ไม่สนใจใครจะว่าอะไร
วันที่ 30 มีนาคม 2548 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

ไม่สนใจใครจะว่าอะไร

 

         ผู้กำกับ        สันติ อินโดนีเซีย ครับเขาบอกว่า สถานีวิทยุมีประโยชน์อย่างมากต่อการภาวนาของหนู การภาวนาของหนูพอสรุปได้เป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้

ข้อที่ ๑ เวลาหนูนั่งภาวนาโดยฟังเทศน์ไปด้วย สติจับแน่วอยู่กับเสียงเทศน์ของหลวงตาและสงบลงอย่างรวดเร็วจนได้ยินแต่เสียงวิ้งๆ อย่างเดียว ไม่มีความรู้สึกอย่างอื่นอีกเลย เช่นไม่มีความจำ ไม่มีความคิด ไม่มีความรู้สึกปวด เป็นอย่างนี้บ่อยๆ

ข้อที่ ๒ เวลาหนูนั่งกับนอนภาวนา หลังจากจิตสงบ ความรู้สึกจะหายไป ทุกสิ่งทุกอย่างหาย ไม่มีอะไร แต่ผู้รู้ยังอยู่ หลังจากนั้นจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รู้สึกเหมือนว่าตื่นนอนขึ้นมา ทำให้ตกใจว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น เหมือนกับว่านอนหลับไม่รู้เรื่อง ขอความเมตตาหลวงตาอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นด้วยเจ้าค่ะ

ข้อที่ ๓ เวลาหนูภาวนาไม่ว่าอิริยาบถใด จะปรากฏเป็นภาพในอดีต ไม่ว่านานแล้วหรือใหม่ๆ ในวันนี้ หรือบางครั้งเป็นการฝัน ภาพที่เห็นเป็นประสบการณ์ของหนูว่า หนูเคยทำอะไรบ้าง ทีแรกหนูยังไม่เข้าใจ แต่พอเกิดขึ้นบ่อยๆ ทำให้หนูเห็นกิเลสไม่ว่าหยาบหรือละเอียดที่หนูได้ทำลงไป ทำให้หนูเข้าใจและระวังตัวมากขึ้น ไม่ให้ทำผิดๆ แบบนั้นอีก ขอเมตตาหลวงตาอธิบายว่าหนูจะต้องทำอย่างไรต่อไปเจ้าค่ะ

หลวงตา       ที่พูดมานี้ไม่เห็นมีอะไรจะอธิบาย เพราะเป็นงานของตัวเอง มันเป็นอยู่ตามเรื่องงาน มันไม่แฉลบออกไปให้มีได้อย่างเด่นมีเสียอย่างเด่น อย่างนี้ไม่เห็นมี ก็มีธรรมดาๆ ภาวนาไปอย่างนั้นแหละ ไม่มีแง่ใดที่จะตอบ ฟังดูแล้วก็เป็นแง่ธรรมดาๆ ในวงการภาวนา (ลูกไม่เข้าใจเวลานั่งเหมือนนอนหลับ) มันจะหลับก็ให้มันหลับไป หลับนั่งหลับนอนก็เรียนดูตัวเอง เราขี้เกียจอธิบายเรื่องอย่างนี้ มันอยู่กับตัวเอง นั่งหลับนอนหลับได้ทั้งนั้นแหละ(จริงๆ ไม่ใช่นอนหลับแต่ไม่เข้าใจ) ช่างมันเถอะไม่เห็นมีอะไรได้เสีย จิตเวลาละเอียดลงไปพูดไม่ถูกนะ(ไม่มีอะไรผิดใช่ไหมเจ้าคะ) ไม่มีอะไรผิดจริงๆ ถูกจริงๆ เป็นเรื่องของจิตที่เป็นอย่างนั้นๆ ในวงภาวนาเป็นได้ทั้งนั้นแหละ จิตนี้เวลาละเอียดละเอียดจริงๆ พูดไม่ได้เลย เวลาออกมาพูดก็แย็บออกมาพอพูดได้สักแต่ว่า แต่คำสักแต่ว่าไม่ใช่เป็นของไม่มีราค่ำราคาอะไรนะ คือราคามาก สักแต่ว่าปรากฏ ที่ว่าปรากฏนั่นละเอียดขนาดไหน จิตเวลามันหยุดมันสงบตัวของมันเต็มที่แล้ว ในขั้นภูมิของจิตที่ยังมีกิเลสอยู่ละเอียดอย่างนั้น พอผ่านนั้นไปแล้วไม่ต้องพูดแหละ

(ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แล้วแต่จะเป็นไปใช่ไหมเจ้าคะ) เราก็ไม่อยากตอบ แล้วแต่จะเป็นไป เหมือนคนไม่มีราคา พิจารณาไปมันเป็นยังไงก็ให้พิจารณาไปตามนั้น เราจึงไม่จำเป็นจะต้องตอบ ไม่เห็นมีได้มีเสียอะไรนัก มันก็มีอยู่ในอาการของจิตเท่านั้นเอง จะว่าได้จริงๆ ก็ไม่ใช่ จะว่าเสียก็ไม่เชิง มันหากเป็นอาการของจิตเกี่ยวกับเรื่องผู้ภาวนาตามนิสัย มันหากเป็นของมันอย่างนั้น แต่จะให้อธิบายทุกแง่ทุกมุมนี้ไม่ไหว จะหาแต่แง่ที่มีส่วนได้ส่วนเสียออกมาพูดเท่านั้น

(จังหวัดพะเยาร่วมกันจัดตั้งสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน ขนาดกำลังส่ง ๒๕๐ วัตต์ เสาสูง ๓๐ เมตร คลื่นความถี่ FM 104 กระจายเสียงตั้งแต่เวลา 5.00 น.ถึง 24.00 น. โดยจะรับสัญญาณจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ และพร้อมใจกันถวายสถานีวิทยุแห่งนี้แด่องค์หลวงตาให้เป็นสมบัติของสงฆ์ เพื่อใช้เป็นสื่อกระจายเสียงธรรมะเป็นธรรมทานต่อไป)

เวลานี้วิทยุกำลังกระจายไปทุกภาค ที่มากเวลานี้ก็คือภาคกลางกับทางภาคอีสาน ภาคเหนือก็เหมือนกันกำลังกระจายออกไป ส่วนภาคใต้นั้นดูเหมือนมีสองแห่ง อันนี้เป็นความมุ่งมั่นของเราซึ่งมีอยู่แล้ว ก็พอดีท่านคลาดซึ่งเป็นพระวัดนี้เป็นคนพังงา มาขอเอาเครื่องวิทยุ ๑ กิโลวัตต์จากสถานีบ้านตาดไป แต่เรารู้สึกว่าภาคใต้ห่างเหินทางด้านธรรมะเกี่ยวกับวิทยุมาก เราจึงให้เป็น ๑๐ กิโลวัตต์เลยไปตั้งที่พังงา ส่วน ๑ กิโลวัตต์ที่ขอไปนี้จะแยกไปไหนก็แล้วแต่เห็นสมควร นี่ก็ทราบชัดเจนแล้ว พังงาก็ ๑๐ กิโลวัตต์ขึ้น อัน ๑ กิโลวัตต์ไปสะเดา กำลังขยายออกไป

โอ๋ เรื่องธรรมะไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยนะ จึงได้เตือนพี่น้องทั้งหลาย จวนจะตายเท่าไรก็ยิ่งเร่งธรรมะออกเพื่อประโยชน์แก่พี่น้องทั้งหลาย ถอดออกไปจากหัวใจนี้เลยสดๆ ร้อนๆ ไม่ใช่ไปเสือกไปคลานเอาที่นั่นที่นี่มา แล้วก็มาอ่านมีแต่ลมปากเฉยๆ ตัวจริงยังไม่ปรากฏในผู้อ่าน นี่ผู้พูดปรากฏจริงด้วย เต็มหัวใจด้วย คิดดูซิว่าอวดอุตริมนุสธรรม อวดไม่ถอยเดี๋ยวนี้เข้าใจไหม เขาว่าเราอวดอุตริมนุสธรรม เขาตามปรับอาบัติปาราชิกเราเรื่อยมา เราก็อวดเรื่อยไปอย่างนี้จะให้ว่าไง มันเกินกว่าเรื่องจะมาเห่านี้ น้ำหนักของธรรมขนาดนั้นละ จึงไม่เคยสนใจเลย

ให้มันเห็นดูซิน่ะ จึงเตือนพี่น้องทั้งหลายอย่านอนหลับทับสิทธิ์ของตนที่จะควรได้ควรถึงในอรรถในธรรมทั้งหลาย ในชาติมนุษย์ของเราเป็นชาติอันดับหนึ่งที่ควรแก่ธรรมอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้า สาวกทั้งหลาย เป็นมนุษย์ทั้งนั้น ตรัสรู้ธรรมสอนธรรม ผู้บรรลุธรรมส่วนมากมีแต่มนุษย์ บรรลุธรรมขั้นสูงสุดๆ เราจึงได้ประกาศโดยไม่สนใจ คือมันเกินกว่าที่จะไปสนใจขี้หมูขี้หมาอย่างนั้น พูดตรงๆ เลย ดังที่เขาว่าหลวงตาบัวอวดอุตริมนุสธรรม กับคำพูดแย็บๆ เห่าออกมา ปากอมขี้ เข้าใจไหม อันนี้ปากอมธรรมออก มันเข้ากันได้ยังไง เทียบกันซิ อันหนึ่งปากอมขี้ อันหนึ่งปากอมธรรมออกไป ปากที่ว่าอวดอุตริมนุสธรรมนี้อมธรรมออกกระจายทั่วโลก เป็นประโยชน์แก่โลกแก่สงสาร ปากอมขี้มันเป็นประโยชน์อะไร มันเผาหัวมันอยู่แล้วนั่น กระจายไปที่ไหนก็เผาไปเรื่อยๆ พวกที่ชอบด้วยกันก็เผากันไปเรื่อย พวกที่ไม่ชอบก็ปัดออก ที่ว่าอวดอุตริ ที่เขาไม่เชื่อเขาเห็นคนนั้นพูดผิดหรืออะไรนี้เขาก็ปัด มันก็เข้าตัวเอง ปัดไม่ปัดก็เข้าตัวเอง

นี่ไม่สนใจนะใครจะว่าอะไรๆ นี่ละน้ำหนักของความเมตตาที่มีต่อโลก ถึงขนาดนั้นนะ ใครจะว่าอะไรๆ เราไม่สนใจเลย เรามองดูหัวใจของโลกซึ่งเป็นหัวใจเดียวกันกับเราที่เคยผ่านเรื่องมูตรเรื่องคูถ เรื่องนรกอเวจีทุกสิ่งทุกอย่างในภพชาติต่างๆ ของสัตว์โลกนี้ ผ่านมาเสียจนนับไม่ได้เลย แล้วจึงมาเจอกัน ตัดสินกันขาดสะบั้นลงไป สิ่งเหล่านี้ขาดสะบั้นลงไปหมดด้วยธรรมะที่จ้าขึ้นในหัวใจ แล้วอันนี้จะไม่กระเทือนโลกได้ยังไง พระพุทธเจ้ากระเทือนโลกตรัสรู้ขึ้นมา สาวกทั้งหลายกระเทือนท่านเต็มภูมิๆ ของท่าน มีน้ำหนักขนาดนั้นแหละ เกินกว่าที่จะมาฟังเสียงหมูเสียงหมาอมขี้มาพูดว้อแว้ๆ หากีดหาขวางหาทำลาย

ผู้เทศน์ก็เทศน์ตั้งแต่อรรถแต่ธรรมแต่ของดีเลิศเลอทั้งนั้น ผู้ฟังก็ฟังเพื่ออรรถเพื่อธรรมที่เป็นของดีเลิศเลอ ไอ้ผู้มาเห่าว้อๆ มันเป็นคนประเภทไหนนั่น น่าคิดไหม ไม่คิดให้เสียเวลากับคนประเภทนี้ คนหนักโลกรกโลกคนประเภทนี้ ออกไปที่ไหนกระจายเป็นความเสียหายออกไปแล้วก็เข้ามาหาเจ้าของนั่นแหละ มันจะจมนรกทั้งเป็น เวลานี้เรายังไม่ได้ติดต่อทางยมบาลเขาดู ไอ้เขาที่ฟ้องหลวงตามหาบัวว่าอวดอุตริมนุสธรรม แล้วจะปรับอาบัติปาราชิกนั้นน่ะ ยมบาลจะว่ายังไง กับคนที่ฟ้องนี้ กับเราผู้ถูกกล่าวหา ทั้งสองฝ่ายนี้ให้ยมบาลตัดสิน เรายังไม่ได้ติดต่อไปทางยมบาล ยังไม่ทราบเรื่องราว พวกเราตัดสินกันก่อนก็ได้นะ ไม่จำเป็นจะต้องไปโน้น มันเลยขบขันไปอย่างนี้ละ พูดเหล่านี้มันเรื่องขบขันนะ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเป็นเรื่องขบขันไปเลย

นี่ละธรรมเลิศขนาดนี้ กิเลสมันกลบอย่างนี้ละ เสียงอรรถเสียงธรรมมันไม่อยากฟัง เบื้องต้นเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นเสียงโลกเสียงสงสารจมไปด้วยกันตลอดไม่มีวันเข็ดหลาบอิ่มพอ ถ้าลงเสียงอรรถเสียงธรรมไม่ค่อยอยากฟัง ทีนี้พอก้าวเข้าสู่ธรรม บำเพ็ญเข้าสู่ธรรม ทีนี้รสแห่งธรรมขึ้นแล้วๆ เหนือแล้วๆ ทีนี้ขึ้นเรื่อย เหยียบกิเลสไปเรื่อยๆ อย่างที่ท่านว่าพระโสณะท่านประกอบความเพียรกล้า เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก นั่นระยะท่านเห็นโทษของกิเลสประเภทต่างๆ เต็มโลกเต็มสงสารเต็มหัวใจของท่านหมดเรียบร้อยแล้ว ท่านเห็นคุณค่าของธรรมเต็มหัวใจอีกเช่นเดียวกัน จึงฟัดกันตลอด เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก ฟังซิ

คือฝ่าเท้ามันทะลุเข้าไป มันบางเข้าๆ เรียกว่าฝ่าเท้าแตกเฉยๆ ไม่ได้แตกอย่างนี้นะ คือฝ่าเท้ามันบางเข้าๆ เดินทุกวัน ทั้งวันทั้งคืนเดินทุกวัน เดินหลายวันหลายคืนฝ่าเท้าเลยบางเข้าไปทะลุถึงเนื้อ นั่นละเรียกว่าฝ่าเท้าแตก นี่ก็เป็นพยานเราพูดจริงๆ อุตริขึ้นมาเดี๋ยวนี้เอง แต่ก่อนเราก็อ่านในตำราก็ธรรมดา จะว่าเชื่อไม่เชื่อก็ยังไม่อะไรนัก ฟังธรรมดา ว่าท่านความเพียรกล้า ก็ฟังไปธรรมดา ทีนี้พอก้าวเข้ามาหาเราถึงธรรมขั้นนี้ เอาละที่นี่มันขึ้นแล้วนะ เวลามันได้เห็นเต็มเหนี่ยว ทางโทษก็เต็มหัวใจ ทางคุณของธรรมก็เต็มหัวใจ ทีนี้ฟัดกันเลยไม่มีวันมีคืน พอออกจากที่ไปเดินจงกรมไม่รู้จักเวล่ำเวลาว่าเช้าสายบ่ายเย็น พวกน้ำพวกท่าไม่สนใจกับอะไรเลย แต่ก่อนก็ไม่เคยสนใจกับหมากพลูอะไรมากนัก ฉันไปอย่างนั้นแหละ ไม่มีอะไรเข้ามายุ่งเลยเวล่ำเวลาภายนอก มีตั้งแต่ภายในฟัดกันอยู่ตลอดเวลา

เหมือนนักมวยเข้าวงในกัน นี่ละกิเลสกับธรรมฟัดกัน  เห็นประจักษ์ในจิตใจ  ไม่มีเวล่ำเวลาเช้าสายบ่ายเย็น ไม่รู้สึกเจ็บปวดแสบร้อนที่ตรงไหนๆ มันหมุนกันขนาดนั้น ทีนี้ถึงเวลาออกมาปัดกวาด ถ้าอยู่กับหมู่เพื่อนมากๆ ถึงเวลาปัดกวาดก็ออกมาจากป่า กลางคืนถ้าได้ลงทางจงกรมแล้วอีกเหมือนกันนะ เดินไม่ทราบเวล่ำเวลา คือมันหมุนอยู่ภายในไม่ได้ดูภายนอก เดินจงกรมโครมครามๆ เข้าป่า คือจิตมันไม่ได้ออกไปนอก มันอยู่ภายใน ตาก็ฝ้าก็ฟางไปหมด คือจิตมันอยู่ภายใน หมุนติ้วๆ ตาก็ฝ้าก็ฟางมองอะไรไม่เห็นไม่สนใจ ทีนี้ก็เดินโครมครามๆ เข้าป่า เอ้าถอยออกมา ถ้าเป็นคนอื่นเขาไปเห็นเขาจะว่าบ้าละนะ นั่นคือมันซัดกันอยู่วงในไม่ได้ออกนะ จึงไม่มีเวล่ำเวลาหน้าที่การงานอะไรเข้ามายุ่งเลย

เวลากิเลสกับธรรมฟัดกันบนหัวใจ นั่นละเรียกว่าเวที หมุนติ้วๆ ตลอดเวลา จนกระทั่งถึงเวลาที่จะปัดกวาดหรืออะไรแล้วถึงออกมา ลงได้เข้าแล้วไม่รู้จักออกนะ เข้าทางจงกรม ไม่ว่านั่ง ไม่ว่าเดินจงกรม แบบเดียวกันหมด คืออันนี้มันหมุนของมันอยู่ตลอดเวลา ทีนี้ก็มาถึงจุดที่ลงกันได้กับพระโสณะ พอมาถึงกุฏิแล้วออกร้อนฝ่าเท้า โอ้โห เหมือนไฟลนนะ ฝ่าเท้านี่ออกร้อน เอ๊ เท้าเรามันเป็นยังไง มันแตกหรือมันอะไร ก็มาดู ดูชัดๆ อย่างนี้ มันแตกหรือ มาดูมันก็ไม่แตก ทำไมมันถึงออกร้อนไปหมด ทีนี้เวลามาลูบมาคลำๆ นี้ โอ๋ย เสียว นี่มันจวนจะถึงเนื้อแล้ว มันบางเข้าไปจะถึงเนื้อแล้ว พอเอามือมาสัมผัสเท่านี้มันเสียวแปลบๆ ข้างใน

นี่ถ้าหากว่ากิเลสไม่ตกเวทีก่อนแล้วฝ่าเท้าต้องแตก เข้ากันได้เลย ท่านฝ่าเท้าแตก เราฝ่าเท้ายังไม่แตก เป็นแต่เพียงเสียวๆ ใกล้แล้วนั่น หากว่ายังจะฟัดกันอีกต่อไปอยู่นานๆ แตกแน่ๆ นี่พยาน ถ้าลงอย่างนี้มันเข้ากันได้ปั๊บทันทีไม่ต้องไปถามใคร เอานี้เป็นพยานนั้นได้ทันทีเลย นี่ละเรื่องของธรรมเมื่อมีกำลังแล้วเป็นอย่างนั้น เหมือนกับกิเลสที่มีกำลังมันเหยียบสัตว์โลก เหยียบตลอดเวลา ทางนี้ก็หมุนไปตามมันเหมือนฟุตบอลถูกเตะไปนู้นกลิ้งมานี้กลิ้งไปนั้น ตกหลุมตกบ่อ ตกนรกอเวจี เป็นเปรตเป็นผี ถูกกิเลสพาสร้างบาปสร้างกรรมเตะไปเรื่อยๆ

ทีนี้เวลาเราบำเพ็ญธรรมมีกำลังเข้า นี่ละพอมีกำลังก็เป็นแบบนี้ละ เรื่องความพากความเพียรไม่ต้องบอก ต้องรั้งเอาไว้ ที่ว่าเพียรพยายามนี้พูดไม่ได้ นอกจากเพียรเพื่อพ้นทุกข์ เอาโน้นเลย ถ้าเพียรในประโยคพยายามไม่มี มีแต่รั้งเอาไว้ๆ มันไม่รู้จักหลับจักนอน ถ้าว่าเดินก็ไม่รู้จักหยุด นั่งก็เป็นหัวตอไปเลย คือจิตมันไม่ออกกับสิ่งใดเหล่านี้ ไม่มาเกี่ยวข้อง มันอยู่ภายใน เหล่านี้ก็เลยไม่มีความหมาย เป็นอย่างนี้นะ ถ้าจิตมันแย็บออกมานี้ก็ต้องเจ็บปวดแสบร้อนปวดแข้งปวดขาไป ถ้าไม่ออกมันหมุนอยู่ภายในมันไม่รู้นะ ไม่สนใจ คิดดูฝ่าเท้าจะแตกมันก็ยังไม่รู้ จนกระทั่งออกมาจากนั้นแล้วจิตแย็บออกมาจากนี้แล้ว เอ๊อ ฝ่าเท้ามันจะแตกแล้วเหรอ  มันทำไมเป็นไฟเผาฝ่าเท้าอย่างนี้ มาดูมันไม่แตก เอ๊มันไม่แตกนะ พอเอามือลูบคลำนี้เสียวไปหมด แปลบๆ นั่นจวนจะถึงเนื้อแล้ว นั่นละจวนจะแตกแล้ว

นี่ละอำนาจของธรรมเวลามีกำลังเป็นอย่างนั้น หมุนไม่หยุด เราจึงได้เทียบ แต่ก่อนอันนี้เราก็ยังไม่เคยรู้ ว่ากิเลสที่ทำลายหัวใจสัตว์โลกเป็นอัตโนมัติ พอคิดแย็บเป็นกิเลสแล้วๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นเครื่องมือของกิเลสทั้งหมด กิเลสพาหมุนไปวันยังค่ำกี่กัปกี่กัลป์ ตายภพนี้ภพนั้น กิเลสพาหมุนไปเรื่อยๆ  เรียกว่ากิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โดยอัตโนมัติ ไม่มีใครบอกมันเป็นของมันเอง เราก็ไม่เคยคิดอย่างนี้นะ เขาหมุนเราก็หมุนเหมือนกันหมด แต่ไม่รู้ว่าอะไรทำงานอยู่บนหัวใจ แต่เวลาธรรมได้มีกำลังขึ้นมา มันเข้ารับกันละซิที่นี่ พอธรรมมีกำลังขึ้นมาๆ ก้าวถึงขั้นอัตโนมัติของธรรมฆ่ากิเลส หมุนไม่หยุดหมุนไม่ถอย

ไม่ว่ายืนเดินนั่งนอนเว้นแต่หลับ อยู่ที่ไหนมีแต่หมุนกันตลอดเวลา แม้ที่สุดฉันจังหันอยู่นี้ จิตมันไม่ได้อยู่กับอาหารการกินนะ มันอยู่กับสงครามที่ฟัดกันอยู่ภายในลึกๆ ในจิต เหมือนกับเรานั่งรับประทาน เรื่องของกิเลสมันคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้มันก็คิดของมันไปธรรมดา แต่มันคิดออกนอกนะ ทีนี้เรื่องของธรรม เวลาธรรมทำงานโดยอัตโนมัติแล้วมันจะหมุนอยู่ภายในไม่ออกนะ หมุนเรื่อยๆ ทีนี้มันก็ทราบได้ว่า อ๋อ แต่ก่อนเราก็ไม่ทราบว่ากิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โลกนี้เป็นอัตโนมัติ ทีนี้เวลาธรรมมาทำงานฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติ มันจึงมารับกัน อ๋อ นี่เวลาธรรมมีกำลังแล้ว สามารถฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติเช่นเดียวกับกิเลสทำลายสัตว์โลกนั่นแหละ นั่นเข้ากันได้ มันรับกันแล้วมันก็รู้ขึ้นที่นี่เลย

นี่ถอดออกจากหัวใจมาพูดนะ การพูดไม่ได้พูดงมเงานั้นนี้นะ เพราะฉะนั้นใครจะว่าอะไรจึงไม่เคยสนใจอะไรยิ่งกว่าธรรมสอนโลกให้เป็นประโยชน์ เพราะโทษมันหนักมากนะ โลกกิเลสตัณหานี้มันหนักมากที่สุดเกินกว่าใครจะดึงตัวขึ้นมาได้ มีแต่จมไปกับมันๆ ทีนี้พอธรรมมีกำลังดึงขึ้นมาแล้ว มีแต่ดึงตลอดที่นี่ อะไรๆ มาฟาดขาดสะบั้นๆ บางทีก็เคยพูดให้ฟังแล้ว เหอ เป็นอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอ คือฟัดตรงไหนมันก็ไม่มีกิเลส ปรากฏว่าหมดเลยไม่มีอะไร มีแต่จิตสว่างจ้าอยู่ตลอด อะไรจะแย็บๆ ขึ้นมาเป็นกิเลสไม่ปรากฏเลย มันก็ขึ้นอันหนึ่งแต่ไม่ได้สำคัญเท่านั้นแหละ พูดขึ้นมาเฉยๆ ตอนที่ไม่มีงานทำ ไม่มีกิเลสให้ฆ่า หือ ไม่ใช่มันเป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอ

คือตอนนั้นมันว่าง ก็ว่าไปเฉยๆ ไม่ใช่เป็นความสำคัญ สักเดี๋ยวมันก็แย็บขึ้นมา แย็บขึ้นมาก็ซัดกัน มีงานเอาอีกๆ ฟาดเสียจนกระทั่งมันพังหมดไม่มีอะไรเหลือแล้ว อรหันต์น้อยก็ไม่ว่าอรหันต์ใหญ่ก็ไม่ว่า ก็เลยอยู่อย่างนี้ละ แต่สิ่งที่ว่าก็คืออวดอุตริมนุส ธรรม ฟังเอาซิพี่น้องทั้งหลาย โลกเขาพูดอย่างนั้น ทางนี้อวดตลอด เขาจะโจทให้โจทไป ฟ้องไป เอา หลวงตาบัวอวดอุตริมนุสธรรม หลวงตาบัวเป็นปาราชิกเป็นไป ปากของหลวงตาบัวไม่เป็นก็เทศน์เรื่อยไปอย่างนี้แหละ โอ๊ย มันขบขันนะ นี่ละเรื่องกิเลสสู้ธรรม ความสกปรกค่อยโปะเข้าๆ หาธรรม ขอให้พี่น้องทั้งหลายพินิจพิจารณา

การพูดนี้เราพูดด้วยความแน่ใจทุกอย่างในธรรมทุกขั้นๆ ถึงสูงสุดเต็มที่เลย เราไม่สงสัยตั้งแต่ต้นจนอวสานในการสอนธรรมจากการรู้ธรรมว่างั้นเถอะนะ พากันจำเอา ให้อุตส่าห์พยายามทุกคน โทษของกิเลสนี้หนักมากกล่อมได้สนิท กล่อมสนิทมากทีเดียวกิเลส มีแต่ธรรมเท่านั้นเหนือมันๆ ตื่นได้ๆ ถ้าเป็นธรรมมาปลุกก็ค่อยตื่นๆ ให้กิเลสปลุกไม่มี มีแต่กล่อมให้หลับ กิเลสปลุกคนให้ตื่นไม่เคยมี ถ้ากิเลสกล่อมคนให้หลับนี้ทั่วโลกดินแดน ธรรมเท่านั้นที่ปลุกคนให้ตื่น เอาเท่านั้นละวันนี้

พูดแล้วไม่มีใครเชื่อนะว่าหลวงตาบัวจบแค่ ป.๓ ก็แต่ก่อนไม่มี ป.๔ สอบประถม ๑ ได้ที่สอง ผู้ใหญ่เถิงพ่อครูอาจได้ที่หนึ่ง พอสอบปีที่สองเราได้ที่หนึ่ง ผู้ใหญ่เถิงได้ที่ ๕๖ บักห่านี่กูสู้มึงได้แล้ว มันขยันเก่งนะไอ้นี่ ป.๓ เราได้ที่หนึ่งอีก หมด เลยออก เพราะฉะนั้นพูดที่ไหนว่าจบ ป.๓ เขาไม่ค่อยเชื่อ ไม่เชื่อยังไงก็มันมีแค่ ป.๓ จบแค่นั้นออกเลย จากนั้นมาก็เรียนอะไรๆ จนกระทั่งทุกวันนี้ถึงขนาดอวดอุตริมนุสธรรมหลวงตา ป.๓ เขาฟ้องลั่นอยู่เวลานี้ เอ้าฟ้องไป ทางนี้ก็จะอวดเรื่อยไปไม่มีถอย ให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก