พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ธรรมโอสถของท่านติดตัว
วันที่ 16 กันยายน 2548 เวลา 8:15 น. ความยาว 49.43 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ธรรมโอสถของท่านติดตัว

         เรื่องธาตุขันธ์ที่มันดีดมากๆ มันต้องการอาหารอะไรๆ มากๆ แล้ว อายุ ๒๓ เร่งมาก จนกระทั่งฉันลงไปแล้วเต็มท้อง ปากยังอยาก มันไม่ได้สามัคคีกัน ท้องเต็มจนไม่มีอะไรจะใส่ เอาใส่ย่ามมันก็จะเกินไป ท้องเต็มปากยังอยากอยู่ อ้าว มันขนาดนี้เทียวเหรอ คือได้พิสูจน์ตัวเองเรื่อย มันยังอยากอยู่นี้เอาข้าวเปล่าๆ มาให้ฉัน ข้าวเปล่าๆ นี้มันหวานนะ ไม่มีอะไรมีแต่ข้าวเปล่าๆ ก็หวาน เราจับดูตลอด ๒๓ นี่เต็มที่เลย ธาตุขันธ์เหมือนว่าดีดผึงๆ เลย เห็นได้ชัดธาตุขันธ์อายุ ๒๓ คือระยะนั้นอยู่ในความดูแลของเรา เราบวชแล้วนี่ ควบคุมเจ้าของเป็นยังไงต่อยังไงดู อายุ ๒๓ รู้สึกว่าเด่นเรื่องการขบการฉัน มันดูดมั่นดื่มจริงๆ จนกระทั่งท้องเต็มไม่มีอะไรจะใส่แล้ว ปากยังอยากอยู่ เอาข้าวเปล่าๆ มาฉัน ข้าวเปล่าๆ ก็หวาน

การฝึกนี่ทราบได้ชัดก็ตอนเป็นนักบวช นักบวชทั่วๆ ไปเป็นอย่างหนึ่ง นักบวชปฏิบัตินี่ควบคุมเจ้าของตลอดเวลา อันนี้รู้ได้ชัด ตอนอายุ ๒๓ นี่เต็มที่ มันต้องการอาหารการกินทุกอย่างเต็มที่เลย จากนั้นไปถึง ๒๖ ก็ค่อยชะลอลง เบาๆ ลง แต่ความต้องการมันเร่งของมันอยู่งั้น แต่มันเบาลงหน่อย อายุ ๒๓ นี่เร่งใหญ่เลย เหยียบแต่คันเร่ง ลงคลองแล้วยังเหยียบคันเร่งตลอดๆ คือฉันเต็มท้องแล้ว เอาข้าวเปล่าๆ มาให้ฉันมันยังหวานไปอีก นั่นเห็นไหมล่ะ

เพราะฉะนั้นเวลาสอนพระสอนใครๆ เราสอนนี้เราผ่านมาแล้วๆ ไม่ผิด เห็นท่านอดอาหารหลายๆ วัน เราก็คิดถึงเรื่องเราอดอาหารหลายๆ วัน เจ็ดแปดวันไม่ฉัน ไม่เลยนั้น ได้เจ็ดแปดวัน ทีนี้เวลามันจำเป็นจริงๆ อยู่ในระยะ ๕ วัน ย่นเข้ามา ๓ วันฉันทีหนึ่ง ฉันวันเดียวแล้วหายเงียบ หยุดเลย ไปเรื่อยๆ ความต้องการของธาตุของขันธ์ ความหิวความโหยมันก็บอกขึ้นในเวลา เฉพาะอย่างยิ่งเวลาอดอาหาร แต่มันดีอันหนึ่งทำให้เสียดาย คืออดอาหารตั้งแต่สองวันไปแล้วไม่ง่วง วันหนึ่งสองวันยังมีง่วงนิดหน่อย ถ้าฉันปรกติง่วงตลอด เข้าใจไหม หมอนต้องมัดติดคอไปเลย ไม่มัดติดคอไม่ได้จะไม่สะดวกในการล้มตูม

พออดอาหารไปสองวันแล้วทีนี้ความง่วงไม่กวน พอสามวันสี่วันความง่วงไม่มีเลย มันก็สนุกภาวนา แน่ะเป็นอย่างนั้น สติตั้งติดๆ สติสำคัญ ที่ผ่อนอาหารเหล่านี้เพื่อบำรุงสติ ถ้าสติมีสืบเนื่องกันเท่าไรกิเลสเกิดไม่ได้ กิเลสจะเกิดเวลาเผลอสติ ถ้าเผลอสติกิเลสเกิด ถ้าไม่เผลอไม่เกิด ถึงจะมีมากน้อยก็ไม่เกิด จึงต้องได้ใช้สติ ความเพียรบังคับกิเลสเอาไว้ ทีนี้สั่งสมธรรมขึ้นมา เมื่อกิเลสไม่เกิดธรรมก็เกิดละซิ ธรรมเกิด สติดีทุกอย่าง ติดแนบๆ จนกระทั่งไม่เผลอ ชั่วระยะเราอดอาหารสติไม่เผลอเลยตั้งแต่ตื่นนอนจนค่ำๆ  พอเราฉันลงไปมันจะมีผิดๆ พลาดๆ มีเผลอแทรก เราก็รู้ แต่ถ้าจะไม่ฉันตลอดไปมันก็จะตายใช่ไหมล่ะ ก็ต้องฟัดต้องเหวี่ยงกันอย่างนั้น เอา อดๆ เพื่อเสริมสติ ถ้ามันจะตายจริงๆ ก็ฉันให้เสีย มันจะเผลอบ้างก็ยอมรับ อย่างนั้นแหละ ทดสอบกันอยู่ตลอดเวลา

การอดอาหารนี่สำหรับจริตนิสัยผู้ที่ถูกทางอดอาหาร อดอาหารนี่สำคัญทางสติ ดีมากทีเดียว ส่วนมากจะอดอาหารแหละ ดูซิวัดป่าบ้านตาด เราก็บอกแล้วว่าที่เรามาเล่าให้ฟังนี้ไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่คำสอน แต่เป็นคำบอกเล่าธรรมดา ใครถูกจริตนิสัยของใครชอบใจ จะยึดไปปฏิบัติก็ได้ จากนั้นก็เล่าถึงเรื่องนิสัยของเราชอบอดอาหาร เพราะฉะนั้นจึงไม่สั่งไม่สอน ให้ถือเป็นคติ ถูกกับคนใดก็ยึดไปปฏิบัติ สุดท้ายวัดป่าบ้านตาดส่วนมากมีแต่อดอาหารมากนะอยู่ในวัดนี้ มันก็เป็นอันเดียวกันแหละนิสัยเหมือนกัน

เรื่องอาหารเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าฉันให้อิ่มๆ แล้วความขี้เกียจเต็มหมดเลย ท้องเต็มด้วยอาหาร หัวใจเต็มด้วยความขี้เกียจ เต็มด้วยความเผลอ ไม่ได้เรื่องได้ราว ทีนี้ก็ต้องแบ่งสันปันส่วนกัน แบ่งทางนู้นบ้างแบ่งทางนี้บ้าง บางทียังมี มันเกิดนะ คือกิเลสมันแทรกขึ้นมา เรียกว่ากิเลสเกิด มันจะตายจริงๆ เดินไปบิณฑบาตในหมู่บ้านไม่ถึง ทั้งๆ ที่กำหนดว่าจะถึงบ้านแหละ เอ้า ไป พอถึงแหละ ครั้นไปจริงๆ ไปไม่ถึงบ้าน หมดกำลัง ก็มานั่งอยู่กลางทางเสียก่อน พักเสียก่อน แต่จิตดีตลอดนะ ร่างกายอ่อนต่างหาก จิตใจไม่ได้อ่อน จิตใจมันดีดผึง อันนี้ละลากขึ้น อันนั้นลากลง มันฟัดมันเหวี่ยงกัน

จนกระทั่งกิเลสมันเกิด นี่จะอดให้ตายเทียวเหรอ โลกสงสารเขาไม่เห็นอดอย่างนี้เขาก็อยู่เป็นไปได้ เรามาอดหาอะไร นี่กิเลสเกิด ทางนี้ก็ตอบรับกัน ธรรมเกิดนะที่นี่ กิเลสเกิดอย่างนี้เสียก่อน กระตุกให้เรามีใจอ่อนแอท้อแท้ถอยหลัง อดหาอะไรว่างั้น ทีนี้ก็มาตอบรับกัน พอทางนั้นผ่านไปแล้ว ทางนี้ขึ้นบ้าง การกินก็กินมาแล้วตั้งแต่วันเกิด ไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร อดเพียงเท่านี้จะตายเหรอ ตายก็ตายซิ นั่นเห็นไหมล่ะ มันแก้กันปุ๊บ ดีดผึงเลย เป็นอย่างนั้นละ ธรรมอยู่ในใจ กิเลสอยู่ในใจ มันมีโอกาสที่จะแทรกได้ๆ

เบื้องต้นมีแต่กิเลสเกิดมากกว่าธรรม ทีนี้เวลาเราอบรมจิตใจ ธรรมมีกำลังมากแล้วทีนี้มีแต่ธรรมเกิดๆ กิเลสโผล่มาไม่ได้ ขาดสะบั้น นั่นอำนาจของธรรม การฝึกนี้เมื่อฝึกเต็มที่แล้วมันก็รู้ๆ อะไร อย่างเพื่อนฝูงอดอาหารหลายๆ วัน เห็นว่าอดไปหลายวันเราก็เอาอาหารอะไรแทรกเข้าไปให้ถวายท่าน เราเป็นคนสั่งเองจัดให้เอง ให้เอาไปให้เอง ท่านก็ต้องฉันเพราะความเคารพใช่ไหมล่ะ ท่านก็ทราบด้วยว่าท่านรู้เหตุการณ์ดียิ่งกว่าเรา ถ้าอดหลายวันเข้าไปแล้ว คือธาตุขันธ์เวลาอดไปหลายๆ วันมันจะอ่อนของมันลง ความหิวไม่ค่อยเกิด พอล่วงสามสี่วันไปแล้วความอยากความหิวไม่มี มีแต่ความเพลียๆ เป็นทุกข์อันหนึ่งในการอด

ที่จะให้อยากฉันนั้นฉันนี้มันลดนะถ้าอดเลยสามวันไปแล้ว ความอยากอย่างนี้ลด มีแต่ความเพลียนั่นละ หลายวันไปเท่าไรธาตุขันธ์ยิ่งอ่อนลงๆ แต่จิตนั้นดีขึ้นๆ  ทีนี้เราก็ให้อาหารไปแทรกท่าน อยู่ในวัดมีนะ ถ้าทราบว่าองค์ไหนอดอาหารไปหลายวัน เราสอบถาม วันนี้องค์นั้นมาฉันไหม องค์นี้มาฉันไหม ถ้าไม่ฉัน อดไปกี่วันแล้วเราทราบละที่นี่ เราก็จัดอาหารให้พอประทัง ไม่ใช่ให้อิ่มนะ พอประทัง คือความทุกข์ทุกอย่างๆ มันจะรวมอยู่ที่อดอาหารไปหลายวันๆ ความทุกข์และความอ่อนเพลียปรากฏ ส่วนความอยากนั้นจะไม่มี หลายๆ วันไปความอยากอาหารไม่มี มีแต่ความเหน็ดความเหนื่อยความเพลีย แต่สติ ความเพียรนี้ดีๆ ขึ้นเรื่อยๆ

ทีนี้เราเพื่อบรรเทาไม่ให้ท่านทุกข์มากเกินไป เพื่อบรรเทาท่านบ้าง เราจัดอาหารให้ เราจัดเองนะ ไม่ให้มาก พอหนุนให้บรรเทาทุกข์เบาลง ความเพียรจะได้ก้าวเดินสะดวกขึ้นไปอีกเราคิด เพราะเหล่านี้เราผ่านมาแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงปฏิบัติต่อเพื่อนฝูงได้ถูกต้อง องค์ไหนอดอาหารหลายๆ วัน เราจะเอาอาหาร ส่วนมากเป็นหวาน ถ้วยเล็กๆ ให้ เราคำนวณเอง เราเคยผ่านมาแล้วทั้งหมด ไม่ให้มากกว่านั้น พอบรรเทา ท่านก็คืบคลานไปได้หลายวัน ความเพียรท่านดีไปหลายวันๆ แต่ไม่ทุกข์มาก นั่น ไม่เหมือนกับว่าอดไปตลอด อดไปตลอดทุกข์มาก เราก็ทำอยู่ตลอดกับพระ

เวลาเราให้เอาไปท่านต้องฉัน เพราะความเคารพประการหนึ่ง ประการหนึ่งเรื่องเหล่านี้เราผ่านมาพอแล้ว ท่านทำอย่างนั้นในวัดนี้ องค์ไม่ฉันหลายๆ วันก็มี ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วเราค่อยสอดเข้าไปพอบรรเทาเล็กๆ น้อยๆ ไป ไม่ให้เต็มเหนี่ยว วัดนี้มีแต่อดอาหารเสียเป็นส่วนมาก คือมันเห็นได้ชัดการอดอาหาร สติสำคัญมากติดต่อสืบเนื่องกันเป็นลำดับลำดา เราอดไปหลายวันเท่าไรสติไม่เผลอเลย มันก็เห็นผล แต่ร่างกายมันจะตาย ก็ต้องแบ่งสันปันส่วนให้ธาตุให้ขันธ์บ้าง ให้จิตใจบ้าง บางทีโผล่ขึ้นมาก็มี นี่จะอดให้ตายเหรอ โลกเขาไม่เห็นอดกัน เราก็แก้ ถ้ามันไม่เด็ดจริงๆ ธรรมะรับกันก็ไม่เด็ดนะ คือกิเลสเกิดอย่างเด็ดๆ ธรรมะก็ออกเด็ด แก้กันอยู่ในหัวใจ อดบ้างอิ่มบ้างแหละดี ไปงั้นเสีย

อย่างหนึ่งถ้าเด็ดกันก็อย่างว่า กินนี้กินมาตั้งแต่วันเกิด ไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร อดเพียงเท่านี้จะตายหรือ เอ้า ตายก็ตายซิ นั่นเด็ด อันนั้นเด็ด ผึงเลย มันมีหลายอุบาย กิเลสขึ้นมาแบบไหนๆ  ธรรมะจะแก้กันตามแบบของมัน ถ้ากิเลสหนักธรรมะก็หนัก ไม่งั้นไม่ได้นะ ใจของเรานี่มีทั้งกิเลสมีทั้งธรรม ส่วนมากกิเลสมากกว่าธรรม เพราะฉะนั้นเราถึงได้เอนได้เอียงได้ล้มไปตามกิเลสมากกว่าจะเป็นไปตามธรรม เวลาเราฝึกเข้าๆ ธรรมมีกำลังๆ แล้ว ทีนี้กิเลสเอนไปๆ ธรรมเหยียบเข้าเรื่อยๆ อยู่ในหัวใจนะ ใจดวงนี้ไม่ตาย กิเลสตายได้ถ้าชำระ ธรรมนี่ชำระเต็มเหนี่ยวแล้ว ก็เป็นอมตธรรมไปเสีย ไม่ตาย เป็นอมตธรรม อมตจิต

การฝึกที่จะให้เห็นดีเห็นชั่วกันกับเรื่องของกิเลสนี้ ให้ฝึกโดยวิธีการภาวนา อันนี้หนักมาก ต้องใช้อุบายวิธีการต่างๆ สติปัญญาต้องรอบตัวๆ ไม่งั้นไม่ทันกัน สักแต่ว่าอดเฉยๆ ประโยชน์ไม่มีอดไปทำไม อดแล้วเกิดประโยชน์อย่างนั้นๆ เพราะอะไรช่วย ความตั้งใจของเราก็เต็มเหนี่ยวแล้ว สติตั้งตลอด เมื่อมีอะไรเสริมสติก็ดีขึ้นๆ เห็นอย่างนั้น เราพูดจริงๆ ในชีวิตฆราวาสเราอายุได้ ๒๐ ปีกับ ๙ เดือนบวช คือบวชเดือน ๖ ถ้าถึงเดือน ๙ มันก็ ๓ เดือนอายุเต็ม ๒๑ อันนี้เรียกว่าอายุ ๒๐ ปีกับ ๙ เดือนมาบวช ชีวิตของพระก็เป็นมาโดยลำดับ จากฆราวาสมาเป็นพระเบื้องต้นนี้ก็ลำบากอันหนึ่งๆ แต่ผลสุดท้ายที่มุ่งหน้ามุ่งตาที่จะไปนิพพานนี้หนักมากนะ

พออ่านหนังสือไปๆ จิตมันดูดไปเรื่อยๆ ดูดดื่มเรื่อย อยากไปนิพพาน หนักเข้าๆ ความอยากไปนิพพานก็หนักเข้าทั้งๆ ที่เรียนหนังสืออยู่ แต่จิตมันมุ่งต่อนิพพานตลอด เพราะฉะนั้นการภาวนาของเราจึงไม่เคยลดละ เรียนหนังสืออยู่กับหมู่กับเพื่อน เป็นลิงเป็นค่างกับหมู่กับเพื่อนนะกิริยา ลิงค่างของพระไม่ใช่ลิงค่างของไอ้โกกไอ้เกกลิงละ นี่มันลิงค่างของพระ กิริยามารยาทเหมือนลิง แต่เป็นลิงในนามของพระไม่เสียหาย เวลาไปพบเพื่อน เพื่อนเป็นลิงก็เป็นกับเพื่อนไป แต่หัวใจลึกๆ ไม่ถอย ฝัง การภาวนาไมให้ใครทราบนะ ไม่ให้ทราบเลย

นักเรียนด้วยกันไม่เคยมีใครทราบจากเราว่าภาวนาเลย ทั้งๆ ที่เป็นอยู่ทุกวัน อันนี้ไม่ออกมาให้ใครทราบเลย พอออกแล้วก็พุ่งใส่เลย มาหาหลวงปู่มั่น ท่านก็เอาเรดาร์จับไว้เรียบร้อยแล้ว ฟังธรรมะท่านอย่างถึงใจๆ เมื่อถึงใจแล้วก็เอาละที่นี่ เป็นก็เป็น ตายก็ตาย เพราะฉะนั้นความเพียรตั้งแต่บัดนั้นมาจึงไม่มีอ่อนข้อเลย จนขยะๆ คือเราพิจารณาถึงเรื่องความพากเพียรของเรา ตั้งแต่ต้นมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้มันบกพร่องตรงไหน มีความอ่อนแอท้อแท้เหลวไหล ขี้เกียจขี้คร้านที่ตรงไหน อย่างนี้มองไม่มี

มีแต่ความเข้มข้นๆ ตั้งแต่วันเริ่มออกขึ้นเวทีที่ได้รับโอวาทจากพ่อแม่ครูจารย์มั่นแล้ว มีแต่ขยะๆ คือมันรุนแรง นิสัยมันผาดโผนรุนแรง จนกระทั่งขยะๆ  โห อย่างนั้นมันก็ทำได้ๆ เล็งดูเจ้าของที่ผ่านมาๆ คือมันรุนแรงมันผาดโผน ถ้าอย่างปัจจุบันที่เป็นอยู่นี้ ปัจจุบันนี้มันแก่แล้ว ถ้าเป็นปัจจุบันนี้ตายเลย อันนั้นมันทำได้ๆ เป็นอย่างนั้นละ จึงว่าหนักตลอดเรื่องการประกอบความเพียรเพื่อแก้กิเลส ให้หลุดพ้นจากกิเลส จิตถึงพระนิพพานนี้ สุดยอดแห่งความทุกข์ แต่ก็สุดยอดแห่งความอุตส่าห์พยายาม ความดีดความดิ้น ผาดโผนก็ผาดโผน ความเพียรเพื่อความพ้นทุกข์ผาดโผนมากอยู่นะ ไม่งั้นไม่ทันกัน ฝึกไปเรื่อยๆ

เรื่องอดอาหารนี้ถูกกันกับนิสัยของเรา ตั้งแต่เริ่มต้นล้มลุกคลุกคลานทางด้านจิตใจ จนกระทั่งจิตมีความสงบร่มเย็น มันก็อดของมันไปเรื่อยไม่ถอย ถึงขั้นที่จิตมีความเชี่ยวชาญในการก้าวเดินทางความเพียรมันก็ไม่หยุด จนกระทั่งจิตเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ หมุนตัวไปเองเพื่อแก้กิเลสมันก็ไม่หยุด คือมันหนุนได้ดี อดอาหารนี่หนุนได้ดีตลอดเลย เวลาธรรมะเราสูงเท่าไร การอดอาหารยิ่งหนุนละเอียดให้ธรรมะคล่องแคล่วๆ ไปไม่ได้อืดอาดนะ การอดอาหารก็เช่นเดียวกับการตั้งสติ การตั้งสตินี้แต่พื้นถึงพระนิพพานเว้นไม่ได้เลย เป็นความจำเป็นตลอดตั้งแต่พื้นถึงพระนิพพาน

การอดอาหารสำหรับผู้ถูกนิสัยนะ เป็นความจำเป็นตลอดไปเลย คือจิตใจของเรามีความละเอียดมากน้อยเพียงไร การอดอาหารเป็นเครื่องหนุนได้ดีๆ ตลอดไปอย่างนั้น แต่อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับนิสัย ถ้านิสัยมันไม่ให้จะฝืนอดไปทำไมใช่ไหมล่ะ ถ้านิสัยอำนวยแล้วเอา อย่างที่ท่านว่า เนสัชชิ ก็อยู่ในธุดงค์ ๑๓ ข้อ เนสัชชิ กลางคืนไม่นอน กลางวันไม่นอนเร่งความเพียร นี่ท่านก็บอกไว้ในธุดงค์ ๑๓ แต่สำหรับเรามันเข้ากันไม่ได้ เราได้ทดลองดูแล้วอดนอน เอา ไม่นอนๆ

ไม่นอนไปหลายคืนๆ เท่าไร แทนที่จิตใจจะมีความสงบมีความแยบคายๆ กับไม่เป็น ทื่อ ร่างกายหนักหน่วง ทื่อ หัวของเราสมองของเราทื่อไปหมด จิตใจความแยบคายสติปัญญาไม่มี อดไปเท่าไรมันยิ่งทื่อ โอ๋ย อย่างนี้ไม่ถูกกับเรา ปล่อยเลยนะ เราไม่เคยอดนอนแบบนั้น เนสัชชิ แบบนั้นเราไม่เคย แต่ไม่นอนที่ฟัดกันตลอดรุ่งๆ นี้เป็นกรณีพิเศษต่างหาก อันนี้ได้ผล เช่นอย่างนั่งตลอดรุ่งอย่างนี้ได้ผล ได้ผลเต็มที่ทุกคืนไม่เคยพลาดเลย เวลาจนตรอกจนมุมสติปัญญามันฟัดกันกิเลสพังได้

กิเลสเหนียวแน่นมากนะ ท่านก็บอกไว้ว่า ขิปปาภิญญา ทันธาภิญญา ผู้ที่รู้ได้เร็วก็มี ผู้รู้ได้ช้าก็มี สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ทั้งปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็วก็มี เพราะทุนเก่าของท่านมีมากแล้วก็ไม่จำเป็น เช่นอย่างเงินขาดอยู่บาทเดียวจะถึงพัน ใส่ปั๊บเข้าบาทเดียวเท่านั้นถึงแล้ว ไอ้เรามันขาดอยู่ตั้ง ๙๙ บาท ขนเท่าไรมันก็ไม่ได้เรื่อง ขนเข้าไปแทนที่จะขนให้มันหนุนมันขนออกอีก เอาไปซื้อนั้นซื้อนี้ ตกลงเงินเลยไม่ถึงพัน ตายทิ้งเปล่าๆ พวกเราเข้าใจไหมล่ะ นี่ละข้อเปรียบเทียบเป็นอย่างนี้ ท่านที่ว่า สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ทั้งปฏิบัติสะดวกทั้งรู้ได้เร็ว สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิบัติสะดวกแต่รู้ได้ช้ามี ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ทั้งปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า แต่ว่าทั้งปฏิบัติทุกแบบทุกฉบับ แต่ไม่ได้ผลเลยไม่มีนะ ได้ต่างกัน ที่ว่าปฏิบัติแทบเป็นแทบตายอะไรก็แล้วแต่ ที่ว่าไม่ได้ผลเลยไม่มี ได้ๆ ท่านแสดงไว้ในปฏิปทา ๔

เรานี้มัน อู๊ย ทุกขาปฏิปทา ไม่ผิดแหละ ถ้าว่าจะรู้ก็ ทันธาภิญญา รู้ได้ช้าเหมือนกัน หากเต็มเม็ดเต็มหน่วยความพากเพียร ด้วยเหตุนี้จึงไปไหนกับหมู่กับเพื่อนไม่ได้ มันเป็นน้ำไหลบ่า คือองค์หนึ่งสององค์มันเป็นความรับผิดชอบกันอยู่ในหลักธรรมชาตินะ ไม่บอกก็ตามเมื่อไปด้วยกันแล้วความรับผิดชอบกันและกันมันก็มีอยู่ในนั้น ถึงไม่บอกก็ตามเป็นน้ำไหลบ่ามันไม่แรง ถ้าไปองค์เดียวนั้นพุ่งๆ เลย เพราะฉะนั้นเราจึงไปแต่องค์เดียว ความพากความเพียรมีอยู่ตลอดเวลา ไม่มีจะไปหาใครคุยกับใคร ก็ไปหาที่อย่างนั้นไม่อยากพบใครคุยกับใคร มีแต่พบกับเราแต่ไม่ได้คุยกับเราเข้าใจไหม ใช้สติปัญญาคุยกันกับกิเลส จะทำหนักเบาขนาดไหนผลมีด้วยกัน ผลมี ถ้าเด็ดๆ ผลก็เด็ดไปๆ เหมือนกัน ถ้าไม่ทำเลยก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

ขอให้บรรดาพี่น้องลูกหลานทั้งหลายภาวนาเถอะ เรื่องพุทธศาสนาเป็นศาสนาชั้นเอกแล้ว ไม่มีอะไรในสามแดนโลกธาตุนี้จะเหมือนพุทธศาสนา เราไม่ได้ตำหนิ พูดตามหลักความจริง เอา พิสูจน์ด้วยจิตตภาวนา พิสูจน์ๆ ยกนิ้วให้พุทธศาสนาเลิศเลอ พระพุทธเจ้าทั้งหลายสาวกทั้งหลายเลิศเลอจากปฏิปทาอันนี้ จากคำสอนอันนี้สอนโลกทั่วๆ ไป ศาสนาเหล่านั้นไม่มีที่จะสอนโลกให้ได้รับความสุขความเจริญจนพ้นทุกข์ ไม่มี มีพุทธศาสนาเท่านั้นเด่นเลย เป็นหลักความจริง เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่คู่โลกคู่สงสารเรื่อยมา ตั้งแต่กัปไหนกาลใดมา นี่ยังจะเป็นแถวแนวไปอีก เป็นแบบฉบับจริงๆ คือพุทธศาสนา

อย่างที่ว่าไปข้างหน้าก็เป็นแถวไปอย่างนี้ อริยเมตไตรยท่านจะมาข้างหน้า ในภัทรกัปนี้มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ๕ พระองค์ พระพุทธเจ้าของเรานี้เป็นพระองค์ที่ ๔  ที่ ๕ พระอริยเมตไตรยจะมา พอหมดภัทรกัปนี้แล้วไปข้างหน้าอีกก็มี พระพุทธเจ้าท่านทรงเล็งญาณทราบไว้เรียบร้อยแล้ว มีพระพุทธเจ้าสืบเนื่อง ดังที่ต่อไปจากพระอริยเมตไตรยนี้ ก็ยังจะมีอนาคตวงศ์ในกาลข้างหน้า จะมีพระพุทธเจ้าอยู่ในช่วงนี้อีก ๑๐ พระองค์ ท่านก็สืบต่อกันไป แล้วองค์นี้มาก็สืบต่อเรื่อย เล็งญาณทราบแล้วก็สืบต่อไปเรื่อย  จึงเป็นไปด้วยญาณ  เป็นไปด้วยญาณแล้วเป็นไปด้วยความถูกต้องไม่ผิด จึงว่าศาสนธรรมแท้

ศาสนธรรมกับศาสนกิเลสมันต่างกัน ศาสนกิเลสเอากิเลสสอนโลก ศาสนธรรมเอาธรรมสอนโลก นั่นต่างกัน พวกเรามีแต่ศาสนกิเลส ครั้นเวลาฟังนี้ก็ฟังธรรมนะ อยู่นี้ฟังธรรมทั้งนั้น พอออกจากนี้ไปมีแต่ศาสนกิเลสเต็มตัวมองหาคนไม่เห็น เอ๊ะ คนๆ นี้เห็นผ่านมานี้เดี๋ยวนี้มันไปไหน ทั้งๆ ที่เห็นยืนหยกๆ นี้ทำไมไม่เห็นคน ก็มันไม่มีคนมันมีแต่กิเลสเต็มตัวเข้าใจไหม นี่ละเป็นอย่างนั้น พวกเราศาสนกิเลส หรือคลังกิเลสมาอยู่นี้หมดนั่นละ พอเปิดกิเลสออกแล้วเป็นคลังของธรรม อยู่ไหนจ้าอยู่ตลอดเวลา อย่างพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่าน ท่านไม่มีอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน จ้าอยู่ในนั้น เพราะจิตของท่านบริสุทธิ์ จิตไม่มีอิริยาบถ สว่างจ้าตลอดเวลา นั่นละเรียกว่านิพพานเที่ยงเป็นอย่างนั้น

ธาตุขันธ์ไม่ดีได้สองวันสามวันแล้ว มันจะเป็นของมัน เราก็รู้ธาตุขันธ์มันแสดง เวลามันทรุดมันก็ทรุด บกพร่องก็บกพร่อง เวลาเยียวยาแล้วก็เป็นไปได้ ธาตุขันธ์ของโลกสงสารก็แบบเดียวกัน พระพุทธเจ้าสาวกทั้งหลายธาตุขันธ์ก็เป็นสมมุติด้วยกัน จึงมีการเจ็บไข้ได้ป่วยเหมือนกัน เวลารักษาด้วยหยูกด้วยยาด้วยอรรถด้วยธรรม สำหรับพระพุทธเจ้าพระอรหันต์แล้วไม่ต้องพูด ธรรมโอสถของท่านติดตัว ถึงจะเอายาอะไรมารักษาก็เหมือนกับว่ากาฝากมาติดแนบๆ ไม่ได้เป็นตัวจริงเหมือนธรรมอยู่ในหัวใจท่าน ท่านได้พิจารณาธรรมทั้งหลาย เกี่ยวกับโรคกับภัยอยู่ภายในใจนี้ติดแนบเลย ส่วนหยูกยาอะไรก็เอามารักษาบ้าง เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ลืมตัวในการไปรักษาโรคที่ใดก็ตาม ท่านก็ไม่ลืมตัว

พอพูดอย่างนี้ก็ไปถึงท่านอาจารย์คำดี ท่านอาจารย์คำดีกับเราสนิทสนมกันมาสักเท่าไรล่ะ อยู่โรงพยาบาลหมอปัญญา ทางคลองตันหรืออะไรทางโน้น เขาเอาท่านไปท่านไม่มีอะไรละ เขาเอาท่านไปรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลแพทย์ปัญญา เราไปเยี่ยมท่าน ชีวิตท่านเป็นอันหนึ่ง ธาตุขันธ์ก็เป็นอันหนึ่ง ทีนี้เวลาเข้าไปเห็นเขาฉีดยา ธาตุขันธ์ของท่านดีดปึ๋งปั๋งๆ เลย เราไปดู โอ๋ย สลดสังเวช พอหมอเขามาฉีดยาผ่านไปปั๊บ ก็เรียกท่านสีธนมาเลย ท่านสีธน ท่านอยู่กับท่านอาจารย์คำดีมานาน ท่านรู้เรื่องรู้ราวอะไรหรือไม่ ว่าท่านอาจารย์คำดีเป็นพระประเภทใด ขึ้นเลยนะเรา ท่านไม่ใช่เป็นพระประเภทที่จะมานอนจมให้เขาฉีดยา อือๆ อาๆ ทิ้งเนื้อทิ้งตัวอยู่อย่างนี้นะ ธาตุขันธ์มันก็เป็นอย่างนี้ แต่ใจท่านไม่ได้เป็นอย่างนี้นะ ให้รีบเอาท่านกลับบอกเลยนะ

ท่านเอาไว้ทำไม ธาตุขันธ์เป็นธรรมดารักษาได้แค่ไหนก็รักษา รักษาไม่ได้ทิ้งเลย เอาท่านกลับบอกงี้เลยเราสั่ง สั่งในโรงพยาบาลเลยนะ อย่าเอาท่านไว้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพียงมาดูขณะเดียวก็ดูไม่ได้แล้ว พอเขาฉีดยานี้เส้นของท่านดีดปึ๋งปั๋งๆ นี่ละเรื่องสมมุติก็เป็นอย่างนั้น วิมุตติท่านไม่เป็นแล้วจะเอามายุ่งทำไมอย่างนี้ จากนั้นท่านสีธนก็เลยรีบเอามาอย่างเราสั่ง เพราะเราสั่งเด็ดขาดเลย ท่านเอามาไว้ทำไม ท่านอาจารย์ไม่ใช่เป็นพระประเภทที่จะมานอนครวญคราง อือๆ อาๆ อย่างนี้นะ ให้รีบเอาท่านกลับ ท่านสีธนก็รีบเอากลับมา

แล้วไปวัดแล้วอย่าไปทำทรมานท่านอีกด้วย สายระโยงระยางนะ บอกท่านแต่กรุงเทพฯ แล้วมาถึงวัดแล้วก็บอก อย่าเอาวิธีการต่างๆ มาใช้แบบโลกๆ กับท่าน ท่านไม่ใช่โลก ธาตุขันธ์อาศัยไปอย่างนั้น พออาศัยได้แค่ไหนก็อาศัย อาศัยไม่ได้ทิ้งมันไปเลย อย่ามาทำระโยงระยางอย่างนี้นะ พอดีมาถ้ำผาปู่ก็ไม่นานท่านก็ล่วงไป ไม่งั้นก็จะไปทรมานอยู่นั้น หมอก็ไม่ได้ประมาทเขา เขาเรียนวิชาแพทย์วิชาหมอ เขาต้องก้าวเดินปฏิบัติตามวิชาหมอเขา แล้ววิชาธรรมเขาจะไปรู้ได้ยังไง เพราะเราเป็นธรรมทั้งตัวอยู่ในนี้ ไปเป็นขอนซุงให้เขาแทงเขาสับอยู่อย่างนั้นมันได้เหรอ มันดูไม่ได้นะ

นี่จึงบอกชัดๆ เรา เราบอกชัดๆ แต่ยังไม่ตาย ถึงคราวของเราเราบอกอย่างนี้เลย บอกอย่างเด็ดไม่ให้ฝืน ไปที่โรงพยาบาลไหนก็ตาม ไปรักษาที่ไหนก็ตาม ถ้าเราไม่ลงใจไม่อนุญาตให้ไป อย่าเอาไปเด็ดขาดนะ บอกเลย โลกเขาว่าถ้าไม่ได้สติสตังเขาจะหามไปไหนก็ได้ อันนี้สติมีอยู่นะ ถ้าเราไม่อนุญาตอย่าเอาไปนะบอกงั้น พระพุทธเจ้าสาวกทั้งหลายตายร่มไม้ภูเขา ไม่เห็นไปตายกองกันอยู่โรงพยาบาล เหมือนสัตว์โง่อย่างพวกเรานี้นะ ว่างั้นแหละ ท่านตายสบาย ตายร่มไม้ภูเขาท่านสบาย พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านตายอย่างนั้นท่านสะดวก เพราะท่านพออยู่ตลอดเวลาแล้ว กิริยาอาการจะเป็นยังไงก็เป็นตามธาตุตามขันธ์ซึ่งเป็นส่วนสมมุติ ส่วนจิตที่เป็นวิมุตตินั้นมันจ้าอยู่ตลอดเวลาแล้ว เปลี่ยนแปลงที่ไหน นั่นละท่านเรียกว่านิพพานเที่ยงตรงนั้นเอง

พูดถึงเรื่องหยูกยามันเลยลุกลามไปถึงอาจารย์คำดี นี่อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุแล้ว ก็เรื่องเหล่านี้เราได้เข้าใจกันแล้วกับท่านอาจารย์คำดี ได้คุยธรรมะธัมโมหายสงสัยต่อกันแล้ว นี้ไปเห็นท่านถูกเขาเอาไปรักษา พระเอาไปรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ พอเราไปกรุงเทพฯเราทราบก็ติดตามไปเยี่ยม จึงไปเห็นให้เกิดความสลดสังเวช เขามาฉีดยา ขาแข้งของท่านดีดผึงๆ เลยเวลานั้น หรือจะเป็นอะไรมาสังหรณ์ให้เราดูก็ได้นะ แต่ก่อนอาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ เวลาเราไปดูเหมือนว่าจะมีอะไรสังหรณ์ให้เราดู ให้เพิ่มความสลดสังเวชขึ้นมา พอเขาฉีดยาผ่านไปแล้ว เรียกท่านสีธนมาเดี๋ยวนั้นเลย ไล่เบี้ยกันเข้าเลย ให้เอาท่านกลับเดี๋ยวนี้ บอก ท่านไม่ใช่เป็นพระประเภทนี้นะ ท่านสีธนเคารพเราอยู่แล้วก็รีบเอามา ไม่นานท่านก็ไป ไม่ต้องทรมานนานอะไร นี้อัฐิของท่านก็กลายเป็นพระธาตุเรียบร้อยแล้ว นั่นเห็นไหมล่ะ เอาละเอาแค่นี้มันสายแล้ว

ธาตุขันธ์มันเหมือนทุบเหมือนตีนะเป็นอะไรพูดไม่ถูก ถ้าว่าไม่สบายนี้มันฮือนะ อู๊ย ลำบากเหมือนกัน ถ้าว่าไม่สบายนี้ ฮือ เลย ทั่วประเทศไทยขึ้นในขณะเดียวกัน หลวงตาบัวไม่สบาย หลวงตาบัวกำลังจะตาย หลวงตาบัวกำลังดีดกำลังดิ้นใครให้รีบไปเยี่ยมหลวงตาบัว ทีนี้เวลามาเยี่ยมหลวงตาบัว ก็เหมือนลิงช่วยลิง ลิงอันหนึ่งถูกกับเขาทับเอา ไม้เขาค้ำไว้นี้ ทีนี้ลิงมันไปหากินเขาทำรั้วกั้นไว้หมดไม่ให้มันไปหากิน มันเป็นช่องว่างตรงนี้ แล้วเขาขัดอันนี้ไว้ เขาเรียกกะทับ ไม้ไว้ข้างบน พอลิงไต่ไปเหยียบสะเก็ดสายใยปั๊บ สายใยหลุดอันนี้ก็ทับเอา ทับลิง ลิงก็ร้องกี้กๆ ลิงพอได้ยินเสียงร้อง ก็วิ่งมาตัวไหนก็มา มาตัวไหนแทนที่จะไปยกไม้นี้ขึ้นไม่มีนะ โดดขึ้นมาก็มาเหยียบนี้ขย่มๆ เป็นยังไงๆ กำลังจะตายๆ สุดท้ายเลยตายเพราะลิงช่วยลิง อันนี้มันก็จะแบบเดียวกันนะเข้าใจเหรอ มันช่วยแบบนั้นนะ สายแล้วนะ เอาละ

ผู้กำกับ ข่าวด่วน จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับเย็นวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๘

"สนธิ ลิ้มทองกุล" เปิดแถลงกรณีบอร์ด อสมท. ปลดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ออกจากผังรายการของโมเดิร์นไนน์ ทีวี ระบุเหตุผลในการปลดรายการล้วน ไม่เป็นความจริง ชี้พิสูจน์ชัดการแปรรูป ทำให้อสมท.กลายร่างจากสื่อมวลชน เป็นเพียงเครื่องมือของรัฐบาล

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เปิดแถลงข่าว กรณีบอร์ด อสมท. ปลดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ออกจากผังรายการของโมเดิร์นไนน์ ทีวี เมื่อเวลา 16.00 . ที่ผ่านมา โดยได้ชี้แจงว่า เหตุผลในการปลดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกจากผังรายการนั้น ไม่เป็นความจริง

เริ่มจากข้อกล่าวหาที่ว่า รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ทำให้เกิดคดีความกับบุคคลภายนอกหลายคดี ซึ่งในความเป็นจริงมีเพียงคดีเดียว กรณีพล...สันต์ ศรุตานนท์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเท่านั้น ซึ่งล่าสุด ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2548 ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงว่าสิ่งที่พูดนั้นไม่ผิด

“ส่วน 2 อีกข้อหาคือได้กล่าวถึงการแต่งตั้งการรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ว่าเป็นการละเมิดหรือขัดพระราชอำนาจ อันนี้ก็ผิด เพราะสิ่งที่ผมถามและผมพูดคือ วันนี้เรามีสมเด็จพระสังฆราช 2 พระองค์ พระองค์แรกนั้นรัฐบาลอ้างว่าประชวร ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เลยตั้งรักษาสมเด็จพระสังฆราชและมีหลักฐานซึ่งชี้แจงและรัฐบาลไม่กล้าตอบว่า ขณะนี้ที่รัฐบาลแจ้งบอกว่าสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกประชวร แต่ทำไมพระองค์ท่านยังคงปฏิบัติภารกิจได้ตลอดเวลา

“ประกอบกับพี่ชายผม นายแพทย์ศักดิ์ชัย ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะแพทย์ที่ดูแลรักษาพระองค์ท่าน ก็พูดกับผมตรงไปตรงมาว่า พระองค์ท่านเป็นโรคคนแก่ คือคนอายุ 92 เดินเหินเชื่องช้า ไม่ใช่ไม่มีความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่รัฐบาลโดยทางรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม พยายามที่จะให้แพทย์ลงความเห็นว่าพระองค์ท่าน ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้เลย ซึ่งแพทย์จุฬาไม่ยอม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมถามเพื่อให้สังคมตอบว่า ทำไมเราถึงมีสมเด็จพระสังฆราชถึง 2 พระองค์ ถ้าเรายึดหลักของว่าพระองค์ท่านประชวรตามหลักข้ออ้าง การตั้งสมมุติฐานโดยรัฐบาลแล้ว วันนี้พระองค์ท่านพิสูจน์แล้วว่าท่านไม่ได้ประชวร

“พระองค์ท่านไปชมพิพิธภัณฑ์ที่อัมพวาถึง 2 ชั่วโมง คนประชวรจะไปชมพิพิธภัณฑ์ได้ยังไง สิ่งที่ผมถามเป็นเพียงแต่เรียกร้องไม่ให้รัฐบาลสร้างความสับสนให้กับประชาชนผู้ซึ่งมีความเคารพในพระศาสนา การที่ใครจะเป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อจากสมเด็จญาณฯ นั้นเมื่อถึงเวลาอันควร ย่อมมีการปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยอยู่แล้ว ไม่ใช่แต่งตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราช เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง หรือตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ขณะที่สมเด็จพระสังฆราชที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เป็นองค์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นผู้ตั้ง เพราะฉะนั้นข้อกล่าวหานี้เท็จ

ส่วนการนำบทความซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้เขียนเรื่องพ่อแผ่นดิน มาอ่านในรายการ นายสนธิกล่าวว่า สาธุชนที่ได้รับทราบข้อความเรื่องพ่อของแผ่นดินก็จะเห็นว่า เป็นบทความที่ลึกซึ้ง มีธรรมอยู่ในบทความนั้น และก็เป็นที่ประทับใจและก็เป็นสิ่งที่ทุกคนก็เห็นด้วยกับบทความเหล่านั้นเช่นกัน ก็ถามว่าผิดที่ไหน ต่อมาก็อ้างว่าไปพบกับเลขาฯ คณะองคมนตรีและท่านราชเลขา ได้รับคำยืนยันว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ หรือพระราชสำนักเลขาธิการไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมอบหมายให้นายสนธิหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งไปกล่าวอ้างอิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ว่าโดยตรงหรือปริยายแต่ประการใด

“อันนี้เป็นความจริง ผมกระทำในฐานะของผมเป็นข้าของแผ่นดิน เหมือนกับคุณประมวลก็กระทำเขียนหนังสือพระราชอำนาจในฐานะซึ่งเป็นคนที่รักแผ่นดิน”นายสนธิกล่าว

อีกข้อหาหนึ่งก็คือว่า พึงกระทำด้วยความระมัดระวังพิเศษ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในฐานะที่จะชี้แจงหรือตอบโต้ความเข้าใจผิดได้ในทุกกรณี นายสนธิกล่าวว่า ถูกต้อง ก็เพราะไม่สามารถจะชี้แจงหรือแสดงออก ก็เลยมีการละเมิดอยู่ตลอดเวลา โดยใช้หลักของการที่พระมหากษัตริย์ สถาบันกษัตริย์ พูดไม่ได้ พอใจจะทำอะไรก็ทำ เพียงแต่ว่าพฤติกรรมในการทำนั้นพิสูจน์ชัดว่าไม่ได้จงรักภักดีอย่างตรงไปตรงมา

ประเด็นสุดท้าย ที่บอกว่า บมจ.อสมท. ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชน ผมว่าท่านประธานเรวัต ฉ่ำเฉลิม ท่านกรรมการ ธงทอง จันทรางศุ ท่านกรรมการผู้จัดการ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ  ระหว่างเป็นสื่อมวลชนกับเป็นเครื่องมือของรัฐบาลไม่เหมือนกัน  ถ้าบมจ.อสมท.เป็นสื่อมวลชน คำถามที่ผมถามมาตลอดเมื่อกี้นี้ บมจ.อสมท.ในฐานะสื่อมวลชนจะต้องไปค้นหาคำตอบให้กับประชาชน ไม่ใช่หาคำแก้ตัวให้กับรัฐบาลในทุกๆเรื่อง”

นายสนธิ กล่าวย้ำว่า การแถลงข่าววันนี้เป็นที่ประจักษ์ว่า บมจ.อสมท.ไม่ใช่สื่อมวลชนแต่เป็นเครื่องมือของรัฐบาล ที่พูดเช่นนี้ต้องแยกแยะคนทำงานใน อสมท.ออก จากการร่วมงานของคนในอสมท. เป็นคนดี เป็นคนน่ารัก มีคนที่เป็นมืออาชีพอยู่มาก แต่ว่าจำใจต้องอยู่ในเงื่อนไขต่างๆ วันนี้เป็นบทพิสูจน์ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเข้าไปสู่ตลาดหลักทรัพย์ เพราะว่าแปรรูปจริงต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ ก็ต้องมีธรรมรัฐ ซึ่งธรรมรัฐหนึ่งของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ นอกจากความโปร่งใสแล้วก็ต้องเป็นธรรมรัฐในวิชาชีพ บมจ.อสมท. เข้าไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ไม่มีธรรมรัฐของวิชาชีพ เพราะไม่สามารถจะพูดความจริงต่อประชาชนได้

หลวงตา เราก็ฟังเท่านั้นละ ไม่มีอะไร รับฟังไปเท่านั้น ไม่มีอะไรพอที่จะขัดกับอรรถกับธรรมที่จะสอดแทรก เขาก็ว่าไปตามเรื่องของเขา เราก็ฟังไปตามเรื่องของเราเท่านั้นเองไม่มีอะไรละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก