หลักชีวิตจิตใจและเพศของพระ
วันที่ 20 กันยายน 2548 เวลา 8:20 น. ความยาว 49.3 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

หลักชีวิตจิตใจและเพศของพระ

ก่อนจังหัน

การปฏิบัติตัวเป็นขั้นๆ สำหรับพระนั้นเข้มงวดกวดขัน เช่นพระวินัยนี้เคลื่อนคลาดสิกขาบทเดียวก็ไม่ได้ นั่นละพระ พระวินัยเคลื่อนคลาดไม่ได้ รังเกียจกันทันที พระที่แตกกันเพราะพระวินัย การปฏิบัติพระวินัยให้ถูกต้องดีงามด้วยกันเป็น สมานสังวาส อยู่ด้วยกันได้ตลอดไป ถ้าผิดพลาดในหลักพระวินัยแล้วรังเกียจกันทันที จากนั้นก็แตกกัน ที่ว่าแตกเป็นนิกายนั้นนิกายนี้ ก็คือการปฏิบัติศีลธรรมไม่สม่ำเสมอกัน เฉพาะอย่างยิ่งศีลนี้เคลื่อนไม่ได้ ตำหนิกันทันที รังเกียจกันทันทีพระเรา เพราะเป็นผู้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติเสาะแสวงหาคุณงามความดีตั้งแต่ต้นๆ ตลอดถึงมรรคผลนิพพาน จะเป็นไปจากหลักธรรมหลักวินัยที่พระองค์ทรงชี้บอกทุกอย่างแล้วนี้เท่านั้น

เพราะธรรมก็ดี วินัยก็ดี นี่คือองค์ศาสดาติดแนบอยู่กับเราผู้ปฏิบัติธรรมปฏิบัติวินัย ใครปฏิบัติธรรมวินัยดีเท่าไรก็เท่ากับติดแนบตามเสด็จพระพุทธเจ้าทุกๆ อิริยาบถ มรรคผลนิพพานก็ติดแนบไปด้วยกัน ถ้าใครเคลื่อนคลาดจากหลักธรรมหลักวินัย ก็เท่ากับเหยียบ อย่าว่าธรรมดาพระเศียรมันไม่เข้ากันได้กับพระที่หยาบ ว่าเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปด้วยการข้ามเกินธรรมวินัย นี้ดูไม่ได้นะพระเรา อย่าให้ได้รังเกียจกัน เรื่องพระวินัยสำคัญมาก เคลื่อนคลาดไม่ได้เลย นี่ความตายตัวของพระ

พระที่สมบูรณ์ก็คือสมบูรณ์ด้วยพระวินัย เป็นเครื่องประกาศตนทั้งภายนอกทั้งภายในให้รู้อย่างชัดเจน เรื่องธรรมนั้นเป็นอีกขั้นหนึ่ง เป็นขั้นๆ ขึ้นไป แต่พระวินัยนี้เข้มงวดกวดขัน เรียกว่าเป็นแบบเดียวกันหมด พระปฏิบัติย่อหย่อนในพระวินัยนี้รังเกียจกันทันทีๆ ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ พระวินัยเป็นหลักชีวิตจิตใจและเพศของพระ อยู่ที่พระวินัย ถ้าพระวินัยได้บกพร่องลงไปแล้วเท่ากับพระองค์นั้นนุ่งสบงขาด จีวรขาด ใครทำศีลให้ด่างพร้อยมากน้อยก็เท่ากับผ้าสบงจีวรขาดมากน้อยๆ ถ้าขาดมากกว่านั้นก็ปล่อยหำเลย มองเห็นหำพระ

พระไม่มีศีลที่สมบูรณ์ มีแต่ศีลด่างๆ พร้อยๆ สุดท้ายก็มองเห็นหำพระไปหมดเลย แล้วพระในพุทธศาสนาเรานี้มีแต่พระเปลือยกายทั้งนั้น เอาผ้าเหลืองมาครอบไว้ข้างนอก ข้างในใจมีตั้งแต่พระศีลขาดศีลทะลุ เป็นพระเปลือยกาย เดินไปนี้มองเห็นหำพระ หำพระก็มีเหมือนกันกับหำโยม ถ้ารักษาไม่ดีก็เปิดโปงให้เขาเห็นเหมือนหนองกะปาดนั่น หนองกะปาดนั้นเขามีแต่จะเอาสี่บาทๆ เรื่อย ปล่อยหำจนเพลินตัวเพราะเห็นแก่เงินสี่บาท จนกระทั่งเมียดูไม่ได้ ขึ้นมาขยิบตาใส่ผัว ให้ปิดหำบ้างมันอายจะตายแล้ว พอขยิบตาใส่ผัวแล้วก็เข้าห้องไป

ผัวก็นึกว่าเมียให้ขึ้นราคาวัว ทีแรกผัวจะเอาสี่บาท ลูกค้าเขาให้เพียงสามบาท ทีนี้พอเห็นเมียขยิบตาใส่ ขยิบตานั่นหมายถึงให้ปิดหำบ้าง เมียเห็นมันดูไม่ได้เลยขยิบตาใส่ ทางนี้ก็นึกว่าเมียให้ขึ้นราคา เลยขึ้นไปห้าบาทๆ นิทานหนองกะปาด เข้าใจไหม โอ๊ย ตั้งแต่สี่บาทสามบาทมันก็ยังลงกันไม่ได้ จะไปอะไรอีกห้าบาท ไปเถอะไม่ได้ละพวกเรา เขาก็ลงไป เมียออกมาจากห้องก็ว่า เขาให้สามบาทก็ควรจะขายให้เขาแล้ว ทำไมจึงไม่ขายให้เขาเสียล่ะ ก็เธอมาขยิบตาใส่ฉัน ฉันก็นึกว่าให้ขึ้นราคา ฉันก็ขึ้นราคาซิ ไม่ขยิบยังไงปล่อยหำให้เขาดูอยู่นั้น อู๊ย เสียดาย เขาลงไปหมดแล้ว

นี่มีแต่พระปล่อยหำ ผู้มีศีลมีธรรมแตกกระจัดกระจายหนีจากไปหมดแล้ว ยังเหลือแต่ตัวที่เก่งๆ นั่นละปล่อยหำอยู่นั้น ศีลขาด ศีลตั้งแต่ศีลย่อยถึงศีลใหญ่ที่สุดขาด ปล่อยหำปะหำ เข้าใจไหมล่ะ เดี๋ยวนี้มีแต่พระปล่อยหำนะพวกเรา เต็มบ้านเต็มเมืองมองเห็นผ้าเหลือง แต่ข้างในมันปล่อยหำไปหมด ในวัดป่าบ้านตาดมีพระปล่อยหำไหมนี่ ถ้ามีให้หนีเดี๋ยวนี้อย่ามากินข้าวกับหมู่เพื่อน หมู่เพื่อนรังเกียจ หำศีลขาด เข้าใจไหม หำสกปรก อันนี้ศีลขาดศีลสกปรกอย่าให้ได้ดูเลยนะ

ศาสดาองค์เอกประทานโอวาทไว้ด้วยพระเมตตาล้วนๆ ไม่ได้แบ่งสันปันส่วนอะไรเอากับสัตว์โลกเลย เฉพาะอย่างยิ่งพวกสัตว์พระนี่แหละ ประทานโอวาทเอาไว้อย่างเด็ดอย่างขาดเพื่อจะก้าวสู่มรรคผลนิพพานได้อย่างรวดเร็ว แล้วไปมันก็มีแต่ฉีกผ้าฉีกสบงฉีกจีวรฉีกสังฆาฏิทับบาตรเจ้าของ แต่พุงมันไม่ทับ กว้านหากินเรื่อยๆ นี่ปล่อยหำพระประเภทนี้ พระประเภทปล่อยหำ พวกเราในวัดป่าบ้านตาดปล่อยหำไหม ถ้าปล่อยหำแล้วให้หนีไปเดี๋ยวนี้อย่ากินข้าว มันเสียข้าวชาวบ้านเขา เขาหามาแทบล้มแทบตาย

อะไรเป็นของดิบของดี เขาจะคิดถึงพระละก่อน คิดถึงพระๆ ตัวเขาเองเขาไม่สนใจ นี้สำหรับผู้ใจบุญใจกุศลเป็นอย่างนั้น ได้ของดิบของดีมาอะไรแยกแยะๆ อันนี้เราก็ไม่ได้ลืมที่เราเป็นเด็ก พ่อกับแม่ได้อะไรๆ มาอาหารดีๆ แล้วก็บอกลูก สูอย่าไปแตะนะ อาหารที่กูจัดไว้เรียบร้อยนั่นน่ะ เอาวางไว้ข้างบน วันพรุ่งนี้จะเอาไปจังหันถวายพระ เราเลยไม่ลืมนะแต่เป็นเด็ก อาหารดิบๆ ดีๆ เอาไว้อย่างนั้น คนอื่นก็เหมือนกันนั่นแหละ ได้ของดิบของดีมาคิดถึงพระก่อนๆ แต่เรามัวแต่ปล่อยหำอยู่มันใช้ได้ไหมล่ะ เขาคิดถึงพระ

มองไปที่ไหนเห็นแต่พระปล่อยหำๆ มันน่าดูไหมล่ะ ถ้าอย่างไอ้ปุ๊กกี้ไม่เป็นไร ปล่อยไปไหนเขาก็ไม่ว่า ลองพระปล่อยสักองค์ซีวัดป่าบ้านตาด แตกกระจัดกระจาย กระเทือนทั่วประเทศไทยและทั่วโลก ใครอย่าปล่อยหำนะพวกนี้น่ะ มันมีแต่พระปล่อยหำเดี๋ยวนี้น่ะ ให้พากันจดจำเอา ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ สติเป็นสำคัญ ท่านทั้งหลายอย่าลืม ใครมีสติดีผู้นั้นจะตั้งรากตั้งฐานได้ ถ้าสติติดแนบอยู่กับจิต กิเลสจะไม่เกิด กิเลสจะเกิดช่องสังขาร ปรุงขึ้นมาเรื่องอะไรเป็นกิเลสๆ เพราะอวิชชาหนุนมันออกมา ให้สังขารปรุงอย่างนั้นปรุงอย่างนี้ คิดอยากได้นั้นคิดอยากได้นี้ นี่ละทางของกิเลสได้แก่สังขาร ถ้าสติดีอยู่แล้วปิดปากมันไว้ไม่ให้มันออก มันจะมีอยู่เท่ากับท้องฟ้ามหาสมุทรก็เถอะ สติปราบได้อยู่ทีเดียว ไม่มีกิเลสตัวใดจะเหนือสติไปได้ จึงขอให้พากันตั้งสติให้ดี

นักภาวนาที่ตั้งสติดีๆ นั้น ผู้นี้จะก้าวได้เร็ว ตั้งรากตั้งฐานได้ต้องสติดี จิตใจไม่มีสิ่งรบกวน คือกิเลสไม่รบกวนเพราะมันเกิดไม่ได้ สติตีหัวมันไว้ เดี๋ยวจิตก็สงบๆ เมื่อมีอารักขา คือสติเป็นผู้รักษา ปัญญาก็ล้อมอยู่ สติเป็นสำคัญ ขั้นเบื้องต้นก็สำคัญ ทุกขั้นในธรรมทั้งหลาย จนกระทั่งถึงมรรคผลนิพพาน สติเป็นของจำเป็นมาก ก้าวขึ้นไปแล้ว สติกับปัญญากลมกลืนเป็นอันเดียวกันเป็นสำคัญ

อย่าสักแต่ว่าทำความเพียร เดินจงกรมอยู่ก็เถ่อโน้นเถ่อนี้จิตน่ะ มันออกได้ห้าทวีปนะจิต มันไม่ได้อยู่แหละ กิเลสพามันออกเอง ดันออกไปๆ ถ้าสติมีอยู่แล้วจะไม่ออก มันจะยกโคตรยกแซ่มาก็ตามเถอะกิเลสนี่ ออกไม่ได้ สติปราบอยู่ๆ เลยเทียว ที่พูดเหล่านี้เราได้ดำเนินมาแล้ว ไม่ใช่มาพูดปาวๆ หลอกพี่น้องทั้งหลาย เราก้าวมาแล้ว จะเป็นจะตาย เพราะวิธีการแห่งการรบกับกิเลสนี้ได้ใช้เต็มกำลังความสามารถ ถึงขนาดจะสลลไสลในบางครั้ง เรื่องความเพียรฆ่ากิเลสไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย อย่ามาทำเร่ๆ ร่อนๆ อยู่เฉยๆ ใช้ไม่ได้นะ ให้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ

ดูจิต จิตนี้เป็นตัวมหาภัย ในระยะเริ่มแรกมีแต่กิเลสเป็นมหาภัยครอบงำจิต เผาจิตตลอดเวลา เวลาสติเป็นน้ำดับไฟปราบเข้าไปๆ จิตก็ตั้งตัวได้ ตั้งตัวได้แล้วออกจากนั้นแน่นหนามั่นคง ก้าวทางด้านปัญญา ปราบกิเลสให้แหลกให้เหลวไปหมด จำให้ดีนะอุบายวิธีการเหล่านี้ไม่ผิด เราได้ผ่านมาเต็มกำลังความสามารถแล้ว ให้พากันจำ ตั้งใจปฏิบัติ

พวกญาติพวกโยมที่มาเข้าวัดเข้าวาก็ให้มีมารยาท บางคนมันมาตะกละตะกลามเห็นแก่กินอย่างเดียวมาในวัด ว่าไม่เห็นว่าไม่รู้หรือ รู้หมดนะนี่ แต่ไม่จำเป็นที่จะพูดออกมาก็ปล่อยไว้ตามประสีประสาคนตะกละตะกลาม เห็นแก่ได้แก่กิน มาในวัดมันไม่ได้ตั้งใจมาวัดนะ มันมากินมาดื้อมาด้านทุกอย่างนั่นแหละพวกตะกละตะกลาม พากันจำเอานะพวกนี้ ที่นี่เป็นที่ชำระซักฟอกกิเลสตัณหาตัวตะกละตะกลามละตัวสำคัญ ไม่ใช่มาสั่งสมกิเลสละ ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัติหน้าที่การงาน ในวัดนอกวัดก็ให้พากันดู เหมือนกับเป็นเจ้าของวัดด้วยกันทุกคน ดูแลความรับผิดชอบ ดู อย่างนั้นแล้วก็เรียกว่าเป็นผู้รักษาศาสนาด้วยกัน เอาละเทศน์เท่านี้ละ ให้พร

หลังจังหัน

เราตกลงไว้แล้วกับหมอ อะไรที่ส่งมาจากบริษัทใหญ่พวกเครื่องมือแพทย์ ให้หมอรับรองคุณภาพเสียก่อน เมื่อรับรองคุณภาพว่าดีแล้วจึงค่อยส่งบิลมาหาเรา เราไม่จำเป็นต้องไปดูเครื่องมือทุกเครื่องมือ ให้หมอรับรองคุณภาพว่าถูกต้องเรียบร้อยแล้วก็ส่งบิลมาหาเรา เราก็จ่ายบิลไปตามบริษัทนั้นๆ ก็สะดวกๆ ตลอดมาไม่มีอะไรขัดข้อง ถ้าสมมุติว่าเขาส่งมาผิดนี้ เขาก็ยอมรับ เขาส่งเครื่องใหม่มาเปลี่ยนให้ทันที ทุกโรงพยาบาลมันมีผิดพลาดบ้างที่เขาส่งเครื่องมือแพทย์มา ส่งมาผิด มาถึงทางนี้แล้วมันผิด ทางนี้ทวงคืนไป เขาก็รีบส่งมาแก้ไขทันที โรงพยาบาลไหนต่อไหนทางบ้านม่วงบ้านไหนมี เพราะเราช่วยโรงพยาบาล แหม เป็นร้อยๆ โรง

โอ๊ย เหนื่อย เหมือนมันปวดกระดูก มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ ปวดตามกระดูกตามเส้นตามเอ็น มาได้ ๕ วันแล้ว มันเป็นอยู่ในกระดูก ที่กระดูกมันติดมันต่อกันอยู่ ปวดตรงนั้นขัดตรงนั้น แล้วเส้นเอ็นเหล่านี้เจ็บ เอวไม่เคยเจ็บก็เจ็บ ไม่เจ็บมานานแล้วนะ คราวนี้เอวก็เจ็บ

เวลานี้เมืองไทยเราซึ่งเป็นลูกชาวพุทธ ทั่วไปจนกระทั่งถึงประเทศนอกประเทศนาที่ไหนเขาก็บอกว่า เมืองไทยนี้เป็นเมืองพุทธ ถือศาสนาพุทธ แต่การประพฤติปฏิบัติตัวกับคำว่าถือศาสนาพุทธนี้ไปคนละโลกนะ เพราะฉะนั้นจึงเตือนอยู่เรื่อยๆ มันถือสิ่งชั่วช้าลามกว่าเป็นของดิบของดีไปหมดแล้ว สิ่งที่ดีทั้งหลายตำหนิติเตียนแล้วก็ถูกทำลายไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็จะมีแต่ส้วมแต่ถานเต็มบ้านเต็มเมืองเรา ศีลธรรมไม่มีในบุคคลแล้วก็เป็นส้วมเป็นถานไปเท่านั้น ส้วมถานเป็นที่อยู่ของอะไรก็รู้กันแล้วนั่น ของที่โลกไม่พึงปรารถนากัน แต่มันขยับใส่กันพวกนี้ ขยับเข้าเรื่อย ห้าบาทๆ เข้าเรื่อย เห็นอันนี้แล้วเห็นเป็นห้าบาทๆ ด้วยนะ มันน่าทุเรศ

เราสอนโลกนี้เราสอนด้วยความเป็นธรรมล้วนๆ เราไม่มีอะไรกับโลกที่จะเป็นส่วนเสีย เป็นผลลบในการสอนของเราไม่มี เพราะเราได้รับผลมาจากการปฏิบัติเช่นนี้ ปฏิบัติยังไงได้ผลยังไง ได้ผลเป็นที่พอใจขนาดไหน เราก็สอนตามลำดับลำดาที่จะสามารถปฏิบัติได้ เพื่อความเป็นคนดีเป็นขั้นๆ ขึ้นไป เราสอนอยู่นี่ ทีนี้โลกสกปรกมันก็มาโจมตีธรรมที่สะอาดชะล้างสิ่งสกปรก เวลานี้โลกกำลังมาโจมตีธรรม เราเห็นได้อย่างชัดเจน

อย่างนายสมัคร สุนทรเวช นั่น บอกถึงขนาดว่าเราขาดจากพระนะ ว่าเราไปวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ฟังซิ เท่ากันกับรัฐบาลนี้เหนือธรรมของพระพุทธเจ้าทุกแบบทุกฉบับ จึงไปแตะเขาไม่ได้ เขาเลิศเลอยิ่งกว่าธรรม เห็นได้อย่างชัดเจน อย่างที่เราเตือนนั่น นี้เราเตือน ความบกพร่องคือความสกปรก ความเสียหายของชาติบ้านเมือง รัฐบาลก็อยู่ในท่ามกลางของชาติ ปกครองดูแลรักษาชาติก็คือวงรัฐบาล เมื่อเห็นไม่ดีงามตรงไหนบ้างเราก็เตือนเข้าไป เพื่อจะได้แก้ไขสิ่งที่บกพร่องนั้นให้ดีงามขึ้นไปอย่างนั้นต่างหาก เราไม่ได้ไปทำลาย

เพราะฉะนั้นที่ว่าเราไปวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แล้วปรับเราถึงขนาดขาดจากพระนะ นายสมัคร สุนทรเวช มันไปเรียนหนังสือมาจากคัมภีร์ไหนก็ไม่รู้ พระที่จะต้องขาดจากพระเป็นเพราะเหตุไร คำวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเป็นคำเตือนด้วยความเป็นธรรมล้วนๆ จะเอาอะไรมาขาดจากความเป็นพระ ไอ้ผู้ที่ว่านั่นมันขายตัวของมันเอง มันไม่เคยดูหนังสือไม่เคยกราบพระตั้งแต่มันเกิดมาก็ว่าได้ มันถึงได้ตำหนิอย่างนี้ได้ลงคอ

เราทำประโยชน์ให้โลกมา เฉพาะอย่างยิ่ง ๗ ปีนี้เต็มเหนี่ยวเลย สละทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นตายเราไม่เคยสนใจ เราทำประโยชน์ให้โลกขนาดนี้ ตรงไหนมันก็มีบกพร่องเหมือนกัน ธรรมะก็ต้องเตือนเข้าไปตามจุดที่บกพร่องเพื่อความแก้ไข ส่วนที่ดีแล้วก็ไม่ไปแตะก็ดีแล้ว นอกจากชมเชยเท่านั้น ที่ไปวิพากษ์วิจารณ์นั่นก็คือไปเตือนนั่นเองจะเป็นอะไร เพื่อให้แก้ไขดัดแปลงสิ่งที่ไม่ดีให้ดีขึ้น แล้วก็มาเป็นโทษถึงขนาดขาดจากพระ หลวงตาบัวขาดจากพระ เพราะไปวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล รัฐบาลมันเลิศเลอมาจากไหน เหนืออรรถเหนือธรรมมาจากโลกไหน ถึงแตะกันไม่ได้เตือนกันไม่ได้ นี่ที่มันน่าทุเรศเอานักหนานะ พิจารณาซิ

การแนะนำสั่งสอน เราเพื่อผลบวกทั้งนั้นไม่มีคำว่าลบ ที่จะไปแตะต้องสิ่งใดด้วยความเป็นผลลบ เราสอนให้เป็นผลลบไม่มี มีแต่สอนให้เป็นผลบวก นี่มันก็ทุ่มผลลบเข้ามาเข้าใจไหม ทุ่มผลลบเข้ามาใส่เรา ถึงขนาดขาดจากพระละนะหลวงตาบัว ให้เข้าใจกันนะ เขาว่างั้น นายสมัคร สุนทรเวช ว่าเราขาดจากพระแล้วเวลานี้ ท่านทั้งหลายจะกราบหรือไม่กราบก็แล้วแต่ หลวงตาบัวนี้ไม่ใช่หลวงตาบัวแล้วละ เขาว่าอีตาบัว ขาดจากพระไปแล้ว เพราะไปวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล มันสลดสังเวชไหมเรื่องอย่างนี้ มันหยาบขนาดไหนคนๆ นี้

ความมุ่งหมายของมันเราก็ทราบ มันประจบประแจงพวกที่อำนาจบาตรหลวงป่าๆ เถื่อนๆ นั้นแหละ ดูว่าเวลานี้เขากำลังจะสมัครเป็นสอวอแสแวอะไร เกิดมาตั้งแต่โคตรพ่อโคตรแม่หลวงตาบัวก็ไม่เคยได้ยิน สอวอแสแวอะไร นี่มันกำลังจะสมัคร ส.ว. มันก็มาเหยียบหัวหลวงตาบัว ปัดหลวงตาบัวจากความเป็นพระ เพราะไปวิพากษ์วิจารณ์จุดใหญ่ของมัน ที่มันจะเข้าไปประจบประแจงเลียแข้งเลียขาเขา อยากเป็นนั้นอยากเป็นนี้เพื่อเขาจะได้ยัดเข้าใส่ส้วมใส่ถานนั่น เข้าใจไหมล่ะ เข้าส้วมเข้าถานแล้วไม่มีวันออก จับหางดึงออกยังไม่ออกพวกนี้ พวกเข้าส้วมเข้าถานคือความสกปรก ในความประพฤติหน้าที่การงานไม่สะอาด นี่ก็เตือนเข้าไปตามเรื่อง ให้เป็นความสะอาดสะอ้าน เราเป็นจุดศูนย์กลางที่ให้เป็นคติตัวอย่างแก่ประชาชน ให้เป็นความร่มเย็นแก่ประชาชน อย่าให้เขาเดือดร้อนในเหตุที่ไม่ควรจะเป็น แต่เราฝืนทำไปหน้าด้าน ธรรมะก็เตือนเข้าไปบ้างอย่างนั้น แล้วผิดที่ตรงไหน พิจารณาซิ

เราสลดสังเวชนะ ทำประโยชน์ให้โลกมาเต็มสัดเต็มส่วน ไม่มีอะไรติดหัวใจเราเลย ที่เราจะยึดเอาโลกมาเป็นอะไรๆ เราไม่มี เราหมดโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือ มีแต่ธรรมล้วนๆ สอนโลก ให้พากันพิจารณานะ เหล่านี้มันหยาบโลนขนาดไหน มันถึงมาว่าอย่างนั้นได้ลงคอ การตักเตือนสั่งสอนว่าวงรัฐบาล เทวบุตรเทวดาอิทร์พรหมธรรมท่านสอนได้ทั้งนั้น ทำไมวงรัฐบาลนี้วิเศษวิโสมาจากที่ไหนธรรมจึงเตือนไม่ได้ นี่ซิอยากถามผู้มาว่าให้ มาปรับเราจนถึงขนาดขาดจากความเป็นพระ ขาดความเป็นพระไปเพราะเตือนรัฐบาล

แล้วรัฐบาลเลิศเลออะไรไม่เห็นชี้แจงออกมาให้เราทราบ เขาเลิศเลอทุกสิ่งทุกอย่างแล้วไม่มีอะไรบกพร่องแล้ววงรัฐบาล ท่านไปวิพากษ์วิจารณ์เขาหาอะไร ปรับท่านให้ขาดจากพระเพราะท่านวิจารณ์อย่างนั้นๆ ว่าเขาไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เขาดีทั้งหมด ท่านวิพากษ์วิจารณ์หาเหตุหาผลไม่ได้ ควรปรับให้ท่านขาดความเป็นพระนี้ก็สมควร การที่เราเตือนเตือนที่บกพร่องต่างหากเตือนโลกเตือนสงสาร เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมธรรมท่านสอนได้ทั้งนั้น ทำไมในเมืองไทยเราซึ่งเป็นเมืองชาวพุทธแล้วเตือนกันไม่ได้มีอย่างเหรอ ถ้าอย่างนั้นศาสนาก็ไม่มีในเมืองพุทธ มันก็มีแต่หมาเต็มบ้านเต็มเมือง

ไปที่ไหนกัดฉีกกันไป ยื้อแย่งแข่งดีแข่งชั่วทั้งนั้น จนมองดูไม่เห็นแล้วเวลานี้ธรรมะ มีแต่ความตะกละตะกลาม ความดีดความดิ้น เพื่อลาภเพื่อยศเพื่อความสรรเสริญเยินยอ จะเป็นจะตายก็ตามขอให้ได้อย่างนั้นเป็นพอ แต่มันจะได้หรือไม่ได้ก็ไม่รู้นะไอ้ผู้ที่ตะเกียกตะกาย เห็นว่ามันจะเลยเถิดเลยแดน จะทำความเดือดร้อนแก่ส่วนรวมก็เตือนเข้าไปๆ เพราะธรรมนี้ไม่เคยทำลายใคร มีแต่การส่งเสริมให้ดีขึ้นเท่านั้น อะไรไม่ดีก็ดัดก็แปลงกันไป เรื่องธรรมเป็นอย่างนี้

นี้เราอดสลดสังเวชไม่ได้นะ เพราะเราทำประโยชน์ให้โลกนี้มาขนาดไหนพี่น้องทั้งหลายก็ทราบ เงินบาทหนึ่งเราไม่เคยติดเนื้อติดตัว ออกช่วยโลกทั้งหมด หลวงตาบัวถ้าหากว่าจะเก็บจะสั่งสม หลวงตาบัวจะมีสักกี่พันกี่หมื่นล้านเงินน่ะ เป็นเศรษฐีหรือขั้นมหาเศรษฐีเงินก็ได้ แต่ธรรมนั้นแห้งผาก เราไม่ต้องการเศรษฐีเงิน เราต้องการแต่ความเป็นเศรษฐีธรรม ที่เราดำเนินอยู่นี้ดำเนินทางด้านธรรมะเพื่อสอนโลกสงสาร แต่เราก็ไม่เอาเศรษฐีธรรม ธรรมเราพอแล้วในหัวใจเราเราไม่เอา เราสอนโลกเพื่อให้เป็นผลเป็นประโยชน์

ควรจะคิดจะอ่านบ้างเป็นผู้ใหญ่ เป็นถึงผู้ว่าฯกทม.ก็เคยเป็น ทำไมจึงมาขายโง่ให้โลกเขาได้เห็นชัดเจนอย่างนี้ มันอดคิดไม่ได้นะมาขายโง่ ถึงขนาดปรับหลวงตาบัวให้ขาดจากพระ เพราะไปวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หลวงตาบัวผิดตรงไหนการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล รัฐบาลเลิศเลอมาจากไหน ไม่มีอะไรบกพร่องหรือที่ธรรมจะเตือนไม่ได้ รัฐบาลนี้ก็อยู่ในโลกสมมุติที่ควรจะรับอรรถรับธรรมได้นี่นะ ทำไมจึงต้องใหญ่โตถึงขนาดธรรมเข้าไปแตะไม่ได้ นี่มันน่าคิดไหม ไอ้คนๆ ที่มาว่าอย่างนี้ มันขายตัวเองขนาดไหน ฟังซิน่ะ ลงมาเหยียบหัวพุทธศาสนานั่นเอง

เราก็เป็นตัวแทนของพุทธศาสนา สอนธรรมไปตามหลักพุทธศาสนาไม่ผิดเพี้ยนไปที่ไหนเลย แทนที่จะคิดสะดุดใจแล้วปฏิบัติตามบ้างตามอรรถธรรมที่ท่านสอน กลับพลิกตาลปัตร ผู้มาสอนนั้นแหละเป็นผู้มีโทษใหญ่หลวงถึงขนาดขาดจากพระ ฟังซิน่ะ เพราะไปวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เราก็รู้แล้วว่ารัฐบาลเป็นยังไง ใครก็รู้อยู่ทั้งโลก เราก็เคยประกาศเตือนรัฐบาล นี่ละเรียกว่าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เราเคยเตือนรัฐบาลเสมอ เราเป็นจุดศูนย์กลางประชาชนเขาไว้วางใจ มีอะไรๆ เขามาพูดให้เราฟังๆ เราก็พูดไปตามหลักเกณฑ์ที่เขาพูดให้ฟังอย่างไรบ้าง พูดอันนั้นเตือนรัฐบาลเราก็เตือน เพราะเขาตำหนิรัฐบาล

ถ้าหากว่าเขาชมรัฐบาลกันทั้งประเทศ แต่หลวงตาบัวคนเดียวมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตำหนิรัฐบาล สมควร เอาให้มันขาดหมดทั้งโคตรทั้งแซ่ขาดจากพระหลวงตาบัวนี้ เรายอมรับเลย แต่นี้มันไม่มี คนทั้งโลกเขาก็มีหูมีตา ไอ้เราผู้เป็นที่ไว้ใจของประชาชนที่เขามาร้องทุกข์ให้ฟังประเภทต่างๆ ในเรื่องของวงรัฐบาลที่ทำความเดือดร้อนแก่ประชาชน ประชาชนเขาเอือมระอารัฐบาลชุดนี้มากว่าอย่างนั้น เราก็พูดตามหลักความจริงไม่หาเรื่องมาโกหก อย่างนี้จะว่าเราวิพากษ์วิจารณ์หรือ เราเตือนรัฐบาลสอนรัฐบาล นำความรู้สึกของประชาชนที่เขาได้รับความเดือดร้อนเข้ามาหาเรา แล้วไปเตือนรัฐบาลให้แก้ไขดัดแปลง อย่างน้อยให้พอสมควรก็ยังดี

นี้ไปแตะไม่ได้เป็นยังไง แต่การกลืนการรีดการไถ การเป็นบ้าอำนาจบาตรหลวงใครจะมากกว่าวงนี้ เป็นอย่างนั้นแล้วประชาชนเขาตำหนิไม่ได้เหรอ เรานำเรื่องประชาชนที่ตำหนิมาเตือนรัฐบาลเป็นความเสียหายที่ตรงไหน ธรรมสอนโลกไม่ได้จะสอนใคร สอนหมามันก็ไม่รับ สอนคนคนก็ไม่รับ แล้วคนก็เลวกว่าหมาอีกเท่านั้นเอง ให้พากันเข้าใจ ให้พากันตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เรานี้ไม่เคยหวั่นในเรื่องใดๆ ทั้งนั้นในสามแดนโลกธาตุนี้ เรียกว่าไม่มีอะไรที่จะให้หวั่น หมด ข้ามไปโดยประการทั้งปวง สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ สูญเปล่าหมดโดยประการทั้งปวง ไม่มีอะไรเหนือวิมุตติธรรม นี้ก็เอาธรรมจากวิมุตติธรรมมาสอน เมื่อรับไม่ได้แล้วก็หมด หมดคุณค่าชาติไทยเราทั้งหมด นับแต่รัฐบาลลงมาแตะไม่ได้ว่างั้น แตะเป็นขาดจากพระทันทีเข้าใจเหรอ

ถ้าใครอยากขาดเป็นพระๆ ให้ไปเตือนรัฐบาล จะขาดหมดเลยพระทั่วประเทศไทยไปเตือนรัฐบาลไม่ได้ ขาดจากพระหมด มีหลวงตาบัวเป็นตัวอย่าง นี่ไปวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ไอ้สมัคร สุนทรเวช มันก็มาปรับโทษถึงเราขาดจากพระ ถ้าพระไปทำอย่างแบบเรานี้เดี๋ยวมันจะไปปรับโทษให้ขาดจากพระทั้งหมด เมืองไทยเราเลยไม่มีพระ ก็มีแต่หมาเต็มบ้านเต็มเมืองนั่นละ เข้าใจหรือ ไอ้นี่น่าจะเป็นหัวหน้าหมาก็ได้ เอาละพอ

เรายกตัวอย่างให้รู้จักผิดจักถูก เราได้ชมไอ้หมีกับไอ้ปุ๊กกี้เรา ไอ้ปุ๊กกี้มันเป็นนิสัยอย่างนั้น เป็นนิสัยอันนั้น มันชอบรังควานเขา ชอบขู่เขา ชอบอำนาจไอ้ปุ๊กกี้น่ะ ทีนี้มันปุ๊บปั๊บไปทำอะไรกับไอ้หมี ตามธรรมดาไอ้หมีเขาจะไม่ถือสีถือสากับไอ้ปุ๊กกี้เลย เขาถือเหมือนเด็ก ไล่กัดเขาก็วิ่งหนีเลย นิสัยของไอ้หมีนี่สำคัญดีอันหนึ่ง ไม่ถือสีถือสากับเด็ก ยิ่งเจ้าของเขามา พรสวรรค์เขามา เขาจะไปเฝ้าอยู่กับเจ้าของ ไอ้หมีผ่านมาไม่ได้ไอ้ปุ๊กกี้ไล่กัดเขาก็วิ่งหนี วิ่งเตลิดเปิดเปิงไปเลย เขาไม่เล่นด้วย นั่นละเป็นอย่างนั้น ทีนี้อยู่ๆ ก็ไปกัดเขาละซิ ไปทำอะไรไปกัดเขาเคยแผ่อำนาจ เคยแผ่อำนาจกัดเขา เขาเจ็บเขาก็วากวีกละซิที่นี่ เขาเจ็บว่าไง เขาทนไม่ไหวเขาก็เลยวากวีกใส่ไอ้ปุ๊กกี้นั่นละ เขาก็ไม่ได้กัดแหละเขาวากวีกเฉยๆ

สองตัวนี่ทะเลาะกันแล้ว เอาละนะ เอาๆ ไปเรียกไอ้ปุ๊กกี้มาเดี๋ยวนี้ เอาไม้มา ให้พระท่านเอาไม้มา ไอ้ปุ๊กกี้วิ่งเข้าไปอยู่นู้น ไปจับมาไปอุ้มมาวางไว้ตรงนี้ มาวางนี้เราก็จับหูมันไว้แล้วก็ไม้เรียวเราหวดลง ๔ เปี๊ยะ ตีให้เจ็บนะไม่ใช่ตีธรรมดา ตีสั่งตีสอน จับหูเขาไว้แล้วก็ไม้เรียวหวดเปี๊ยะๆ ถึง ๔ หน เขานิ่งเลย ไม่ร้องอี๊กๆ แอ๊กๆ เลย เงียบเลย จากนั้นก็จับไอ้หมีมา จับหูไอ้หมีแล้วก็ฟาดไอ้หมี ๓ ไอ้หมีเอาเพียง ๓ เพราะมันบังเอิญให้เวิกวากใส่ไอ้กี้ ตีทั้งสองตัวนี้ ไอ้หมีตี ๓ หน ไอ้ปุ๊กกี้ตี ๔ หน ให้เจ็บเท่ากันไม่ร้องสักคำนะ เงียบเลย

พอตีเสร็จแล้วไอ้ปุ๊กกี้วิ่งเข้ามาคงหัวเสียละท่า เขาจะเข้ากรงเขา แต่กรงปิดไว้เข้าไม่ได้ ส่วนไอ้หมีเขายังสบายเล่นอยู่กับคนที่ตี เขายังยอมรับผิดเขา ตั้งแต่นั้นมาไม่ปรากฏว่าหมาสองตัวนี้ทะเลาะกัน นั่นเห็นไหม นี่เราพูดอะไรมาถึงที่นี่ล่ะ (หมามันดีกว่าคน) หมามันดีกว่าคนเป็นยังไง หมาดีกว่าคือตีมันยอมรับผิดใช่ไหมล่ะ คนนี้มันว้อๆ ว่างั้นใช่ไหม เอาละเข้ากันได้แล้ว

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก