ธรรมะกล่อมจิตให้สงบ
วันที่ 29 ตุลาคม 2548 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

ธรรมะกล่อมจิตให้สงบ

ก่อนจังหัน

วัดนี้มันเลอะได้สองทางนะ ทางพระเข้ามาๆ ก็มาเลอะในวัด ถูกขับไล่ออกไปก็เยอะในวัดนี้ มันแทรกเข้ามาๆ แล้วทำความเลอะเทอะในวัด พอทราบแล้วขับออกๆ แล้วประชาชนก็เหมือนกัน เข้ามาอยู่ในวัดนี้เอาเรื่องเอาราวเข้ามา บางรายก็ฟ้องเข้ามาหาเรา เราสืบๆ พวกนี้มาหาเรื่องข้างนอก หาดูโทษคนนั้นดูโทษคนนี้ โทษของตัวเองไม่ดู เสียตรงนี้ละ ฆราวาสที่เข้ามาอยู่ในวัดนี้มาทำความเสียหายแก่วัดเยอะนะ ที่จะเจริญให้เรามองแทบไม่เห็น เดี๋ยวมาแง่นั้นเดี๋ยวมาแง่นี้ เราอยู่จุดศูนย์กลางเลยอกจะแตก พระเข้ามาก็เหมือนกัน เข้ามาก็มาทำลายในวัดแบบต่างๆ กัน จะมีเจตนาหรือไม่เจตนาเราไม่ทราบ ทราบได้แต่ความเสียหายที่พระเลวๆ อย่างนั้นมาสร้างขึ้น

ฆราวาสอีกก็เหมือนกัน เอาเรื่องนั้นมาฟ้อง เอาเรื่องนี้มาฟ้อง ตัวเองเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ไม่ได้ ต้องหามองโทษคนนั้นหามองโทษคนนี้ โทษเต็มตัวในหัวใจเจ้าของไม่ดู ไปหาดูคนนั้นคนนี้ ตำหนิคนนั้นตำหนิคนนี้ ดีไม่ดีก็ตำหนิเข้ามาหาพระ เราเอาจริงเอาจังนะ เราจะสืบตามร่องรอยนี้ให้ทราบทุกอย่างๆ เมื่อทราบแล้วก็เห็นเรื่องเห็นราวของผู้ฟ้องร้องมาว่าเป็นคนชนิดใด นั่นมันบอกนะ เราเอาจริงเอาจังมาก เรื่องที่จะเชื่อง่ายๆ เราไม่เชื่อเราพูดจริงๆ เราจะเอาเหตุเอาผลเข้าเชื่อ เอาหูเอาตาเข้าเชื่อ สอดแทรกดูเรื่องไหนต่อเรื่องไหน

นี่ละที่เราเคยไปอยู่เสมอ กลางคืนเงียบๆ เราจะไม่จุดไฟ เราจะซอกแซกเข้าไปในวัดนี้ เข้าไปหมดเลย บางทีก็ไปโดนพระเดินจงกรมมืดๆ ขโมยไปโดนเจ้าของบ้านเข้า พระท่านเดินจงกรมเงียบๆ ท่านไม่จุดไฟ เราตัวขโมยก็แทรกเข้าไปไม่จุดไฟเหมือนกัน ไปโดนกันทางจงกรมก็มี เราพูดให้ชัดเจน นี่ละสอดแทรกดู ข้างในนี้ถ้าหากเหมือนพระเราแหลกหมดนะ ถูกไล่ออกจากวัดมากต่อมาก แต่ไม่ใช่ฐานะที่จะทำอย่างนั้น มีตั้งแต่เฉพาะพระ

เพราะฉะนั้นถึงได้เตือนเสมอข้างใน เอาแต่เรื่องแต่ราวเข้ามา มาหาศีลหาธรรม จะได้อรรถธรรมออกมาอวดกันบ้างพอเป็นสิริมงคลและเป็นกำลังใจของกัน มันไม่มี เอาแต่เรื่องราวต่างๆ เข้ามาที่เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้กัน ดีไม่ดียังฟ้องเข้ามาหาพระอีก ว่าพระองค์นั้นไม่ดีองค์นี้ไม่ดีอะไรบ้าง เราสืบให้ทราบชัดเจน เราก็เห็นขี้เท่อเห็นความเลวของผู้ฟ้องมาอีก เราไม่ได้เชื่อง่ายๆ นะ ทุกอย่างจะเก็บไว้เรียบร้อย แล้วคอยสอดคอยแทรกหาเหตุหาผลตามที่เขาฟ้องร้องมา ไม่เชื่อง่ายๆ นะนี่

มีเยอะนะทางฝ่ายฆราวาสที่มาทำความเสียหายแก่พระ มีฟ้องร้องพระบ้างอะไรบ้าง เราตามสืบให้ทราบหมด ครั้นแล้วก็เหลว ไปลงอยู่ที่คนเลวนั่นแหละที่ฟ้องร้อง มันพิลึกนะ คนเข้ามาเกี่ยวข้องมากๆ อย่างนี้โลกเขาก็จะคิดไปแบบโลกนั่นละ มีความยินดี หลวงตาบัวมีคนมาเคารพเลื่อมใสมาก เราไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะ หัวใจเราเป็นอันเดียวเท่านั้น สว่างจ้าครอบโลกธาตุ ไม่มีสมมุติใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อสมมุติเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนมากมันเป็นของเลวๆ สอดเข้ามาแทรกเข้ามา ดูมันตลอด นี่ละที่เราได้เรื่องมาพูด มันพิลึกนะ พวกมาปฏิบัติธรรมละส่วนมากทำความเสียหายในวัดนี้

พระนี้ก็ถูกขับออกเรื่อยๆ มาโกโรโกโส มันน่าทุเรศนะ ทีนี้เราเป็นผู้หนัก ใครเคารพนับถือก็จะดีใจ ว่าหลวงตาบัวมีคนเคารพนับถือมาก หลวงตาบัวไม่ได้ดีใจนะ แบกยิ่งกว่าภูเขาทั้งลูกด้วยความหนัก ภูเขาหนักแต่เราไม่ได้ไปแบก ไอ้คนมนุษย์ขี้เหม็นนี่น่ะแบกกันตลอดเวลา ดังที่พูดนี่ก็พูดเรื่องแบกกันนั่นเอง ภาระมาทุกแบบทุกฉบับ พิจารณาให้ดีนะ มานี้ให้พิจารณาให้ดี ให้เก็บความรู้สึกให้ดี อย่าปากเปราะปากบอน ปากเปราะปากบอนทำความเสียหายมาก นิทานมีแต่เราไม่ยกมา เวลาไม่พอ นิทานโทษแห่งความปากบอน มีในชาดกนะแต่เราไม่เอามาพูด เราพูดมาเป็นตัวอย่างเรื่องปากเปราะปากบอนไม่ดี

อยากให้คนเคารพนับถือ แต่ตัวเองไม่เคารพนับถือ ปฏิบัติตัวเองให้เป็นคนดี จะให้ใครมาเคารพนับถือ แม้แต่ไอ้ปุ๊กกี้เขาก็ไม่ไปเคารพแหละ มันไม่ไปติด ถ้าใครเอาข้าวต้มขนมให้มันมันเอาแหละไอ้ปุ๊กกี้ เพราะฉะนั้นไอ้ปุ๊กกี้มันถึงเข้าครัวบ่อย ไปที่นั่นประจบตรงนั้นประจบตรงนี้ท้องป่องออกมา แล้วมาที่ในครัวนี่พระจัดอาหารให้กินตอนเย็นมันก็ท้องป่อง มันออกมาจากโน้นทีนี้มันจะไปไหนท้องป่องแล้ว พากันพิจารณาให้ดี เลอะเทอะนะ

อย่าเข้าใจว่าหลวงตาบัวจะดีใจนะพี่น้องทั้งหลายเข้ามามากๆ นี่ เป็นภาระที่จะต้องแบกต้องหาม เพราะเราพอทุกอย่างแล้ว ความสรรเสริญก็เป็นส่วนเกิน ตกออกๆ ความนินทากาเลก็เป็นส่วนเกิน ตกออกๆ แต่ความนินทามาหาเราเราไม่เป็นไร ที่มากระทบกระเทือนกับวงคณะพระเจ้าพระสงฆ์ที่เราปกครองอยู่ อันนี้หนักมากนะ พากันพิจารณาให้ดี เลอะเทอะทีเดียว

วัดเรานี้ปฏิบัติอย่างเข้มงวดกวดขัน เวลานี้เรียกว่าลดหย่อนลงบ้าง มันก็ยิ่งเพิ่มความเลอะเทอะขึ้นจากความลดหย่อนของเรา แต่ก่อนพูดจริงๆ ไม่เอาพระมากๆ อย่างมากที่สุดไม่ให้เลย ๑๘ องค์ เข้มงวดกวดขันทุกสิ่งทุกอย่าง ประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ เราปฏิบัติอย่างนั้น เดี๋ยวนี้เป็นยังไงล่ะ มันเป็นส้วมเป็นถานไปหมดแล้ววัดป่าบ้านตาด มีแต่มูตรแต่คูถเต็มส้วมเต็มถาน มูตรคูถก็คือคนเลวนั่นละ ส้วมถานก็คือสถานที่อยู่ของคนเลว เรียกว่าส้วมว่าถาน มันเลอะเทอะไปหมดแล้วนะเวลานี้ มองไปที่ไหนจะดูไม่ได้ ถ้าพูดภาษาโลกก็ว่าคับหัวอก เราผู้เป็นหัวหน้าแบกไปหมดนี่นะ แต่นี้พูดจริงๆ ตามหลักธรรมชาติเราไม่หนักกับอะไร ในสมมุติสามแดนโลกธาตุเราไม่มีอะไรจะมาให้เราแบก ปล่อยหมดโดยสิ้นเชิง

กิเลสเท่านั้นเป็นภาระ เป็นตัวเรื่องราวทั้งหลายเข้ามายุ่งกวนจิตใจ ปัดกิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วไม่มีอะไรมายุ่ง อยู่กับโลกเราอยู่ด้วยอย่างนี้แหละ ให้ท่านทั้งหลายเข้าใจเอานะ เข้ามาวัดมาวาอย่ามาเก้งๆ ก้างๆ เห็นว่าวัดนี้คนเคารพนับถือมากอยากไปดู เตร็ดเตร่เร่ร่อนเข้ามา เพ่นๆ พ่านๆ ผิดเวล่ำเวลาก็มา ส่วนมากเราจะออกเวลาที่คนหนีหมดแล้วประมาณ ๕ โมง ห้าโมงขึ้นไปละเราจะด้อมๆ ออกมา ออกนี้จะไปดูกิจการต่างๆ ภายนอกวัดอะไรบกพร่องขาดเขิน มาแล้วจะได้เตือนๆ แล้วมาเพ่นพ่านๆ ถ้ามาเจอกับเราแล้วขนาบป่าราบไปเลย พูดจริงๆ นะ เราไม่เหมือนใคร มาถามเหตุถามผล มาอะไรกัน ไล่เบี้ยเข้าไป ถ้าไม่มีเหตุมีผลแล้วไล่ออกเดี๋ยวนั้นเลย เอาอย่างนี้ ขนาดนั้นมันยังเพ่นพ่านๆ

ติดประกาศมันอ่านเมื่อไร นั่นเห็นไหม ที่นี่เป็นวัด เป็นสถานที่ภาวนาเพื่อความสงบใจ ไม่มีกิจธุระจำเป็นไม่ควรมาเที่ยวเพ่นพ่าน เราเป็นคนสั่งเอง เป็นโวหารของเรา ภาษาของเรา มันอ่านเมื่อไร มาเจอตัวจริงเข้าถึงถูกไล่กันไปๆ มันเลอะเทอะขนาดนั้นนะ ยั้วเยี้ยๆ ไม่ทราบว่ามาอะไรต่ออะไร หลักเกณฑ์ไม่มี อยู่เร่ๆ ร่อนๆ ทุเรศนะเรา

การสอนโลกสอนด้วยความมีหลักมีเกณฑ์ หัวใจดวงนี้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ครอบโลกธาตุแล้ว นำธรรมมาสอนโลก เมื่อเห็นอย่างนั้นมันจึงทุเรศ นี่ก็สอนด้วยความเมตตา ให้ท่านทั้งหลายจำเอา แล้วจะมาหาว่าหลวงตาดุนะ ชำระความสกปรกทั้งหลายออกเพื่อให้เป็นคนดีขึ้นมา จำเอานะ ให้พร

หลังจังหัน

(คุณอุษณี ศักดิ์ศรีเจริญ อยู่บางแสน ชลบุรี ถวายแผ่นซีดีเปล่ามา ๖๐๐ แผ่นครับ) ตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยเห็น ใช้ทางไหนล่ะ (ใช้อัดเทศน์หลวงตาครับได้มากหลายกัณฑ์) มาทุกแบบนั่นละ อย่างที่เทศน์เมื่อเช้ามีทุกแบบ อันนี้ก็มาทุกแบบเหมือนกัน มีอย่างนี้แล้วทำให้ระลึกถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรา ธรรมะของท่านเป็นธรรมะกระเทือนโลก แต่จะได้ฟังเฉพาะพระเท่านั้น ฆราวาสไม่มีโอกาสได้ฟัง เทศน์สอนพระล้วนๆ ตลอดเลย มีแต่พระล้วนๆ ท่านเปิดเต็มเหนี่ยวเลย สุ้มเสียงของท่านกังวาน พูดก็สวยงามเป็นประโยคเรียบๆ เหมือนช้างเดินตามทุ่งนา ประโยคการพูดของท่านเป็นอย่างนั้น แต่เวลาพูดธรรมะขั้นสูงเข้าไปๆ พุ่งนะที่นี่ ที่ว่าช้างเดินตามทุ่งนากลายเป็นช้างวิ่งนะ วิ่งตามทุ่งนา พุ่งๆ เลย ท่านล่วงไปแล้วถึงได้มีอันนี้ มีพวกเทปพวกอะไร เราเสียดายธรรมะที่เราฟังมานี้ เราไม่ได้ดูถูกครูบาอาจารย์องค์ใด เพราะเราไม่ค่อยสนิทกับท่านเหล่านั้นนัก ก็มีพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี่ เรียกว่ายกนิ้วให้เลยการเทศน์ ยกนิ้วให้เลย เพราะท่านเทศน์ทางภาคปฏิบัติล้วนๆ

เรื่องศีลนี้ไม่ค่อยได้พูดกัน เพราะต่างองค์ต่างสมบูรณ์แบบเรื่องศีล ก็มีแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรม การเทศน์จึงเทศน์ธรรมล้วนๆ และเทศน์พวกปฏิบัติเสียด้วย พระนั่งเต็มอยู่นี่เหมือนไม่มีเลย เงียบ เสียงท่านพุ่งๆ ท่านเทศน์จบลงแล้วนี้ เริ่มแรกนั้น ๔ ชั่วโมงท่านเทศน์ แล้วค่อยๆ ลดลงมาเหลือ ๓ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง หยุดตอน ๒ ชั่วโมงนะ เทศน์ ๔ ชั่วโมงนี่พระเหมือนหัวตอ ฟัง คือจิตไม่ได้มากังวลกับร่างกาย เวลาเทศน์ธรรมะนี่เหมือนแม่กล่อมลูกด้วยบทเพลงนั่นแหละ ธรรมะกล่อมจิตให้สงบแน่ว เพราะความรู้กับธรรมที่สัมผัสกัน สืบต่อกันโดยลำดับๆ จิตไม่มีโอกาสจะคิดทางนั้นทางนี้

ธรรมเข้าหาจิตนี้สงบ ถ้ากิเลสเข้าหาจิตฟุ้ง วุ่นเลย ต่างกันนะ ถ้ากิเลสเข้าไปสัมผัสจิต จิตนี้จะฟุ้งซ่านมากทีเดียว แต่ถ้าธรรมเข้าไปนี้ ติดต่อกันไปเท่าไรยิ่งสงบลงๆ แน่วเลย ทีนี้เวลาจิตลงเต็มที่ของมันแน่วเลย เสียงธรรมนี้จะแว้วๆ อยู่สูงๆ นี่เรียกว่าช่วยตัวเองได้แล้วในขณะนั้นจิต เสียงแว้วๆ ขาดไปเลยเพราะตัวเองช่วยตัวเองได้แล้ว นี่พูดถึงขั้นที่ยังไม่สงบเพื่อความสงบก็สงบอย่างนั้นจากธรรมที่ท่านเทศน์ ส่วนผู้ดำเนินทางด้านปัญญาไม่ได้เป็นอย่างเดียวกันนะ คือจะขยับตามๆ ปัญญา ท่านเทศน์ปัญญานี้จะขยับตาม ไม่อยู่นะ ถ้าเป็นสมาธินี้แน่ว สงบแน่วเลย จนกระทั่งพอตัวของตัวแล้ว เสียงธรรมที่กล่อมนั้นก็แว้วๆ อยู่สูงๆ เผินๆ นะ เข้าส่งถึงที่แล้ว แล้วก็เงียบไปเลย

นี่พูดถึงขั้นของจิตที่อยู่ในความสงบ และกำลังจะเริ่มสงบก็สงบได้ ผู้สงบแล้วก็แน่วลงไป แน่นหนามั่นคงลงไป ทีนี้ผู้ที่ก้าวเดินทางด้านปัญญา เหมือนว่าก้าวตามท่าน ขยับตาม ท่านก้าวไปไหนปัญญานี่จะพุ่งตามๆ ไม่อยู่นะปัญญา แก้กิเลสไปในตัวๆ ในขณะที่ฟัง เกี่ยวกับผู้ฟังที่ดำเนินทางปัญญาแล้วนะ ทางด้านสมาธิมีแต่กล่อมจิตให้ลง ให้สงบๆ ทางด้านปัญญานี้ขยับตาม ไม่อยู่ เพราะฉะนั้นผู้ฟังเทศน์ในครั้งพุทธกาลที่ท่านแสดงไว้นั้นได้สำเร็จมรรคผลนิพพาน ไม่สำเร็จยังไงก็ตามกันตลอด ถึงขั้นตามตามตลอด พุ่งไปได้เลย

ทีนี้ผู้ฟังไม่ใช่คนหนึ่งคนเดียว และไม่ใช่ครั้งหนึ่งครั้งเดียวการฟังเทศน์ก็ดี คราวนี้ขยับไปถึงนี้ เทศน์คราวหลังขยับเรื่อยๆ พุ่งเลย นั่น แต่ก่อนเราก็ไม่ค่อยคิดนัก จะว่าเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่ค่อยแน่นอนนักเวลาเรียนหนังสืออยู่นะ เพราะจิตเรามันลอย อะไรๆ มามันก็ลอยไปหมด ไม่มีดีละจิตอันนี้น่ะ ทีนี้พอมาปฏิบัติเอาจริงเอาจัง ภาคปฏิบัติมันจับได้ตลอด เอาตัวเรามาเป็นพยานเวลาฟังเทศน์ เวลานี้เราพิจารณาอยู่อย่างนี้ เอ้า ท่านเทศน์มานี้จะเป็นยังไงคอยดู จ้อ พอท่านเทศน์มานี้ท่านรู้แล้วท่านผ่านๆ เราก็ขยับตาม ได้ทีละวรรคละตอนไปเรื่อยๆ ต่อไปก็ได้ นี่เราเชื่อว่าพระพุทธเจ้าแสดงธรรม ผู้ฟังธรรมได้บรรลุมรรคผลนิพพานจำนวนมาก แน่ในใจเลย เพราะอันนี้เป็นพยาน ถึงจะยังไม่สำเร็จในเวลานั้นก็ตาม มันเป็นพยานในการก้าวเดินของจิตในเวลาที่ฟังเทศน์ ก้าวเรื่อยๆ นี่ขั้นปัญญา

ทีนี้ผู้ฟังมันหลายขั้น ผู้ไม่สงบก็สงบเข้าไปจำนวนมาก แน่ะ ผู้ที่สงบแล้วก็แน่วลงไปอีก จากนั้นผู้ก้าวเดินทางด้านปัญญาก็พุ่งๆ เลย มีหลายขั้นของผู้ฟัง แล้วก็ได้รับประโยชน์ทั่วถึงกันตามขั้นภูมิและกำลังของตนนั้นแหละ เราเชื่อเลยเทียว ไม่สงสัยที่ว่าพระพุทธเจ้าแสดงธรรม ผู้ฟังธรรมได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เชื่อเลยเทียว เพราะขั้นของจิตของธรรมผู้ที่มาบำเพ็ญไม่เหมือนกัน ผู้มาศึกษาอบรมไม่เหมือนกัน ผู้อยู่พื้นๆ ก็ขยับตัวขึ้นมา ผู้พอมีหลักมีเกณฑ์ก็ขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่ก้าวเดินที่จะหลุดพ้นแล้ว พุ่งไปเลย เพราะเทศนานั้นแหละไม่ใช่เพราะอะไร

จะว่าอะไรเราฟังอยู่หนองผือ ฟังนี้จิตมันดับพรึบลงเลยเทียว ขณะฟังเทศน์นะ อะไรดับหมดเลย ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้เขามีตามปรกติ แต่จิตมันดับของมัน เหมือนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีเลย ตั้งสองสามวัน รัศมีของมันยังมีดับอยู่ในนั้น ทีแรกมันดับพรึบเหมือนอะไรดับหมด เวลาจิตมันถอยออกมาแล้วมองอะไรก็เห็น แต่พื้นใหญ่ของมันมันดับ ตั้งสองสามวันถึงจางไป เป็นในหัวใจของเราเราฟังแล้ว งงก็ไม่งง อัศจรรย์เท่านั้นเอง อัศจรรย์ธรรมของท่านที่แสดง

ท่านแสดงด้วยความรู้จริงเห็นจริงสดๆ ร้อนๆ ผู้จับมาดื่มมากินก็สดๆ ร้อนๆ เหมือนกัน เหมือนเราป้อนข้าวเด็กนั่นแหละ ป้อนข้าวเด็กเป็นยังไง จนกระทั่งถึงขั้นเด็กอิ่มเด็กก็รู้เอง การป้อนก็หยุด ท่านป้อนศีลป้อนธรรมใส่บรรดาสัตว์ทั้งหลาย ด้วยการเทศนาว่าการก็แบบเดียวกัน มันดูดมันดื่ม การเทศนาว่าการก็เหมือนป้อนเข้าไปๆ มันชัดๆ ที่ว่ามันดับอยู่ตั้งสามวัน โอ๊ อัศจรรย์ ฟังเทศน์ตอนนั้นพอมันลงเต็มที่แล้วดับพรึบหมดเลย เทศน์ไม่สนใจเลยนะ จะว่าตั้งใจไม่สนใจก็ไม่ใช่ อันนี้มันหากเป็นเองของมัน ไม่สนใจเอง มันสนใจอยู่กับอันนี้ หรือเป็นอยู่กับอันนี้

พอท่านเทศน์จบจิตค่อยถอนขึ้นมา อะไรก็ยังดับอยู่ ดับคือว่าถอยออกมา อันนั้นดับแท้ๆ อันนี้ค่อยถอยออกมาดับ ตั้งสามวันรัศมีแห่งความดับยังมี เห็นได้ชัดๆ อย่างนี้ ผู้ฟังธรรมถึงขั้นผู้รู้จริงเห็นจริงจะไม่สำเร็จได้ยังไง เพราะเทศน์ตรงไหนจริงทั้งนั้น นอกนั้นดึงไปๆ ตามช่องทางที่ถูกต้อง ไม่ได้ดึงออกนอกลู่นอกทาง ผู้นี้เดินตามไปๆ ก็พุ่งถึงเลย อย่าว่าแต่พระพุทธเจ้าสอนพวกสาวกทั้งหลาย ประชาชนทั้งหลาย ได้สำเร็จมรรคผลนิพพานอะไร แม้แต่หมามันยังพาพระไปถึงจุดหมายได้ ฟังซิ หยาบไหมคำพูดคำนี้ เอาตำรามายันเลย

เขาไปนิมนต์พระให้ไปฉันที่บ้านเขา เขาบอกว่าเขาจะเอาหมามารับ เขาว่างั้น จะให้หมามารับไปบ้านแทน คือเขาอยากแสดงฤทธิ์หมาของเขา หมาก็มาจริงๆ นะ นี่เห็นไหม ตั้งแต่หมาจูงก็ยังถึงที่ใช่ไหม พระพุทธเจ้าจูงจะไม่ถึงได้ยังไง หมาจูงก็ยังถึงที่ ถึงที่ฉัน เข้าใจไหม ถึงเวลามันมา หมา พระท่านก็อยากหยอกอยากเล่นหมา ไม่ว่าใครแหละ ก็หมามาพาไปบ้าน เขาบอกไว้แล้วว่าจะให้หมามารับไป หมาตัวนั้นก็คงจะรู้ภาษาคนได้ดี บอกให้ไปรับพระเขาก็ไป พอไปถึงที่ของพระอยู่แล้ว พระก็เตรียมตัว ท่านก็บอกว่า เหอ มาแล้วเหรอ เขาก็รออยู่นั้น

ทีนี้พระก็พาไป พอถึงทางแยกทางไหน ก็อยากทดลองหมา อยากหยอกเล่นกับหมาละซิ พอไปถึงทางแยกทางนี้ ก็รู้อยู่แล้วว่าจะไปทางนี้ หมาเขาก็พาไปนี้ หากพระทำท่าหลงแยกไปนี้ เขาก็ไปคาบชายจีวรดึงกลับมา แล้วก็ดึงไปตามทาง พอไปตามทางเขาก็บอก มีทางแยกทางไหน พระนี่คือตัวหลงละ หลงทาง ไปนี้เขาก็ตามไปคาบชายจีวรมา ทางแยกเท่าไรหลงทั้งนั้นละพระ คือพระท่านอยากทดลองหมา อยากเล่นกับหมา ทางแยกทางไหนก็ไปละ ทางตรงไม่ไปนะทางแยกหลงไปละพระ เขาก็ตามไปคาบมา นี่ตำรามี จนกระทั่งถึงบ้าน หมามาจูงพระจูงกระทั่งถึงบ้าน พระพุทธเจ้าจูงสัตว์โลกจะไม่ถึงมรรคผลนิพพานได้ยังไง พระพุทธเจ้าศาสดาองค์เอกเหนือหมาสักเท่าไร

พูดนี้หยาบไหม ฟังซิน่ะ โลกสกปรกมันหาว่าธรรมะเป็นของสกปรกมาก เป็นของสกปรกหยาบโลน เดี๋ยวนี้มันขนาดนั้นนะ หมดคุณค่าหมดราคาหัวใจมนุษย์ เรียนสูงขนาดไหนก็ตาม เป็นความสำคัญของตนเองต่างหาก ไม่ได้เป็นความจริง เรียนจำได้แล้วก็มาทะนงด้วยความจำได้ความรู้ ความชั่วไม่หลุดลอยไปจากใจจะว่าดีได้ยังไง เรียนธรรมก็เหมือนกัน เรียนไม่สนใจปฏิบัติก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เด็กผู้หญิงผู้ชายเรียนได้ทั้งนั้น แต่ถ้าไม่ตั้งใจปฏิบัติตามก็พอๆ กันหมด ไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าเรียนแล้วนำการศึกษานั้นไปปฏิบัติ ได้ผลด้วยกัน

ท่านจึงว่าปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ธรรมสามประการนี้แยกกันไม่ออก เป็นองค์ศาสนาโดยแท้ ปริยัติคือการศึกษาอบรม เล่าเรียนก็ตาม ศึกษาครูอาจารย์ได้ยินได้ฟังมาก็ตาม นำไปปฏิบัติซิ อย่างหนึ่งเวลาฟังเทศน์นี้เป็นภาคปฏิบัติอยู่ในตัวนะ ฟังไปๆ ปฏิบัติอยู่ในตัวนี้ยิ่งดีกว่าภาคที่เราตั้งใจไปปฏิบัติ คือฟังไปในนั้น ปฏิบัติไปในตัว ทีนี้ก็บรรลุมรรคผลนิพพานได้ในขณะฟัง เป็นภาคปฏิบัติที่ดีเยี่ยมทีเดียว ภาคปฏิบัติอันดับสอง ฟังแล้วก็มาปฏิบัติต่อตัวเอง ท่านว่าให้นำสมาธิภาวนาพิจารณาอย่างนั้นๆ นี่เป็นภาคปฏิบัติอันดับสอง ภาคปฏิบัติอันดับหนึ่ง ทั้งฟังทั้งรู้ทั้งเข้าใจ ทั้งแก้กิเลสตัณหาได้ในเวลานั้น นั่นเป็นพักๆ นะ

พูดไปนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนนะ พูดไปหลงลืมไปไม่มีเงื่อนต่อ นี่ละความจำในขันธ์ ๕ สัญญานี่ตัวสำคัญ สังขารปรุงได้ตลอด แต่สัญญาจำไม่ได้ หลงๆ ลืมๆ ไป เป็นอย่างนั้นละ พูดไปหลงลืมไป นี่ก็ไม่ทราบว่าพูดเรื่องอะไรมา หลงลืมไปอย่างนี้ละ เราพูดถึงเรื่องมรรคผลนิพพานสดๆ ร้อนๆ นะ เหมือนวัตถุที่เลิศเลอใส่ภาชนะไว้ ปิดไว้ แล้วเอามูตรคูถมาพอกข้างบน ใครไปก็จะเห็นแต่มูตรแต่คูถอยู่ข้างบน ทองคำทั้งแท่งอยู่ใต้ไม่เห็นกัน ก็อยู่ด้วยกันสดๆ ร้อนๆ แต่กิเลสมันไปปิดไว้หมด สกปรกอยู่ข้างบน

นี่จิตใจของเราถูกกิเลสมันปิดไว้หมดข้างบน เอะอะมากิเลสออกรับๆ กิเลสลากเราไปพร้อมๆ มีแต่กิเลสสดๆ ร้อนๆ ธรรมะสดๆ ร้อนๆ ไม่ได้ ไม่แสดงตัวได้ ทีนี้เมื่อภาคปฏิบัติก็ดึงอันนี้ออก ที่ปิดอยู่ดึงออกๆ เปิดออกๆ ก็เห็น เปิดออกหมดจ้าเลย นั่นสดๆ ร้อนๆ เราเคยเทียบให้ฟังแล้ว เหมือนสระใหญ่ที่มีน้ำใสสะอาด ทุกสิ่งทุกอย่างเต็มอยู่ในนั้น คุณค่าของน้ำอาบดื่มใช้สอยดีหมด แต่ถูกจอกแหนปกคลุมไว้ในสระ ใครมองลงไปก็เห็นตั้งแต่จอกแต่แหน ไม่เห็นน้ำ

ทีนี้มองไปๆ คือผู้ปฏิบัติปฏิบัติไป เหมือนกับว่าเวิกจอกเวิกแหนออก เอาจอกเอาแหนออก เริ่มเห็นน้ำ ตักน้ำมาอาบดื่มใช้สอยดู แน่ใจ นั่น ประจักษ์ใจ โอ๋ นี่น้ำ หนึ่งน้ำนี้มีอยู่ในสระ สอง น้ำนี่ใสสะอาด อาบดื่มใช้สอย ทรงรสทรงชาติได้เป็นอย่างดี ทีนี้คนนี้แน่ใจแล้วว่าน้ำในสระนี้มี ก็พยายามขนจอกขนแหนออกไปเรื่อยๆ อย่างที่ท่านว่าพระโสดา กระแสพระนิพพานถึงแล้ว ก็เหมือนเขาไปเปิดจอกเปิดแหนออกจากน้ำ เห็นน้ำแล้วตักอาบดื่มใช้สอย ชัดเจน แน่ อ๋อ น้ำนี้มี พร้อมทั้งคุณภาพของน้ำนี้มีสมบูรณ์ นี่ท่านถึงกระแสพระนิพพาน

จิตนี่หยั่งลงในน้ำทั้งหลาย ทุกอย่างมีสมบูรณ์หมดแล้ว ทีนี้ก็มีแต่จะขยับ ถึงจอกแหนจะปกคลุมไปหมดหลังอาบดื่มใช้สอยเรียบร้อย ก็พอเป็นพยานแล้ว ถึงจอกแหนจะปกคลุมหุ้มห่ออยู่ก็ตาม ความเชื่อนี้จะไม่ถอนว่าน้ำในสระนี้มี และน้ำในสระนี้ทรงรสทรงชาติสมบูรณ์แบบมีไม่ถอน นี่เป็นอจลศรัทธา ถึงจอกแหนจะปกคลุมอยู่ ความเชื่อนี้หยั่งแล้วว่าน้ำในสระนี้มี พร้อมทั้งคุณภาพสมบูรณ์แบบ นี่ท่านว่า โสตะๆ แปลว่ากระแสแห่งพระนิพพานพาดพิงถึงแล้ว เทียบเหมือนคนเปิดจอกเปิดแหนเห็นน้ำในสระนั่นแหละ จากนั้นเขาก็จะเอาออกเรื่อยๆ เอาออกจนหมดสระแล้วจ้าเลยน้ำในสระ นี่ละถึงมรรคผลนิพพาน พากันจำเอานะ สดๆ ร้อนๆ อย่างนี้

อย่าให้กิเลสมาหลอก แหม โลกเรานี้มีแต่โลกกิเลสปิดหูปิดตาไว้หมดมองไม่เห็น ดีไม่ดีคัดค้านต้านทานต่อสู้กับธรรมที่เป็นเครื่องเปิดพิษภัยออกจากหัวใจอีกด้วยซ้ำนะ มันไม่ได้เห็นว่าธรรมเป็นคุณ มันเห็นสิ่งปิดบังให้มันตาบอดว่าเป็นคุณไปเสีย อย่างที่เขาว่าเทศน์หยาบเทศน์โลน ฟังซิฟังได้ยังไง สายธรรม ภาษาของธรรม ความรู้ของธรรมและธรรมแท้เป็นอย่างนั้น นี่ทาง เอ้า ต่ำก็ไปตามต่ำ เหมือนถนนไปสู่หมู่บ้าน เอา มันสูงก็ไป ต่ำก็ไป เรียบก็ไป ไปตามทางสายนี้ไปทางอื่นไม่ได้ ไม่ถูก ก็ไปตามทางนี้จนกระทั่งถึงหมู่บ้าน

อันนี้สายธรรมที่ควรจะหนักก็หนัก ควรจะเบาก็เบา ที่เขาว่าหยาบโลนๆ ภาษาธรรมเรียกว่าหนักเบาไปตามธรรมชาติซึ่งเป็นสายทางของธรรม แสดงอย่างนั้น เจตนาที่ว่าหยาบว่าโลนท่านไม่มี ความหมายของธรรมไม่มี อันนี้เป็นความหมายของกิเลสที่เข้าตัว สงวนตัวมากไม่ให้อะไรมาแตะต้องต่างหาก ส่วนธรรมตรงไปตรงมา สิ่งที่ว่าหยาบโลนมันมีอยู่กับทุกคนไม่ใช่เหรอ ถ้าว่าท่านเทศน์หยาบโลน ตัวของเราเป็นอะไร เราสะอาดล้นฟ้าล้นแผ่นดินมาจากไหน เหนือธรรมไปไหน จึงว่าธรรมหยาบโลน ตัวเราสะอาดเหนือโลกไปไหน เหนือนิพพานไปไหน เหนือพระพุทธเจ้าเหนือธรรมไปไหน มันไม่มี เข้าใจไหม มันด้นเดาเกาหมัดว่าไปอย่างนั้นเอง

ขอให้เปิดในจิตนี่ ความเพียรจิตตภาวนาสำคัญมากนะ ที่จะเปิดให้เห็นประจักษ์ ทาน ศีล เหล่านี้หนุนกันมาๆ ภาวนาเป็นกุญแจที่จะไขมรรคผลนิพพาน เป็นกุญแจสำคัญ เปิดๆ และบุญกุศลทั้งหลายที่สร้างมาด้วยการทำบุญให้ทานต่างๆ มารวมอยู่นั้นละ มารวมอยู่ในจิตตภาวนา จิตตภาวนาเป็นทำนบใหญ่ เป็นที่รวมของบุญกุศลทั้งหลาย เหมือนแม่น้ำสายต่างๆ ไหลลงสู่ทำนบใหญ่มีมหาสมุทรเป็นต้น ลงนั้นทั้งนั้น ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ

เพื่อนฝูงมีมากๆ ทั้งพระทั้งเณรทั้งประชาชนมีมากๆ ว่าเราจะสะดวกสบายใจ ไม่สะดวกนะ เป็นภาระของเราได้ดูแลรักษารับผิดชอบทั้งหมด เพราะฉะนั้นถึงได้ดุกันอย่างตอนเช้านี่เหมือนกัน พระเข้ามานี่เข้ามาเหยียบย่ำทำลาย จะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนาก็ตามผิดก็เป็นผิด มันก็ขวางจนได้ความผิด ถึงขนาดไล่ออกจากวัดๆ ก็มี สอนกันไปก็มี ไล่ออกไปเลยก็มี มาทำทุกแบบในวัด ประชาชนก็เหมือนกัน มีหลายแบบนะ เรื่องก็มาถึงเราเป็นจุดศูนย์กลาง มาถึงเราจนได้ จะต้องได้สืบได้เสาะพินิจพิจารณาตามเหตุตามผลที่เขาบอกมาหรือร้องเรียนมา เราจะต้องสอดแทรกดู

ที่จะให้เชื่อง่ายๆ ไม่ได้ ธรรมไม่ใช่อย่างนั้น จะต้องตามเหตุตามผลหาความจริง ถ้าเป็นความจริงแล้วสิ่งเหล่านั้นควรจะปฏิบัติยังไง ทีนี้ก็ปฏิบัติ สมมุติว่าคนนั้นผิด ควรเตือนเราก็เตือน คนนั้นเขาพูดตามความเป็นจริงยอมรับ ถ้าไม่เป็นความจริงหาเรื่องใส่กันมันก็ไปเป็นโทษกับคนนั้น ฟังอย่างนี้ที่ฟังเรื่องราว ไม่ใช่จะเข้าข้างนั้นข้างนี้ เข้าไม่ได้ธรรม ธรรมไม่มีคำว่าเข้าข้างนั้นข้างนี้ ตรงไปตรงมา ไม่มีพวกนั้นพวกนี้ ไม่มีพวกเขาพวกเรา ธรรมสอนโลก สพฺเพ สตฺตา อันว่าสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น ทั่วโลกธาตุเป็น สพฺเพ สตฺตา ด้วยกันทั้งนั้น จะแยกจะแบ่งไปไหนไม่ได้ ธรรมะกระจายไปหมดอย่างนี้แล เอาละวันนี้ สายแล้ว เมื่อเช้านี้ก็เทศน์กัณฑ์หนึ่ง หลังจังหันแล้วก็เอาอีก

(มีผู้ถวายปัจจัยส่วนองค์หลวงตารวมจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท) เอ้า สาธุพร้อมกัน (สาธุ) ถวายมายังไงก็ตามหลวงตานี้ออกหมดเลยไม่มีเหลือ จึงเรียกว่าวัดนี้เงินที่ได้มามากน้อยเป็นเงินเพื่อโลกเพื่อแผ่นดินไทยเป็นอย่างน้อย นอกจากนั้นกระจายออกไปอีก เงินวัดนี้ออกช่วยโลกทั้งหมด วัดนี้สมบูรณ์แบบทุกอย่างวุ่นหาอะไร พวกเขายากจนมีตั้งมากมายก่ายกอง เฉลี่ยออกไปอย่างนั้นละ นี่ก็ได้พูดกับผู้กำกับแล้วให้ติดต่อไปทางเวียงจันทน์ ให้เอารถสิบล้อมาสองคัน สงสารเขา โอ๊ย จนมากนะ นี่ละ สพฺเพ สตฺตา ไม่มีที่ไหนๆ สพฺเพ สตฺตา ครอบไปหมดเลย สัตว์โลกมีความเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น หวังความช่วยเหลือพึ่งผู้อื่นด้วยกันทั้งนั้น

นี่เราก็จะจัดของไปมอบให้ทางเวียงจันทน์ สั่งเขาให้เอารถสิบล้อมาสองคัน ก่อนที่จะมาให้บอกล่วงหน้ามาก่อน เพื่อเราจะไปจัดของมาพร้อมมารอไว้นี้ พอเขามาก็ขนของขึ้นใส่รถให้เต็มสิบล้อสองคันไปเลย ข้ามไปเวียงจันทน์ สั่งแล้วนี่ ให้เขาบอกล่วงหน้าสองวัน เราจะไปเอาของมาเต็มไว้เลย ส่งไปทางเวียงจันทน์ สงสาร

นี่ละเงินพี่น้องทั้งหลายที่มาถวายวัดนี้ให้เห็นชัดๆ อย่างนี้ เป็นประโยชน์แก่โลกอย่างนี้ตลอดมา เราไม่เก็บ ไม่มีคำว่าเก็บ แม้บาทหนึ่งเราก็ไม่เคยมีในใจเรา มีแต่เพื่อโลกทั้งนั้น จะพูดว่าเป็นนักเสียสละในประเทศไทยสมัยปัจจุบัน เรายกนิ้วได้เลย เอา ใครเก่งกว่านี้มาเราจะยอมรับ ว่างั้นเลย คือหัวใจมันเปิดจ้าอยู่ด้วยความเมตตาไม่ใช่อะไรนะ เมตตานี่มีเท่าไรไม่เหลือ ปัดออกหมดเลย

กลางคืนก็พิจารณา ทางด้านภาวนาก็พิจารณาอีกทีหนึ่ง ตอนเช้าพอตื่นนอนขึ้นมาก็เอาอีก พิจารณา มีแต่เพื่อโลกทั้งนั้นไม่ได้มีเพื่อเราเลย หมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีเพื่อเรา มีแต่เพื่อโลกทั้งนั้น กลางคืนนั่งพิจารณาภาวนา เสร็จแล้วก็พิจารณาเรื่องโลกอีก โลกละเอียด โลกหยาบ โลกทุกแบบอยู่ในนี้พูดไม่ได้ แต่รู้ประจักษ์ในหัวใจ อันใดที่จะนำมาสู่โลกได้ก็นำมาดังที่ว่านี่แหละ อันนี้เป็นเรื่องหยาบๆ เพราะฉะนั้นจึงว่าใครอนุโมทนาไม่อนุโมทนาก็ตาม เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมเต็มท้องฟ้าอนุโมทนาความดีงามของพวกเราที่สร้างนี่นะ

ไอ้พวกมนุษย์ขี้เหม็นมันไม่อนุโมทนาช่างหัวมัน พวกเทวบุตรเทวดาไม่ได้ขี้เหม็นนะ พวกนี้อนุโมทนาเต็มท้องฟ้า อันนี้ไม่เห็น อันนี้เห็นจะว่าไง พูดให้มันชัดๆ มันจวนจะตายแล้ว เพราะฉะนั้นเราถึงกล้าพูดทุกอย่าง เพราะมันประจักษ์ในหัวใจแล้ว ใครเชื่อไม่เชื่อไม่สำคัญ นี่มีหรือไม่มี เราเห็นชัดเจนอย่างนี้ใครจะว่ามีหรือไม่มีก็ตาม เราชัดเจนด้วยสายตาของเรา

อันนี้ก็เหมือนกันยิ่งประจักษ์ชัดยิ่งกว่านี้อีกที่เราช่วยโลก เราไม่ได้ช่วยสุ่มสี่สุ่มห้านะ พิจารณาเต็มกำลังความสามารถ ที่จะออกแง่ใดมุมใดเราจะไม่ถามใคร เต็มหัวใจเราแล้วออกๆ อย่างอุบายวิธีการต่างๆ ที่นำพี่น้องทั้งหลายช่วยชาติเหมือนกัน เราออกด้วยพิจารณาในธรรมทั้งหลายแล้วออกๆ เราจึงไม่ไปถามใครๆ ผิดถูกชั่วดีเราไม่ไปสนใจกับใครยิ่งกว่าเราพิจารณานี้ถูกต้องแล้วออก จะควรออกมากออกน้อยจะเปิดอยู่ในหัวใจนี่ละ เปิดออกๆ

การพูดจาพาทีเหมือนกัน อย่างเราเทศน์ที่เขาว่าเทศน์หยาบเทศน์โลน เราไม่สนใจกับคำเหล่านี้ ธรรมเหนือโลกทุกอย่างแล้วจะมาหยาบโลนอะไร ฟังซิน่ะ มันเหนือทุกอย่างแล้วจะมาหยาบๆ โลนๆ อะไร โลกนี้เป็นโลกหยาบโลน ธรรมเป็นธรรมชาติที่สะอาดสุดยอดแล้ว จะเอาธรรมมาคละเคล้ากับนี้ว่าเทศน์หยาบเทศน์โลน ฟังไม่ได้ ไม่ฟัง ไปเลย นี่ละเราพิจารณา

ยิ่งจวนจะตายเปิดออกให้เห็นทุกอย่าง ว่าพุทธศาสนาเรานี้เป็นศาสนาที่เปิดโลกธาตุว่างั้นเลย เปิดมรรคผลนิพพานแล้วยังไม่แล้ว เรียกว่าเปิดมรรคผลนิพพานสดๆ ร้อนๆ แก่ผู้บำเพ็ญ และเปิดความรู้ความเห็นที่จะเป็นออกจากใจนี้กระจ่างแจ้งไปหมดได้ นี่ก็เป็นตลาดอันหนึ่งที่ใหญ่โต สำหรับอุปนิสัยของผู้ที่จะรู้จะเห็นมากน้อย จะเปิดขึ้นในหัวใจ แล้วไม่ต้องถามใครเลยๆ ดังพระพุทธเจ้าท่านถามใครเมื่อไร ไม่เคยถาม สาวกแต่ละองค์ท่านไปรู้ไปเห็นอะไรมา ท่านไม่ถามใคร ไม่มีอะไรประจักษ์ยิ่งกว่าท่านที่รู้ที่เห็นประจักษ์ตนเอง เป็นอย่างนั้น ที่เราช่วยโลกก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน

บางคนก็ว่า เป็นยังไงเหนื่อยไหมหลวงตา แทนที่เราจะตอบว่าเหนื่อยหรือไม่เหนื่อยเราไม่อยากตอบ อยากตีปากเอา เข้าใจไหม มันขี้เกียจตอบ ตีปากเอาเลย เอาละพอ (มีผู้ถวายกฐินเพิ่มเติมค่ะ แล้วหนูลากลับกรุงเทพพรุ่งนี้ค่ะ) เออ ไปสวัสดีนะ บุญเต็มหัวใจแล้วไปเถอะ เงินทองข้าวของกระเป๋าแฟบ แต่มาเต็มอยู่ที่หัวใจ เข้าใจไหม กระเป๋าคือด้านวัตถุ แปรสภาพมาเป็นบุญเป็นกุศลเต็มหัวใจ กระเป๋าแฟบแฟบไป หัวใจเต็มด้วยบุญด้วยกุศลแล้วพอ อันนี้จะพาไป อันนั้นไม่พาไป เอาละจะให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz



** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก