นำของจริงมาพูด
วันที่ 4 เมษายน 2548 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

นำของจริงมาพูด

 

ก่อนจังหัน

วัดภูวัว ใครยังไม่เคยได้ไปดู ดูเพื่ออรรถเพื่อธรรม ก็ให้ไปดูไปชมได้ที่วัดภูวัว จวนไปถึงบ้านแพง เขตจังหวัดหนองคาย จังหวัดนครพนม ต่อกัน วัดถ้ำภูวัวนี้อยู่ลึก โคจรบิณฑบาตไม่ได้แหละ พระอย่างมากไปอยู่ได้ไม่เลย ๓ องค์ มีสองสามครัวเรือนอยู่ที่นั่น เราเลยไปเป็นอุปัฏฐากเลย อุปัฏฐากวัดภูวัวนี่ พูดให้เต็มปาก ก็มันเป็นอย่างนั้นจะให้ว่าไง เราไปดูสภาพเรียบร้อยแล้ว บริเวณนั้นกว้างขวางมาก เป็นสถานที่บำเพ็ญสมณธรรมเพื่อมรรคเพื่อผลได้อย่างแท้จริง มาก็ประกาศเลย บอกให้ท่านอุทัย เอา รับพระเท่าไรรับเลย ไม่ใช่ธรรมดานะ ถ้าพระตั้งใจปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้ท่านรับอยู่ในสถานที่นี่ได้ แล้วมีอีกข้อหนึ่ง แต่พระที่โกโรโกโสให้ไล่ลงภูเขาให้หมด มันหนักภูเขาลูกนี้ พระที่ตั้งใจปฏิบัติ เอา มา ผมจะรับเลี้ยง บอกตรงๆ เลย

เรารับเลี้ยงมานี้เป็นเวลาตั้ง ๒๐ กว่าปี พระตั้งจุดศูนย์กลางไว้ประมาณ ๓๐ สามสิบกว่า ลดสามสิบ ๒๔-๒๕-๒๘-๓๐ บางที ๔๐ หรือ ๕๐ ก็มี เป็นพระจรมา หรือจะอยู่นั้นถึง ๕๐ เราก็ไม่ว่า ร้อยเราก็ไม่ว่า เพราะเราบอกว่ามาเท่าไรผมจะรับเลี้ยง คือสถานที่นั่นเป็นสถานที่บำเพ็ญธรรมอย่างแท้จริง ผู้มุ่งหน้ามุ่งตาปฏิบัติอรรถธรรมจริงๆ เหมาะสมมาก แล้วก็มีอันหนึ่งอีกบังคับท่านอุทัยเอาไว้ ไม่ให้คนเข้าไปตั้งสำนักจุ้นจ้านอยู่ในที่นั่น คนสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปตั้งสำนัก นั่นละตั้งความวุ่นวายขึ้นมา อันนี้เราตัดขาดเลย บอกอย่าให้ใครมายุ่ง

นอกจากบรรดาศรัทธาทั้งหลายที่เขาเคยไปเคยมา มาเยี่ยมสถานที่นี่บำเพ็ญความดีชั่วระยะกาล เขามาพักมาค้าง ได้ เราบอก แต่ที่จะมาตั้งความยุ่งเหยิงวุ่นวายเป็นสำนักขึ้นมาในที่นี่เราไม่ให้ เราบอกตรงๆ เลย เพราะฉะนั้นสถานที่นั่นจึงไม่มีทำเลยุ่งเหยิงวุ่นวาย มีแต่ที่บำเพ็ญธรรม อาหารการบริโภคก็มีสามสี่ครอบครัวเขามาทำถวายพระ ที่ทางวัดนำไปส่งให้ถึงที่แล้วนะ สถานที่นี่เป็นที่เหมาะสมมากทีเดียว ท่านทั้งหลายได้ยินไหม ร่ำลือไหม นี่ละถ้าเรื่องอรรถเรื่องธรรมจะไม่ค่อยได้ปรากฏนะ ถ้าเรื่องมูตรเรื่องคูถเต็มส้วมเต็มถานเต็มบ้านเต็มเมืองเต็มโลกเต็มสงสารนี้เต็มไปหมดไม่มีอะไรบกพร่อง ถ้าเรื่องอรรถเรื่องธรรมเรื่องความสง่างามที่จะให้โลกได้กราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจ ตลอดถึงมรรคผลนิพพานได้แก่ความพ้นทุกข์นั้นไม่ค่อยปรากฏ อยากจะพูดว่าไม่ปรากฏเสียด้วยซ้ำ ให้มันสมกับความเลอะเทอะในโลกของเรานี้ หนาแน่นขนาดนั้นนะ เราดูแล้วสลดสังเวชนะ

ใครจะว่าหลวงตาบัวว่าก็ให้ว่าไปเลยว่าเป็นบ้านะ มีกี่ปากเอ้าว่ามาเลย เรามีปากเดียวเราจะพูดอรรถพูดธรรมเต็มเม็ดเต็มหน่วย ปากอมขี้ อมมูตรอมคูถ อยากจะพูดเอ้าพูด แต่เราไม่ฟังไม่สนใจ เวลานี้ธรรมะห่างเหินจากจิตใจพี่น้องชาวไทยซึ่งเป็นชาวพุทธมากทีเดียวนะ ขอให้พากันคิดอ่านไตร่ตรองพี่น้องลูกหลานทั้งหลาย เอาแต่ความสกปรกเลอะเทอะมาแจกลูกแจกหลานต่อไป มีแต่ความเลอะเทอะนะในบ้านในเมืองเรา ศาสนาคือพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เลิศเลอ สำหรับผู้ปฏิบัติแล้วจะหาความตำหนิติเตียนตนไม่ได้ มีแต่ความสง่างามภายในจิตใจ ทุกข์จนข้นแค้นรู้ทันกันๆ ไม่ตื่นเต้น ไม่ตกใจ มีมาก็ไม่ตื่นเต้น เสียไปได้ไป การไหลออกไหลเข้ามันก็เหมือนน้ำ ไม่ดีใจเสียใจ รู้เท่าทันกัน อันนี้เรียกว่าผู้มีธรรม ถ้าผู้ไม่มีธรรมนี้เห่อเป็นบ้าไปนะ เห่อทุกอย่าง ถ้าลงกิเลสแล้วไม่มีความพอดี มีแต่เห่อบ้าๆ กันทั้งนั้น

ท่านทั้งหลายฟังหรือยัง คำพูดนี้เป็นหลวงตาบัวพูดหรือใครพูด ครั้นพูดแล้วก็ว่าพูดดุพูดด่าพูดกระแทกแดกดัน กิเลสมันกระแทกท่านทั้งหลายจมลงในนรกอเวจีเคยคิดหรือเปล่า ธรรมเคยกระแทกใครให้ลงนรกอเวจี ลากขึ้นสวรรค์นิพพานมันยังไม่อยากขึ้น นี่ละที่พูดอยู่เดี๋ยวนี้เป็นธรรมฉุดลากนะ ไม่ใช่ธรรมกระแทกลงนรกอเวจี ไปที่ไหนว่าหลวงตาบัวพูดกระแทกแดกดัน พูดดุพูดด่า ตัวเองเป็นภัยร้ายต่อตัวเองเท่าไร เอาน้ำชะล้างลงยังหาว่ากระแทกแดกดัน นี่เห็นไหมกิเลสมันไม่ยอมรับนะ มันปัดออกๆ มันมองดูหมอไม่ได้ มองดูยาไม่ได้ ถ้าของแสลงละเต็มตัวเลยมองหาคนทั้งคนนี้ไม่เห็น เห็นแต่ของแสลงเป็นพิษเป็นภัยต่อตัวเองเต็มตัวคนๆ หนึ่ง พากันจำเอานะ พูดนี่คึกคักขึงขัง เหมือนจะฉีก ก็พูดก่อนอาหารมันหิวมันก็อาจจะเป็นบ้างถ้าโลกเป็น แต่ธรรมไม่เป็น ถึงจะแผดขนาดไหนก็ไม่เป็น ให้พร

 

หลังจังหัน

ผู้กำกับ         จากหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย คอลัมน์วิจารณธรรม วันจันทร์

 

แถลงการณ์อำพรางของสำนักพุทธฯ (7)

 

            ตั้งใจว่าในตอนที่ 7 นี้ ณ. หนูแก้วจะเปิดเผยเหตุการณ์ในการประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ให้ท่านผู้ชมทั้งหลายได้รับทราบอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่แล้วก็ได้รับจดหมายแสดงความคิดเห็นของคณะชาวพุทธที่ใช้นามว่า “ชาวพุทธหลากหลายอาชีพ” เมื่อเป็นความคิดเห็นของผู้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของพระพุทธศาสนาและประเทศชาติ จึงเห็นควรนำข้อความในจดหมายฉบับนี้มานำเสนอต่อท่านผู้ชม ดังนี้

เรียน ท่าน ณ. หนูแก้ว

เรื่อง  ขอเปลี่ยนผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

นับตั้งแต่ ท่านพระธรรมวิสุทธิมงคล (ท่านพระอาจารย์มหาบัว) ได้ออกมาทำการปกป้องพระพุทธศาสนาของชาวพุทธทั่วโลก ออกมาทำการรักษาพระราชประเพณีของพระมหากษัตริย์ ได้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนที่อยู่ในประเทศไทยและประเทศต่างๆ ได้มีโอกาสเห็นความจริงและเบื้องหลังของพระว่า พระที่ดีมีศีลธรรมมุ่งปฏิบัติตามพระพุทธเจ้ายังมีอยู่จริง ตรงตามพระธรรมที่แสดงไว้

ส่วนพระที่เลวทรามต่ำช้ามีหัวใจเป็นอาชญากร มุ่งมั่นกระทำการผิดศีลและผิดกฎหมายยังมีอยู่จริง เช่น พูดโกหกหลอกลวงประชาชน ใส่ร้ายป้ายสีพระและฆราวาสผู้บริสุทธิ์ วางแผนดำเนินการเพื่อฆ่า เพื่อทำร้าย เพื่อทำลายพระและฆราวาสที่รักษาความดีเพื่อชาติ เพื่อทุกๆ ครอบครัว

นอกจากนี้ยังทำการลักขโมย คดโกง แย่งชิงซึ่งเงินทองของมีค่า แม้กระทั่งยศถาบรรดาศักดิ์ ตำแหน่งและหน้าที่ด้วยความโลภเช่นเดียวกับพวกอาชญากร ผู้ที่ประพฤติเช่นนี้แม้จะโกนหัวนุ่งห่มเหลือง มียศถาบรรดาศักดิ์ชั้นใดก็ตามควรเรียกว่า “อลัชชีอาชญากร” จึงจะถูกต้องตามความจริง

เมื่อรัฐบาลถืออำนาจแต่งตั้งสมเด็จเกี่ยวแห่งวัดสระเกศขึ้นมา ก็เกิดเรื่องวุ่นวายร้ายแรงต่อพุทธศาสนา รัฐบาลก็เห็นอย่างชัดเจนแต่ก็ไม่แก้ไข หรือรัฐบาลต้องการให้พวกพระอาชญากรเปิดเผยโฉมหน้าออกมาให้หมด ให้คนเห็นกันทั้งโลก

หากรัฐบาลไม่ยอมคืนพระราชอำนาจแด่องค์สมเด็จพระสังฆราชวัดบวรฯแล้ว ก็ขอให้แต่งตั้งสมเด็จฯวัดใดก็ได้ที่ทุกฝ่ายยอมรับ เช่น สมเด็จวัดชนะ สมเด็จวัดปากน้ำ หรือสมเด็จวัดสัมพันธวงศ์ เพื่อรักษาพระพุทธศาสนาสืบต่อไป

ให้รัฐบาลสอบถามชาวพุทธเถิด เรื่องการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช 3 วัดนี้ วัดใดก็ได้ที่เหล่าพระสงฆ์สมมุติสงฆ์ยอมรับได้

ชาวพุทธทุกๆ ท่านได้เวลาสร้างบุญสร้างกุศลร่วมกันอีกแล้วครับ ช่วยกันชี้ทางสงบให้รัฐบาลด้วยจะได้บุญร่วมกันครับ

เนื้อหาในจดหมายฉบับนี้พิจารณาได้ว่า “ชาวพุทธหลากหลายอาชีพ” มีความรู้ความเข้าใจต่อสถานการณ์พระพุทธศาสนาในปัจจุบันดีทีเดียว เราคงไม่ปฏิเสธว่าพระที่กระทำผิดศีล ผิดต่อกฎหมาย และใส่ร้ายป้ายสีพระและฆราวาสผู้บริสุทธิ์นั้นมีอยู่จริงๆ

ส่วนการวางแผนฆ่า เพื่อทำร้ายพระและฆราวาส ก็มีอยู่จริงๆ เช่นกัน หรือว่าใครไม่เชื่อก็ลองชมภาพเหตุการณ์ม็อบพระร่วมกับม็อบลูกศิษย์วัดสระเกศล้อมรุมทำร้ายพระและฆราวาสสายวัดป่า ณ บริเวณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2547  ท่านเห็นรึยังว่าพระประเภทนี้มีตัวตนอยู่จริงๆ

นายกรัฐมนตรีและสำนักงานพระพุทธฯ จึงควรพิจารณาดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามหนังสือของสำนักราชเลขาธิการได้แล้วครับ !!

 

                                                                        ณ. หนูแก้ว

หลวงตา        อันนี้เขาพูดถูกต้องหมดแล้ว ถ้าว่าฝ่ายผิดก็ถูกต้องตามผิด ฝ่ายถูกเขาก็ชี้แจงตามความถูกโดยถูกต้องเหมือนกัน ก็ไม่มีอะไร อย่าให้พูดอะไรนักเถอะ เราว่าพุทธศาสนาๆ มันมีตั้งแต่ความสกปรกไปเปรอะเปื้อนเลอะเทอะหมด จนมองหาพุทธศาสนาไม่เห็นเวลานี้ มีอรรถธรรมพอให้หวานหูหน่อยเถอะ วันไหนก็หูทะลุๆ มีแต่เรื่องพิษเรื่องภัยแทงทางนู้นแทงทางนี้ประสานกัน จากความชั่วช้าลามกนั่นแหละ

โรงสีเสี่ยสมหมายนี่ศรัทธาเก่งมากยกให้เลย ถึงไหนถึงกันไม่มีถอย นี่ก็ตั้งวิทยุขึ้นแล้วที่โรงสีนั้นแหละ นิมนต์เราไปดูสถานที่ตั้งเราก็ได้ไปดู เหมาะสม เขาเหมาหมดเลยทุกอย่างไม่ไปกวนใคร ดูเหมือนเปิดแล้วมั้ง (เปิดแล้วครับ) อันใหญ่มาไม่ทัน เลยเอาอันเล็กเปิดไปก่อนว่างั้น อันใหญ่สั่งเข้ามาไม่ทัน เพื่อไม่ให้เสียเวลาเลยเอาอันเล็กนี้เปิดไปก่อน โรงสีข้าวนี้เราพูดจริงๆ เป็นภูเขาเลยเชียว ข้าวที่เขามาขายโรงสีกองเป็นภูเขาๆ เต็มไปหมดบริเวณโรงสีนั้น มีแต่ข้าวขนเข้ามา รถนี่ไหลเข้ามาตลอด เขามีตาชั่งอัตโนมัติพอเหยียบปั๊บเครื่องหมายบอกทั้งสองด้านทั้งออกทั้งเข้าเลย บอกชัดเจน สุจริตต่อประชาชน เพราะฉะนั้นข้าวที่มานี้จึง เราไปเมื่อเร็วๆ นี้ ไปดูวิทยุนี้แหละ ข้าวนี้กองพะเนิน กองใหญ่กว่าศาลานี้นะ ใหญ่จริงๆ ไม่ใช่ใหญ่ธรรมดา ใหญ่กว่านี้อีก สามกองสี่กอง เขาเอามาขาย มาหมด แถวภาคอีสานนี่ไหลเข้าไปหมด ทำไมจึงมาที่แห่งเดียว ก็ไม่รู้ เขามาของเขาเอง

มันต้องมีอะไรมันถึงเป็นอย่างนี้ มันมีสาเหตุนะ ความสุจริตยุติธรรมให้ความเสมอภาคกันหมด นี่สำคัญมาก เขาตายใจ เครื่องชั่งนี้เขาดูของเขาเอง รู้เองๆ ไปหมดเลย ไม่มีอุบๆ อิบๆ วันหนึ่งสีเป็นพันตันหรือเท่าไรก็ไม่รู้เขาบอกเราจำไม่ได้ วันหนึ่งๆ สีข้าว กองพะเนินเทินทึก ทีนี้กองแกลบก็ภูเขาลูกหนึ่ง อันนี้เขาจัดทำเป็นไฟฟ้าหรืออะไรใช้ในโรงสีนั้นหมดเลย ตกลงค่าอะไรๆ เรื่องวิทยุนี้เสียในนั้นหมดเลย ทำจริงๆ จังๆ แหละแกทำ ทำมาเป็นประจำ เรียกว่าประจำเดือนเลยเทียว ส่วนที่เขามาถวายปลีกย่อยมาทีไรขนมาทุกที เอามาอะไรนักหนา ไม่ใช่พระขี้โลภอะไรนักหนานะ มาหากันด้วยน้ำใจธรรมดาเป็นไรไป นี่ก็เป็นน้ำใจอันหนึ่งที่อยากมาบูชาครูบาอาจารย์ แน่ะเขาก็ว่าของเขาไปอย่างนั้น มาแต่ตัวรู้สึกมันไม่สนิทใจ ถ้าได้ขนของนี้ใส่ขึ้นรถมาแล้วพอใจ เป็นอย่างนั้นนะ

นี่เราพูดถึงเรื่องกองข้าว หมายถึงกองข้าวเปลือกเขามาขาย ไปตั้งแต่อุดร หนองคาย ไปขายนู่นนะ ภาคอีสานนี่มาหมด ไหลเข้ามา เพราะฉะนั้นกองจึงเท่าภูเขาสามสี่กองนะกองที่ว่านี่ แล้วสีทันไหม โอ๋ย ทัน วันหนึ่งสีเท่านั้นๆ เปิดตลอด นี่ละที่ว่าข้าวเข้ามา คือความสุจริต เวลาสืบเหตุสืบผลเรียบร้อยแล้ว เป็นความสุจริตตายใจของบรรดาลูกค้าทั้งหลายที่นำของเข้ามา มาด้วยความสมัครใจ กองข้าวเปลือกนี้เป็นกองเท่าภูเขา ไม่ใช่น้อยๆ นะฟังแต่ว่าภูเขา ใหญ่ขนาดนั้น สามกองสี่กองกองใหญ่ๆ ใส่ไม่หมดเอาไปเทไว้ข้างนอกอีก เต็มไปอีก เป็นภูเขาอีกเหมือนกัน การทำบุญก็เก่ง นี่แกก็มีเครื่องหนึ่งแล้ววิทยุ ร้อยเอ็ดดูจะไปหลายจังหวัดละมั้งแถวนั้นนะ คือ ๑๐ กิโลวัตต์ได้หลายจังหวัด

ธรรมะกำลังออกเวลานี้นะ ทางวิทยุนี้กำลังออกขยายออกไป ดูเหมือนจะทุกภาคแล้วเดี๋ยวนี้ ภาคใต้ก็มี ภาคเหนือก็มี ภาคอีสานเยอะอยู่ ภาคกลางมี เวลานี้วิทยุกำลังกระจายออก เสียงอรรถธรรมชะล้างสิ่งสกปรกทั้งหลาย ถ้าไม่มีเสียงอรรถเสียงธรรมเป็นน้ำชะล้างหรือเป็นน้ำดับไฟแล้ว โลกนี้เดือดร้อนมากนะ เดือดร้อนเพราะอะไร เดือดร้อนเพราะกิเลส ความได้ไม่พอ ความอิจฉาบังเบียด ความชิงดีชิงเด่นกันนี้ละทำโลกให้ร้อนเวลานี้ ธรรมท่านพอดิบพอดีทุกอย่าง ใจก็ชุ่มเย็น สิ่งภายนอกก็เป็นไปเพื่อความราบรื่นดีงาม ถ้าใจชุ่มเย็นภายในแล้ว สิ่งภายนอกจะเป็นกิริยาที่สวยงาม ถ้าใจมีแต่ฟืนแต่ไฟ ภายนอกกระทบกระเทือน ต่างกันนะ

หัวใจจึงเป็นของสำคัญมาก ควรที่จะได้ธรรมบรรจุในหัวใจ เพื่อให้ได้ความร่มเย็นออกมาสาดกระจายต่อกัน โลกก็จะมีความสุข อันนี้มีแต่ฟืนแต่ไฟ ไปที่ไหนร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ ถามหัวใจทั้งโลกนี่ เราพูดให้ชัดเจน เราจวนจะตายเราเคยพูดแล้ว พูดอย่างอาจหาญชาญชัย ถอดออกมาจากหัวใจมาพูดนะ โลกนี้เป็นยังไง ดูหัวใจไหนเป็นฟืนเป็นไฟหมดเลย เอา ฟังให้ชัดนะ ดูไปที่ไหนไม่ว่าสูงว่าต่ำหัวใจเป็นไฟไปด้วยกันทั้งนั้น เป็นไฟกองใหญ่กองเล็กตามส่วน ยิ่งใหญ่เท่าไรไฟยิ่งกองใหญ่

เราอย่าเข้าใจว่าผู้ใหญ่ผู้โตผู้มั่งมีศรีสุข ถ้าไม่มีธรรมเป็นไฟไปด้วยกันทั้งนั้น ถ้ามีธรรมมากน้อยนี้จะชุ่มเย็นไปตามๆ กัน มีธรรมมากเท่าไรยิ่งชุ่มเย็นๆ นอกจากนั้นมีแต่ฟืนแต่ไฟมากน้อย เผาไปด้วยอำนาจของกิเลส โลกก็พอใจโลภ พอใจโกรธ พอใจกับราคะตัณหา ความดีดความดิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง นี้เป็นเรื่องของกิเลสพาสัตว์ทั้งหลายดิ้นตลอดเวลา เพราะฉะนั้นใจจึงหาความสุขไม่ได้ อะไรจะกองพะเนินเทินทึกเท่าภูเขาๆ ก็ไม่มีความหมายถ้าใจผู้เป็นเจ้าของร้อนเสียอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งเหล่านั้นไม่มีความหมายอะไรนะ เพราะฉะนั้นจึงสร้างความหมายขึ้นที่ใจ เมื่อใจเป็นเจ้าของมีอรรถมีธรรมเข้าแทรกแล้วจะค่อยชุ่มเย็นไป

อะไรมีก็ยอมรับกันว่ามีๆ ด้วยกันของในโลกนี้ เราเกิดมากับสมบัติต่างๆ  เพราะตัวเราก็เป็นวัตถุ คนๆ หนึ่งอาศัยวัตถุด้วยกันไปเรื่อยๆ ส่วนใจนั้นมีธรรมเท่านั้นเองเป็นสำคัญมาก คือทำบาปทำบุญอยู่ที่ใจ ถ้าใครชอบสร้างแต่บาปแต่กรรม คนนี้เป็นไฟเผาตลอดไป ทั้งโลกมนุษย์ทั้งโลกผี โลกคนโลกอะไรเป็นไปหมดด้วยฟืนด้วยไฟอันนี้แหละ มันติดตามไปได้ทั้งนั้น ถ้าเป็นความดิบความดีแล้วอยู่ที่ไหนดี โลกมนุษย์ก็ดี โลกคนขึ้นไปเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมถึงนิพพาน นี่โลกที่มีธรรมในใจต่างกันอย่างนี้นะ ขอให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ

นี่เราพูดถึงเรื่องความร้อนของโลก มันร้อนอย่างนั้น ทีนี้เอาเข้ามาพูดเสียเลย ยันเลยเทียว หัวใจเราไม่มีเลย ฟังซิน่ะ โลกนี้ร้อนกันเป็นฟืนเป็นไฟทั่วดินแดน หัวใจดวงที่ประกาศป้างๆ เขาจะว่าบ้าก็ตามไม่มีเลย เรื่องทุกข์ไม่มี ตั้งแต่กิเลสตัวสาเหตุที่สร้างทุกข์ขาดสะบั้นไปจากใจ บรมสุขผึงขึ้นมาทันที ตั้งแต่บัดนั้นและอนันตกาลด้วย นี่ละธรรมเลิศไหมท่านทั้งหลายพิจารณาซิ พูดเดี๋ยวนี้ว่าอวดว่าโอ้หรือ พูดด้วยความเมตตาสงสาร อยากลากอยากเข็นขึ้น พอได้เท่าไหนดึงขึ้นๆ เดี๋ยวนี้นะ ไม่ใช่ดึงลง ธรรมะไม่มีการดึงลง ดึงขึ้นทั้งนั้น ขอให้ฟังเสียงธรรมบ้าง

ฟังเรื่องกิเลสตัณหาฟังมามากต่อมาก ไฟเผาเราก็เพราะกิเลสตัณหาที่ยอมรับมันฟังมันนั่นแหละ ให้ฟังเสียงอรรถเสียงธรรมบ้าง พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแต่ละพระองค์เป็นของเล่นเมื่อไรได้มาเป็นธรรมสอนโลก เป็นศาสดาเอกธรรมสอนโลก ให้ฟังเสียงธรรมเสียงศาสดาเถอะ เราจะพออยู่พอเป็นพอไป มีมากมีน้อยสนิทกันได้หมดมนุษย์เรา ขอให้มีธรรมในใจเถอะน่ะ ไม่มีว่าคนชาตินั้นวรรณะนี้ ภาคนั้นภาคนี้ ประเทศนั้นประเทศนี้ ขอให้มีธรรมในใจจะเข้าถึงกันหมด น้ำใจถึงกันแล้วสนิทสนมกันไปหมดคนเรา สำคัญอยู่นี่นะ

ธรรมนี้ประสานกันได้หมด ธรรมเป็นเครื่องประสาน กิเลสเป็นเครื่องทำลาย พากันจำ ให้ไปปฏิบัติตัวเองให้ดีๆ นี่พูดจริงๆ ที่ว่าทุกข์ทั้งหลายนี้เราเคยทุกข์มาแล้ว ทุกข์จนขนาดนอนไม่หลับก็มี เราจำได้อยู่นะแต่เป็นฆราวาส ส่วนเป็นพระนี้ยังไม่เคยปรากฏละทุกข์จนนอนไม่หลับ ส่วนเป็นฆราวาสทุกข์จนจะนอนไม่หลับก็มี นี่เราก็เอามาประมวลๆ ทุกข์เหล่านี้มาจากกิเลสทั้งนั้น เวลาเราเข้าชำระกิเลสคือขึ้นบนเวทีฟัดกับกิเลสในวงกรรมฐานนั่นแหละถึงได้รู้เรื่องกัน ชำระออกๆ สิ่งเป็นฟืนเป็นไฟค่อยจางไปๆ  น้ำคือความชุ่มเย็นภายในจิตใจค่อยปรากฏขึ้นมาๆ สั่งสมมากเท่าไรๆ ก็ยิ่งหนุนขึ้นมาๆ  ถึงขนาดว่าอยู่ไม่ได้แล้วที่นี่

เห็นไหมเมื่อธรรมมีในใจมากขึ้นแล้ว เห็นโทษของตัวเอง กิเลสภายในใจนี้มากขึ้นๆ  เห็นคุณค่าของธรรมหนักเข้าๆ หนักต่อหนักด้วยกันทีนี้รอไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นผู้ภาวนากรรมฐานเมื่อจิตใจก้าวเข้าสู่ความเป็นอัตโนมัติแล้วจึงหมุนติ้ว รอไม่ได้ พูดอย่างนี้เราก็คิดถึงลูกศิษย์ของเรามาจากอินโดนีเซีย นี่ได้ทราบว่าจิตกำลังหมุนเวลานี้ เราก็ได้ฝากไป วันนี้พูดเสียเองเลยว่า คือจิตนี้หมุน หมุนเพื่อจะออก หมุนจนกระทั่งผาดโผนโจนทะยาน นี่เราก็ถูกพ่อแม่ครูจารย์ขนาบ ทีแรกมันนอนอยู่บนเขียง คือติดสมาธิ อยู่ที่ไหนสบายหมดๆ มันก็เป็นหมูขึ้นเขียงอยู่นั้น ท่านมาขนาบใหญ่เลยเทียวนะบทเวลาจะเอา เป็นยังไงจิต ท่านมหาสบายดีเหรอสงบดีเหรอ เราก็บอกตรงๆ เลย สงบดีอยู่ ท่านก็นิ่งไปๆ เป็นยังไงจิตสงบดีเหรอ สงบดีอยู่ บทเวลาท่านจะเอาเราไม่รู้ละซี ท่านเอาสันพร้าอีโต้คอยตีหน้าผากเรา เป็นยังไงใจท่านมหาสงบดีอยู่เหรอ สงบดีอยู่

ท่านจะนอนตายอยู่นั่นเหรอ ขึ้นเลย นี่เห็นไหมคำนี้เป็นคำหยาบช้าลามกไหม ฟังซิ หลวงปู่มั่นฟาดหลวงตาบัวนี่ ท่านจะนอนตายอยู่นั้นเหรอ สมาธิหมูขึ้นเขียง ท่านจะนอนตายอยู่บนเขียงนั่นเหรอ เมื่อไรท่านจะลง เป็นคำหยาบไหมอย่างนี้ ฟังซิน่ะ ท่านพูดเด็ดลากลงจากเขียง ขึ้นทางด้านปัญญา เข้าใจไหม นี่เป็นคำหยาบโลนเหรอเอาไปพิจารณาซิ เสียงธรรมเป็นอย่างนี้ คือเสียงธรรมเอาความจริง เอาน้ำหนักนะ ถึงจะแผดขนาดไหนเอาน้ำหนักๆ มันถึงทันกันๆ ที่ยกโคตรยกแซ่มานั่นคือยกน้ำหนักมาต่างหาก ไม่ได้เอาความหยาบช้าลามกเหมือนโลกมาใช้กัน คำที่โลกถือว่าหยาบช้าลามก ของภาษาของธรรมนี้เป็นน้ำหนักของธรรมต่างหาก น้ำหนักหนักเท่าไรกิเลสขาดไปๆ

นี่ก็ท่านขนาบ ไล่ลงนี้ก็ออกทางด้านปัญญา ออกทางด้านปัญญามันก็หมุนติ้วเลย จนกระทั่งท่านได้รั้งเอาไว้อีกนี่ก็ดี ท่านรั้งอย่างหนักอีกเหมือนกัน ที่พ่อแม่ครูจารย์ว่าให้ลงจากสมาธิให้ออกพิจารณาทางด้านปัญญา เวลานี้มันออกแล้วนะ บอกตรงๆ เลย มันออกยังไง ก็มันไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืน กลางคืนมันก็ไม่ยอมหลับ มันหมุนเป็นธรรมจักรอยู่ภายใน กลางวันมันก็ไม่ยอมหลับอีกเลยจะเป็นจะตาย นั่นละมันหลงสังขาร สังขารอันนี้สังขารที่เราไม่รู้จักประมาณ สังขารฝ่ายมรรค เดินไม่รู้จักประมาณ สังขารฝ่ายสมุทัยแทรกเข้ามาเราไม่รู้ แต่ท่านบอกเพียงว่านั่นละมันหลงสังขาร พอว่าอย่างนั้นเราก็ว่า ถ้าไม่พิจารณามันก็ไม่รู้ นั่นละบ้าหลงสังขาร เข้าอีกนะ ท่านไม่ได้แยกนะท่านพูดเป็นไม้ทั้งท่อนเลย ให้เราเลื่อยเอาเจียระไนเอา

เวลามันหมุนเต็มที่แล้ว เวลามันจะตายจริงๆ ก็ย้อนเข้ามาสู่สมาธิ เพราะฉะนั้นจึงสอนผู้ดำเนินทางด้านปัญญา พิจารณาทางด้านปัญญา มันผาดโผนมากนะปัญญา รู้เท่าไรมันยิ่งรู้ยิ่งละๆ ยิ่งเปิดออกๆ ยิ่งเพลินนะไม่หลับไม่นอน หมุนกันติ้วๆ เว้นแต่เวลาหลับ นอกจากนั้นไม่มีที่จะอยู่เฉยๆ  มีแต่ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันๆ เป็นอัตโนมัติ นี่ธรรมฆ่ากิเลสฆ่าอัตโนมัติ เหมือนกิเลสทำลายสัตว์โดยอัตโนมัติของมันมาดั้งเดิม ทีนี้พอธรรมมีกำลังแล้วจึงได้อันนี้มาฟัดมาเหวี่ยงกันมาเทียบเคียงกัน อ๋อ ธรรมนี้เวลามีกำลังแล้วก็เป็นอัตโนมัติ ฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติเหมือนกัน

ทีนี้พอมันหมุนติ้วๆ มันจะไม่หยุดไม่ถอยนะผู้พิจารณาทางด้านปัญญาขั้นนี้แล้ว เมื่อเวลามันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทางร่างกาย หัวอกนี่ละสำคัญ มันเหนื่อยอยู่ในหัวอกเพราะปัญญาอยู่ที่นี่ กิเลสอยู่ที่นี่ สนามรบอยู่ที่หัวใจ หัวใจอยู่ท่ามกลางอก ทีนี้มันก็เหนื่อยเพลียอยู่ที่นี่ แล้วให้รั้งจิตเข้ามาสู่สมาธิเสีย จำให้ดีนะ เวลามันเข้านั้นแล้วให้รั้งจิตเข้ามาสู่สมาธิ ปัดเรื่องปัญญาที่หมุนตัวเป็นธรรมจักรอยู่นั้นออกเสียให้หมดเวลานั้น ให้หมุนจิตเข้ามาสู่สมาธิเพื่อความสงบ เอา ทีนี้เน้นหนักทางสมาธิ ตั้งสติให้ดีไม่งั้นมันจะออกนะ ออกทางด้านปัญญาต้องฉุดเอาไว้อย่างแรง ฉุดเข้ามาสู่สมาธิรั้งเอาไว้ มันเห็นว่าสมาธิไม่มีความหมายแล้วนะนั่น ทั้งๆ ที่สมาธิเป็นเครื่องหนุนปัญญา แต่มันเห็นคุณค่าของปัญญายิ่งกว่าเห็นคุณค่าของสมาธิไปเสีย เลยพุ่งกับด้านปัญญาไม่พักในสมาธิ

เพราะฉะนั้นเพื่อให้เป็นความเหมาะสม ถึงเวลาที่มันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าภายในหัวอกนั่นแหละ มันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ให้หยุดทางด้านสติปัญญานั้นเสีย หมุนตัวเข้ามาสู่สมาธิให้จิตสงบ เอ้า สงบด้วยธรรมบทใดก็เอา ที่สุดเอาพุทโธมาติดนะ เราเคยทำมาแล้วนี่ ถ้ามีสติเฉยๆ ถูกสติปัญญานี้ลากออกไปอีกละ ต้องเอาพุทโธติดเอาไว้จับเอาพุทโธให้ดี สติตั้งมั่นด้วยพุทโธ เดี๋ยวจิตค่อยสงบแน่วๆ แล้วสงบเต็มเหนี่ยว ทีนี้เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนามนะ ที่มันหมุนตัวเป็นธรรมจักรนั่นเหมือนถอดเสี้ยนถอดหนาม จิตมีความเบาบางเหมือนถอดเสี้ยนถอดหนาม เย็นสบายไปหมด เอ้าพักอยู่นั้นยังไม่ให้ออก จนกระทั่งจิตมีกำลังเต็มหัวใจแล้ว พอปล่อยจะผึงทันทีเลย

เพราะความรุนแรงทางด้านสติปัญญานี้มันหนักมาก สมาธิเอาไว้ไม่อยู่เลย เพราะฉะนั้นจึงต้องเอาสมาธิให้หนักทางด้านสติ พุทโธๆ ติดแนบเลยให้จิตสงบลง เมื่อสงบลงมีกำลังแล้ว ค่อยถอยออกมา พอถอยออกมามันจะวิ่งถึงด้านปัญญา ให้ทำอย่างนี้ตลอดไป เวลาเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าให้รั้งจิตเข้ามาสู่สมาธิให้สงบ ไม่ต้องกังวลกับปัญญาที่มันออกเดินอยู่นั้น ให้อยู่กับสมาธิ เวลาทำสมาธิให้เป็นสมาธิอย่ามาก้าวก่ายกัน ทีนี้เวลาปล่อยจากสมาธิมันจะหมุนของมันเองทางด้านปัญญา เอ้าทำปัญญาที่นี่ พอมันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าถอยเข้ามาหาสมาธิทำอย่างนี้ประจำไป ให้จำให้ดี

บทธรรมอันนี้สำคัญมากนะ ถ้าไม่ผ่านมาแล้วพูดไม่ถูกสอนไม่ได้ นี่ผ่านมาหมดเพราะฉะนั้นจึงได้กล้าพูดละซิ เวลามันหมุนของมันที่จะออกจากโลก มันหมุนจนไม่รู้จักประมาณเป็นผาดโผนโจนทะยานไป เพราะฉะนั้นจึงต้องรั้งๆ รั้งเอาไว้ก่อนเพื่อเอากำลัง จากสมาธิแล้วออกหมุนๆ ผ่านได้ นั่นจำให้ดีนะ นี่เราพูดถึงเรื่องคุณค่าแห่งการชำระจิตใจของเรา เมื่อได้รับความเหลียวแลจากเจ้าของแล้ว จิตใจจะมีขอบมีเขตมีเหตุมีผลมีหลักมีเกณฑ์ต่อตัวเอง ถ้าปล่อยให้กิเลสตัณหาไม่มี ตายทิ้งเปล่าๆ คนเรา ไม่ว่าคนประเภทใดตายทิ้งเปล่าๆ ทั้งนั้นแหละถ้าไม่มีธรรม ถ้ามีธรรมอย่างที่ว่านี่ เอานำมาปฏิบัติซิเราจะได้เห็นชัดเจน ธรรมเป็นของเลิศขนาดไหนไม่อย่างงั้นเอามาสอนโลกได้หรือ ถ้าไม่เลิศเลอยิ่งกว่าโลกน่ะ ธรรมเลิศเลอยิ่งกว่าโลกจึงนำมาสอนโลกได้

นี่เราก็เป็นโลกเต็มตัวกิเลสเต็มหัวใจนั่น แล้วเอาธรรมเข้ามาชะล้างมาทำความสงบ ให้อยู่เป็นความสะดวกสบายเป็นระยะๆ ไป นี่ละการดำเนินธรรม ดำเนินไป กิเลสเบาลงเท่าไรธรรมนี้ยิ่งหนักเข้า หนักเรื่อย อย่าเข้าใจว่าธรรมจะเบานะ หนักเข้าไปเรื่อย จะเอาให้พังเดี๋ยวนั้นๆ เดี๋ยวนั้นตลอดเลยนะ เพราะเห็นโทษของจิตใจที่ตายกองกันมานี้นานแสนนานแล้ว เห็นใจเจ้าของนั้นแหละชัดเจนมากทีเดียว มันถึงดีด เพราะฉะนั้นผู้ภาวนาจึงไม่มีการยับยั้ง ให้มีการพักสมาธิบ้างนะ อย่าปล่อยให้แต่สติปัญญาดำเนินงานอย่างเดียวผิด มันผาดโผนเกินไปไม่รู้จักประมาณ ถึงเวลาที่จะพักผ่อนนอนหลับเอากำลังทางร่างกาย หรือรับประทานอาหารก็ได้ นี่พักผ่อนทางสมาธิก็ได้ หลักใหญ่คือพักผ่อนสมาธิเพื่อแก้ความวุ่นวายของจิตที่รบกันกับกิเลสด้วยปัญญา ให้แก้ด้วยทางสมาธิ ให้สงบลงตรงนี้ก่อน แล้วเปิดทีนี้ออกอีกๆ เอ้าเปิดไปๆ ฟาดมันไปจนกิเลสขาดสะบั้นไปหมดไม่มีอะไรเหลือเลย ความหมุนเป็นธรรมจักรของธรรมก็หยุดทันที เป็นเองหยุดเอง

มหาสติมหาปัญญนี้มันซึมไปเลยนะ ถึงขั้นมันซึมเป็นในหัวใจถึงรู้ ถ้าไม่เป็นในหัวใจอ่านคัมภีร์ คัมภีร์แตกก็ตามเถอะไม่เข้าใจ มีแต่ความจำ ถ้านำความจำนั้นมาเป็นภาคปฏิบัติรู้ไปเห็นไปมันจะยอมรับกันไปเรื่อยๆ นี่ละเรื่องภาคปฏิบัติ ออกลวดลายออกเต็มที่เต็มฐานนะ ไม่ใช่ธรรมดา อย่าดูเฉยๆ ดูตำรับตำราดูด้วยภาคปฏิบัติ เพื่อมากำจัดความชั่วในหัวใจของตน จะเป็นไปได้ด้วยดี ทุกคนๆ ให้ปฏิบัติ ผู้พิจารณาทางด้านปัญญาให้มีการยับยั้ง ให้มีการพักผ่อนทางด้านสมาธิด้วย การเดินออกทางด้านปัญญาด้วย เวลาเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าให้รั้งจิตเข้ามาสู่สมาธิ ให้ทำอย่างนี้ต่อไป

อย่าให้เคลื่อนคลาดนะที่สอนนี่ สอนมาแล้วด้วยความถูกต้อง ดำเนินมาแล้ว ผิดพลาดดำเนินมาก่อน เป็นครูสอนเรามาเรียบร้อยแล้ว จึงได้นำมาสอนลูกศิษย์ลูกหานะ เวลาถึงขั้นที่จะพักพักเสียก่อน มันจะหมุนขนาดไหนรั้งเอาไว้ไม่ให้ไป ให้เข้ามาพักเพื่อเอากำลัง ทีนี้ออกคราวหลังนี้ลวดลายของมันเป็นอีกอย่างหนึ่งนะ อำนาจของสมาธิหนุนหลังปัญญาเป็นอย่างนั้นละ พากันจำเอา นี่พูดถึงเรื่องผลแห่งการปฏิบัติต่อจิตใจเต็มเม็ดเต็มหน่วย โลกนี้ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟในหัวใจทุกดวงถ้าไม่มีธรรม ถ้ามีธรรมมีความชุ่มเย็นตามกำลังของธรรมที่หล่อเลี้ยงจิตใจๆ ถ้ามีธรรมมากเท่าไรสิ่งที่เป็นฟืนเป็นไฟ คือกิเลสจะจางไปๆ ฟาดเสียกิเลสขาดสะบั้นลงไป ความทุกข์ขาดไปพร้อมกันเลย ตั้งแต่บัดนั้นมาไม่มีทุกข์ เราพูดในหัวใจของเราเอง

เป็นไงอวดอุตริไหมนี่ฟังซิน่ะ เอาของจริงมาพูด มีเต็มหัวใจ คำว่าอุตริคือหาเรื่องไม่จริงมาหลอกลวงโลก ความหมายว่างั้น นี้มีแต่ความจริงล้วนๆ ธรรมที่เอามาแสดงท่านทั้งหลายมีแต่ความจริงเต็มหัวใจ ไม่มีสะทกสะท้านที่ใครจะว่าอะไรก็ตาม เต็มหัวใจแล้วธรรมอันนี้ นี่อวดอุตริเหรอพิจารณาซิ เอาของจริงมาพูด นี่ละให้ท่านทั้งหลายจำเอา ทีนี้พอกิเลสตัวเป็นสาเหตุสร้างทุกข์ขึ้นมาขาดสะบั้นลงไปจากใจ ใจนี้เป็นบรมสุขผึงขึ้นทันทีเลย ตั้งแต่บัดนั้นมาจนกระทั่งบัดนี้ฟังซิ ๕๕ ปี ฟังเสียให้ชัดเจนนะ หรือให้กิเลสมันเข้ามาแย่งชิงเอาไปอีกเหรอ ฟังให้เป็นธรรมซิผู้พูดพูดเป็นธรรมนี่นะ พูดด้วยความเมตตาสงสารเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผู้ฟังมาฟังเล่นๆ ได้เหรอให้กิเลสมาแย่งชิงธรรม แล้วเอาฟืนเอาไฟไปเผาตัวเอง หาว่าโอ้ว่าอวดอย่างนั้นอย่างนี้ นี่คือเรื่องของกิเลสนะมันจะไม่ยอมให้ไป มันจะลากไว้จนได้นั่นแหละ

เอาให้ได้นะนี่พูดแล้ว ความพ้นจากทุกข์พ้นที่หัวใจ เรื่องธาตุเรื่องขันธ์เป็นเรื่องของสมมุติ เมื่อมีสมมุติอยู่ธาตุขันธ์ยังอยู่ ความสุขความทุกข์ในธาตุในขันธ์มีอยู่ธรรมดาเหมือนโลกทั่วไป แต่ส่วนจิตใจไม่มี ใจพระพุทธเจ้า ใจพระอรหันต์ไม่มีทุกข์ มีแต่บรมสุขเต็มหัวใจ นั้นเป็นธรรมธาตุแล้วนั่น ท่านนำธรรมธาตุที่ว่าใจบริสุทธิ์มาสั่งสอนโลก ให้พากันปฏิบัติ นี้ก็พูดให้เป็นสักขีพยานนะ มรรคผลนิพพานสดๆ ร้อนๆ อยู่อย่างนี้ละ ขอให้ปฏิบัติเถิดน่ะ อย่าให้มีแต่กิเลสเหยียบย่ำทำลายธรรม ธรรมโผล่ขึ้นมาไม่ได้เหยียบแหลกๆ พูดขึ้นมานิดหน่อยหาว่าอวดอุตริมนุสธรรม นี่พวกเปรตพวกผีพวกยักษ์พวกมารพวกมูตรพวกคูถ คอยแต่จะเหยียบย่ำทำลายทองคำทั้งแท่งคือธรรมให้ฉิบหายไปจากโลก ให้มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้หัวใจมันอย่างนั้น มันชอบละกิเลสนั่น แต่เราผู้รับเคราะห์มันเป็นทุกข์จะตายนะ เพราะกิเลสเหยียบเอา ให้จำเอานะ

นี้เปิดทุกอย่างแล้วนะ ไม่มีอะไรเหลือแล้วในหัวใจนี้ หัวใจเราก็หมดทุกอย่าง บรรดาสมมุติในสามแดนโลกธาตุหมดโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือ เหลือแต่ธรรมชาตินั้น นำธรรมชาตินั้นออกมาเป็นกิริยาสอนโลกอยู่เวลานี้  เป็นกิริยาของธรรมธาตุนั้นมาสอน ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ อย่าอยู่เฉยๆ มาเฉยๆ มาวัดมาวามาดูนั้นดูนี้ เถ่อนั้นเถ่อนี้แต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนจิ๊กโก๋ ดูแล้วดูไม่ได้ ผู้หญิงแต่งเนื้อแต่งตัวมาดูไม่ได้มันจะเห็นหีนั่น มันเป็นยังไงถ้าเป็นอย่างนั้นอย่าเข้ามาในวัดนี้ วัดนี้ไม่ใช่วัดของสัตว์เดรัจฉาน วัดของผู้อบรมศีลธรรมให้เป็นผู้เป็นคน ให้รู้จักดีจักชั่ว ให้รู้จักขนบประเพณีอันดีงาม นำมาใช้ต่อกันในวงมนุษย์เรา ซึ่งมีดีมีชั่วติดหัวใจอยู่ด้วยกันทุกคน มาคละเคล้ากันแล้วให้เป็นมารยาทอันดีงามต่อกัน

อย่าเอาเรื่องเปรตเรื่องผีเรื่องสัตว์เดรัจฉานเอามาใช้ มาแต่งตัวล่อนจ้อนล่อนแจ้นมาอวด มีแต่กิเลสอวดกันนะนั่น เอามาอวดใส่ธรรมเสียด้วย แล้วมาอวดใส่วัดป่าบ้านตาด หลวงตาบัวจึงใส่ผางเลย ถ้ามาแบบนั้นอย่าเข้ามาวัดนี้ว่างั้นเลย เราตายเพราะไม่ได้กินข้าวที่เขาไม่มาใส่บาตร เราตายไปอย่างสบาย ดีกว่าที่จะตายด้วยความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ด้วยมูตรด้วยคูถที่เอามาหลอกอยู่เวลานี้ จำเอานะ เอาละพอ วันนี้พูดธรรมะให้มันหอมหวนในหัวใจสักทีเถอะน่า วันไหนมีแต่มูตรแต่คูถคละเคล้ากันไป วันนี้พูดธรรมะ เขาอ่านเรื่องโลกเรื่องอะไรให้ฟังเราก็ไม่เอา ปัดออกๆ เอาธรรมออกเลยวันนี้ เป็นยังไงธรรมออกวันนี้น่ะ เข้าใจหรือยัง หรือว่าอวดอยู่เหรอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก