ผลประโยชน์อยู่ตรงไหนเอาจุดนั้น
วันที่ 15 ตุลาคม 2548 เวลา 8:20 น. ความยาว 57.46 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

ผลประโยชน์อยู่ตรงไหนเอาจุดนั้น

ก่อนจังหัน

         การภาวนาไม่ได้หลักได้เกณฑ์ เราเคยเตือนเสมอนะ อย่าลืมสติเป็นพื้นฐานสำคัญมากที่จะตั้งรากฐานตั้งแต่ต้นจนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้น เหนือสติไปไม่ได้ ทีแรกสติล้มลุกคลุกคลาน บังคับ ต่อไปสติตั้งได้ สติปัญญาอัตโนมัติขึ้นมหาสติมหาปัญญา จากสตินี้เท่านั้น ใครอย่าสักแต่ว่าทำๆ ไม่มีสติใช้ไม่ได้นะ สติต้องเป็นพื้นฐาน ถ้ามีสติแล้วไม่ว่าการภาวนาหรือหน้าที่การงาน สติอยู่กับตัวแล้วไม่ค่อยผิดพลาด ถ้าเผลอสติแล้วผิดพลาดไปโดยลำดับ เลยจากนั้นคนไม่มีสติ ก็คือคนบ้า นั่นเห็นไหมล่ะ การขาดสติเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อไร พากันจำให้ดี

นักปฏิบัติเราให้ได้เห็นธรรมพระพุทธเจ้า ออกมาประกาศให้โลกสกปรกนี้ได้เห็นเสียบ้างนะ เวลานี้โลกสกปรกมันกำลังโจมตีอรรถธรรมของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นของเลิศเลอ มันจะเอาให้มาอยู่ในกองมูตรกองคูถด้วยกัน แล้วยกกองมูตรกองคูถขึ้นสูงๆ เหม็นคลุ้งทั่วประเทศ เหม็นคลุ้งทั่วโลก ตัวเหม็นคลุ้งคือกิเลส แต่ใครก็ชอบยอขึ้นสูงๆ ยอขึ้นสูงเท่าไรยิ่งเหม็นคลุ้งไปหมดนะ เวลานี้ศาสนาเรากำลังถูกเหยียบย่ำทำลาย เป็นลำดับลำดาทุกวิถีทาง จนกระทั่งถึงผู้ใหญ่เป็นกองมหาภัยทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เราก็ไม่เคยได้ยิน นี่เราเริ่มได้ยินแล้ว แล้วเริ่มเปิดตัวออกมาเรื่อยๆ ให้ได้เห็นอย่างชัดเจนๆ รู้ รู้อยู่แล้ว เอาพยานหลักฐานออกมาแล้วก็จับได้ทันทีๆ เลย

ให้ท่านทั้งหลายรักษาศาสนาในตัวของท่านเอง คำว่าศาสนาคือคำสอนของท่านผู้รู้ผู้ฉลาดแหลมคม ได้แก่จอมปราชญ์คือพระพุทธเจ้าของเรา ให้พากันไปปฏิบัตินะ มีเท่านี้ในโลก พูดให้ชัดเจนเลย สามโลกธาตุมีพุทธศาสนาเท่านั้นเป็นผู้สิ้นกิเลส ผู้สิ้นกิเลสนั้นละเป็นผู้มาเป็นเจ้าของศาสนา นอกนั้นก็เป็นคลังกิเลส สอนด้วยวิธีการของกิเลสทั้งนั้น ธรรมนี้สอนเป็นโครงการของธรรมๆ เพื่อเป็นสุคติๆ ไปดีๆ ดีจนสุดยอดได้ ให้พากันจำให้ดี

จับให้มั่นนะ ศาสนธรรมของพระพุทธเจ้านี้เลิศเลอสุดยอดแล้ว จับให้มั่น อย่าปล่อยอย่าวาง อย่าเชื่อความหลอกลวงของมูตรของคูถ เวลานี้มูตรคูถกำลังเสกสรรปั้นยอตัวขึ้นให้เป็นทองคำทั้งแท่ง และจะเหยียบทองคำทั้งแท่งไป ให้พากันระลึกรู้ อยู่ในหัวใจของเรานั้นแหละ ความคิดที่เป็นอรรถเป็นธรรมไม่ค่อยมีราค่ำราคายิ่งกว่าความคิดที่เป็นไปตามกิเลสตัณหา ถ้าเรื่องของกิเลสตัณหาแล้วเป็นทองทั้งแท่งไปเลย ไม่ว่าใจเขาใจเรา อย่าไปตำหนิใครนะ เรื่องกิเลสมีอยู่กับทุกคน และธรรมมีอยู่กับทุกคน เมื่อสั่งสมให้เกิดขึ้น เกิดขึ้นได้ด้วยกันทั้งนั้น

พระให้ภาวนานะ อย่าเพ่นๆ พ่านๆ พระต้องภาวนา อยู่ที่ไหนสติติดแนบกับตัวอยู่ตลอดเวลา ลงสติติดกับตัวแล้วกิเลสเกิดไม่ได้ มันจะขนาดเป็นคลื่นเท่ามหาสมุทรทะเลหลวง สตินี้ต้านไว้อยู่เลย ที่เกิดและที่แสดงออกของกิเลสนั้นเกิดมาจากความคิดความปรุงนะ เรียกว่าสังขาร สังขารนี้มีสิ่งหนึ่งสำคัญที่ลึกลับมากได้แก่อวิชชา มันหนุนขึ้นมาให้อยากคิดอยากปรุงอยากรู้อยากเห็น อยากๆๆ ตลอด เป็นไปด้วยอำนาจของกิเลสนี้ทั้งนั้น

ทีนี้เมื่อมีสติอยู่แล้วความคิดปรุงนี้จะออกไม่ได้ คิดปรุงนี้เป็นเรื่องของกิเลสล้วนๆ มันจะออกไม่ได้ นี้สำหรับนักภาวนา จับให้ดีนะ ถ้าลงสติได้จับไว้แล้วความคิดความปรุงที่เป็นกิเลสนี้ออกไม่ได้ๆ ความคิดปรุงเป็นเรื่องของธรรม เช่นคำบริกรรม มีพุทโธๆ เป็นต้น มีสติกำกับแล้ว นี้เป็นเครื่องคุ้มครองรักษาจิตใจได้เป็นอย่างดี ถ้าธรรมคุ้มครองจิตแล้วกิเลสแสดงตัวและลุกลามไม่ได้ จิตจะมีความสงบเย็นขึ้นมา เย็นขึ้นโดยลำดับ ออกทางด้านปัญญาสติก็สำคัญ ความจดจ่ออยู่ด้วยสตินี้สำคัญมาก ให้พากันจำ

นักปฏิบัติเราอยากให้รู้ให้เห็นมรรคผลที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ พระเป็นอันดับหนึ่งที่จะเป็นผู้ครองมรรคผลนิพพานจากการปฏิบัติของตน ขอให้จำให้ดี อย่าเลอะๆ เทอะๆ เร่ๆ ร่อนๆ จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ให้ดูหัวใจเจ้าของ อะไรไม่สำคัญยิ่งกว่าใจที่เป็นมหาเหตุ มหาเหตุส่วนใหญ่ก็คือกิเลส มันก่อเรื่องก่อราวขึ้นตลอดเวลา ธรรมก่อขึ้นไม่ได้ถ้าไม่พยุงจริงๆ เช่นอย่างสติธรรมต้องก่อขึ้น ปัญญาธรรมต้องก่อขึ้น วิริยธรรม ความอุตส่าห์พยายาม ขันติธรรม ความอดความทน ต้องจดจ่อ ก่อขึ้นด้วยความจดจ่อ กิเลสก่อไม่ก่อมันไหลไปเลย พากันจำให้ดี

เราพูดนี้เอาออกมาจากหัวใจล้วนๆ เลย ท่านทั้งหลายเคยได้ยินไหม หลวงตาบัวแต่ก่อนไม่เคยพูดอย่างนี้ ออกมาจากบ้านจากเรือนก็มาเรียนหนังสือ มาเรียนแล้วก็รู้สึกในธรรมทั้งหลาย สะดุดตัวเข้าไปเรื่อยๆ สะดุดไปในธรรม สะดุดไปในธรรม ทีนี้จิตใจก็ค่อยดูดดื่มในธรรมเรื่อยๆ เลย จนกระทั่งได้ออกปฏิบัติ ออกปฏิบัติแล้วนั้นละที่นี่ ธรรมได้ดูดดื่มกันระหว่างจิตกับธรรมเข้ากันแล้วด้วยภาคปฏิบัติ มีจิตตภาวนาละท่านว่าภาคปฏิบัติ จิตใจก็มีความเอิบอิ่มด้วยอรรถด้วยธรรม ธรรมะที่ไม่เคยรู้เคยเห็นเกิดขึ้นมาๆ เราไม่เคยคาดเคยคิด แต่เกิดขึ้นมาจากอำนาจของธรรมที่เราปฏิบัติอยู่ จนกระทั่งได้มาพูดอย่างทุกวันนี้น่ะ เราไม่เคยสะทกสะท้านสามแดนโลกธาตุ แล้วเราไม่เคยคิดเคยคาด ว่าเราจะรู้จะเห็นแล้วจะนำมาพูดอย่างนี้ได้ แต่มันก็พูดได้ รู้ได้เห็นได้มาแล้ว จะว่าไง

นี่ธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่อยู่ในความด้นเดาคาดคะเนของใครละ อยู่กับการปฏิบัติ ให้พากันตั้งอกตั้งใจ เกิดมาเป็นมนุษย์นี้เลิศแล้วสำหรับชาวพุทธเราที่ได้ยึดพระพุทธศาสนาเป็นหลักเกณฑ์ ขอให้ตั้งใจให้ดี อย่าผิดอย่าพลาด อย่าโลเลโลกเลกตามกิเลส มันกล่อมนะกิเลส กิเลสนี้จะออกจากปากไหนแหลมคมนะ กล่อมให้เคลิ้มหลับไปได้ เรื่องธรรมนี้มันว่าเป็นขวานผ่าซากบ้าง เป็นคำหยาบโลนบ้าง นี่นะกิเลสมันว่า เป็นขวานผ่าซากบ้าง เป็นคำหยาบโลนบ้าง กิเลสมันตำหนิ โจมตีว่าธรรมนี้หยาบโลน ตัวมันเองนั้นละตัวหยาบโลน

ธรรมที่ว่าหยาบโลนคือธรรมที่สะอาดชะล้างลงไปที่หยาบโลน มันก็หาว่าธรรมนี้หยาบโลน ตัวมันก็เรียกว่าสะอาดสุดยอดมิใช่เหรอ พิจารณาซิ เทียบกันได้อย่างนั้น นี่ละกิเลสอยู่ในหัวใจของทุกคน อย่าไปตำหนิคนนั้นคนนี้นะ อยู่กับทุกคน ใครดูใจตัวเองบ่อยๆ ด้วยสติ คนนั้นจะปรากฏความแปลกประหลาดขึ้นมาภายในจิตใจ ดังที่นำมาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังนี้ เราไม่เคยคาดเคยคิดว่าจะได้รู้ได้เห็นในธรรมที่นำมาพูดนี้ มันก็ได้รู้ได้เห็นแล้วได้พูดขึ้นมาเสียแล้ว รู้มานานสักเท่าไรได้ ๕๕–๕๖ ปีนี้แล้ว  ตั้งแต่ปีพ.. ๒๔๙๓

เปิดให้ชัดเจนเรื่องธรรม กิเลสมันเปิดตัวออกตลาดได้ ทำไมธรรมออกไม่ได้ มันเป็นยังไง ถ้าธรรมออกมาหาว่าอวดอุตริมนุสธรรม หาว่าโอ้ว่าอวดว่าอย่างนั้นอย่างนี้ กิเลสมันโจมตีธรรม มันออกตลาดจนเหม็นคลุ้งไปหมดทั่วโลกเรานี้ แล้วเป็นยังไงมีใครโจมตีมัน ไม่มีใครโจมตีนะเพราะมันพวกเดียวกัน ยิ่งเสริมยิ่งดีๆ ดีสำหรับกิเลสนะ ชั่วสำหรับธรรม นี่ก็ได้มาสอนพี่น้องทั้งหลายแล้ว ธรรมที่สอนเหล่านี้เปิดออกมาจากจิตใจ ไม่ไปคุ้ยเขี่ยขุดค้นที่ตรงไหน

พูด สาธุ ปริยัติเราเรียนมาเป็นปากเป็นทางแล้วไหลเข้ามาสู่ภาคปฏิบัติ แล้วก็เข้าสู่จิตใจนี้ทั้งหมด เวลาพูดออกจากใจๆ ทีเดียว เราไม่สงสัยไม่ว่าธรรมขั้นใดๆ เราไม่เคยสงสัยในการสอนโลก สอนด้วยความแน่ใจ สอนด้วยความแม่นยำ ให้พากันตั้งใจประพฤติปฏิบัติ นี่แม่นยำมาแล้วตั้งแต่การปฏิบัติ ไม่แม่นยำมาโดยลำดับจะเห็นธรรมที่แม่นยำในหัวใจไม่ได้ เหตุต้องถูกผลจึงปรากฏขึ้นมาอย่างถูกต้องดีงาม พากันจดจำเอาทุกคนๆ พระนั้นอย่าลืมเนื้อลืมตัวนะ ใครอยู่ที่ไหนอย่าลืมตัว สติๆ บอกอยู่ตลอดเวลา เป็นพื้นฐานของความเพียร เป็นพื้นฐานของพระผู้ต้องการมรรคผลนิพพาน จะเป็นผู้ไม่เผลอสติ ตั้งตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ลืมเนื้อลืมตัว เอาละพอ ให้พร

 

หลังจังหัน

คำว่าขันธ์ ๕ บรรดาชาวพุทธเราจะพอเข้าใจบ้าง แต่นอกนั้นจะไม่เข้าใจ ชาวพุทธที่เรียนและมีปฏิบัติบ้าง เรื่องขันธ์ ๕ จะพอเข้าใจ ขันธะ แปลว่า กอง ถ้าเป็นหนังสือแปลว่า หมวดหรือแปลว่ากอง ขันธะ ขันธ์ ๕  มี ๕ กอง มี ๕ กองขันธ์ทั้งห้า คือ รูปได้แก่ร่างกายของเรา เรียกว่ารูป รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ มีความสุข ความทุกข์ เฉยๆ เรียกว่าเวทนาขันธ์ เป็นหมวดเป็นกอง สัญญาคือความจำได้หมายรู้ จำทิศจำทางจำชื่อจำเสียงอะไรเหล่านี้เรียกว่าสัญญา จำวันนั้นวันนี้เรียกว่าสัญญา สังขารคือความคิดความปรุงของใจ ท่านเรียกว่าสังขาร คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้เรียกว่าสังขาร วิญญาณคือความรับทราบ เวลาตากระทบรูปปั๊บรู้ๆ เรียกว่าวิญญาณ รู้ในขณะกระทบ พอการกระทบผ่านไปวิญญาณก็ดับไป

ตาเห็นรูป หูฟังเสียง เช่นเสียงป๊อกๆ ได้ยินขณะฟังเรียกว่าวิญญาณ รวมแล้วเรียกว่าขันธ์ ๕ กองรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกว่าขันธ์ ๕ กอง ๕ ทีนี้ขันธ์นี้ทั่วๆ ไปแล้วเรียกว่าเป็นสมบัติของกิเลส รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นสมบัติของกิเลส กิเลสนำไปใช้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ๆ ทีนี้เมื่อได้ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์แล้ว ขันธ์ทั้งห้านี้ก็กลายมาเป็นเครื่องมือของใจที่บริสุทธิ์ ขันธ์ ๕ นี้ก็เลยกลายเป็นขันธ์ล้วนๆ ไปไม่เป็นกิเลสตัณหาเหมือนเวลากิเลสครองตัวอยู่ ครองอำนาจอยู่ เวลากิเลสครองอำนาจอยู่นี้รูปกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นไปกับกิเลสทั้งนั้น

ทีนี้เวลาชำระใจให้บริสุทธิ์แล้ว เฉพาะอย่างยิ่งสัญญา สังขาร ที่เป็นกิเลสอย่างรวดเร็วๆ ก็ไม่เป็น ท่านจึงเรียกว่าขันธ์ล้วนๆ  ได้เห็นได้ยินธรรมดาไม่ติดไม่พัน นี่เรียกว่าขันธ์ล้วนๆ ขันธ์บริสุทธิ์ไปตามจิตว่างั้นเถอะ แต่ก่อนมัวหมองมืดตื้อไปด้วยกิเลสครอบขันธ์ ขันธ์ก็เลยมัวไปตามๆ กัน เป็นกิเลสไปตามๆ กัน เราพูดเรื่องขันธ์ ๕ แจงขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ก็ดังที่พูดนี้ รูปคือรูปกาย เวทนาคือความสุข ความทุกข์ เฉยๆ ในร่างกาย สัญญาความจำได้หมายรู้ คิดนั้นคิดนี้ สังขารความคิดความปรุง วิญญาณ ความรับทราบ พอตามองเห็นรูปปั๊บวิญญาณจะทราบทันที ว่ารูป ว่าเสียง ว่ากลิ่น ว่ารส รับทราบแล้วดับไปๆ อันนี้เรียกว่าวิญญาณ ใน ๕ ประการนี้ท่านเรียกว่าขันธ์ ๕

ปรกติเป็นสมบัติของกิเลส เป็นเครื่องมือของกิเลสล้วนๆ เพราะกิเลสผลิตขึ้นมา ผลิตให้เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขึ้นมา ทีนี้พอชำระกิเลสตัวยึดถือมั่นออกจากใจได้โดยสิ้นเชิงแล้ว รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ขันธ์ ๕ นี้ก็กลายเป็นสมบัติของธรรมไป ธรรมนำไปใช้ เช่นนำไปเทศนาว่าการในที่ต่างๆ อย่างนี้ เอาขันธ์ไปใช้ แต่ธรรมท่านไม่ยึด ไม่เหมือนกิเลส กิเลสนี่ยึดไปด้วย เป็นเนื้อเป็นหนังกับตัวเองไปเลย กิเลสกับขันธ์เป็นเนื้อเป็นหนังอันเดียวกัน พอกิเลสขาดลงไปแล้ว ธรรมะบริสุทธิ์ภายในใจแล้ว ขันธ์นี้ก็เลยกลายเป็นขันธ์ที่บริสุทธิ์ ก็ใช้ขันธ์นี้ทำประโยชน์ให้โลก เทศนาว่าการสั่งสอนที่นั่นที่นี่ก็คือขันธ์ อาศัยขันธ์ ทีนี้เป็นขันธ์ล้วนๆ ไม่มีอุปาทานยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ คือธรรมท่านไม่ยึดขันธ์ ท่านนำไปเป็นเครื่องใช้เฉยๆ แต่กิเลสยึดเป็นตัวของตัวแน่นปึ๋งเลย ต่างกันอย่างนี้

พูดถึงเรื่องความเปลี่ยนสภาพในขันธ์ ในจิตที่รับผิดชอบสิ่งเหล่านี้นั้น สัญญาเปลี่ยนมากทีเดียว รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สัญญานี้เปลี่ยนมาก หลงๆ ลืมๆ ไปเดี๋ยวนี้ อย่างที่ทุกวันนี้เราเทศน์ไปๆ หลงลืมไปนะ ตัดขาดไปเลยเราก็ระลึกไม่ได้ ตั้งใหม่ ก็เลยเป็นกัณฑ์ใหม่ไปเลย นี่ละสัญญามันตัด ถ้าสัญญาจำได้มันก็สืบเนื่องกันไปเรื่อย พูดเรื่องอะไรๆ ก็ติดต่อกันไปเรื่อยๆ ถ้าสัญญาขาดปั๊บขาดเลย เอ๊ นี่พูดอะไรมาน้า นั่นสัญญา แต่สังขารปรุงได้ๆ ไปตลอด ปรุงเรื่องอะไรได้ตลอด ส่วนสัญญาความจำนี้ไม่ได้ ขาด

ชาวพุทธเราจะไม่รู้ว่าขันธ์ ๕ คืออะไร วันนี้เราพูดให้ฟังเสียบ้าง ขันธ์ ๕ ดังที่ว่านี่ ขันธะ แปลว่า กอง ถ้าเป็นวัตถุอะไรๆ นี้เป็นกอง ถ้าเป็นหนังแส่หนังสือก็ว่าเป็นหมวดเป็นหมู่ ขันธะ แปลว่า กองหรือหมวด สิ่งเหล่านั้นถึงจะเปลี่ยนแปลงก็ตามก็ไม่เปลี่ยนแปลงเร็วเหมือนสัญญา สัญญานี้จะรู้กันชัดเวลาพูด เวลาเทศนาว่าการ พอเทศน์ไปๆ สัญญาจะจับติดไปด้วยนะ แนบไปเรื่อยๆ พอสัญญาขาดปั๊บหายเงียบเลย บางทีถึงกับว่า เอ๊ นี่พูดอะไรมานา ลืมแล้ว เป็นอย่างนั้น แล้วตั้งใหม่ ตั้งใหม่มันก็ตัดอีกอยู่อย่างนั้นสัญญาความจำ

สังขารเป็นเรื่องความปรุงจากธรรมที่ดันออกมา คิดปรุงเรื่องอรรถเรื่องธรรม เทศนาว่าการ ธรรมดันออกมาให้เป็นสังขาร คิดปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นคำพูดคำจาออกมา ถ้ากิเลสอยู่ภายในใจ กิเลสดันออกมาให้เป็นสังขาร สังขารนี้ก็เป็นกิเลสไปเลย เรียกว่าสังขารสมุทัย สังขารของพระอรหันต์สังขารเป็นเครื่องใช้ สังขารบริสุทธิ์ เรียกว่าขันธ์บริสุทธิ์ สังขารขันธ์ก็บริสุทธิ์ เป็นขันธ์ล้วนๆ ไม่เป็นกิเลส ต่างกัน

เวลารู้แล้วแยกได้หมดเลยนะ ไม่สนใจที่จะถามใคร คืออันนี้สมบูรณ์แบบๆ เรียกว่า สนฺทิฏฺฐิโก คือรู้เองเห็นเองในผลงานของตัวเอง ไม่ต้องถามใครๆ เป็นขึ้นเอง ดังที่พระท่านไปทูลถามปัญหาพระพุทธเจ้า นี่เป็นธรรมะขั้นสูงจวนจะพ้นแล้ว ยังติดอยู่จุดนั้น แล้วก็ไปทูลถามปัญหาพระพุทธเจ้า พอดีไปถึงฝนตกเลยขึ้นเฝ้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ เลยยืนอยู่ใต้ถุนพระคันธกุฎี ทีนี้ฝนตกลงมา ฝนหยดย้อยลงมาจากชายคามากระทบกับน้ำที่อยู่บนพื้นนี้ ตกลงมากระทบกันๆ ตั้งเป็นต่อมเป็นฟองขึ้นมา ท่านดูนั่น นั่นละธรรมะขั้นสูงเป็นธรรมหมดเลย ท่านดูความตั้งขึ้นดับไปๆ ของฟองน้ำที่มันตั้งขึ้นเป็นต่อมเป็นฟองแล้วดับไปๆ เมื่อน้ำกระทบกัน ท่านมาพิจารณาเทียบเข้าในจิต สังขารปรุงดีปรุงชั่ว เกิดแล้วดับๆ มีจิตเป็นพื้นฐานอยู่นั้น เกิดดับแล้วก็ไปอยู่ที่นั่นไม่อยู่ที่ไหน พอท่านพิจารณาไปเลยบรรลุธรรมปึ๋งขึ้นในเวลานั้นเลย บรรลุถึงขั้นอรหันต์ในเดี๋ยวนั้น

พอฝนตกหยุดแทนที่จะขึ้นไปทูลถามพระพุทธเจ้า กลับเลยไม่ไปทูลถาม นั่นละเห็นไหม สนฺทิฏฺฐิโก จะไปทูลถามสิ่งที่สงสัย เมื่อหายสงสัยแล้วเป็น สนฺทิฏฺฐิโก รู้ด้วยตัวเองเต็มสัดเต็มส่วนแล้วกลับคืน นี่ในตำราท่านบอกไว้ ถึงท่านไม่บอกไว้ในตำราก็บอกในผู้ปฏิบัติ รู้เห็นตรงไหนแล้วไม่ต้องอาศัยใครมาเป็นพยาน อันนี้สมบูรณ์แบบๆ สนฺทิฏฺฐิโก รู้เองเห็นเองในธรรมทุกขั้นที่เป็นผลแห่งการปฏิบัติของตนเอง รู้ขึ้นเป็นลำดับๆ สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศอยู่ในตัวเองเสร็จไม่ต้องไปถามใครเลย

อย่างพระอัญญตระ ท่านจะไปทูลถามพระพุทธเจ้า พอไปถึงนั้นฝนตกท่านพิจารณาธรรมะอยู่นั้น ธรรมะขั้นสูง เลยบรรลุธรรมเสียในขณะนั้นแล้วกลับเลยไม่ทูลถาม เพราะ สนฺทิฏฺฐิโก ก็คือองค์ศาสดา จะเป็นใครที่ไหนไป สนฺทิฏฺฐิโก รู้เองประจักษ์ว่าพ้นแล้ว ก็กลับ ถึงขึ้นไปหาพระพุทธเจ้าก็เป็น สนฺทิฏฺฐิโก อันเดียวกันจะไปหาท่านหาอะไร สนฺทิฏฺฐิโก ท่านประกาศไว้แล้ว นั่นคือองค์ศาสดา พอรู้แล้วกลับเลย นี่ละ สนฺทิฏฺฐิโก ไม่ต้องไปถามใครๆ เลย หากรู้ขึ้นในตัวเองเสร็จ

ธรรมพระพุทธเจ้านี้สดๆ ร้อนๆ บรรดาพี่น้องทั้งหลายที่เป็นชาวพุทธขออย่าไปเข้าใจว่า ท่านปรินิพพานแล้วเท่านั้นปีเท่านี้ปี นั้นพระรูปพระโฉมพระสรีระ เกิดได้ตายได้เหมือนเราในที่ต่างๆ เกิดได้ตายได้ทั้งนั้น แต่ธรรมแท้ศาสดาแท้คือธรรม ถ้าเป็นพระก็ธรรมวินัย หรือประชาชนก็ศีล ธรรมวินัยนั้นแลคือองค์ศาสดาติดกับตัวของเรา เราสงวนรักษาตลอดเวลา ก็เท่ากับเราตามเสด็จพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา ถ้าห่างเหินจากธรรมวินัยเมื่อไรเรียกว่าข้ามเกินฝ่าฝืน นั่นละห่างออกไปๆ ถึงจะเกาะชายจีวรพระองค์อยู่ก็ไม่มีความหมาย ความหมายอยู่กับที่ปฏิบัติตาม

ท่านจึงสอนพระอานนท์ว่า ตอนที่พระอานนท์ไปทูลอาราธนาให้พระองค์ทรงพระชนม์อยู่เป็นเวลานานๆ พระองค์ก็ขู่เอาบ้าง ภาษาของเราเรียกว่าขู่เอาบ้าง อานนท์มาหวังอะไรกับเราอีก ถ้าพูดง่ายๆ ก็ว่า นี่ก็มีแต่กระดูกเราเท่านั้น หนังห่อกระดูก สิ่งที่เป็นสาระสำคัญๆ เราสอนไว้หมดแล้วไม่มีอะไรลี้ลับ เราเปิดเผยออกหมด สอนไว้หมด ก็ยังเหลือแต่เรือนร่างของเรา มาขออะไรอีก ดูก่อนอานนท์ พระธรรมและพระวินัยที่เราตรัสสอนไว้เรียบร้อยแล้วนั้นแล จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคตเมื่อเราล่วงไปแล้ว บอกชัดเจน

ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตตลอดไป ผู้ใดมีความใกล้ชิดติดพันกับธรรมกับวินัย นั้นเป็นผู้ที่ติดพันกับศาสดา ตามเสด็จพระพุทธเจ้าตลอดเวลา จึงไม่ได้ห่างไกลนะ อยู่กับธรรมกับวินัย ศาสดาอยู่ตรงนั้น มรรคผลนิพพานก็อยู่ตรงนี้ ที่ตรงนี้ละจะทะลุถึงมรรคผลนิพพาน เพราะคำว่าธรรมวินัยก็ดีเป็นสวากขาตธรรมด้วยกัน ตรัสไว้ชอบแล้ว เพื่อจะส่งผู้ที่ดำเนินตามนี้ให้ถึงที่สุดจุดหมายปลายทาง ธรรมและวินัยนี้แลไสเข้าไป ตามนี้ๆ ถึงเลย ท่านว่า พระธรรมและพระวินัยนั้นแลจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลายแทนเราตถาคตเมื่อเราล่วงไปแล้ว ท่านบอกไว้อย่างนั้น

แล้วผู้ปฏิบัติ พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วก็บรรลุตามหลังกันเรื่อยๆ มาจนกระทั่งทุกวันนี้ นี่ก็คือปฏิบัติตามศาสดานั่นเอง สดๆ ร้อนๆ ตลอดมา ธรรมจึงไม่ได้ห่างเหิน อย่าไปมองดูกาลสถานที่เวล่ำเวลาการล่วงไปของพระพุทธเจ้า ว่าเวลาเท่านั้นเท่านี้ อยู่ห่างไกล ให้ดูหลักธรรมหลักวินัยที่เป็นองค์ศาสดาโดยแท้แทนตถาคต ตรงนี้แหละ ให้ดูตรงนี้ ผู้นี้จะไม่ห่างเหิน ไปที่ไหนอยู่กับศาสดาๆ ตลอดเวลา

ทีนี้เวลาทำจิตให้ถึงที่แล้ว พอบำเพ็ญจิตของเราให้ถึงที่แล้ว ศาสดากับธรรมชาตินี้เป็นอันเดียวกันหมดเลย เหมือนแม่น้ำในมหาสมุทรจะกว้างแคบขนาดไหนก็ตาม น้ำไหลมาจากสายใดก็ตาม พอลงถึงน้ำมหาสมุทรแล้ว เป็นน้ำมหาสมุทรด้วยกันหมด ไม่เรียกว่าน้ำนี้มาจากสายนั้นสายนี้ได้เหมือนแต่ก่อนที่น้ำยังไม่ได้ไหลถึงมหาสมุทร พอไหลถึงมหาสมุทรแล้วเท่านั้น น้ำทุกหยดทุกสายจะเป็นน้ำมหาสมุทรด้วยกันหมด อันนี้จิตพอถึงนี้ปึ๋งเท่านั้น เข้าถึงมหาวิมุตติมหานิพพานเหมือนกันหมดเลย จึงไม่มีที่จะสงสัยศาสดาอยู่ที่ไหนสำหรับท่านผู้สิ้นกิเลสแล้ว ท่านไม่สงสัย ศาสดาอยู่ที่ไหน จ้าอยู่นี่อันเดียวกัน นั่น นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย ธรรมชาตินี้ไม่มียิ่งหย่อนต่างกัน เรียกว่าเป็นอันเดียวกันไปเลย เหมือนน้ำมหาสมุทร น้ำที่ไหนมาลงอันนั้นเป็นมหาสมุทร นี่ก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพานอันเดียวกันเลย

สำคัญที่คำสอนนี่สอนว่ายังไง ให้ถือเป็นสำคัญมากนะ นี่ละแนวทางที่ชี้บอกคืออันนี้เอง เคลื่อนจากนี้ไม่ได้ ถ้าเดินตามนี้แล้วเหมือนตามเสด็จพระพุทธเจ้าตลอดเวลา ก้าวเดินตามๆ ถ้าห่างจากนี้แล้วไม่มีทาง ศาสดาแท้อยู่กับธรรมกับวินัย พากันจดจำเอา ปฏิบัติตนให้ดี พอถึงที่สุดของจิตของธรรมแล้วเป็นอันเดียวกันเลย เหมือนน้ำสายต่างๆ ไหลลงสู่มหาสมุทร เป็นน้ำมหาสมุทรอันเดียวกัน ทีนี้จิตที่บริสุทธิ์ผางขึ้นมานี้เป็นอันเดียวกันหมด ท่านไม่สงสัยที่จะถามกัน ว่าพระพุทธเจ้าองค์ไหนๆ เป็นยังไง ไม่มี ลงเป็นมหาวิมุตติมหานิพพานหรือเป็นธรรมธาตุเหมือนกันหมดเลย

คือปฏิบัติธรรมนี้สดๆ ร้อนๆ นะ ไอ้กิเลสมันคาดเอาเฉยๆ ว่าพระพุทธเจ้านิพพานเท่านั้นปีเท่านี้ปีมรรคผลนิพพานจะหมดจะสิ้นๆ มันหมดสิ้นไปกับจิตใจของสัตว์โลก ถ้าสัตว์โลกยังมีความเคารพเลื่อมใสปฏิบัติตามอยู่ นั้นแลคือเดินตามทางของศาสดาจะถึงความพ้นทุกข์ไม่สงสัย ถ้านอกจากนี้แล้วแม้จะจับชายจีวรพระองค์อยู่ก็ไม่มีความหมายอะไร ล่วงเกินธรรมวินัยไม่มีหิริโอตตัปปะ เก่งกว่าศาสดานั่นละจม ถ้าเดินตามรอยของศาสดานั่นละจะถึงที่สุดจุดหมายปลายทางได้ ให้พากันจำเอานะ เท่านั้นละ วันนี้พูดไม่มาก วันนี้มีอะไรบ้าง หรือมีอะไรให้ยุ่งอีกล่ะ วันไหนยุ่งทุกวัน

ผู้กำกับ   เป็นหนังสือนิมนต์ครับ เจ้าคุณอุดรฯกราบอาราธนาแสดงพระธรรมเทศนา เนื่องด้วยพระครูสถิตธรรมวิสุทธิ์ (หลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม) อายุ ๘๘ พรรษา ๖๙ วิทยฐานะ ป.ธ.เอก อดีตเจ้าอาวาสวัดทิพย์รัฐนิมิตร ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี ได้มรณภาพลงด้วยโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ เวลา ๑๐.๐๐ น. คณะศิษยานุศิษย์ได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ ศาลาเอนกประสงค์ วัดทิพย์รัฐนิมิตร ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี จะทำบุญบำเพ็ญกุศล ๑๐๐ วัน ในวันพุธที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘ จึงขอกราบอาราธนาพระเดชพระคุณ พระธรรมวิสุทธิมงคล แสดงพระธรรมเทศนาในวันดังกล่าว เวลา ๑๓.๐๐ น. ณ ศาลาเอนกประสงค์ วัดทิพย์รัฐนิมิตร จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดทราบ ลงชื่อ พระอุดรคณาจารย์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี ธรรมยุต รักษาการเจ้าอาวาสวัดทิพย์รัฐนิมิตร

หลวงตา   นี่ละองค์นี้องค์หนึ่ง เราได้ชมเชยท่านตลอดมา ไม่เคยได้ยินว่าท่านดุใครที่ไหนเมื่อไหร่ไม่มีเลย นิ่มอยู่ตลอดท่านเจ้าคุณอุดรฯนี่ นิสัยท่านเป็นอย่างนั้น ยังไม่เคยเห็นว่าท่านดุท่านด่าใครเลย นิ่มตลอดเวลาเลย นี่เป็นนิสัยแท้ๆ ที่คำดุด่าโฮกฮากจะแสดงขึ้นสักระยะใดระยะหนึ่งไม่มีเลย เรียบตลอด ก็เหมือนกันกับเราถ้าจะเรียบอย่างนั้นหัวหลวงตาบัวแตก ต้องปุ๊บปั๊บๆ ตีนู้นตีนี้ นี่เรียกว่าเรียบเข้าใจไหม มันคนละแบบ ท่านเจ้าคุณอุดรเป็นอย่างนี้ละ แล้วก็มาระลึกได้ที่นี่นะ มาระลึกได้ตอนนั้นประชุมใหญ่ ที่วัดโพธิสมภรณ์ ประชุมกันตั้งสองวันไม่เสร็จ เอาเจ้าคณะภาคมาประชุมใหญ่โต เกี่ยวกับบริขารของเจ้าคุณอุปัชฌาย์ ฟาดเสียสองวัน ตอนนั้นเราไม่ได้ไปเกี่ยว ท่านก็ไม่ได้มาเกี่ยวเรานะ เอาเสียสองวันลงกันไม่ได้เลย

ท่านเจ้าคุณใหญ่วัดโพธิฯนี่นะ เขียนจดหมายน้อยให้เณร จดหมายน้อยเท่านี้จริงๆ นะ เท่านี้ แต่ก่อนไม่มีรถ เดินตัดมานี่ ให้เณรนั้นถือจดหมายน้อยมา ตอนนั้นเราก็ป่วยอยู่ด้วยหากพอไปมาได้อยู่ เอาจดหมายน้อยมายื่นให้เราเราก็อ่าน เขียนย่อๆ นะ นิมนต์ท่านอาจารย์ไปดับไฟวัดโพธิฯ โดยด่วน เวลานี้ไฟกำลังไหม้วัดโพธิ นิมนต์ท่านไปดับโดยด่วน เท่านั้นแหละ ท่านก็เซ็นชื่อมา เราก็อ่าน พออ่านแล้วก็เตรียมตัวไป สะพายบาตรไปเลย ไปคนเดียวนะ สะพายบาตรตรงแน่วเข้าวัดบ้านจิกนั่นละ วัดพระครูถิรนี่ทางมันตรงแน่วไปนั้น แต่ก่อนไม่มีอะไรมากีดขวาง สนามอะไรไม่มีเดินตรงแน่วเลย ไปก็เข้าไปประชุมเลยละ

แต่ท่านก็ดีอยู่อันหนึ่ง คือมันหมดทางไปแล้วฟาดตั้งสองวัน เจ้าคณะพ่งคณะภาคมาประชุมลงกันไม่ได้เลย ท่านเห็นท่าไม่ได้การจึงเขียนจดหมายมาหาเรา ให้ไปดับไฟวัดโพธิฯโดยด่วน เวลานี้ไฟกำลังไหม้วัดโพธิฯ โดยด่วน ก็ด่วนจริงๆ เราสะพายบาตรแล้วบึ่งเลยเชียว ไปถึงแล้วก็ประชุม ที่ขบขันก็ตอนนี้ละ ตอนขึ้นเวทีฟัดกันเต็มเหนี่ยวเลย คือท่านมอบภาระให้เราหมด พระสงฆ์ที่ประชุมกันอยู่นั้น มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานทางฝ่ายฆราวาส แล้วข้าราชการมาเยอะ อันนี้พระสงฆ์ก็มีจำนวนมากผู้ใหญ่มาประชุม

พอเข้าที่ประชุมแล้วท่านเจ้าคุณองค์นี้ละ ท่านบอก เอ้อ ที่นี่ขอมอบภาระให้ท่านอาจารย์ทั้งหมด เพราะทางวัดโพธิฯประชุมกันได้ ๒-๓ วันแล้ว พูดภาษาของเราว่าไม่มีน้ำยาว่างั้นเถอะ จะคอยน้ำยานี้ละ จะเป็นยาหรือไม่เป็นก็ไม่รู้ แต่ท่านไม่ได้บอกว่างั้นนะ ประชุมตั้งสองวันแล้วไม่สำเร็จ วันนี้ก็หวังพึ่งท่านอาจารย์เท่านั้นละ ขอให้ท่านอาจารย์พูดชี้แจงทุกอย่างด้วยเหตุผลกลไก ถวายท่านอาจารย์ทั้งหมดนะ นี่ประชุมกันมาตั้งสองวันแล้วไม่สำเร็จ นี้ก็รอความสำเร็จอยู่กับท่านอาจารย์เท่านั้น ขอนิมนต์ท่านอาจารย์ชี้แจงเลย เหตุผลกลไกอะไรในการประชุมคราวนี้

พอว่างั้น เริ่มต้นเราก็ซักถามเหตุผลกลไกเป็นมายังไงๆ เรื่องราวเป็นมายังไงๆ ซักไปๆ เหตุผลกลไกลงกันเป็นจุดๆ คือเราเปิดโอกาสให้ พูดคำนี้ถ้าลงจุดนี้แล้วถ้าใครเห็นด้วยให้ยกมือขึ้น ถ้าไม่เห็นด้วยให้ค้านขึ้นมาๆ เราบอกไว้เป็นระยะๆ ซักกันลงจุดไหนๆ แล้วก็ ทีนี้เห็นว่างี้ใครเห็นว่าไง เอา เรื่อยมา ทุกพักยกมือเพียบๆ เลย นี่ละคือเหตุผลเข้าใจไหมล่ะ จะไม่มีอำนาจใดเหนือเหตุผลคือธรรมไปได้ เราซักด้วยเหตุด้วยผล เหล่านี้มีหลักธรรมหลักวินัยเป็นเครื่องยืนยันเป็นแบบเป็นฉบับ ซักถามกันตามหลักธรรมหลักวินัยไป

สรุปความลงเลยว่า ไปประชุมคราวนี้ ๔๕ นาทีตกเรียบร้อย ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดลงมาถึงข้าราชการหลายท่านที่ไปรวมนั้น ตลอดพระเจ้าพระสงฆ์ลงกันหมดเลย เห็นด้วยโดยสิ้นเชิง พระสงฆ์ยอมรับ ทั้งฝ่ายผู้ว่าราชการจังหวัดยอมรับ แล้วท่านก็หากมีของท่านละ เซ็นสัญญายอมรับอะไรตามเรื่องของท่านประชุมนั่นแหละ ก็เป็นอันว่ายุติ ๔๕ นาที ประชุม ๔๕ นาที พอเสร็จแล้วมันก็เหนื่อยละซิเรา ทีนี้ท่านเหล่านั้นก็ประชุม เราก็เลิก ผู้ว่าราชการจังหวัดก็เลิกใครก็เลิก ยังเหลือแต่พระเณร ๒-๓ ตัวอยู่นั้น เราเหนื่อยเราก็แผ่สองสลึง โอ๊ย เหนื่อย

นี่ละที่ได้เห็นขบขันของเจ้าคุณอุดร เราเหนื่อยแผ่สองสลึง เหนื่อยมาก พระเณรก็นวด ท่านเจ้าคุณอุดรท่านก็นั่งอยู่ข้างๆ เราให้พระเณรนวดเส้นให้ พอเสร็จแล้วอยู่ๆ ท่านก็ขึ้นมา ใครอยากเห็นฤทธิ์เห็นเดชท่านอาจารย์ของเรา ให้มาดูเวลาขึ้นเวที ให้มาดูเวลาขึ้นเวที ก็เท่านั้นละ เราก็เปรี้ยงไปเลย เรื่องมันแล้วไปแล้วมาหาอุ่นอะไร เรื่องมันก็แล้วไปแล้ว เราขู่นะคราวนี้ อุ่นหาอะไรเรื่องมันแล้วไปแล้ว อุ่นหาอะไร เราคอยฟังท่านจะตอบ นี่ละที่ว่าท่านไม่ละความเรียบร้อยของท่าน พอเราขู่ท่านอย่างนั้น ท่านก็ออก มันก็น่าอุ่น อุ่นกินเท่าไรก็น่าอุ่นเพราะมีรสมีชาติตลอดไป ท่านพูดนิ่มๆ นะ เราเลยอดหัวเราะไม่ได้ เราเลยหัวเราะ นี่ละท่านนิ่มตลอด เราขู่ขนาดไหนมาอุ่นหาอะไรๆ เราขู่นะ มันก็น่าอุ่น ท่านพูดนิ่มนะ นี่ละองค์นี้ละเป็นนิสัยอย่างนี้เรียบมาตลอด แล้วมีอะไรหมดแล้วนะ

ผู้กำกับ   มีรายงานผลปฏิสังขรณ์พระธุตังคธาตุเจดีย์ วัดอโศการามครับ ตั้งแต่สร้างมาจนถึงสิ้นเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ คิดเป็น ๘๓% ของงาน งานทางด้านติดตั้งระบบไฟฟ้าดำเนินการไปแล้ว ๒๘% งานกรุเสาหินอ่อนจำนวน ๒๒๔ ต้น ดำเนินการไปแล้ว ๔๐ ต้น งานปูพื้นเจดีย์ด้วยแกรนิตดำเนินการไปแล้ว แล้วก็กำลังปูพื้นภายใน ตลอดติดตั้งวงกบประตู ซึ่งการปฏิสังขรณ์จะแล้วเสร็จบริบูรณ์ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ยอดก่อสร้างทั้งหมด งบประมาณตั้งไว้ ๖๗,๖๕๐,๒๐๐ ครับ ได้ดำเนินการเบิกจ่ายไปแล้ว ๓๗,๐๑๗,๖๘๒ บาท ที่ยังค้างอยู่อีกที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย ๓๐,๖๓๒,๕๑๘ บาทครับ จึงกราบเรียนมาด้วยความเคารพอย่างสูง ลงชื่อ พระญาณวิศิษฏ์ เจ้าอาวาสวัดอโศการามครับ หลวงพ่อทองน่ะครับ

หลวงตา   เท่าที่เราโอนไปวัดอโศการามนี้ดูมัน ๓-๔ ครั้งๆ ละ ๓ ล้าน ดูมัน ๑๒ ล้านแล้ว ที่โอนจากวัดนี้ไปให้วัดอโศการาม ๑๒ ล้าน ให้วัดโพธิฯนี้ ๙ ล้าน สร้างตึกติดหนี้เขาก็มามัดคอเราให้ไปแก้วัดโพธิฯให้ เราให้หมดเลยดูเหมือน ๙ ล้าน หรือมัน ๙,๕๐๐,๐๐๐ วัดโพธิฯ ทางวัดอโศฯ ๑๒ ล้าน อันนี้ยังไม่เสร็จนะเอาจนกระทั่งเสร็จถึงจะหยุดได้ ถ้ายังไม่เสร็จก็เอากันเรื่อยอย่างนี้ละ เราพิจารณาเห็นความสำคัญของเจดีย์อันนี้มากถึงใจเลย เพราะฉะนั้นเราถึงได้เทิดทูน เราไม่ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้านะ เจดีย์นี้เราจะอาราธนาพระธาตุของครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นเพชรน้ำหนึ่งๆ เข้ามารวมอยู่ในจุดนี้ อยู่ในพระธุตังคเจดีย์ วัดอโศการามนี้ทั้งหมด

เพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างนี้ให้เหมาะสมกับท่าน เราจะอาราธนาท่านมาบรรจุมาประดิษฐานไว้ที่นี่ เราจึงได้อุตส่าห์พยายาม เพราะเราเคารพครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เหล่านี้เป็นที่รู้กันแล้วกับเรา เราเคารพบูชาตลอดมา แล้วท่านเหล่านี้ละที่จะมาอยู่ที่เจดีย์ใหญ่นี้ ครูบาอาจารย์ เช่น ครูจารย์เสาร์ ครูจารย์มั่นเป็นต้น พระธาตุของท่านๆ จะเอาใส่ผอบอะไรๆ ตามแต่เห็นสมควรมาตั้งประดิษฐานไว้ที่นั่นให้คนได้กราบไหว้บูชาตลอด ก็มีผู้มาปรึกษาทางวัดอโศการาม เอาไว้ข้างบนหรือข้างล่างดี ข้างบนก็เป็นความเคารพนับถือประเภทเดิม ข้างล่างก็เป็นความเคารพประเภทหนึ่ง ถ้าให้มีความเหมาะสมจริงๆ ก็ให้อยู่ข้างล่างเราว่าอย่างนี้ เพราะข้างบนคนขึ้นลงลำบาก ไปนี้ให้ได้กราบไหว้บูชาทั่วถึงกันหมด เราเห็นอย่างนั้นละ ดูไม่มีอะไรขัดข้อง ข้างบนก็เป็นข้างบน แต่ผลประโยชน์อยู่ข้างล่าง พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์ยังมาสู่มนุษยโลกได้ สอนโลกได้ ไม่อยู่บนดาวดึงส์ทีเดียวใช่ไหมล่ะ มันก็เข้ากันได้อย่างนี้

อันนี้ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ตามเสด็จพระพุทธเจ้า อยู่ข้างบนก็ได้ลงมาข้างล่างก็ได้ เอา ค้านมา ก็อย่างนั้นแหละ ผลประโยชน์อยู่ที่ตรงไหนๆ เอาจุดนั้น นี่ผลประโยชน์ของประชาชนผู้ที่ไปมาลำบากจะขึ้นได้ยังไง เมื่อยังเข้าไปข้างล่างทั่วถึงกันหมดเข้าได้ทั้งนั้น เราจึงบอกให้อยู่ข้างล่างเราว่า ก็มีเท่านั้น

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก