เทศน์อย่างนี้เราก็ไม่เคยเป็นแต่ก่อน
วันที่ 30 กันยายน 2548 เวลา 8:20 น. ความยาว 44.44 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

เทศน์อย่างนี้เราก็ไม่เคยเป็นแต่ก่อน

         เมื่อวานนี้ โธ่ ไปไกลนะ ไปส่งอาหารโรงพยาบาล ไม่ได้ไปนานแล้ว เห็นเขามาเอาของที่โกดังนี่หนหนึ่ง บุ่งคล้า นู่นทางบ้านแพง เมื่อวานนี้เลยตั้งหน้าไป ออกจากนี้บึ่งเลยเชียว ถึงบุ่งคล้าทางมัน ๒๔๔ กิโล ถึงโรงพยาบาล ๒๔๔ กิโล มันไกลนะ อันนี้เราเคยสร้างบ้านพักเจ้าพนักงาน ๓ ชั้น เดี๋ยวนี้กำลังสร้างบ้านพักเจ้าหน้าที่ที่ศรีเชียงใหม่หนึ่ง อุบลรัตน์หนึ่ง สร้างพร้อมกัน เวลานี้กำลังสร้าง หลังนั้นผ่านมาได้สองปีแล้ว แล้วเมื่อวานนี้สงสารเขาไม่ได้ไปนาน เห็นเขามาขออาหารอะไรไปโรงพยาบาล เมื่อวานเลยตั้งหน้าไปเลย ไปส่งสิ่งของเขา ไม่ลงรถนะ ตั้งหน้าไปส่งของเฉยๆ ไปส่งของแล้วเขาจะนิมนต์ให้ลง ไม่ลง ที่นี่สู้รถเราไม่ได้ รถเราดีกว่านั้น เพราะฉะนั้นเราถึงไม่ลง อย่างนั้นละมันพูดได้ทุกแบบ พอจากนั้นก็บึ่งเลย เมื่อวานไกล ๒๔๔ กิโล เป็น ๔๘๘ ไม่ใช่เล่น ทั้งไปทั้งกลับ ๔๘๘ กิโลเลยอยุธยาละมังทั้งไปทั้งกลับนะ ขนาดอยุธยาละมั้ง ๔๐๐ มันอยู่ที่สระบุรี  

         นั่นละๆ วันหนึ่งๆ เดินทางใกล้เมื่อไร ไกล เพราะความสงสารโลกนั่นเอง วันนี้ไปโรงนี้วันนั้นไปโรงนั้น ถ้าเป็นวันราชการนะ วันเปิดราชการไปโรงนั้นไปโรงนี้ ถ้าวันหยุดราชการมักไปวัดนั้นวัดนี้ วันนี้ก็จะไปอยู่ วันนี้วันราชการเปิดอยู่ ไปโรงพยาบาล ไปดูแคตตาล็อกนะ คือไปโรงพยาบาลไหนแล้วๆๆ และห่างระยะกันแค่ไหนๆ จะไปตามระยะให้พอดีๆ ส่วนมากก็อยู่ในเขตหนึ่งเดือนไปทีหนึ่ง เราต้องดูแคตตาล็อกก่อนจะไป ที่ไหนห่างมากก็ไป นู่นน่ะตั้งแต่ชัยภูมิมานะไม่ใช่เล่น ชัยภูมินี้เราก็ได้ให้พิเศษอยู่สองโรง นอกนั้นก็ให้เสมอกันหมด ธรรมดาๆ ชัยภูมินี้ให้พิเศษสองโรง คือไปเราวัดเข็มไมล์ไป ให้รู้ระยะสั้นยาวแค่ไหน

         ผ่านชัยภูมิโรงพยาบาล ภักดีชุมพล เทพสถิต เทพสถิตนี้ไกลไปอีก ๑๓ กิโล ไกลกว่าภักดีชุมพล รวมแล้วทั้งสองแห่งนี้ตั้ง ๓๓๔-๓๓๕ กิโล เมื่อเราเทียบจากนี้ไป ผ่านโคราชไปสูงเนิน ไปถึงเขตสีคิ้วนู่นน่ะ ทางระยะนู้นกับระยะนี้มันพอๆ กันเท่ากับเราไปสูงเนิน สีคิ้ว ไปกลับเหมือนกันนี่ละให้พิเศษ อันนี้เราให้พิเศษ ปัจจัยก็ให้ ไม่แน่นัก แต่ถ้าไปไกลๆ อย่างนั้นให้ๆ ไม่สงสัย อย่างเมื่อวานนี้ให้เขาสองหมื่น เอาของลงเรียบร้อยแล้วก็ให้ปัจจัยหมื่นห้าสองหมื่น ไปอย่างนี้เรื่อยๆ

         เราไปมันได้พิเศษ อาหารสดก็มีไปเอาตามทาง พวกไก่เขาขายตามข้างถนน มีเท่าไรเอาหมดเลยนะ เขาขายเป็นแถว ลงจอดๆ มีเท่าไรขนขึ้นรถหมดเลย ไม่นับว่าเท่าไร เอาหมด ไปที่ไหนเอาหมดเลย เป็นอย่างนั้น พวกไกลๆ ให้ปัจจัยๆ ทั้งนั้น ถ้าใกล้ๆ ธรรมดาก็ไม่ให้แต่ก็ไม่แน่นัก ถ้าหากมองดูแล้วมันอะไรไม่แน่ใจ ให้ เวลานี้กำลังสั่งรถที่ภูหลวง เราเคยส่งเป็นประจำเราสงสาร ภูหลวงลึกๆ ในเขา แต่มันเป็นทุ่งนาเข้าไปลึกๆ ส่วนภูเรือนั้นกลางเขาจริงๆ เข้าไปกลางเขา อันนี้ให้เป็นประจำ ภูหลวงเขาก็ขอรถพยาบาล เราให้เลย เพราะเราคิดอยากจะให้อยู่แล้ว ดูสภาพมานาน ที่นี่ก็ที่แคบเหมือนกัน แต่มันก็เป็นกรรมของโรงพยาบาล หรือกรรมของเราก็ไม่ทราบ แคบ เราก็บอกให้เขาติดต่อกับเจ้าของที่เขา ที่ติดกับโรงพยาบาลแล้วซื้อที่ เราก็จะขยายให้ แต่เขาไม่ขาย ทีนี้เมื่อเขาไม่ขายก็หมดปัญญา ตกลงโรงพยาบาลภูหลวงเลยแคบอยู่อย่างนั้น เราก็สงเคราะห์อย่างอื่นไป นี่ก็กำลังสั่งรถพยาบาลให้คันหนึ่ง ยังไม่ตกนะ รถนี่ไม่ขาดๆ

         วันเสาร์วันอาทิตย์ส่วนมากไปวัดนั้นวัดนี้ ถ้าวันราชการไปโรงพยาบาลนั้นโรงพยาบาลนี้ ส่งของเรื่อยๆ อย่างนั้น ของนี้มาไว้ในโกดังเต็มเอี๊ยดๆ นะ คืออะไรๆ ที่จะให้โรงพยาบาลเป็นประจำไม่ให้ขาดต้องสั่งมาให้เต็ม ให้ได้ทุกโรงๆ เลย ส่วนที่เราไปก็ไป เราไปเราก็เอาพิเศษของเราต่างหากไป ส่วนที่โรงพยาบาลไหนมาเอาไปได้เลย เวลากลับไปก็เติมน้ำมันรถให้ทุกคัน ใกล้ไกลเติมให้เต็มถังๆ นานอยู่นะเราเห็นรถถังน้ำมันใหญ่ รถมันไปไหนมีแต่เป็นถังๆ ใหญ่ๆ เต็ม เขาว่าถังน้ำมัน น้ำมันอะไร น้ำมันรถ

         พอดีมันไปสัมผัส เราก็ไม่เคยถามละ อะไรเท่าไรหมดไปเหลือไปเท่าไรไม่เคยถาม ถ้าเราถามอย่างนั้นเราทำไม่ได้ เราไม่คำนึงถึงการหมดการยังอะไร มีแต่ให้ๆ ทีนี้ถามเขาบอกว่าถังน้ำมัน ๒๐๐ ลิตร พอดีก็เลยถาม เอ้อน้ำมันนี่เดือนหนึ่งที่เติมน้ำมันให้รถโรงพยาบาลต่างๆ นั้น เดือนหนึ่งหมดไปเท่าไร เขาบอกห้าแสนกว่า เดี๋ยวนี้ไม่อยู่นะ น้ำมันขึ้นราคาแล้ว นี่เราถามตั้งแต่ยังไม่ขึ้นราคา มันจะร่วมล้านแหละ การบริจาคเราเอาจริงเอาจังมากนะ การเอาจริงเอาจังเพราะความเมตตาครอบโลกธาตุของเล่นเมื่อไร

         เพราะฉะนั้นเราจึงอยากให้พี่น้องทั้งหลายได้มองเข้าไปนี้ให้เห็น ท่านทั้งหลายจะหงายเลยธรรมพระพุทธเจ้าเลิศขนาดไหน อัศจรรย์ขนาดไหน หงายเลยละ แต่ธรรมท่านไม่ตื่นเต้น ไอ้ผู้ไปดูซิมันหงาย ธรรมท่านมีเหมือนไม่มี เรียกว่าธรรม  ไว้ใจได้ทุกอย่าง ไม่ผาดไม่โผนโจนทะยาน เสมอตลอด ธรรมแท้เป็นอย่างนั้น ใจดวงนี้แต่ก่อนก็เหมือนท่านๆ เราๆ ที่เป็นขึ้นจากใจนี้เพราะอำนาจของธรรมนั่นเอง ที่เป็นขึ้นในใจ นี่ที่ธรรมท่านว่าเลิศเลอๆ โลกทั้งหลายกราบธรรม คือธรรมชาตินี้แหละ เมื่อจิตเข้าไปสัมผัสปั๊บนี่มันจะติดกันไปเลย คืออันนี้มันเหนือทุกอย่าง

         มันจะติดจะพัน ศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใส ใจเป็นหลักเป็นเกณฑ์ดูดดื่มในธรรมนี้แน่นหนามั่นคงเข้าไปเรื่อยๆๆ นี่ละธรรมเป็นอย่างนั้น ถ้าเข้าสู่ใจจิตใจจะอ่อนนิ่มไปหมด จิตใจมันแข็งเหมือนยักษ์เหมือนผี เหมือนฟืนเหมือนไฟ พอธรรมแทรกเข้าไปนี้จะอ่อนลงไปทันที ท่านจึงเรียกว่าน้ำดับไฟ เป็นอย่างนี้เอง เห็นในใจตัวเอง ภาวนาเราเคยเล่าให้บรรดาลูกศิษย์ฟัง เกิดอัศจรรย์ครั้งแรกตั้งแต่ชีวิตเกิดมาว่าอย่างนั้นเถอะ ก็มาบวช แล้วใจมันชอบภาวนา เห็นท่านพระครูท่านเดินจงกรมที่วัดโยธา เราเป็นนาค

         ตอนเช้าตอนตีสี่ตีห้าท่านลงเดินจงกรมเดินไปเดินมา เราก็ดู แล้วถามท่าน เราอยากภาวนา อยากภาวนาจะให้ภาวนาธรรมบทใด ท่านบอกว่า เอ้อ เอาพุทโธละนะ เราก็ชอบพุทโธ นั่นละเอานั้นมา ภาวนาก็สะเปะสะปะไป ทีแรกตั้งสติก็ดีอยู่ภาวนา แล้วสักเดี๋ยวสติหายเงียบ แล้วก็หลับไป นอนไป เป็นประจำ หากทำอยู่อย่างนั้น ทีนี้บทเวลามันจะเป็น มันแปลกอยู่นะ นี่ละเราไม่คาดไม่คิด พอพุทโธๆๆ เหมือนเราตากแหไว้นี่ พุทโธๆ คือจอมแห พอเรากำหนดพุทโธๆ มีสติติดอยู่กับพุทโธๆ จึงเป็นเหมือนดึงจอมแหเข้ามา แล้วตีนแหค่อยหดเข้ามาๆ ลักษณะอาการของจิตที่หดตัวเข้ามาๆ เหมือนเราดึงจอมแห ตีนแหหดเข้ามา

         ทีนี้ก็ทำให้เกิดความสนใจหนักเข้า พุทโธถี่ยิบ สติตั้งลงๆ อันนั้นหดเข้ามาๆ พอเข้ามาถึงที่ก็เรียกว่าหดเข้ามาเต็มที่แล้วก็เรียกว่าเป็นกองแห ใช่ไหมล่ะ อันนี้เป็นกองของความรู้ในจุดนั้น พอเข้ามาถึงนั้นกึ๊กเท่านี้ โถ อัศจรรย์นะ โลกธาตุนี่มันว่างไปหมดเลย เหลือแต่จุดอัศจรรย์อยู่ในท่ามกลาง ตื่นเต้นก็เราไม่เคยเป็น มันตื่นเต้น ความตื่นเต้นเลยไปกระตุกความอัศจรรย์ให้ถอยออกมาเสีย ได้เท่านั้นไม่มากนักนะ วันนั้นทั้งวันเลยจิตจะป้วนเปี้ยนๆ อยู่นี้ ไม่ไปไหน พอกลางคืนฟัดใหญ่ ไม่ได้เรื่อง จะเอาให้ได้อย่างนั้น ฟัดใหญ่ ไม่ได้เรื่องๆ

         นั่นละอัศจรรย์ทีแรกในชีวิต โถ เป็นอย่างนี้หรือธรรม ใจของเราไม่เคยเห็น แสดงความอัศจรรย์ขึ้นในวันนี้ ขึ้นนี้เลยนะ อู๊ย ใจดวงนี้เป็นอย่างนี้เอง แล้วพยายาม ไม่ได้นะ คือเราไปหมายอดีตที่เราเคยเป็นมา พอจิตภาวนามันมุ่งแต่อดีต ผลที่เคยได้มาแล้ว มันเป็นสัญญาอารมณ์ไปแล้ว มันไม่อยู่กับปัจจุบัน ก็ไม่ได้ ทีนี้พอทำไปๆ เมื่อมันไม่ได้แล้วจิตมันก็จืด จืดจางกับความหมายว่าจะให้ได้ๆ มันก็ถอยเข้ามา แล้วเข้ามาในวงปัจจุบันโดยไม่รู้ตัว ไม่เป็นอารมณ์ ภาวนาเป็นอีก อัศจรรย์อีก พอจากนั้นแล้วก็เป็นบ้าอีก มันก็ไม่ได้

         จนกระทั่งจืดทีไรจากสัญญาความสำคัญมั่นหมายที่เคยเป็นมานั้น มันจืดเข้ามาๆ จางเข้ามาแล้วเป็นปัจจุบัน เป็นอีก ตั้งแต่เรียนหนังสืออยู่ ๗ ปีเป็น ๓ หน แต่ฝังลึกมากนะ อันนี้แหละที่มันทำให้จิตใจเรามุ่งต่อแดนนิพพาน พอจากเรียนแล้วภาคปฏิบัติจะเอาให้ได้ ว่าอย่างนั้นเลย จิตดวงนี้จะเอาให้ได้ อย่างไรจะเอาให้ได้ จิตดวงที่เป็นมา ๓ ครั้งนี่นะ ไปก็ฟัดใหญ่เลย มันก็ได้จริงๆ เพราะมันเอาทั้งวันทั้งคืนเลย นั่นละเรื่องจิตเกิดความอัศจรรย์มันตื่นตัวทันทีนะ ตั้งแต่เราเกิดมาเราไม่เคยเห็น มีแต่จิตดวงนี้เป็นบ๋อยเขา เป็นบ๋อยสิ่งนั้นสิ่งนี้ อารมณ์ต่างๆ เป็นบ๋อยเขาทั้งนั้น มันไม่ได้เป็นใหญ่ เวลานั้นเป็นใหญ่ โลกธาตุมันว่างไปหมด อยู่ในท่ามกลางเหมือนท่ามกลางมหาสมุทร จุดนี้เป็นจุดอัศจรรย์อยู่ท่ามกลาง นอกนั้นว่างไปหมดเลย เรายังเป็นภาพไม่ลืมนะ

         นี่ละการภาวนาเป็นของแปลกประหลาดนะ เพียงเป็นเท่านั้นมันฝังลึกนะ  เรียกว่าอจลศรัทธา ศรัทธาไม่หวั่นไหวฝังลึก ไม่ถอนนะ ฝังลึกๆ ลงไป จนกระทั่งขยับนี้พอได้นี้แล้วก็เอาไปเรื่อยๆ เลย นี่รากฐานมาจากที่ภาวนาเบื้องต้นที่มันเป็นขึ้นมา มันทำให้ดูดดื่ม มันทำให้จิตใจเชื่อฝังลึกๆ เรียกว่าอจลศรัทธา จากนั้นก็เอาใหญ่ละ พอออกปฏิบัติแล้วมีหน้าที่อันเดียว เพราะเรามันมีนิสัยอย่างนั้นนะ ถ้าว่าทำอะไรทำอย่างนั้น อย่างอื่นมายุ่งไม่ได้ ว่าดิ่งลงตรงไหนตรงแน่วๆ เลย หมุนไปทางไหนตรงแน่วๆ เลย

         นี้ก็ออกภาวนาตรงแน่วเลย ตั้งแต่วันออกภาวนา พรรษา ๗ สอบเปรียญได้แล้วออกเลย ถึงพรรษา ๑๖ มีตั้งแต่ภาวนาอย่างเดียว งานอื่นใดมายุ่งเราไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเราจึงไปหาอยู่คนเดียวๆ ไม่ให้มีงานใด มีแต่งานจิตกับภาวนาอยู่นี้เท่านั้นๆ เอาอย่างจริงอย่างจังมากทีเดียว ตั้งแต่พรรษา ๗ ถึงพรรษา ๑๖ ใช่ ๙ ปีเต็มๆ นี่ที่ว่าตกนรกทั้งเป็น ตกจริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา เพราะความมุ่งมั่นนี่ทำให้รุนแรงทุกอย่าง ความมุ่งมั่นต่อแดนนิพพาน ต่อความเป็นพระอรหันต์ มันหนักแน่นมากไม่มีอ่อนเลย ไม่มีอ่อน ถึงจะทุกข์ยากลำบากขนาดไหนจิตมันดิ่งใส่นั้นนะ

         นี่ละความมุ่งมั่นสำคัญมากนะ มันก็ค่อยเป็นค่อยไปอย่างว่า ถึงแดนอัศจรรย์อันนั้นจึงพูดไม่ได้เลย ที่เราเคยเป็นมาทีแรกในคืนแรก ที่ว่าเราภาวนาเราอัศจรรย์ พอไปถึงแดนนั้นกับอันนี้ อันนี้ก็เหมือนขี้ควาย เป็นอย่างนั้นนะ นี่ละจิตดวงนี้ขอให้พี่น้องทั้งหลายจำให้ดี อยู่ในใจของเราทุกคนๆ แต่เวลานี้พวกมูตรพวกคูถ ขี้โลภขี้โกรธขี้หลง ราคะตัณหามันครอบ มันไม่มีค่าอะไรละ มีแต่นี้เหยียบย่ำทำลายอยู่ตลอดเวลา

         พอจิตใจได้รับการอบรมแล้วมันจะค่อยเบิกออกๆ ส่งแสงสว่างออกไป เห็นโทษเห็นคุณไปเรื่อย ค่อยเบิกกว้างออกๆ กำลังใจก็หนักเข้าๆ ความพากความเพียร ความแน่นหนามั่นคงทางด้านธรรมะนี้หนักเข้าๆ เรื่อย นี่ละระยะ ๙ ปีนี้เราอยู่กับใครไม่ได้ เราอยู่คนเดียวตลอด พ่อแม่ครูจารย์มั่นก็ส่งเสริม ใครจะไปที่ไหนท่านถามเสียก่อน จะไปกี่องค์ บางทีว่าไปสององค์ ไปทำไม นั่น เท่านั้นละนะ ยิ่งว่าไปองค์เดียว  โอ๋ย เอาเลย ไปหาอะไร ตั้งแต่อยู่กับครูบาอาจารย์มันก็ตกนรกทั้งเป็นให้เห็นอยู่ มันจะไปตกนรกหลุมไหนอีกล่ะ ท่านว่าอย่างนั้น แต่หลุมนี้มันก็พอแล้ว ใครจะดื้อไปล่ะใช่ไหม ไปสององค์ก็ยังบอกไปทำไม ยังว่าอยู่นะ

         แต่สำหรับเราท่านจะเมตตาเป็นพิเศษเลย ถ้าว่าไปองค์เดียว เอ้อขึ้นทันทีเลยนะ นี่มันก็แปลกอยู่ คราวนี้จะไปทางไหนล่ะ ท่านถามพร้อม ก่อนที่จะไปก็กราบลาท่านเรียบร้อย ตกลงเรียบร้อยกันแล้ว เวลาจะไปจริงๆ ก็ครองผ้าเข้าไปหาท่าน จะลาแล้วที่นี่ ลงจากท่านแล้วก็เตรียมของไป พอไปถึงท่าน นี่จะไปทางไหนล่ะ เราก็ต้องบอกท่านตรงๆ คราวนี้ว่าจะไปทางนั้นๆ ท่านไปเที่ยวหมดแล้ว เอ้อ ทางนั้นดีนะ พอถามว่าจะไปกี่องค์ ว่าไปองค์เดียว  ขึ้นทันที ทุกครั้งนะ ท่านคึกคักขึ้นเลยนะ พอว่าเราไปองค์เดียว เอ้อท่านมหาไปองค์เดียวนะ แล้วพระเณรนั่งล้อมอยู่ตามนี้ ท่านมหาไปองค์เดียวนะ ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ ส่ายนิ้วไปอย่างนี้ ให้ไปองค์เดียวท่านมหา แน่ะก็แปลกอยู่นะ

         ท่านคงจะเห็นเวลาเรากลับมาหาท่านมันมีแต่หนังห่อกระดูก หนุ่มน้อยนี้ไม่มีความหมาย คือการฝึกทรมานตนเอง หนังห่อกระดูก ท่านก็เห็นว่าเอาจริงเอาจัง แม้จะอยู่ในวัดท่านก็ดูอยู่ ดูเรา เป็นอย่างไรบ้างที่ท่านจะควรไว้วางใจขนาดไหน ท่านดูหมดแล้ว อยู่กับท่าน เราก็เป็นผู้ควบคุมดูแลพระเณร ความเรียบร้อยในวัด เราหนักมากนะ คืออยู่ลำพังท่านสะดวกสบายทุกสัดทุกส่วน แต่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาพระเณรไหลเข้ามาให้ท่านหนักอกหนักใจ นี่เพื่อจะบรรเทาอันนี้ลง ไม่ให้ท่านหนักใจมากเกินไปจากความระเกะระกะของพระของเณร เราจึงคอยสอดส่องดูแลตลอดเวลา

         เวลาไปนี้ท่านคึกคักขึ้นทุกที เอ้อท่านมหาไปองค์เดียวนะ ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ แต่เราก็ไม่เคยสนใจกับใครว่าจะมายุ่งกับเรา มุ่งต่อแดนพ้นทุกข์ แดนพ้นทุกข์อย่างเดียว แต่เวลาทราบได้ชัดเจนก็คือ พอท่านมรณภาพลงเท่านั้นละ แหม พระเณรมาจากทิศใดแดนใดไม่ทราบนะ เกาะพรึบเลย เราก็ไม่เคยสนใจ พระเณรท่านก็เหมือนไม่สนใจกับเรา เพราะมีร่มโพธิ์ใหญ่อาศัยอยู่แล้วท่านก็เฉย เราก็เฉย พอท่านล่วงเท่านั้นพรึบเลยทีเดียว ผิดคาดผิดหมายนะพระเณร จนกระทั่งได้ขโมยหนี ถ้าตกนรกเพราะการขโมยพระเณรหนีนี้เราลงลึกมากนะ ขโมยได้ทุกแบบ

         กลางคืนเงียบๆ ดึกสงัด เดินจงกรมดูลาดเลาพระเณร พระเณรมารุมมาก มันอยู่ไม่ได้ เพราะจิตใจมันหมุนติ้วอยู่คนเดียว ไปเดินฉากนู้นฉากนี้ บางองค์เดินจงกรมบางองค์นั่งสมาธิภาวนาอยู่ เดินฉากไปๆ พระก็ไม่รู้ ก็เราเดินตัวเปล่า ๆ ความจริงของบริขารเราเตรียมไว้แล้ว เดินตัวเปล่าเดินฉากไปๆ ดูพระเณรเห็นปรกติเงียบๆ เรียกว่าตายใจละที่นี่ ความหมายว่าอย่างนั้นละตายใจ พอมาก็เตรียมของสะพายบาตรแบกกลดแล้วก็ออก พระเณรอยู่ทางไหนไม่ออกนะ ออกทางนี้ไปเลย ตื่นเช้ามานี้ยุ่งกันใหญ่เลย  ไม่ทราบไปทางไหน เป็นอยู่เรื่อยนะอันนี้ เพราะมันทนไม่ไหว เราก็ทนของเราไม่ไหว ไอ้พระเณรก็เกาะๆ อย่างว่า

         ไปอยู่ที่ไหนไม่ได้นาน อย่างมากไม่เลยสองอาทิตย์ ต้องหลบต้องหลีกเรื่อยๆ  ไปโดยลำพังคนเดียวๆ ตลอดเลย เป็นเวลา ๙ ปี เราไม่ไปกับใครละ จนกระทั่งหลังมานี้เข้าไปอยู่ในป่าลูกไหนเขาลูกไหนก็เหมือนกัน พระเณรรุมๆ ก็เลยได้เกี่ยวข้องกันมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ มันเป็นอย่างไรที่นี่ เดี๋ยวนี้มันก็เต็มศาลา ไม่มีพระมีเณรมันก็มีโยมเต็มศาลา ก็เป็นอย่างนั้นละ ไม่คาดไม่หมาย มันหากเป็นของมันเอง ทุกวันนี้จะไปไหนมาไหนไม่ได้นะ พอเรากระดิกนิ้วมันจะทราบกันทั่วถึงทันทีเลย

         นี่พูดถึงการประกอบความพากเพียร นิสัยเรา เรียกว่านิสัยตรงไปตรงมา ตรงจริงๆ นะ เด็ดจริงๆ ว่าอะไรเป็นอันนั้นเลย ไม่ได้มีคำว่าเหลาะแหละๆ ฝังลงตรงไหนขาดสะบั้นๆ เลย ความเพียรของตนก็เป็นอย่างนั้น เป็นพื้นฐานฝังลงกึ๊กเคลื่อนไม่ได้ๆ ยิ่งถึงระยะความเพียรที่อยู่กับใครไม่ได้เลย มีนะ ที่ว่าอยู่กับใครไม่ได้เลย อยู่ไม่ได้ นั่นยิ่งแล้ว ต้องอยู่คนเดียว คำว่าอยู่คนเดียวคือยังไง คือจิตนี้มันทำงานฆ่ากิเลส พูดง่ายๆ มันฟัดกันกับกิเลสอยู่บนหัวใจนี้ ไม่มีวันมีคืน เว้นแต่หลับเท่านั้น นอกนั้นหมุนติ้วๆนี่เรียกว่าธรรมชำระกิเลสหรือฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ คือไม่บอก ไม่เพียร เป็นเองหมุนเอง เรียกว่าความเพียรอัตโนมัติ ฆ่ากิเลสเป็นเอง

นี่ละที่ว่าอยู่กับใครไม่ได้ เป็นอย่างนี้แล้วอยู่กับใครไม่ได้ ต้องอยู่คนเดียว หมุนกันทั้งวันทั้งคืนๆ สมมุติมีแขกมาหาแล้วเราเขียนหนังสืออยู่ เราก็ต้องจับดินสอไว้ยังไม่เขียน ต้องคุยกับแขกเสียก่อน แต่มือกับดินสอยังจับกันอยู่ หากเขียนไม่ได้นะ พอแขกไปปั๊บมันจะเขียนของมันเลย ความเพียรประเภทนี้ก็เหมือนเราเขียนหนังสือ พอมีแขกมีคนหรือใครเข้ามาเกี่ยวข้อง มันเหมือนจับปากกาไว้ไม่ได้เขียน พอแขกไปมันเขียนเลย นี่ละจึงต้องไม่เอาใครมาไปยุ่งได้เลย ให้เขียนทั้งวัน ถึงเวลาอยู่กับหมู่เพื่อนไม่ได้ไม่ได้จริงๆ นะไม่ใช่ธรรมดา มันหมุนของมันอยู่ตลอดเวลา จะให้มีเวลาว่างไม่มี หมุนก็หมุนเพื่อฆ่ากิเลส มันต้องหมุนตลอดเวลา นี่เรียกว่าความเพียรอัตโนมัติ อยู่ที่ไหนเป็นความเพียรตลอด

แม้ฉันจังหันอยู่นี้มันไม่ได้สนใจกับอาหารการกินนะ ไม่อยู่ มันจะหมุนของมันอยู่โดยเฉพาะ เหมือนอย่างเรากำลังรับประทานอาหารอยู่นี้ ความคิดความปรุงของกิเลสที่มันเคยพาคิดพาปรุง มันก็คิดของมันไปรอบโลกธาตุใช่ไหม อันนี้ก็เคี้ยวก้อบๆทางนี้คิดไปเรื่อยๆ เรื่องของกิเลส ทีนี้พอหมุนเข้ามาเป็นธรรมแล้ว อันนี้เราจะเคี้ยวก้อบๆ ก็ตาม แต่มันไม่ได้หมุนกับอาหารมันหมุนของธรรมแน่ะไปอย่างนั้นนะ เราก็ไม่เคยทราบว่ากิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โดยอัตโนมัติ เราไม่เคยคิดแต่ก่อน แต่เวลาธรรมของเรากับกิเลสฟัดกันเป็นอัตโนมัติฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติ ทีนี้อยู่ที่ไหนเป็นแต่เรื่องฆ่ากิเลสทั้งนั้นๆ มันเลยคิดไปถึง อ๋อ กิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์ก็แบบเดียวกันนี้ ทีนี้ทางนั้นอ่อนลงทางนี้ทำงานแทนแก้ตลอดๆ เป็นอย่างนั้น

วันนี้พูด.ให้พากันจำเอานะ เอาเป็นคติเครื่องเตือนใจ ที่หลวงตาพูดมาเหล่านี้ มีแต่เอาออกมาจากเนื้อๆ ไม่มีคำว่าจะไปหาเรื่องนั้นมาเพิ่มมาเติมไม่มี เอาหลักธรรมชาติ นี่ละที่เราเคยพูดเสมอนานๆ พูดทีหนึ่ง คือกิริยามารยาทการแสดงออกตลอดถึงการแสดงอรรถธรรมทั้งหลายนี้ แต่ก่อนที่เราเรียนปริยัติความรู้ทางภาคจดจำ กับความรู้ภาคความจริงเกิดขึ้นจากการปฏิบัตินี้ต่างกัน ทีนี้เวลาเราเรียนหนังสืออยู่ การเทศนาว่าการนี้ เราก็เทศน์เหมือนพระทั้งหลายเทศน์ทั่วไป คือเรียนก็เรียนมาด้วยกัน เทศน์ก็เทศน์ไปตามแถวแนวเดียวกันไม่แปลกต่างกัน เราเองก็เป็นอย่างนั้นใครๆ ก็เป็นอย่างนั้น

แต่นี้พอมาภาคปฏิบัติเข้ามาภาคปฏิบัติ ธรรมะปฏิบัติเกิดแล้วที่นี่ผลเกิดแล้วจากภาคปฏิบัติ นี่ละที่มันพลิกตัวเองเปลี่ยนตัวเอง มันเห็นได้ชัดกับตัวเองนะ สำนวนโวหารการเทศนาว่าการมาแต่ก่อนทางภาคปริยัติ ที่เหมือนๆ ทั้งหลายท่านเทศน์ ทีนี้พลิกเข้ามา พอรู้ขึ้นภายในใจมากน้อย รู้ไปตรงไหนแน่ๆ เคลื่อนไปไม่ได้นะ สมมุติว่ารู้อย่างนี้เราจะเทศน์พลิกแพลงไปอย่างอื่นไม่ได้นะ รู้อย่างนี้ต้องพูดอย่างนี้ พูดตามความรู้ความเห็นความเป็นตลอด จะพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย ทีนี้สำนวนโวหารก็เลยเปลี่ยนไป

เวลามาปฏิบัติธรรม รู้ธรรมมากเท่าไรธรรมมากน้อยยิ่งเป็นความจริงมากเท่านั้น เปลี่ยนแปลงพลิกแพลงไปอย่างอื่นไม่ได้ ความรู้เป็นอย่างนี้เวลานำอันนี้ออกไปแสดงก็ต้องออกไปจากความรู้อันนี้ ความรู้ว่าไงต้องเป็นอย่างนั้นๆ ทีนี้จะพลิกแพลงไปอย่างอื่นไม่ได้นะ ตรงเป๋งไปตามความรู้นี้เลย ทีนี้สำนวนโวหารมันก็เปลี่ยน เปลี่ยนยังไงก็อย่างที่เทศน์ทุกวันนี้เทศน์เรื่อยมา เขาเรียกว่าขวานผ่าซาก เทศน์อย่างนี้เราก็ไม่เคยเป็นแต่ก่อนนะ มันมาเป็นกับความรู้ในธรรมนี้ ธรรมท่านบังคับ เป็นอย่างนี้จะพูดอย่างอื่นไปไม่ได้ มันต้องตรงไปตรงมา ทีนี้เลยกลายเป็นสำนวนขวานผ่าซากไป

เป็นเองนะ คืออันนี้บังคับให้เทศน์อย่างอื่นไปไม่ได้ต้องอย่างนี้ๆ ยิ่งธรรมะเด็ดเดี่ยวหรือละเอียดลออเท่าไรพลิกอย่างอื่นไปไม่ได้เลย เรียกว่าเข้าด้ายเข้าเข็มพลิกอย่างอื่นไปไม่ได้ต้องพุ่งๆ สำนวนเหล่านี้เลยกลายเป็นคนละโลกไปกับคนๆ เก่าที่เคยเทศน์แต่ก่อนกับภาคปฏิบัติที่ออกมานี้ บังคับให้เทศน์ตามความจริงที่รู้ที่เห็น เทศน์อย่างอื่นไปไม่ได้ หนึ่งเป็นขวานผ่าซาก สองเขาเรียกว่ากระแทกแดกดัน ความจริงกระแทกคือน้ำหนักของธรรมฟัดกับกิเลสนะที่ออกมาๆ เป็นเรื่องของธรรมกับกิเลสฟัดกันๆ คนภายนอกไม่รู้เขาก็ว่าเทศน์กระแทกแดกดันคนเสีย ความจริงธรรมกับกิเลสซัดกันต่างหากเข้าใจไหม นี่ละเป็น อย่างทุกวันนี้จึงเทศน์อย่างอื่นไปไม่ได้ ความจริงมีอยู่ในหัวใจไม่ได้สงสัย เป็นไงขึ้นมาแน่นอนๆ จึงพูดไปตามหลักความแน่นอนความจริง พลิกแพลงอย่างอื่นไปไม่ได้ ก็เลยกลายเป็นขวานผ่าซาก เทศน์ดุเทศน์ด่าเขาก็ว่าของเขาไป แต่เราไม่ได้เป็นมันเป็นของเราอย่างนี้ต่างหากเข้าใจไหม มันเป็นตามความจริงๆ

นี่ละเรื่องธรรมถ้าเกิดขึ้นภายในใจ ท่านว่ารู้ธรรมเห็นธรรมเป็นอย่างนี้ละ รู้ธรรมเห็นธรรมจากการปฏิบัติธรรม ที่เรารู้ทางด้านปริยัตินั้น เราจำได้เฉยๆ ว่ามรรคว่าผลว่านิพพานว่าสมาธิ ว่าปัญญา ว่าวิมุตติหลุดพ้นก็มีแต่ความจำๆ ตัวธรรมเหล่านั้นจริงๆ ไม่เคยปรากฏในจิต แต่เวลาภาคปฏิบัติว่าอะไรออกเป็นอย่างนั้นแล้ว เป็นแล้วถึงว่าออกมาได้นะ ว่าสมาธินี้ก็แน่นปึ๋งเห็นแล้วออกมา สมาธิปัญญา ปัญญาขั้นใดก็เป็นในใจแล้วออกมาๆ ทีนี้มันก็แน่นปึ๋งๆ ตรงแน่วๆ นี่ละต่างกันนะภาคปฏิบัติกับภาคปริยัติ

การเทศนาว่าการภาคปฏิบัติจึงเน้นหนักมากนะ ถ้าจะพูดถึงว่ามีรสมีชาติมันก็มีในตัวของผู้เทศน์แล้วมันออกมาจากนั้น เรียกว่าเข้มข้นๆ ธรรมะสูงเท่าไรยิ่งพุ่งๆ เลย เทศน์ออกมาด้วยความเข้มข้น เทศน์ออกมาด้วยความมีรสชาติเต็มหัวใจ ผู้ฟังก็ต้องมีรสชาติใช่ไหมล่ะ ถ้าเทศน์ออกมาแบบลอยๆ เห็นจะเป็นอย่างนั้นเห็นจะเป็นอย่างนี้ โอ๊ย ไม่ได้เรื่อง ถ้าลงเห็นจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้เรื่องละ ถ้าว่ามันต้องอย่างนั้นๆ โอ๋ย พุ่งเลยเข้าใจไหม คือออกมาจากหัวใจพุ่งๆ เทศน์ไม่มีสงสัยถอดออกมาจากความจริงล้วนๆ ออกมาพุ่งๆ เลย นั่น

นี่ละพระพุทธเจ้าพระสาวกทั้งหลายท่านเทศน์ แก้กิเลสท่านแก้อย่างนี้ กิเลสพัง ยังไงต้องพัง เพราะจิตของท่านมีตั้งแต่รสแต่ชาติของธรรมออกมา เรียกว่านิวเคลียร์นิวตรอนๆ กิเลสตัวไหนพังหมดแหละ นี่มันสายแล้วนะนี่ มีแต่นิวเคลียร์นิวตรอน หือ ว่าไงมีแต่นิวเคลียร์นิวตรอนเจ้าของจะตายแล้วนะหยุดละ พักนิวเคลียร์ไว้ก่อน

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก