ระงับบ้าคิด
วันที่ 15 สิงหาคม 2548 เวลา 8:15 น. ความยาว 39.21 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

 

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

ระงับบ้าคิด


ก่อนจังหัน

พระให้พากันเร่งภาวนานะ ในพรรษาเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุดแล้ว นอกพรรษางานยุ่งนั้นยุ่งนี้มาตลอด แทรกความเพียร ทำลายความเพียรไป แต่ในพรรษานี้จะเป็นโอกาสอันดีมากยิ่งกว่ากาลใดๆ นะ ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ ดูจิตอย่าไปดูที่อื่น รักษาศาสนารักษาที่จิต ทำลายศาสนาก็ทำลายที่จิตนั่นแหละ กิเลสมันทำลายอยู่ในใจ ธรรมะซักฟอกออกไป แต่ธรรมะก็อยู่ในใจเหมือนกัน ให้ได้เห็นซิมรรคผลนิพพาน พระพุทธเจ้าโกหกโลกจริงเหรอ กิเลสมันโกหกโลกมากี่กัปกี่กัลป์ ตายกองกันอยู่นี้ทำไมไม่เห็นโทษเห็นภัยของมัน ธรรมะเป็นเครื่องฉุดลากออกจากกองทุกข์ทั้งหลายเหล่านี้ ทำไมจึงไม่เห็นเป็นของสำคัญ

เอา ฟื้นขึ้นมาดูซิน่ะ พระพุทธเจ้าโกหกโลกจริงๆ เหรอ กิเลสอยู่ในใจ ตัวเป็นภัยอยู่ในใจ ธรรมะเครื่องปราบกิเลสอยู่ในใจ เอา ค้นขึ้นมาอยู่ที่ใจของตัวเอง มีสติเป็นสำคัญ พื้นฐานแห่งความเพียรฆ่ากิเลสทั้งหลาย สติเป็นสำคัญมากนะ ความเพียรใดก็ตามถ้าขาดสติไม่จัดว่าเป็นความเพียร ถ้ามีสติอยู่แล้วเรียกว่าความเพียร เคลื่อนไหวไปมาที่ไหนสติอยู่กับตัว เรียกว่า สติสัมปชัญญะ กระจายออกจากจุด เช่นจุดคือจิต บริกรรมภาวนา ออกไปรู้รอบตัวเรียกว่าสัมปชัญญะ ให้มีสติ ท่านทั้งหลายจะได้เห็นธรรมของพระพุทธเจ้า ประกาศธรรมสอนโลกมาด้วยความเลิศเลอ แล้วทำไมจึงให้กิเลสซึ่งเป็นกองมูตรกองคูถเหยียบย่ำทำลายธรรมทั้งหลายเสีย เห็นเป็นตุ๊กตาอันหนึ่งไปนะธรรม กิเลสเป็นทองทั้งแท่งเหยียบหัวคนเวลานี้ หัวพระหัวเณรเรานี้แหละ ดูให้ดีนะ

พระพุทธเจ้าสอนผิดไปไหม คำสอนใดในโลกนี้จะเหมือนคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่มีผิดมีพลาดไปเลยแหละ ตรงแน่วๆ เราจะได้เห็นภาคปฏิบัตินี่สำคัญมากนะ ดังที่พูดให้ฟังเสมอ เรียนปริยัติเราก็เรียน เทศน์กินกล้วยหอมกล้วยไข่เขามาไม่ทราบกี่ถาดกี่ชาม เทศน์มาอย่างนั้นแหละ เจริญพรมาเรื่อย แต่ธรรมะแท้จริงคืออะไรไม่รู้ เวลาออกมาภาคปฏิบัตินี้มันขึ้นที่ภายในใจ ขึ้นภายในใจมีแต่ความจริงๆ ทีนี้เวลาเราจะไปพูดอ้อมค้อมอย่างนี้ไม่ได้นะ ความจริงเป็นยังไงรู้ยังไงขึ้นมา ต้องพูดตามนั้นแสดงตามนั้นเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้นโวหารเราจึงเคยพูดให้ฟังเสมอว่า แต่ก่อนเราเทศน์สอนประชาชนทั้งหลายก็เหมือนพระทั่วๆ ไปที่สอนกัน เป็นธรรมดาๆ เพราะเป็นแบบลูบคลำไม่มีความจริงในตัว อาศัยตำรับตำรามาอ่าน อ่านไปเรื่อยๆ ถ้ามีผู้มาทัก ทำไมถึงเทศน์อย่างนั้นล่ะ ก็ตำราว่าอย่างนั้น นั่นหาทางออกนะ ทีนี้เวลาเข้าภาคปฏิบัตินี้รู้ขึ้นมาจริงๆ แล้วเราจะพูดแยกจากความรู้นี้ไม่ได้นะ ต้องพูดตามความรู้

ความรู้มีแต่ความจริงล้วนๆ ทีนี้เวลาเราเทศน์หรือสั่งสอนใครก็ตาม เราจะพูดแบบแต่ก่อนที่จดจำคำนั้นคำนี้มาพูดอย่างนี้ไม่ได้ เอาความจริงออกมาพูดตรงเป๋งๆ ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก สำนวนนั้นเลยเปลี่ยนมา จากปริยัติที่เราเรียนมาแล้วมาเป็นภาคปฏิบัติ ผลเกิดขึ้นจากการปฏิบัตินี้เป็นสมบัติของเราแท้ เป็นที่แน่ใจๆ ออกคำไหนถูกต้องๆ เลยกลายเป็นขวานผ่าซากไป นั่นเห็นไหมล่ะ นั่นละสำนวนของธรรมเป็นขวานผ่าซาก ตรงไปตรงมา กิเลสมันอ้อมค้อม นิ่มนวลอ่อนหวานไพเราะเพราะพริ้ง เลียแข้งเลียขา มีแต่กิเลสทั้งนั้นละ

ธรรมะนี้ไม่เลียใคร ตรงไปตรงมา นี่ก็ได้เอามาพูดให้ฟังแล้ว เกิดขึ้นมาที่ใจ สำนวนเหล่านี้เราก็ไม่เคยพูดแต่ก่อน เวลามันเปลี่ยนขึ้นมานี้ มาเป็นขึ้นภายในจิตนี้พูดให้เพี้ยนไปไม่ได้นะ เป็นยังไงต้องพูดอย่างนั้นๆ ทีนี้ก็เลยตรงไปตรงมา ความชินชาของกิเลสที่มันชอบความนิ่มนวลอ่อนหวานมันก็ว่าขวานผ่าซากๆ ไปอย่างนั้นเสีย คือผ่าหัวมันนั่นแหละ มันไม่อยากให้ผ่า นี่ละให้จำเอานะ เราพูดนี้เอาตัวของเรายืนยันๆ เพราะมันแน่อยู่ในหัวใจนี้แล้ว สอนโลกเราไม่เคยผิดพลาดในหัวใจของเรา แม่นยำๆ น้อมรับพระพุทธเจ้าที่ว่า สฺวากฺขาโต ตรัสไว้ชอบแล้วๆ ทุกอย่าง ไม่มีผิดมีเพี้ยน

หลีกไปไม่ได้นะ ธรรมเป็นยังไงต้องพูดอย่างนั้นออกมา แสดงอย่างนั้นออกมา ถ้ากิเลสนี่ร้อยสันพันคม เอาแน่กับมันไม่ได้นะ หลอกโลกต้มตุ๋นโลกนี้เก่งมาก คือกิเลส ธรรมท่านไม่ต้มตุ๋นใคร ตรงไปตรงมา แล้วธรรมนี้เลยกลายเป็นข้าศึกของกิเลสเสีย หาว่าธรรมนี้เป็นขวานผ่าซาก นั่นเห็นไหมล่ะกิเลส มันเข้าแง่นั้นละนะ เอาฟาดมัน กิเลสอยู่ตรงไหนอย่าไปหลีกมัน มันอยู่ในหัวใจเหมือนภูเขาทั้งลูก ฟาดให้มันพังทลายลง กิเลสอยู่ในภูเขาทั้งลูกพังทลายลงแล้วสว่างจ้าขึ้นมาเลย นี้คือธรรม ผลจากการต่อสู้กับกิเลส ให้พากันตั้งใจปฏิบัติดีๆ นะ

ธรรมพระพุทธเจ้านี้สดๆ ร้อนๆ สดๆ ร้อนๆ ตลอดเวลา เช่นเดียวกับกิเลสสดๆ ร้อนๆ เหมือนกัน แล้วแต่ใครจะนำสิ่งใดเข้ามาปฏิบัติ ปฏิบัติทางด้านกิเลสก็เป็นไฟไป ถ้าปฏิบัติทางด้านธรรมะก็เป็นน้ำดับไฟๆ ไป ให้พากันจริงจังทุกคน อย่ามาเหลาะๆ แหละๆ ให้เห็น เอาละให้พร

หลังจังหัน

ให้รถยนต์มูลนิธิคันหนึ่งจนลืมไปแล้ว นี่เขามารับรถถึงรู้ คือสั่งรถจนกระทั่งรถมาแล้ว เขามารับรถถึงระลึกได้ว่าให้เขา ให้มูลนิธิอุดรสว่างเมธาธรรม ระยะนี้ทางโรงพยาบาลไม่ทราบโรงไหนบ้างที่ขอรถ เราให้รถ ให้อยู่เรื่อยโรงพยาบาล เราจำไม่ได้แหละ อย่างนี่ก็เหมือนกันพึ่งระลึกรู้เดี๋ยวนี้เอง ให้เขาแล้ว สั่งรถจนกระทั่งรถตกมาถึง ลืมไปแล้ว

เวลานี้กำลังเกี่ยวกับเรื่องตา ก็ให้ผู้ว่าชัยพรเรานี่ติดต่อกับทางหมอ คือเราจะเอาลงจุดรักษาตา เป็นจุดๆ เพราะตาสำคัญมาก เพราะเหตุนี้เราจึงให้เลยทางเวียงจันทน์ เขาขอให้ตามนั้นๆ รวมแล้ว ๘ ล้านกว่า จากนี้ก็จะไปลงจุดไหนอีกทางภาคอีสานก่อนอีกสักแห่งหนึ่ง แล้วก็จะไปภาคอื่นๆ ที่จำเป็นเหมือนกัน คือขยายออกไป ตานี่สำคัญมาก เราเคยยกข้อเปรียบเทียบ มันขบขันนะ เรายกขึ้นแล้วยังมีเรื่องขบขัน ถ้าว่าตาไม่สำคัญ เอาๆ ว่างั้นนะ เอากันให้เห็นตัวอย่างเดี๋ยวนี้ละ ถ้าว่าตาไม่สำคัญ ก็ให้คนพวกนี้ตาบอดทั้งหมดในศาลาเรานี่ แล้วเอาไม้มาให้เรา ยกภาพพจน์ขึ้นซิน่ะ คือว่าตาไม่สำคัญก็คอยดูกัน สำคัญหรือไม่สำคัญจะเห็นกันเดี๋ยวนี้ ตาบอดพรึบนี่เราไล่ตี เอา หนีกลับบ้าน ชนนั้นชนนี้ล้มลุกคลุกคลาน ขี้แตกเยี่ยวราด สำคัญหรือไม่สำคัญตา นั่นเห็นไหมล่ะ เอาอย่างนั้น เมื่อเป็นอย่างนั้นมันก็ยอมรับซิใช่ไหม ตาบอดเสียอย่างเดียวเอาลองดูซิน่ะ มีความหมายอะไร

คนนั้นคนนี้ชนกันด้วย ต้นสงต้นเสาชนดะคนตาบอดใช่ไหม ไม่เจ็บยังไงเอาไม้ไล่ตี มันหนีตายมันก็เลยชน ไปไม่ทันก็ขี้แตกเยี่ยวราด นี่เห็นไหมคนตาบอด เรายกเหตุผลมา ใครค้านลองค้านดูซิ ถ้าค้านเดี๋ยวนี้เราจะเอาเดี๋ยวนี้ นั่นคนตาบอดเป็นอย่างนั้น อะไรก็ตามตาสำคัญมาก ในอวัยวะของเราตาสำคัญมาก คือตายังดีอยู่ หูหนวกหรือแข้งขาอวัยวะจะไม่สมบูรณ์ เสือกคลานไปก็ตาม ตาดียังมีความหมายนะ พอตาบอดเสียอย่างเดียวนี้อะไรสมบูรณ์ก็เถอะ หมดความหมายเลย เป็นเศรษฐีก็หมดความหมายลงทันที ตาบอด เพราะฉะนั้นเราจึงได้สนใจกับทางตา

นี่ก็กะว่าจะพิจารณาทางด้านภาคอีสาน ภาคอีสานเหนือกับทางนี้ก็ได้แล้วโรงพยาบาลศูนย์ แล้วก็จะไปทางนี้ จากนี้ก็จะแยกไปภาคนั้นภาคนี้ จะขยายไปทุกภาค เราพยายามที่สุด คือมันขึ้นอยู่กับการเงินการทอง มันมาไม่ทัน เงินมาไม่ทัน เมื่อเงินมาไม่ทันความจนตรอกจนมุมมันตีเข้ามาๆ เราไม่มีทางออกมันอาจจะขี้แตกเยี่ยวราดก็ได้ เข้าใจไหม หาทางออกไม่ได้นี่ ถ้าได้เงินมาก็มีทางออก ทีนี้เงินมาไม่ทัน ความจนบีบเข้ามาๆ สุดท้ายก็ชนต้นสงต้นเสาขี้แตกเยี่ยวราด หาทางออกไม่ได้ เป็นอย่างนั้นละ เดี๋ยวนี้กำลังเป็นอย่างนั้นนะเรา มันหมุนไม่ทัน เงินมาเท่าไร คือออกตลอดๆ เลย เราก็พอใจที่ได้ช่วยโลก ช่วยด้วยความเมตตาล้วนๆ จึงไม่มีอะไรตกค้าง ที่เงินยังเหลืออยู่ในบัญชีนั้นมีบ้าง เราเตรียมไว้เวลาจำเป็นก็จะยกนี้ตูมใส่กันเลย เราเผื่อไว้อย่างนั้น มีเผื่อไว้บ้างเหมือนกัน ไม่ใช่จะให้ไปหมดแล้วความจำเป็นมาทีหลังแก้กันได้ยังไง เราเผื่อไว้เพื่อจุดนั้นๆ อันนี้ไม่ให้มาแตะ นอกจากความจำเป็นจริงๆ มาแล้วออกรับกันเลย มี

เพราะฉะนั้นจึงให้เข้าใจเอาเลยว่า เวลาหลวงตาบัวตายไปแล้ว หากจะมีเงินอยู่ในบัญชีเท่านั้นล้านเท่านี้ล้าน ให้พึงทราบอย่างนี้แหละ อย่างที่เขาโจมตีหลวงปู่ฝั้นเรา ตอนนั้นท่านมีเงินอยู่ล้านห้า เงินมีราคาตอนนั้นนะ ราคายังสูงอยู่ เขาไปโจมตีอยู่ที่ลานโพธิ์ลานผีนั่นแหละพวกข้าศึกศัตรูต่อศาสนา เขาไม่รู้ความจริง แต่เรารู้ความจริง เงินจำนวนล้านห้านี้ท่านสั่งไว้เรียบร้อยแล้ว ให้ไปจุดนั้นห้าแสน จุดนี้ห้าแสนๆ ท่านสั่งไว้เรียบร้อยแล้ว ทีนี้เวลาท่านตายลงไป พวกนี้เขาไม่รู้ซิคำสั่ง แต่เรารู้หมด เขาโจมตีท่าน

จนสมเด็จมหาวีรวงศ์ ที่วัดนรนาถฯ วิ่งมาหาเรา ท่านก็เสียใจมากทีเดียว ว่าท่านอาจารย์ฝั้น เป็นพระองค์ขนาดนี้ยังมาถูกโจมตีได้ วิ่งมาท่านก็ไม่มองเห็นใคร มาหาเราเลยนะ ก็ไปเจอกันตรงหน้าวัด เรากำลังจะออกไปธุระตอนบ่าย ท่านก็เข้ามา พอเห็นรถเราไป ไฟทางโน้นพาบ นี่เราต้องจอดเสียก่อนนะรถแปลกๆ มานะนี่ เราก็เฉียดไปทางนั้น ทางนั้นก็เฉียดมาทางนี้ สมเด็จออกมา เหอ จะไปไหน ไปไหนก็ไปไม่ใช่คนตายเราว่า ก็สนิทกัน ปุ๊บปั๊บออกมาเลยทันทีถามเรื่องราว

พบกันที่หน้าวัด ท่านยังไม่ได้เข้าวัด เรากำลังจะออก นี่เรื่องท่านอาจารย์ฝั้น เขาโจมตีอาจารย์ของเราอย่างนั้นๆ เออเอาละ กระผมเข้าใจหมดเรื่องเหล่านี้ เราก็กราบเรียนเรื่องราวทั้งหมดในเงินจำนวนล้านห้าให้ท่านเป็นที่เข้าใจแล้ว เอ้อ อย่างนี้หายสงสัย มันต้องอย่างนี้ซี โจมตีสุ่มสี่สุ่มห้า ไปนี้จะออกแก้ข่าว รถเราก็ออก รถท่านก็ตามหลังเราไป ท่านเลยไม่เข้าวัด ออกเลย ท่านไปแก้ข่าว เรื่องเลยเงียบไป ไม่เงียบยังไงความจริง เราเอาความจริงออกนี่ พวกนั้นไม่รู้ความจริง คอยแต่จะโจมตีอย่างเดียวให้เสียหาย ไม่ทราบว่าใครเสียหาย ก็ตัวปากมันนั่นเสียหายจะเป็นใครไป อย่างนี้เป็นต้นนะ

เวลาเราตายแล้วเงินนี้แน่ใจว่าจะมีอยู่ในบัญชี เพราะเตรียมพร้อมไว้อย่างที่ว่านี่ ที่จ่าย จ่ายไปๆ ที่เตรียมพร้อมไว้เวลามีความจำเป็นขึ้นมาก็เอาอันนี้ออกรับกัน เราคิดไว้หมดนะเรื่องเหล่านี้ เราไม่ได้คิดสุ่มสี่สุ่มห้า เวลาเราตายแล้วจะว่า โห หลวงตาบัวมีเงินเท่านั้นล้านเท่านี้ล้าน เขาจะโจมตี ถ้าลูกศิษย์เราหมดปัญญาให้เขาขี้รดหัวมัน อาจารย์มันตายไปแล้วให้เขาขี้รดหัวมัน มันไม่มีปัญญา เราอธิบายให้ฟังแล้วใช่ไหมล่ะ เงินจำนวนนี้เราเผื่อเวลามีความจำเป็น หากว่าจำเป็นมาก็ตูมเลยๆ ไม่ใช่ออกท่าเดียว หมัดขวาไปแล้วหมัดซ้ายยังมี อย่างนั้นซิ ไม่ใช่ต่อยแบบสองหมัดอย่างนี้มันดูได้ไหม ต่อยหมัดหนึ่ง หมัดหนึ่งรอ นั่น อันนี้ก็เหมือนกันมีหมัดรับหมัดสวนซี

อ้าว มันต้องยกภาพพจน์ขึ้นซีมันถึงขบขัน พูดเฉยๆ มันได้เรื่องอะไร เราต้องมีหมัดรับหมัดต่อย อันนี้ฟาดไปสองหมัดมันดูได้ไง ดูไม่ได้เข้าใจไหม เราจึงไม่เอาแบบนั้น เราต้องเอาแบบดูได้ มีหมัดรับหมัดต่อย เราเผื่อไว้หมด เราคิดไว้เรียบร้อยๆ ที่ผ่านมาเราไม่เคยผิดพลาดนะ คิดอะไรๆ ไว้เรียบร้อยตามนั้นๆ เลย นี้เราก็คิดไว้เผื่อเวลาความจำเป็นหากมีมาปุบปับก็ต้องเอาอันนี้รับกันแก้กันไปอย่างนั้น ที่ว่าหมดก็หมดในส่วนที่จ่ายไปเรื่อย ส่วนที่จำเป็นซึ่งเราจะจัดไว้รับความจำเป็นอีก เราก็ยอมรับว่ามี เข้าใจไหม หากว่าจำเป็นมานี้ยกอันนี้ออกรับกันตูมเลย นั่น

พูดถึงเรื่องการภาวนาทั้งพระทั้งประชาชน เฉพาะอย่างยิ่งพระเราสำคัญมาก ที่เราพูดเสมอเรื่องสติๆ สำคัญมากทีเดียว ตั้งแต่พื้นถึงวิมุตติเลยสติ เราจะเห็นภาคปฏิบัติ สตินี้ติดแนบๆ ตลอดไม่ว่าจะออกทางด้านปัญญาด้านใด สติเวลาถึงกันแล้วสติกับปัญญาจะไปด้วยกัน เมื่อถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัตินะ คือสติปัญญาอัตโนมัติแล้วสติกับปัญญาจะไปด้วยกันๆ เวลายังแยกกันอยู่นี้เราต้องได้บังคับให้มากนะสติ อะไรที่จะทำให้สติมักเผลอๆ ไผลๆ อยู่เรื่อยๆ คืออะไร นี่เราก็ได้พิสูจน์ดูแล้ว จะไม่ผิดกัน

ธาตุขันธ์ของใครของเราก็มีจิตใจครองเหมือนกัน กิเลสอยู่ในนั้นด้วยกัน ธรรมอยู่ในนั้นด้วยกัน เวลาเราอดอาหารเป็นยังไง สติจะดีขึ้นๆ สำคัญตรงนี้นะ เราผ่อนอาหาร อาหารเบาลง คือธาตุขันธ์ได้รับการบำรุงมันจะหนักแน่นขึ้นมา แล้วจะเสริมกิเลสไปด้วยกัน ทีนี้พอผ่อนอันนี้ลงไป สติจะค่อยดีขึ้น นี้ฝ่ายธรรม ผ่อนอาหาร ให้สตินี้ตั้งติดต่อสืบเนื่องกันไปโดยลำดับลำดา และสืบไปได้

เพราะฉะนั้นจึงต้องได้ผ่อนได้อดอาหารเรื่อยๆ เพื่อจะให้สติสืบต่อๆ นี่เมื่อยังไม่ถึงขั้นที่มันติดกันไปเลย ถ้าถึงขั้นติดกันไปเลยแล้วไม่ต้องพูดอันนี้ เป็นสติปัญญาอัตโนมัตินี้ไม่ต้องพูด ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับเผลอเมื่อไรไม่มี นั่นเห็นไหมล่ะ ถึงขั้นเป็นอันเดียวกัน สติปัญญาไปด้วยกัน ในระยะที่ยังขาดวรรคขาดตอนต้องจับมาปะติดปะต่อ สติเป็นสำคัญมากนะ ส่วนมากอาหารนี่ละทำให้สติขาดๆ

แล้วสตินี้ดีตลอดนะตั้งแต่พื้นๆ ถึงที่สุดเลย ที่สุดก็คือมหาสติมหาปัญญา สตินี้ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนว่า สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา สติจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวง ไม่ว่าอิริยาบถใดสติมีความจำเป็นมาก หนุนตลอดๆ ทีนี้อะไรที่จะทำให้สติสืบต่อกัน มีอะไรมาเป็นอุปสรรค เราต้องพิจารณา ส่วนมากก็การขบการฉันการอยู่การกิน ถ้ากินมากสติหลุดๆ ลุ่ยๆ นะ สติค่อยสืบต่อกันไปนี้พออาหารหนุนเข้าไปๆ สติจะขาดวรรคขาดตอน รู้แล้ว พยายามหนุนกันเรื่อยๆ อย่างนี้ละสติจึงสำคัญมาก อาหารนั่นละเป็นข้าศึกต่อสติ ถ้าเราฉันมากๆ เข้าไปนี้สติจะขาดๆ เมื่อเจ้าของเป็นผู้รักษาอยู่ อะไรขาด สิ่งที่มีคุณค่าขาดมันสมควรแล้วเหรอ นั่นมันก็พลิกกันแก้กันๆ

การปฏิบัติธรรมต้องใช้ความพินิจพิจารณาสังเกตนะ ไม่อย่างนั้นไม่ได้ สักแต่ว่าทำไปๆ ผลประโยชน์ไม่ค่อยมีและไม่มี ถ้าทำไปสังเกตไปๆ จะได้รับผล ความเพียรก็จะเป็นชิ้นเป็นอัน ให้พากันพิจารณาอย่างนั้นซิ นี่ที่เอามาสอนนี้ได้พิจารณามาหมดแล้ว ปฏิบัติมาหมดแล้วนะ เจ้าของนั่นละทดสอบเจ้าของเองทุกอย่างๆ เมื่อเห็นว่าอะไรดีถึงจะลำบากบ้างก็ทนเอา เพื่อความดีนั้นจะได้หนุนขึ้นไป

สตินี่ตั้งแต่ต้นถึงที่สุด คือสติเบื้องต้นต้องได้ถูไถนะ ต้องบังคับต้องช่วยพยุงสติ ด้วยการอดนอนผ่อนอาหาร อะไรสติจะดีแล้วพยายามทางนั้นๆ จนกว่าสติปัญญาเป็นอัตโนมัติแล้วไม่มีปัญหา พุ่งๆ เลย มันเป็นขั้นๆ นะการปฏิบัติธรรม ถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติแล้วไม่มีคำว่าเผลอ ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับเผลอเมื่อไรไม่มีเลย นี่เรียกว่าอัตโนมัติ เป็นเอง แล้วปัญญาเวลาออกก็ออกไปด้วยกันๆ แต่สำหรับสตินี้สำคัญมากทีเดียว จนกระทั่งถึงสติปัญญาอัตโนมัติ จากนั้นก็ละเอียดเข้าไปเป็นมหาสติมหาปัญญาอัตโนมัติ ละเอียดมาก นี่สังหารกิเลสคือสติปัญญาประเภทมหาสติมหาปัญญานี้ สังหารกิเลสอวิชชาขาดสะบั้นลงไป ด้วยอำนาจของมหาสติมหาปัญญา ที่หนุนกันมาตั้งแต่สติพื้นๆ ล้มลุกคลุกคลานขึ้นไป จนเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ จากนั้นก็มหาสติมหาปัญญาไปทะลุเลย

ธรรมะพระพุทธเจ้านี่สดๆ ร้อนๆ นะขอให้พี่น้องทั้งหลายจับให้ดี ไม่มีคำสอนใดที่จะแม่นยำยิ่งกว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้จำให้ดี นอกนั้นมีแต่สิ่งมาทำลายๆ ให้จับคำสอนพระพุทธเจ้าที่สอนที่ตรงไหน ตำหนิที่ตรงไหน ให้จับให้ดี พระองค์ทรงพิจารณาเรียบร้อยแล้ว โลกวิทู รู้แจ้งทุกอย่างแล้ว สอนไม่ผิด เป็นสวากขาตธรรม ตรัสไว้ชอบทุกอย่าง เวลาเรานำมาปฏิบัติมันเห็นได้ชัดเจนๆ นะ จึงว่าคำพูดนี้เป็น เอกนามกึ พระวาจาพระพุทธเจ้ารับสั่งอะไรแล้วไม่ผิด สอนลงไปแล้วเป็นสวากขาตธรรมทั้งนั้นๆ พวกเราผิดพลาดคืออวดเก่งกว่าพระพุทธเจ้าแหละ ไปเหยียบหัวพระพุทธเจ้า แล้วก็เหยียบหัวตัวเองจนขี้แตกยังไม่รู้ เอาให้มันถึงพริกถึงขิงซิ ว่าตัวเหยียบหัวพระพุทธเจ้า เหยียบตัวเองจนขี้แตกยังไม่เห็นรู้ สติพระพุทธเจ้าว่าสำคัญ เราไม่เห็นสำคัญก็เหยียบหัวพระพุทธเจ้าแล้วก็เหยียบหัวตัวเองขี้แตกออกอีกด้วย

เราผ่านข้าศึกมาแล้วก็พูดได้ชัดเจน คือการที่พูดเหล่านี้พูดจากการผ่านข้าศึกมาแล้วบนเวที ขึ้นเวทีแล้วจึงแตกกระจาย นี่ละธรรมะบนเวที ธรรมะภาคปฏิบัติเป็นสมบัติของตนแท้ จะเกิดมามากน้อยเป็นของตนๆ เป็นลำดับ ส่วนที่เราเรียนมาจดจำมาได้นั้นเป็นความจำ ยังไม่ใช่เป็นสมบัติของตัวเองนะ เพราะฉะนั้นจะเรียนมากน้อยเพียงไร กิเลสจึงไม่ถลอกปอกเปิก ถ้าเป็นภาคปฏิบัตินี้รู้เข้าไปเท่าไร กิเลสก็ค่อยหลุดค่อยลอยๆ ไป นี่เป็นสมบัติของตัวเองจากภาคปฏิบัติ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติเอาแบบแปลนแผนผังจากตำรับตำรามาปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วเป็นผลขึ้นมาเป็นปฏิเวธ รู้แจ้งขึ้นมาโดยลำดับลำดาว่าผลของเราเป็นยังไงๆ เรื่อยไป นั่น นี่ละธรรมพระพุทธเจ้า

ได้ผ่านมาหมดแล้ว เพราะได้สมบุกสมบันมากทีเดียว การแก้กิเลสนี่เรียกว่าหนักมากที่สุดแล้วไม่ใช่แก้เฉยๆ ต้องได้ใช้ความพินิจพิจารณาทบทวนย้อนหน้าย้อนหลัง เป็นที่พอใจแน่ใจแล้ว เอา ออก ออกเต็มเหนี่ยวๆ ให้ทดสอบเสียก่อนพิจารณาด้วยเหตุผลแล้วออกๆ ไม่ผิด ถ้าแบบทำสุ่มสี่สุ่มห้าใช้ไม่ได้นะ ให้พากันพินิจพิจารณา สติเป็นสำคัญมาก แล้วสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อสติคือ ฟังให้ดี สิ่งที่เป็นข้าศึกต่อสตินั้นคืออะไร กินมากเข้าใจหรือยัง ได้ยินหรือยัง หรือจะให้ซ้ำอีกหรือ กินมากแล้วอะไรซ้ำเข้าไปอีก นอนมาก ต่อนั้นไปอีก ขี้เกียจมาก แน่ะมันก็เข้าตรงนั้นไม่ไปไหน พอทางนี้ผ่อนลงทุกอย่างดีขึ้นๆ นี้ได้ทำหมดแล้วทุกอย่าง ทดสอบทุกอย่าง

จึงที่ว่าคิดนั่นน่ะ ใครที่เป็นบ้าคิดอยู่ในนี้มีไหม นี่เราก็มาสอนนะ เรื่องบ้าคิดระงับบ้าคิดของตัวเอง เอาสติจับเข้าไป นี่ได้เอาแล้วทำแล้ว คือไม่อะไรละเอาคำบริกรรมกับสติติดกัน คือช่องนี้เป็นช่องสังขารคิดขึ้นมา คิดขึ้นมาออกจากอวิชชา อวิชชาเป็นคลังใหญ่ของกิเลส มันหนุนมันผลักดันให้เป็นสังขารขึ้นมา อวิชชาเป็นกิเลส สังขารก็เป็นกิเลสด้วยกันดันออกมาๆ มันเปิดตั้งแต่ตื่นนอนตลอดจนกระทั่งหลับ เอาความหลับระงับหรือดับเครื่องความคิด ถ้าไม่มีหลับ..ตายมนุษย์เรา นี่อาศัยความหลับมันจะเป็นจะตายจริงๆ ก็นอนหลับไปพักหนึ่ง บางรายหลับไม่ลงเลยก็มี จากนั้นเป็นบ้า เพราะความคิดนี้มันคิดมากเข้าใจเหรอ นี้ละตัวสมุทัยออกทำงาน

ทีนี้เวลาเราภาวนานี้ เอาสติจับเข้าไป คำบริกรรมติด คำบริกรรมเป็นงานของธรรม ความคิดโดยลำพังเป็นงานของกิเลส ทีนี้เวลาเอาคำบริกรรมเช่นพุทโธเป็นต้น ตามแต่จริตนิสัยชอบ สติจับปั๊บช่องนี้ช่องสังขารของสมุทัย กิเลสมันขึ้นช่องนี้ เอาคำบริกรรมกับสติปิดเลยไม่ให้ออก แล้วมันดันซิ มันอยากออกอยากคิดจนอกจะแตก ไม่ยอม เอา ตายก็ตายเลยให้เผลอไม่มี เอากันขนาดนั้นนะ นี้ทำมาแล้วไม่ได้มาคุยเฉยๆ จนขนาดอกจะแตกมันคับหัวอก มันดันๆ มันอยากคิดอยากปรุง

นี่ละความอยากคิดอยากปรุงนี้เป็นทางหากินของกิเลส พอมันออกได้แล้วมันก็กว้านเอาไฟมาเผาเราได้ คิดออกไปเท่าไรกว้านไฟขึ้นมา ความกังวลวุ่นวายความทุกข์ความลำบากมาจากสังขารที่คิด สัญญาความหมายนั้นหมายนี้นี่ละกว้านเข้ามาเผาเรา ทีนี้บังคับไม่ให้มันออกช่องนี้ เอาธรรมทำงานแทน เช่นพุทโธเป็นงานของธรรม สติเป็นงานของธรรมบังคับไว้ๆ เป็นตายไม่ยอมให้เผลอได้ ทีนี้มันก็อยู่นะ นั่นเห็นไหมล่ะ พอสองวันสามวันต่อไปนี้ค่อยเบาๆ ไอ้ที่อยากปรุงขึ้นมานี้เบา เพราะสติธรรมกับคำบริกรรมนี้มันหนาแน่น ปิดไว้ไม่ให้สังขารตัวกิเลสออกหากิน ตีมันไว้บังคับมันไว้

แต่เราบกพร่อง-บกพร่องตรงนี้นะ คือเราตีกิเลสบังคับมันไว้ไม่ให้มันออก เข้าใจไหมล่ะ เราไม่ได้สืบทราบเข้าไปลึกกว่านั้นว่า กิเลสมันขี้แตกหรือไม่เท่านั้น บังคับไม่ให้มันออกมันขี้แตกก็ได้กิเลส เข้าใจไหม เราไม่สนใจขี้กิเลสก็เหมือนขี้เรา นี่บังคับเบื้องต้น จากนั้นไปทีนี้สติธรรมกับคำบริกรรมนี้หนาแน่นขึ้นๆ ไอ้ที่มันผลักดันออกมาอ่อนลงๆ นี้จิตสงบ นั่น เพราะไม่มีกิเลสประเภทนี้รบกวนก็สงบลง ทีนี้ก็หนักเข้าๆ จิตสงบแน่วๆ จนกระทั่งพุ่งเข้าถึงความสงบแน่วภาวนาบริกรรมไม่ได้เลย จิตรวมได้ นั่นเห็นไหมล่ะ รวมได้ลงได้ นี่คำบริกรรมหมด นึกยังไงก็ไม่ออก พุทโธๆ ที่เคยนึกหมด นึกยังไงก็ไม่ออก

เอา ให้อยู่กับความรู้ ความรู้ที่ละเอียดพักตัวไม่มีกิริยา พุทโธจึงแสดงออกไม่ได้หยุด สติจับไว้ตรงนั้น พออันนั้นคลี่คลายเหมือนเด็กตื่นนอนหรือคนตื่นนอน พอคลี่คลายออกมาเอาพุทโธอัดเข้าไป ให้ทำงานกับพุทโธตลอดๆ ต่อไปก็ค่อยเบิกกว้างๆ พอจิตตั้งรากตั้งฐานได้แล้วค่อยสง่าขึ้นภายในใจ ให้พากันจำเอาทุกคน นี่ละวิธีฝึกจิตฝึกภาวนา การสอนนี้เราด้วยความแม่นยำ ไม่สงสัยผ่านมาหมดแล้ว พูดจึงไม่ผิดบอกงั้นเลย แล้วก็ตั้งได้

ใครสติดีคนนั้นจะตั้งรากตั้งฐานได้นะ จิตไม่เคยสงบ-สงบได้ ที่ไม่สงบก็เพราะกิเลส สังขารความคิดความปรุงกวนมันตีมัน จึงหาความสงบไม่ได้ บังคับสังขารกิเลสนี้ออก ด้วยความมีสติหรือคำบริกรรมปิดเอาไว้ สักเดี๋ยวสังขารนั้นก็อ่อนตัว ธรรมะนี้ก็ก้าวขึ้นได้ตั้งฐานได้ จำให้ดีอันนี้ นี่เราเคยทำมาหมดแล้ว สอนอะไรจึงไม่สงสัยนะ เพราะได้ผ่านมาหมดๆ จึงไม่สงสัย วันนี้พูดเพียงเท่านั้น ก็พอเข้าใจแล้วนะ วันนี้เทศน์ตั้งสติ ตั้งสติเป็นของสำคัญ

(ขออนุญาตถามว่า ทานกับศีลอันไหนมีอานิสงส์มากกว่ากันครับ) ตัวมันมีแต่ถามมันไม่มีทานมีศีล นั่นละตัวร้ายกาจที่สุด ตอบแล้วเข้าใจไหม ถามมาอะไรอานิสงส์อะไรมันก็อยู่กับตัว ไฟจี้เข้าไปมันก็ร้อนหมดทั้งตัวเข้าใจไหม อะไรมีอานิสงส์มากอานิสงส์น้อย จี้เข้าไปตรงไหนมันก็ร้อนตรงนั้น ระงับดับมันไปได้มันก็เย็นตรงนั้น เย็นหมดทั้งตัวเย็นทั้งใจนั่นละ เท่านั้นละ เสร็จแล้วจะให้พร


รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก