม่เห็นไม่มีในตัวเอง แล้วปรับอาบัติปาราชิก เขาจะฟ้องหลวงตาบัวอยู่นี้น่ะ หลวงตาบัวยิ่งเปิดออก อุตริมนุสธรรมนี้ยิ่งจ้าไปเลยๆ เอ้าๆๆ ฟ้องๆ มาทางนี้จะอุตริไปเรื่อยเข้าใจไหม เอาจนตายเลย เพราะความสงสารนั่นน่ะ ไม่ได้สนใจกับขี้หมูราขี้หมาแห้ง ที่มาเห่าว้อกๆ แว้กๆ นั้น ขี้หมาเห่าอะไรทองทั้งแท่ง คือธรรมอันเลิศเลอที่จะให้ความสุขแก่โลก มีอยู่มากน้อยเพียงใดเปิดออกๆ ซิ เอาละให้พร


หลังจังหัน

พูดเรื่องการให้ทานเอาจริงเอาจังมาก โกดังนี้เมื่อวานดูเหมือน ๔ โรง เดี๋ยวนี้โรงที่ไม่เคยมาก็มาเรื่อยๆ โรงไหนเคยมาแล้วเราก็รู้ คือเวลาเขามาเอาของแต่ละโรงนี้ พระเวรท่านจะจดไว้หมดเลย พอตอนค่ำเราไป อยากว่าทุกคืนเลย เราไปไหนมาไหนพอค่ำแล้วเราจะเข้าไปนั้นไปดู มีโรงพยาบาลใดบ้าง ใกล้ไกลขนาดไหน เราสั่งไว้หมดถ้าไกล ก็มีเขตกำหนดไว้ อุบลทุกโรงพยาบาลให้พิเศษทั้งนั้น โคราชเหมือนกัน อุตรดิตถ์นี้ทุกโรง ตั้งแต่โรงพยาบาลจังหวัด อำเภอ ในตัวจังหวัดนั้นโรงไหนมาให้พิเศษทั้งนั้นๆ ที่ไม่ได้บอกไว้ไกลกว่านั้นให้เลย เช่นอย่างจังหวัดตากที่ไหนนี้ ไม่ได้บอกไว้ก็ตาม ถ้าไกลกว่านี้ไปแล้วให้เลยๆ ให้พิเศษๆ

เมื่อวานนี้ดูเหมือน ๔ โรงหรือไง โรงไม่เคยมาก็มี คือเขาทราบต่อๆ กันไป โรงไม่เคยมาเขาก็มา ทางนี้จัดให้ๆ ของเต็มโกดังตลอด มากี่โรงได้ครบไปหมดเลยด้วยความเมตตาสงสารคนไข้ คนไข้มันจนตรอกจนมุมทุกด้านทุกทางนะ หมอในโรงพยาบาลก็เป็นหน้าที่รับผิดชอบเลี้ยงดู เขาจะเอาเงินเอาทองมาจากไหน ความจำเป็นของเขาก็มีเต็มตัว คนไข้ความจำเป็นก็เต็มตัววิ่งเข้าไป ทีนี้พวกอาหารการกินอะไรๆ ก็อยู่กับหมอกับพยาบาลทั้งนั้น เราคิดไว้อย่างนี้ เพราะฉะนั้นจึงเผื่อไว้ เขามาทางไหนให้ เราเข้าไปดูจนกระทั่งครัวโรงพยาบาล ครัวคนไข้ เราเข้าไปดูเลยเพื่อจะได้พิจารณาจัดการอะไรได้ถูกต้อง ความหมายว่างั้น มันเหมือนแม่ครัวแหละเรา ไปซอกแซกดู นั่นละมาปฏิบัติตามนั้น

โรงพยาบาลใดมามาเถอะเราบอกเลย เราไปดูหมดแล้วความจำเป็นของโรงพยาบาลแต่ละโรงๆ นี้หมายถึงโรงพยาบาลตามบ้านนอกบ้านนา อำเภอต่างๆ ไม่ได้หมายถึงในเมืองใหญ่ ที่โรงพยาบาลเมืองใหญ่นั้นเป็นโรงเศรษฐี มีแต่รายได้รายร่ำรายรวย แต่โรงพยาบาลคนทุกข์คนจนนี้เขาไม่ได้มีเงินให้นะ วิ่งเข้าหาหมอ หมอต้องปฏิบัติตามหน้าที่ตามมารยาท เวลาเสร็จแล้วมีเงินเขาก็ให้ ไม่มีเขาก็ไม่ให้ หมอรับเคราะห์เอง เราไปเห็นหมด เพราะฉะนั้นเราถึงได้ทุ่มกันเลยกับโรงพยาบาลต่างๆ มาจากที่ไหนให้ทั้งนั้นๆ คิดดูซิอุบล โขงเจียม สิรินธร ไกลใช่เล่นเมื่อไร นี่เราไปเทศน์แล้วทั้งนั้น เหล่านี้ให้พิเศษทั้งนั้น แล้วรถที่มารับของนี้ทุกคันต้องเติมน้ำมันให้เต็มถังๆ หมดทุกคันเลยไม่มีเว้น ใกล้ไกลก็ตามให้เต็มถัง เอาถังเข้าว่าเลย

เมื่อวานนี้มา ๔ โรง ส่วนมากวันละ ๓ โรง ๔ โรง มากกว่านั้นก็มีห่างๆ แล้วน้อยกว่านั้นก็มีห่างๆ ๓ โรง ๔ โรงมีเป็นประจำ ที่สูงสุดมีแค่ ๙ โรงไม่ถึง ๑๐ โรง เรียกว่าสุดละนั่นที่มาโกดัง วันหนึ่งมาถึง ๙ โรงก็มีแต่ไม่เคยถึง ๑๐ เราให้เป็นประจำด้วยอำนาจความเมตตาสงสารจะทำไง  โรงพยาบาลแต่ละโรงๆ หมอจะตายนะรับเคราะห์รับกรรม คนไข้ก็จะตายแบบหนึ่งวิ่งหาหมอ หมอก็ขวนขวายจะเป็นจะตายเหมือนกัน เราพิจารณาทั้งสองด้าน เพราะฉะนั้นเราจึงได้ให้ ให้แบบว่าขอให้มีเถอะว่างั้นเลย ไม่มีคำว่าอัดว่าอั้น ให้ตลอด เรื่องความตระหนี่นี้ปรากฏว่าไม่มีเลย แปลกอยู่นะ มีแต่ความเมตตา ความเมตตานี้เป็นเรื่องของใจกับธรรมเป็นอันเดียวกัน กับเมตตาเป็นอันเดียวกันเลยแยกกันไม่ออก

เราพูดถึงเรื่องการสงเคราะห์โลกให้ทาน เอาจริงเอาจัง แต่มันก็น่าคิดอยู่ ทั้งๆ ที่แต่ก่อนเรากำลังออกบำเพ็ญอยู่ในป่าในเขา  เวลาไปเจอที่จนตรอกจนมุมนี้มันรอดมาได้นะ จนกระทั่งเขาร้องโก้กเลยบางที ก็เราหลงป่าเข้าไปในภูเขา ไปพบกระต๊อบพวกเขาไปทำไร่สองสามครัวเรือน อยู่ในกลางเขาเลย เขาไม่ทราบว่ากี่ลูกนะ เป็นชั้นๆ  พวกนี้เขาเคยเขาเดินลัดเลาะไปได้หมด เราไม่เคย หลงเข้าไปในกลางเขา เขาก็ฝันดีอยู่นะ แปลก พอเราไปก็ไปโดนเอาเลยทีเดียว เขาร้องโก้กเลย โถ ท่านมาได้ยังไง นี่ถ้าไม่เจอพวกผมนี่ท่านตายเลย เขาว่าอย่างนี้ เขาพูดอย่างเด็ด เพราะภูเขานี้มันเป็นกี่ชั้นๆ ท่านมาได้ไงมาที่นี่ ท่านจะต้องบุกไปข้างหน้า ให้ท่านย้อนหลังท่านคงไม่ย้อน ท่านบุกไปข้างหน้าก็บุกไปตายเขาว่างี้ เขาพูดอย่างเด็ดทีเดียว

เขาหาอาหารมาให้เราฉัน ไปถึงโน้นประมาณ ๙ โมงกว่าๆ เข้าไปอยู่ในนั้น นี่เราก็เอามาคิดเหมือนกัน ถึงเวลาจะตายแล้วมันก็มีเส้นบุญเส้นทานตามดึงเอาไว้ ไปอยู่ในกลางเขา ไปเจอเอาเฉยๆ เขาก็จัดอะไรตามมีตามเกิดของเขาอย่างรีบด่วน เพราะเกือบ ๑๐ โมงแล้ว กำลังจะ ๑๐ โมงโผล่ไปหาเขา เขาจัดอะไรให้ฉัน ฉันแล้วเขาต้องตามส่งเขาบอก ไม่ส่งไม่ได้ท่านตายว่างั้น ออกจากนี้ไปท่านต้องตายเลย ผมต้องตามส่ง ส่งนี่ส่งย้อนหลัง ไปข้างหน้าไม่ได้เขาบอก หากว่าจะพอเป็นไปได้บ้างจะไปเจอนายพรานเขา ถ้าไม่เจอนายพรานไม่มีหวัง เขาว่างี้ ตายเลย เขาต้องตามส่งย้อนหลัง ไปส่งใส่ทาง ขนาดนั้นมันก็รอดมาได้

ไปรถไฟนี่ก็เหมือนกัน ไปคนเดียวเราไม่มีอะไร เรียกว่าสละไม่ฉันแหละวันนี้ นั่งไปรถไฟนั้น เป็นตุ๊กตาไปอย่างนั้นแหละ คนผู้ที่ตาคมมีอยู่นี่ซิใช่ไหมล่ะ เราก็นั่งไปธรรมดา ไปโคราช-กรุงเทพเหมือนไปจ่ายตลาดนั่นแหละไปมา อย่างนี้มันเอามาให้คิดจนได้นะ นั่งบนรถไฟไปนั้นละ อยู่ๆ ถึงเวลาจังหัน เพราะออกแต่เช้า อยู่ๆ เขาเอาจานอาหารเต็มจานเลยมา มาถวายท่าน อ้าวถวายยังไง ตั้งใจถวายท่านเฉยๆ ท่านไม่มีญาติโยมมาด้วย เขาถามว่ามีญาติโยมมาด้วยไหม ไม่มี เขาก็ถวายเลย แน่ะอย่างนั้นนะ เรียกว่าเราเสียสละแหละว่างั้น มันก็มีจนได้ไม่สละ เวลาจนตรอกจนมุมไม่จนนะ เฉพาะที่เข้าไปในเขานี่จนเขาร้องโก้กเลย หือ ท่านมาได้ยังไง หลงป่าเข้าไปในเขา ไปกรรมฐานแหละ เป็นอย่างนั้นนะ อำนาจแห่งบุญแห่งกุศลไม่พาให้ตาย บนรถไฟก็มีผู้เอามาถวาย เต็มมาเลยเทียวมาให้ฉัน ผู้ตาแหลมคมมี ใจแหลมคมมี เราวันนั้นเรียกว่าเสียสละแหละ ไม่หวัง เราไม่หวังก็ไม่คิดแหละ สละเลยวันนี้ไม่ฉัน มันก็มาจนได้ นี่เราพูดเพียงเอกเทศนะ เรื่องการบุญการกุศลนี้เป็นสำคัญมากทีเดียว หากเป็นจนได้อย่างเราไม่คาดไม่คิด เป็นได้

         นี่เราพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องโรงพยาบาลที่ให้ทาน เวลานี้กำลังกระจายออกไป โรงพยาบาลต่าง ๆ เฉพาะภาคอีสานทั่วไปหมดแหละ ทราบข่าวจากกันและกันมาๆ  เห็นหน้าใหม่มาเรื่อย โรงพยาบาลใหม่ๆ มาเรื่อยนะ ใหม่คือว่าเขาไม่เคยมาแล้วเขามา ผู้ที่เคยมาแล้วมากี่ครั้งเราก็ไม่ว่าละ หน้าใหม่ที่ยังไม่เคยมาๆ หน้าใหม่มาเรื่อยนะทั้งใกล้ทั้งไกล นี่เขาคงส่งข่าวให้กันทราบ เราจึงต้องเผื่อตลอด ให้เต็มไว้เลย ทุกอย่างเต็มไว้หมดเลย เราจะไปไหนมาไหนก็ตามการสั่งเสียเราสั่งเสียตายตัวไว้เลย บกพร่องไม่ได้ พระท่านก็รู้นิสัยเราด้วย นิสัยเราจริงจัง ว่าอะไรเป็นนั้นจริงๆ ไม่มีคำว่าเหลาะแหละ สั่งอะไรแล้วตายตัวเลย เราจะไปไหนมาไหนอันนี้ต้องตายตัวอยู่นั้น

         การทำบุญให้ทานไม่อดอยากหนา หากเป็นหากไป หากเป็นอยู่ในนั้นละ คาดไม่ถึงนะ อย่างที่เราหลงทางเข้าไปในภูเขา เขาบอกตายแน่ๆ เขาว่าเลย ภูเขามีกี่ลูกกี่ชั้นเขาว่า ท่านจะไปได้เพียงลูกเดียว วันหนึ่งลูกเดียววันต่อไปก็ไปไม่ได้แล้ว ตาย อย่างมากก็ไปพบนายพรานเขาเท่านั้นแหละ นายพรานเขาหาสัตว์ในป่า ไม่งั้นตายเลย เขาไปเจอจนได้ เขาต้องย้อนไปส่ง ทางไปหมู่บ้าน “ท่านมายังไงถึงมาอย่างนี้” “ก็มายังไงไม่งั้นจะเรียกว่าหลงเหรอ” เราก็บอกมันไม่มีทางออก “ท่านมายังไงถึงได้มาอย่างนี้” “ก็มาอย่างนี้แล้วไม่งั้นจะเรียกว่าหลงเหรอ หลงทาง”

         เรื่องการบุญการทานนี่ โอ๋เราฝังลึกนะ ฝังไม่ธรรมดานะ ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยเชียว เชื่อบุญเชื่อกรรม การทำบุญให้ทาน ถึงเวลาจำเป็นมีจนได้ มาสอดรับจนได้ๆ มี มันเป็นอยู่กับหัวใจนะ ใจบุญเป็นเครื่องดึงดูดอยู่ในนั้น ถ้าจิตใจแห้งผากคนตระหนี่ถี่เหนียวไปไหนแทนที่จะได้ไม่ได้นะ มักจะผิดหวังๆ ไปเรื่อย เพราะเจ้าของสร้างแต่ความผิดหวัง ความตระหนี่ถี่เหนียวและความเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวมันมาด้วยกัน ความตระหนี่แล้วเห็นแก่ได้ด้วย เอารัดเอาเปรียบด้วย อยู่ในนั้นเสร็จ สิ่งเหล่านี้เป็นภัยแก่ตัวเอง ไปไหนจึงมักมีภัยไปด้วยๆ เขาสมหวังเราไม่สมหวัง เราผิดหวังไปเรื่อยๆ แน่ะมันต่างกันนะ

         ในครั้งพุทธกาลก็มีในตำรา พระนางอะไรลูกพระเจ้าแผ่นดิน เขาถามพระ เกี่ยวกับเรื่องเป็นพระด้วยกัน พระด้วยกันก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เอ้าเป็นพระอรหันต์ล่ะ ท่านเป็นพระอรหันต์ด้วยกัน เรื่องความเคารพนับถืออติเรกลาภทั้งหลายนี้มีต่างกันไหม หรือเสมอกัน เหมือนท่านเป็นพระอรหันต์ด้วยกัน ไม่เหมือน ท่านว่า ความเหมือนกันก็คือความบริสุทธิ์เสมอกันหมดเลย แต่ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงนั้นเป็นนิสัยวาสนาประดับ อันใหญ่นี้คือความบริสุทธิ์ บารมีพุ่งใส่ความหลุดพ้น พุ่งใส่ความหลุดพ้นแล้วยังมีความปรารถนาปลีกย่อยอีก

         เช่นอย่างสวนเรานี่น่ะจะปลูกอะไรบ้าง สวนนี้เป็นสวนของเรา ต่างคนต่างคิดยังไงก็ปลูกตามความต้องการของเจ้าของในสวนตัวเองใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นผลจึงเกิดมาในสวนต่างกัน คนนี้ก็มีสวนคนนั้นก็มีสวนแต่ผลต่างกันจากการเพาะปลูกของเจ้าของ อันนี้ก็เหมือนกัน พระอรหันต์เหมือนกันก็ตามแต่นิสัยวาสนาต่างกัน เครื่องประดับ นิสัยวาสนา เครื่องประดับ ความบริสุทธิ์เสมอกัน แต่เครื่องประดับ เช่นอย่างพระสีวลี ท่านก็เป็นพระอรหันต์ ก็ไม่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีอติเรกลาภมากนะ แต่พระสีวลีนี้เป็นที่หนึ่ง เป็นเอตทัคคะเลิศในทางมีอติเรกลาภคนเคารพนับถือมาก เพราะวาสนาบารมีของท่าน

         เวลาย้อนหลังไปหาการดำเนินของท่านมา โถ ของเล่นเมื่อไร มาจากสาเหตุทั้งนั้นนะ ไม่มีเหตุผลเกิดไม่ได้ ท่านเป็นพระสีวลีที่ปรากฏชื่อลือนามในเรื่องอติเรกลาภเคารพนับถือมากขนาดไหน เวลาท่านบำเพ็ญบารมีของท่านมานี้เป็นหัวหน้าตลอดๆ ทำบุญให้ทานไม่มีอัดมีอั้น ไปที่ไหนเขาต้องเชิญท่านไปเป็นหัวหน้าๆ ตลอดมา จนกระทั่งถึงขั้นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นเวลาผลตามมาสุดท้าย คือตามสุดท้ายตามคราวนี้เรียกว่าสุดยอดแล้ว ท่านจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว สุดท้ายท่านเป็นผู้มีเอตทัคคะในทางอติเรกลาภความเคารพนับถือมาก แน่ะก็อย่างนั้นแล้วมันต่างกัน

         ท่านแสดงไว้ในตำรามี ว่าเป็นอรหันต์เหมือนกันก็ไม่เหมือนกันในเรื่องนิสัยวาสนา เครื่องประดับ เครื่องประดับก็มีมากน้อยต่างกันอย่างว่า แต่ความบริสุทธิ์ท่านยกให้เสมอกัน ไม่ไปไหนนะการสร้างบุญสร้างกุศล ท่านทั้งหลายให้เชื่อพระพุทธเจ้า สวากขาตธรรมตรัสไว้ชอบทุกอย่าง การแนะนำสั่งสอนโลกไม่มีผิดมีพลาดคือองค์ศาสดา นอกนั้นผิดพลาดทั้งนั้น เจ้าของเองก็โกหกเจ้าของได้ อย่าว่าแต่ไปเที่ยวโกหกคนอื่น เหลาะแหละกับคนอื่น เจ้าของยังเหลาะแหละเจ้าของได้

         เวลานี้กำลังหิวข้าว ให้มันเต็มอิ่มเสียก่อน วันนี้จะฟาดเดินจงกรมให้เต็มเหนี่ยว พออิ่มแล้ว โอ๊ยเหนื่อยแล้ววันนี้พักก่อน เห็นไหมล่ะ นั่นมันโกหกเจ้าของ มันเป็นอย่างนั้นนะ มันโกหกในตัว คำพูดพระพุทธเจ้าไม่มี นี่เรียกว่า เอกนามกึ เอกนามกึ แปลว่าหนึ่งไม่มีสอง คืออะไร ทีนี้แยกออกมา คือพระญาณหยั่งทราบของพระพุทธเจ้า ถ้าลงหยั่งทราบอะไรแล้วเป็นหนึ่งไม่มีสอง ไม่มีพลาดเลย และพระวาจาที่รับสั่งอะไรลงไปแล้วหนึ่งไม่มีสอง นี่ละเรียกว่าเอกนามกึหนึ่งไม่มีสองๆ ธรรมที่สอนโลกเป็นสวากขาตธรรมล้วนๆ ไม่มีสองเหมือนกัน

         เราจะเชื่อพระพุทธเจ้า หรือเราจะเชื่อเราหรือเชื่อใคร ให้เล็งดูให้ดีนะข้อนี้ ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเสมอ พระพุทธเจ้าไม่เคยหลอกลวงใคร พระองค์เองก็ไม่เคยหลอกลวงพระองค์และไม่เคยหลอกลวงโลก เรานี้จอมหลอกลวง หลอกลวงตั้งแต่ตัวเองออกไปทั่ว ไปที่ไหนหลอกลวงไปได้สะดวกสบายนะ มันเป็นนิสัยหลอกลวง สุดท้ายก็มาหลอกลวงตัวเองนั่นละ เคยได้ยินไหมว่าหลอกลวงตัวเอง ก็อย่างที่ว่าละ วันนี้หิวข้าวฟาดมันเต็มเหนี่ยวเสียก่อน วันนี้จะเอาความเพียรให้เต็มที่ วันนี้เติมน้ำมันให้เต็มที่ พอเติมน้ำมันแล้วรถวิ่งไม่ออก ก็รถวิ่งไม่ออกแล้ว นั่นเห็นไหมโกหกเจ้าของ

         โยม             ได้ฟังครูบาอาจารย์เทศน์แล้วปีติบ่อยๆ น้ำตาออก

         หลวงตา       ปีติบ่อยๆ น้ำตานี้มีคุณค่า ไม่ได้เหมือนน้ำตาร้องห่มร้องไห้เพราะความเสียอกเสียใจ น้ำตาด้วยความปีติยินดีในธรรมทั้งหลาย ในความดีทั้งหลายนี้เป็นน้ำตาที่มีคุณค่า มีเท่าไรให้ไหลออกมาให้หมด

         โยม            วันหนึ่งอ่านหนังสือสวดมนต์อยู่บนศาลา จิตรวม พอรู้ตัวมามีแสงสว่างจากข้างล่างทะลุหนังสือขึ้นมา สว่างขึ้นมา

         หลวงตา       สว่างขึ้นมาแล้วเป็นยังไง

         โยม            แปลกใจเป็นเพราะอะไรค่ะ กราบเรียนถาม

         หลวงตา       สวดมนต์ ถ้าให้จิตอยู่กับคำสวดมนต์มันเป็นเหมือนภาวนา ถ้าสวดมนต์ผิดพลาดไปนู้นไปนี้ไม่ค่อยมีผลมากนะ ถ้าสวดมนต์แล้วเป็นคำบริกรรมไปเลย อันนั้นเป็นภาวนาในตัวจิตสงบได้อย่างนี้นะ เราสวดมนต์อะไรให้อยู่กับคำสวดมนต์โดยเฉพาะๆ แล้วจิตจะสงบเข้ามานี้ จึงลงได้ จิตถ้ารวมตัวแล้วมีพลังมากนะ คือไม่รวมตัวมันซ่านทั่วโลกธาตุ มันจึงไม่มีกำลัง เป็นบ๋อยเขาทั้งโลกนั่นแหละ พอรวมตัวเข้ามาแล้วมีกำลังมาก นั่นละกระแสจิตนี้รวมตัวเข้ามาหาตัวรู้อันเดียวนี้มีพลังมาก เข้าใจแล้วหรือ มันรวมแล้วมันก็สงบ เย็นสบาย ต่อไปนี้จะให้ศีลให้พร

         โยม            ภาวนาไปแล้วตัวหนักเหมือนหิน

         หลวงตา       เอาภาวนาลงไป มันจะหนักขนาดไหนผู้รู้เหนือหินมีอยู่นั่น เข้าใจ มันหนักขนาดไหนให้มันหนัก การภาวนาเอาแน่ไม่ได้นะ บางทีตัวเราเท่าภูเขาก็มี  ไม่สนใจจะจับอยู่กับจุดเดียวคือรู้ๆ นี้ เดี๋ยวมันก็ค่อยยุบยอบลงมา มันเป็นอาการของจิตต่างหาก คือตัวเรามันตัวเท่าภูเขานี่ นั่งภาวนาไปนี้มันสงบเข้ามาๆ แน่นปึ๋งๆ ขึ้นมาเลยกลายเป็นภูเขาขึ้นมาทั้งลูกเลย มันหนัก ใหญ่โตมาก หนักมากทีเดียว ไม่ถอย พุทโธๆ ภาวนาอยู่นั้นสักเดี๋ยวมันก็ค่อยจาง เพราะนี้เป็นอาการของจิตค่อยจางไปๆ ทีนี้เหลือแต่ความสว่างจ้า นั่น อันนั้นเป็นอาการของจิตให้จำเอานะ เท่านั้นละมันสายแล้ว

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก