บารมีเต็มที่แล้วอยู่ไม่ได้
วันที่ 31 ตุลาคม 2548 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘

บารมีเต็มที่แล้วอยู่ไม่ได้

ก่อนจังหัน

นำทองมาให้เป็นน้ำไหลซึมนะ คลังหลวงของเราบกพร่องมากทอง คนทั้งประเทศจะหาทองคำเข้าสู่คลังหลวงบ้างไม่ได้เหรอ ให้ดูหัวใจตนเองๆ ซึ่งเป็นลูกของชาวไทยเราทั้งประเทศ นี่เราจะหนุนสมบัติที่สำคัญๆ อันเป็นหัวใจของชาติเข้าสู่คลังหลวงของเราซึ่งเป็นหัวใจของชาติเหมือนกัน อย่าสักแต่ว่าทำๆ ให้คิดถึงความสำคัญแห่งชาติของตน นี่นำทุกอย่างๆ คิดเต็มเหนี่ยวๆ ไม่ใช่สักแต่ว่าทำๆ จุดไหนๆ ที่บกพร่องและจุดสำคัญๆ อยู่จุดไหนนี่คิดหมด สมควรอย่างไรก็แนะๆ บอกทางไป ให้เดินตามๆ ไม่ใช่บอกเฉยๆ พิจารณาเต็มเหนี่ยวแล้วออก บอกออกมาๆ เรียกว่าพาก้าวเดิน เปิดทางให้ ให้พากันพิจารณาทุกอย่างนะ

ที่พี่น้องทั้งหลายได้อุตส่าห์ทำมานี่เหมาะสมแล้ว ต่อไปก็ให้เป็นแบบเดียวกัน ใครจะรับรองชาติไทยของเรา ก็คือคนไทยทั้งชาติเป็นผู้รับรอง อะไรบกพร่องก็บกพร่องในคนไทยเอง บกพร่องทุกคนถ้าบกพร่อง สิ่งใดในจุดสำคัญบกพร่อง สมบัติต่างๆ บกพร่อง เช่นอย่างคลังหลวงของเรา ก็เรียกว่าบกพร่องกันทั้งประเทศ ไม่ใช่บกพร่องธรรมดา บกพร่องทั้งประเทศ และบกพร่องทุกคนๆ เมื่อมีเข้าไปๆ หนุนเข้าไป ก็เต็มตื้นขึ้นมาด้วยกันทุกคน สุดท้ายประเทศไทยเต็ม ให้คิดอย่างนั้นทุกคน

เรานี่พยายามที่สุดแล้วกับพี่น้องชาวไทยเรา เป็นห่วงเป็นใยทุกด้านทุกทาง ออกแง่ไหนๆ พิจารณาแล้วถึงออก ไม่ใช่สักแต่ว่าออกๆ สุ่มสี่สุ่มห้า เราคิดทุกอย่าง เพราะฉะนั้นการพูดของเราจึงตรงแน่วๆ เลย ไม่เคยสะทกสะท้านกับสิ่งใด ใครจะว่าดีว่าชั่วว่าแบบไหนก็ตามเราพิจารณาโดยธรรม ธรรมนี้เลิศเลอแล้วไม่สนใจ ไอ้ปากอมขี้มันเห่าว้อกๆ แว้กๆ สนใจอะไรกับมัน คนนี้มันไม่ใช่จะทำชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ให้เจริญนะ มันจะเหยียบย่ำทำลายลงไป โดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ที่พวกเราหนุนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเรานี่ เรียกว่าหนุนประเทศชาติของเราทั้งชาติ ทั้งศาสนา พระมหากษัตริย์ไปด้วย ให้เห็นเป็นของสำคัญทุกคน

นี่ได้อุตส่าห์พยายามทุกสิ่งทุกอย่างแล้วกับบรรดาพี่น้องทั้งหลาย พาทำอะไรนี้คิดเรียบร้อยแล้วค่อยทำๆ ไม่สักแต่ว่าทำ การสอนก็เหมือนกัน เราสอนตามอรรถตามธรรม ตรงแน่วตามธรรม ไม่สนใจกับใครที่จะมาว่าแบบไหนๆ อย่างที่เป็นมานั่น พระพุทธเจ้าก็เคยเป็นมาแล้ว เขาจ้างวานกันให้ด่าให้โจมตีพระพุทธเจ้า ด่าพระพุทธเจ้า พระองค์เสด็จบิณฑบาต เขาจ้างคนให้มาด่า เขาได้รับเงินเขาก็ด่า แต่ด่าเขาไม่ได้ด่าถึงใจด่าพระพุทธเจ้า เขาด่าเพื่อเอาเงินเท่านั้น ผู้จ้างต่างหากที่จะเป็นบาปเป็นกรรมที่หนักที่สุด ก็คือผู้จ้าง ผู้รับไปเขาเห็นแก่เงินเขาก็ว่าไปอย่างนั้น ว่าไอ้อูฐ ไอ้ลา ว่าพระพุทธเจ้านะ เขาไม่ได้เป็นมาด้วยความเคียดแค้น เขาว่าด้วยเขาได้เงิน

เรื่องเหล่านี้ก็เคยมีมาแล้ว ไอ้เราตัวเท่าหนูจะไม่ให้เขาตำหนิติเตียนได้ยังไง แต่เราจะเอาความตำหนิติเตียนมาเป็นอุปสรรคอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องเอาเหตุเอาผลอรรถธรรม ก้าวเดินตามนี้ พากันจำเอานะ ให้พร

หลังจังหัน

เราเห็นแล้วสภาพของทางโน้น(ลาว ) โอ๋ย น่าสงสารมาก สพฺเพ สตฺตา อันว่าสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น ครอบโลกธาตุเลย ไม่มีใกล้มีไกล สพฺเพ สตฺตา ครอบไปหมด นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้าครอบหมด ที่เขาแจกไปนั้นเขาก็เอาภาพมาให้เราดู คือเราให้เขาไปรถสิบล้อหนึ่งคัน เขาไปแจกแล้วก็ถ่ายภาพมาให้ดู เขามาขอบคุณเมื่อสองสามวันนี้ เราดูภาพที่คนมารับกับของ รู้สึกว่าไม่สบายใจ จึงซ้ำอีกทีหนึ่ง คือคนมารับมาก ของมากก็จริงแต่สู้คนไม่ได้ คนมากกว่าของ วันที่เขามารับเขาถ่ายภาพไว้หมด

จึงมาคิดอีก ตกลงก็ให้ทางโน้นมา ว่างวันไหนให้มา เขาตกลงว่าจะมาวันที่สาม เราก็จะเตรียมตั้งแต่วันที่สอง คิดว่าเอาศาลาใหญ่ดีกว่า เข้าทางโน้นเลยไม่ต้องเข้ามานี้ลำบาก เอาศาลาใหญ่ ข้าวก็มาลงที่นั่น ทุกอย่างเอามาลงที่นั่นหมด ที่ว่ารถสองคันมานี่ต้องให้เต็ม เขาว่าจะเอารถเทรลเลอร์มา เทรลเลอร์เทรลแล่อะไรก็มาเถอะถ้าลงเราได้ขึ้นเวทีแล้วให้มา ว่างั้นเลย ให้ปู่เทรลเลอร์มาก็พังทั้งนั้น เอาให้พัง เข้าใจไหม ปู่เทรลเลอร์เคยมีไหม อย่าว่าแต่เทรลเลอร์รถเทรลเลอร์ ให้ปู่รถเทรลเลอร์มาก็มา ถ้าลงได้ขึ้นเวทีรอแล้วให้มาบอกงี้เลย เต็มหมด เข้าใจไหม มาเท่าไรให้เต็มหมดเลย ก็เรามันนิสัยอย่างนี้

เครื่องมือแพทย์ยังไม่มาหมดนะ วันที่ ๓ เขามารับของก็ทราบเอง เขาว่าจะมาตอนเช้า เพราะทราบแล้วว่าเราอยู่ตอนเช้า นอกจากนั้นเวลาของเราไม่แน่นอน เขามาเขาก็อยากพบเรา เขาอาจจะมาตอนเช้าว่างั้น ก็เลยคุยกันถามกันอะไรบกพร่องถามอีกทีหนึ่ง เราจะฟังให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มด้วยน้ำใจที่มีเมตตาล้วนๆ คือให้เต็มหัวใจที่มีเมตตาต่อโลกขนาดไหน เอาให้เต็มเหนี่ยว เต็มกำลังของเราที่มีเมตตา จนกระทั่งไม่มีอะไรติดมือๆ ตลอดไปเลย นี่ละเมตตาเป็นอย่างนั้น เมตตากวาดออกๆ ถ้าเป็นเรื่องกิเลสแล้วเห็นแก่ตัว กวาดเข้ามาๆ แบบไหนก็กวาดทั้งนั้น พอได้ทางไหนๆ เอาหมด กิเลสกินไม่เลือก คือกิเลส กิเลสนี้กินไม่เลือก ธรรมะพอดิบพอดีทุกอย่าง เรียกว่าธรรม เป็นแบบเป็นฉบับได้

นี่จะเอาข้าวเหนียวแหละมาก ทางโน้นกินข้าวเหนียวกัน ถ้าไม่มีข้าวเจ้าเลยก็ไม่เหมาะ โรงพยาบาลก็มีอีก หรือโรงพยาบาลก็โรงพยาบาลข้าวเหนียวอย่างว่าเรอะ ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่เราไม่ว่า ที่ถูกก็ควรจะมีบ้าง ให้ข้าวเหนียวเป็นส่วนมาก ข้าวเจ้าเป็นส่วนน้อย ต้องมีบ้าง(ผู้ว่าฯ บางทีคนไข้ต้องทานอาหารอ่อนๆ อาจจะเป็นข้าวต้ม) นั่นซี ถึงเวลาแก่มาเป็นอย่างนั้น คิดดูซิเราก็ลูกข้าวเหนียว กินแต่ข้าวเหนียวมา พอแก่มานี้ข้าวเหนียวปล่อยทิ้งเลย มีแต่ข้าวเจ้าเห็นไหมล่ะ เดี๋ยวนี้หมุนข้าวเจ้าทั้งหมดเลย แน่ะเป็นอย่างนั้น ธาตุขันธ์มันลงรอยอะไรก็ต้องเป็นไปตามธาตุขันธ์ มันเป็นของมันเอง เราไม่ได้จัดได้แจง ธาตุขันธ์มันเหมาะของมัน

อายุ ๖๐-๗๐ มีแต่ข้าวเจ้าทั้งนั้นเลย ข้าวเหนียวไม่เอา มันเหมาะกับข้าวเจ้า เอาข้าวเจ้า นี่คนไข้ก็ต้องเป็นข้าวเจ้า เช่น โรงพยาบาลต้องมีข้าวเจ้าบ้าง วันนี้คนไม่มากเท่าไรนัก ที่ไม่มากไม่ใช่อะไรนะ แตกกระจัดกระจายไปงานกฐินวัดนั้นกฐินวัดนี้ แยกกันออกๆ ผู้ที่มานี้ก็มีแต่ครอบครัวเดียวกัน ผู้ที่ไปกฐินก็มี ระยะนี้เป็นระยะกฐิน ทางบ้านแพงเราก็กำหนดแล้ว วันที่ ๑๒-๑๓ วันที่ ๑๒ เราไป วันที่ ๑๓ ทอดแล้วมา นี่ก็เป็นสองวัดเหมือนกัน สงสาร จนมาก ชาวบ้านก็จน ทางวัดไม่จนได้ยังไง ชาวบ้านจนทางวัดจะมาเป็นเศรษฐีนั่งเต่งเหม่งได้หรือใช่ไหม ก็ขอกินกับเขานี่วะ เขาจนวัดก็จน

เพราะฉะนั้นข้าวสารนี่จะแยกไปทางฝั่งลาวด้วย แยกไปทางโน้นมากกว่าทางเรา ข้าวสารกะว่าอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าพันถุงๆ หนึ่ง ๑๒ กิโล อย่างน้อยต้องพันถุง นี่เรากะไว้ย่อมๆ แต่เวลาได้จริงๆ ข้าวไม่ต่ำกว่าพันห้า นอกจากนั้นเครื่องของอะไรๆ ก็จะเอาไปเต็มเหนี่ยวเหมือนกัน ถ้าทำแล้วเอาอย่างนั้น วันที่ ๑๓ เป็นวันถวายกฐินบ้านแพง

บ้านแพงนี้เหตุเบื้องต้นก็คือพ่อแม่ครูจารย์มั่นไปอยู่วัดบ้านแพง ตรงที่วัดบ้านแพงกลางบ้านทุกวันนี้เป็นดงป่าใหญ่นะ ท่านไปภาวนาอยู่ที่นั่น บ้านห่างกันจนเป็นกิโล ตลาดเขาน่ะ ตลาดก็ไม่มาก จากนั้นเป็นดงทั้งหมด ที่รอบๆ เขาทำไร่ทำนานี้แต่ก่อนเป็นดงทั้งหมด เดี๋ยวนี้กลายเป็นบ้านเป็นนาไปหมดเลย วัดนี้เลยอยู่จุดนั้น เราไปก็เกี่ยวกับพ่อแม่ครูจารย์มั่นเป็นต้นเหตุนะ ถ้าท่านอยู่ที่ไหนเรามักจะติดตามเรื่อยๆ เพราะบุญคุณของท่านสุดหัวใจเลย

พ่อแม่ครูจารย์มั่นกับสมเด็จวัดพระศรีมหาธาตุ นั่งอยู่บนหัวใจเราสององค์ เราบอกตรงๆ เลย นี่ก็คือว่าเราเคยอยู่กับสมเด็จมหาวีรวงศ์ ที่วัดพระศรีมหาธาตุ ชื่อ พิมพ์ เปรียญ ๖ ประโยค นี่คือนักเสียสละ เราอยู่กับท่านเราจึงต้องสงวนไว้เพื่อท่านๆ ท่านยังมาขนาบเราอีก เอามาอะไรนี่ คือวันไหนที่ท่านจะแจกรวมนี่ จับสลาก ติดเบอร์ๆ ติดหมดเลย เรียกมาทั้งวัดเอาหมด นี้เป็นเรื่องใหญ่ ส่วนเรื่องย่อยตลอด กระจายอยู่ตลอด ท่านไม่มีอะไรละ เราเป็นคนดูแลทุกอย่าง เพราะฉะนั้นท่านถึงเมตตามาก

เมตตามากยังไง ตอนนั้นที่เราออกจากกรุงเทพเราออกปฏิบัติ ก็เราจะออกอยู่แล้วหาโอกาส พอดีโอกาสดีตอนที่อยู่กรุงเทพนั่น ท่านไปต่างจังหวัด ได้ช่องว่างเราก็ลาสมเด็จ ติสฺโส อ้วน นั่นแหละ มหาวีรวงศ์องค์นั้น ตอนนั้นสมเด็จองค์นี้ดูว่าเป็นพระราชกวีหรือไงเราลืมเสีย พอท่านออกไปเราก็ไปลาสมเด็จ สมเด็จท่านก็อนุญาต ท่านไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรระหว่างสมเด็จนี้กับเรา ท่านไม่รู้เรื่องราวท่านก็อนุญาต เราก็เปิดเลย โอ๋ย ท่านเขียนจดหมายตามเรื่อยๆ เอาผ้าห่มใหญ่ๆ ส่งมาให้เราแล้วจดหมายแนบมา มหาบัวต้องกลับกรุงเทพๆ อยู่อย่างนั้น

ท่านจะเอาให้ได้ให้กลับจริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา มาอยู่จักราชท่านก็เขียนจดหมายมา ตอนนั้นท่านจะไปอุบล ให้มหาบัวมารอเราอยู่ที่สถานีจักราช จะผ่านไปที่นั่น ท่านจะสั่งตรงนั้น สั่งอย่างเด็ดขาดว่างั้นเถอะ ให้กลับกรุงเทพโดยถ่ายเดียว เราก็มีอะไรช่วยอยู่นะแปลกอยู่ เจตนาดีคนละอย่างๆ  พอถึงเวลารถจะมาเราก็ไปรออยู่ที่สถานี พอรถจอดปั๊บท่านโผล่หน้ามาเลย เราก็ปุ๊บขึ้นเลย พอขึ้นไปไม่ได้อะไรละ ก็รถมันจอดนาทีเดียวว่าไง มีแต่ชี้ๆ มหาบัวต้องกลับกรุงเทพๆ อยู่งั้น ไม่ได้พูดสักคำเรานะ มีแต่ท่านสั่งอย่างเดียว มหาบัวต้องกลับกรุงเทพๆ พอดีรถไฟช่วย รถไฟเคลื่อนเราก็ปุ๊บปั๊บโดดลง ท่านก็ได้แต่สั่ง มหาบัวต้องกลับกรุงเทพ

ทีนี้ครั้งสุดท้ายถวายเพลิงหลวงปู่มั่นเรานี่ละ ท่านก็มา แล้วเพื่อนของท่านเจ้าคุณศรีวรคุณ เป็นน้องชายของท่านเจ้าคุณอุบาลี ท่านเป็นเพื่อนกันนั่งอยู่ด้วยกัน เราเข้าไปกราบท่าน โอ๋ย เอาใหญ่เลยที่นี่นะ จะเอากลับกรุงเทพเดี๋ยวนั้น กลับพร้อมกับท่านเลยไม่ใช่เล่นๆ ขนาด ๑๖ พรรษาแล้วนั่น ท่านจะเอากลับกรุงเทพ พูดให้มันเต็มยศ ตอนนั้นจิตของเราหมุนเป็นธรรมจักร จะกลับไปได้ยังไง พูดง่ายๆ จิตมันเป็นธรรมจักร หมุนอัตโนมัติฆ่ากิเลส มีตั้งแต่ฆ่ากิเลสโดยถ่ายเดียวๆ แล้วจะเข้าไปสั่งสมกิเลสในกรุงเทพได้ยังไงพูดตรงๆ

ท่านมีแต่จะให้กลับกรุงเทพ ดุอีกด้วยนะ เพราะท่านติดตามมาหลายครั้งหลายหนไม่ได้ผล คราวนี้ท่านเอาใหญ่ท่านจะเอากลับกรุงเทพพร้อมไปเลย มีแต่จะให้กลับกรุงเทพถ่ายเดียวๆ เราก็นิ่ง เอ๊ ทำยังไงนา จนท่านพูดจบแล้วเราถึงจะได้กราบเรียนท่าน ยังพูดไม่จบเลย เจ้าคุณศรีวรคุณท่านเป็นเพื่อนกันนี่ ฟังท่านเอาอย่างเข้มข้นๆ ทางนั้นก็คงจะรำคาญ ก็จะให้เขากลับไปหาอะไรอีก ท่านว่าง้นนะ นี่ก็ใหญ่โตขึ้นมา ถ้าเป็นผู้เป็นคนก็มีครอบครัวเหย้าเรือนแล้ว จะให้ท่านไปเป็นเด็กได้ยังไง ถ้าธรรมดาก็เป็นพ่อตาแม่ยายแล้ว ยังจะให้เป็นลูกเขยเขาอยู่เหรอ ท่านว่างั้น อายุพรรษาก็มากแล้ว แก่ขนาดนี้แล้ว

จากนั้นท่านก็ถามมาหาเรา เราอยากตอบตั้งแต่ท่านยังไม่ถาม นี่ท่านมหาพรรษาเท่าไร ๑๖ พรรษา นู่นน่ะ ขึ้นอีกนะ ๑๖ พรรษาเป็นอุปัชฌาย์ก็ได้แล้ว จะเอาคืนไปเป็นลูกเขยใหม่ได้ยังไง เราก็เลยรอดตัว ท่านนั่งนิ่งนะ ๑๖ พรรษาเป็นอุปัชฌาย์ก็ได้แล้วนี่ จะให้มาเป็นลูกเขยใหม่อยู่ยังไง รอดตัว องค์นี้ช่วยนะไม่งั้นจะแก้ยากเหมือนกัน แต่เรื่องให้กลับกลับไม่ได้เลย พูดให้มันตรงเสีย เวลานั้นจิตมันเป็นธรรมจักรแล้ว หมุนติ้วๆ เลยไม่มีวันมีคืน ไปแต่องค์เดียวอยู่ในป่าในเขาๆ มาเผาศพพ่อแม่ครูจารย์มั่นเพียง ๔ วัน คืออันนี้มันหมุนตลอด บังคับให้อยู่ได้เพียง ๔ วัน พองานเสร็จแล้วออกเลยทีเดียว เพราะอันนี้มันรุนแรงมาก มีแต่จะพุ่งๆ โดยถ่ายเดียว

นี่ละจิตเมื่อถึงคราวที่มันจะออก เป็นอย่างนั้น เวลากิเลสพันไว้นี้ กิเลสก็กล่อมไปทางต่ำๆ ดึงลงๆ ทางนี้ก็เคลิ้มหลับไปตามมัน ทีนี้พอธรรมตื่นตัวขึ้นมาแล้วเอาละที่นี่ ฟัดกิเลสทั้งวันทั้งคืน บังคับให้หลับ บางทีไม่หลับ ต้องเอาพุทโธเป็นคำบริกรรม นึกพุทโธๆ ให้จิตสงบอยู่กับพุทโธ ไม่งั้นมันจะพุ่งๆ ทางปัญญาจะฆ่ากิเลส กิเลสตัวไหนโผล่ขึ้นมาขาดสะบั้นๆ ถึงขนาดนั้นแล้วมันจะกลับไปได้ยังไง ไปอยู่กับสมเด็จท่านได้ยังไง แต่ท่านไม่รู้ภายในของเรานั่นซี การที่จะกราบเรียนท่านยังไงต้องมีมารยาท ด้วยความเคารพ พอดีท่านเจ้าคุณท่านช่วยเราก็เลยรอดตัวไปได้

ฟังซิ ในงานศพพ่อแม่ครูจารย์มั่นอยู่เพียง ๔ วัน ขนาดนั้นละ มันอยู่ไม่ได้ มันพุ่งๆ ภายในจิต เรื่องฆ่ากิเลสนี่หมุนติ้วๆ มีแต่จะไปท่าเดียว ออกท่าเดียว นี่ถึงกาลเวลามันจะออกมันไม่ฟังเสียงอะไร มีแต่ฆ่ากิเลสตลอดเวลา พองานเสร็จ ๔ วันอยู่นั่น โดดเลย ไปคนเดียวๆ ตลอด

เราพูดถึงเรื่องการชำระกิเลส เวลาธรรมมีกำลังแล้วก็เหมือนกิเลสมีกำลังแต่ก่อนดึงลงกล่อมลง เราเคลิ้มหลับไปตามกิเลส ทีนี้พอธรรมตื่นตัวขึ้นมาแล้ว จะว่าเคลิ้มหลับไปตามธรรมก็ถูกละที่นี่ เคลิ้มไปตามธรรม หมุนติ้วๆ เลย พองานเสร็จแล้วโดดหนีไปคนเดียว ไปคนเดียวๆ เข้าป่าเข้าเขานู้น ไปทางอำเภอบ้านผงบ้านผือคนเดียวทั้งนั้น ใครไปด้วยไม่ได้ ถึงกาลเวลาแล้วใครจะติดตามไม่ได้

ระยะแรกต้องอยู่กับครูอาจารย์ อยู่คนเดียวไม่ได้ต้องหาครูอาจารย์เป็นที่พึ่งที่อาศัยคอยแนะนำสั่งสอน พอหลังจากนั้นแล้วอยู่กับเพื่อนกับอะไร อยู่คนเดียวก็ได้ หลังจากนั้นไปอีกทีนี้ต้องอยู่คนเดียว กับใครไม่ได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องอยู่คนเดียว หลบนะ เพราะพระเณรทั้งหลายจ้องเราตลอดเวลา พอพ่อแม่ครูจารย์มั่นมรณภาพ ไม่ทราบว่าท่านจดจ้องมองดูเราแต่เมื่อไร จะทราบได้เวลาพ่อแม่ครูจารย์มั่นมรณภาพ เกาะพรึบเลยเทียว เราก็หลบตลอดเวลา หลบหลายแบบหลายฉบับ

ถ้าหากว่าตกนรกเพราะการขโมยหนีจากหมู่เพื่อนนี้ เราลงนรกหลุมลึกๆ เลยเทียว ขโมยหนี กลางวันก็ขโมย คือหมู่เพื่อนเกาะตลอดนี่จะว่าไง ไปกลางวันก็เตรียมของไว้ไม่ให้ใครเห็น อยู่ในป่าตอนกลางวันเตรียมของเรียบร้อยแล้ว ก็เดินฉากไปดูลาดเลา ดูพระ ดูลาดเลา องค์นี้เดินจงกรม องค์นั้นนั่งสมาธิ เห็นท่านไม่สนใจกับเราแล้ว พอกลับมาปั๊บสะพายบาตรปั๊บออกทางไม่มีพระ ขโมยหนีกลางวัน ทีนี้กลางคืนก็อีกเหมือนกัน กลางคืนก็แบบนั้นละ ขโมยหนีตลอดนะ ถ้าว่าตกนรก อู๋ย เราจมใต้ก้นเทวทัตเลย ตกนรกเพราะขโมยหนีจากหมู่จากเพื่อน

คือมันอยู่ไม่ได้อยู่กับหมู่เพื่อน จิตมันเป็นธรรมจักรมันหมุนตลอดเวลากับกิเลส มันไม่ได้ถอยนี่ นี่ละถึงขั้นที่ธรรมมีกำลังแล้วเป็นอย่างนั้น กิเลสหมอบๆ โผล่ขึ้นมาขาดสะบั้นๆ  นั่นละมันเพลินทำความเพียรเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงต้องอยู่คนเดียว ถ้ามีใครมาก็เหมือนเราจับกระดาษดินสอจะเขียน มีแขกมาหาก็ต้องจับดินสอหรือปากกาอยู่งั้นก่อนเขียนไม่ได้ ต้องพูดคุยอะไรเรียบร้อยไปแล้ว ทางนั้นผ่านไปแล้วถึงจะเขียนต่อไปได้ อันนี้งานของเราก็เหมือนเขียนหนังสือ หมุนติ้วๆ พอเกี่ยวข้องกับใคร พูดออกไปก็เหมือนกับจับปากกาไว้เฉยๆ ใครจะจับ ก็ทางนี้มันหมุนอยู่ตลอด ทีนี้ก็มีแต่หาทางออก เอาขนาดนั้นละ

นี่พูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ธรรมเวลามีกำลังแล้วเป็นอย่างนั้น อยู่กับใครไม่ได้ ต้องอยู่คนเดียว หมุนติ้วๆ ตลอด จนกระทั่งพุ่งเลย ออก เพราะมันพุ่งเพื่อจะออกอยู่แล้วนี่ เป็นอย่างนั้นละสำหรับนิสัยเรา ใครก็ตามเถอะถ้าลงได้ถึงธรรมขั้นสูงขั้นจะไปแล้วอยู่กับใครไม่ได้ มีแต่จะพุ่งท่าเดียวๆ เวลาอย่างธรรมดาก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่อันนี้รู้สึกมันจะมีนิสัยมาตั้งแต่เรียนหนังสือ เป็นอยู่ภายในนะ หากเป็น อยู่กับหมู่เพื่อนเป็นลิงเป็นค่างเหมือนหมู่เหมือนเพื่อนไปเสีย กิริยาภายนอกนะ

เขาว่าอะไรว่าตามเขา เขาเป็นลิงเป็นกับเขา เป็นลิงแบบพระนั่นแหละ หยอกเล่นก็หยอกเล่นแบบพระ เขาเป็นลิงก็ลิงกับเขา ลิงแบบพระ พอจากนั้นแล้วเวลาภาวนาไม่ให้ใครทราบนะ ไม่ให้รู้เลย เพราะพวกนี้มันเป็นลิงทั้งหมด ออกไปหาเขาก็ต้องเล่นวิชาลิงกับเขาไป พอเข้ามาที่นี่จะเป็นวิชาธรรม ไม่ให้ใครรู้นะ ไม่ให้รู้ เรื่องภาวนาไม่ให้ใครรู้เลย กับเพื่อนกับฝูงเรียนหนังสือด้วยกัน แต่ทางนี้ภาวนาตลอดนะ เรียนก็เรียน ภาวนาก็ทำ มันหากเป็นในใจของเราเองไม่มีใครบังคับ มันหากดูดหากดื่มอยู่ในใจ

เวลาเรียนหนังสือก็ทำอย่างนั้น ไม่ให้ใครทราบ จนกระท่งออกปฏิบัติถึงเปิดเผย ออกปฏิบัติแล้วที่นี่ ใครก็ทราบได้ละที่นี่ ตอนเรียนหนังสือไม่ให้ใครทราบ มันหากเป็นอยู่ในจิต นี่ละเรื่องอุปนิสัยของใครก็ตาม มันเป็นอยู่ในๆ ฝังลึก มันหมุนของมันๆ พอพอตัวแล้วจะออกท่าเดียวเท่านั้น อย่างพระยสกุลบุตร เป็นลูกเศรษฐีใหญ่ทีเดียวไม่ใช่ธรรมดา พ่อแม่เอาสมบัติมากองไว้มอบให้ลูกหมด ลูกคนเดียว แล้วลูกจะไปไหนล่ะ สมบัติเงินทองเรากินถึงวันตายก็ไม่หมด จะไปหาความสุขที่ไหนอีก นี่ก็สุขพอแล้ว ว่าให้ลูก ลูกจะไป มีแต่ความกังวล มีแต่ความวุ่นวาย อยู่ไม่เป็นสุขว่างั้นเถอะ แล้วก็บอกพ่อบอกแม่ อยู่ไม่เป็นสุข มันร้อนหมด มีแต่ความกังวลเต็มหมดง

พอว่าอย่างนั้นพ่อแม่ก็ห้าม เอาสมบัติมากองให้ดู จนมองไม่เห็นสมบัติประเภทต่างๆ เงินสักเท่าไร แล้วจะไปหาความสุขที่ไหนอีก ทางนี้ก็มีแต่วุ่น อะไรก็ตามมีแต่กองวุ่น เห็นไหมล่ะบทเวลาจะออก กองวุ่นทั้งนั้น ไม่ได้ว่าเป็นกองความสุขนะ นี่กองวุ่นทั้งนั้น แล้วลูกจะไปไหน ไปไหนก็จะไปแหละมันวุ่นวาย หนีจากความวุ่นวาย จึงโดดไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงเดินจงกรมอยู่ โบกมือให้มา ที่นี่ไม่วุ่น ที่นี่ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย เอา มาที่นี่ พอไปฟังเทศน์บรรลุธรรมอรหันต์ปึ๋ง เห็นไหมนั่น ก็มันแก่พอแล้ว จะตัดมาบ่มไม่บ่มมันก็จะหลุดจากขั้วอยู่แล้ว ถึงเวลาแล้วมันก็หลุดจากขั้วไป บรรลุธรรมปึ๋ง

นี่อุปนิสัยเวลามันแก่แล้ว มันแก่มาจากไหน เอาต้นมัน ต้นลำที่จะแก่มาจากการให้ทาน รักษาศีล ภาวนา และความดีทั้งหลายนั่นแหละเป็นเครื่องหนุน หนุนเข้าไป หนุนเข้าไปมากเข้าๆ หนุนขึ้นสูงขึ้น พอเต็มที่แล้วที่ไหนกังวลหมด ที่ไหนวุ่นวายหมด นั่นอำนาจแห่งบุญแห่งกุศลความดีพอแล้ว อะไรยุ่งหมด ไม่ยุ่งแต่ที่จะออกปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียว ออกเลย นั่นอย่างนั้นละนะ นี่อุปนิสัย มันจะแก่อย่างนั้นก็จากการสร้างคุณงามความดี สร้างไปๆ เพิ่มเข้าไปๆ  พอพอแล้วก็อย่างว่าแหละ ไม่ตัดมาบ่มมันก็หลุดจากขั้วได้ผลไม้

อันนี้อย่างพระยสกุลบุตรหลุดจากขั้วไปเลย ไม่ต้องมาบ่ม อุปนิสัยเมื่อแก่กล้าแล้วเป็นอย่างนั้น อยู่ไม่ได้ เมื่อถึงเวลาที่ควรจะออก บารมีเต็มที่แล้วอยู่ไม่ได้เลย ดีดผึงเลยไปเลย นั่น ถ้ายังไม่ถึงนั้นก็ค่อยบ่มไปๆ เบื้องต้นความขี้เกียจขี้คร้าน ความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัว นี่คือกิเลส มันจะครอบไว้ๆ ถ้าอยู่กับพวกนี้แล้วสบาย ถ้าจะแยกไปทำความดีทั้งหลายไม่สบาย นี่กิเลสหนา พอทำไปๆ ก็เป็นการเบิกทางไป ราบรื่นไปๆ ทีนี้ไม่ได้ทำความดีอยู่ไม่ได้

อย่างนักทำบุญให้ทาน วันหนึ่งๆ ไม่ได้ให้ทานอยู่ไม่ได้ มันไม่สบายใจ ถ้าได้ทำบุญให้ทานแล้วสบายใจ นี่เริ่มแล้วนะ เริ่มเปิดทางออกแล้ว ถ้าวันไหนไม่ได้ทำบุญให้ทาน วันนั้นรู้สึกว่าไม่สบายใจเลย ถ้าวันไหนได้ทำๆ เป็นประจำวัน สบายไปตลอด นั่น นี่ละอำนาจแห่งกุศล ทีนี้พอเต็มที่แล้วก็ออกอย่างว่านี่แหละ เหล่านี้เป็นบารมีทั้งนั้น การทำบุญให้ทานไม่ว่าเราจะทำอยู่สถานที่ใดๆ ไม่มีที่ลับที่แจ้ง การทำชั่วเป็นชั่ว การทำดีเป็นดีตลอดเวลา ถึงกาลเวลาแล้วบารมีทั้งหลายที่เราสร้างมาๆ หนุนเข้าๆ ถึงกาลแล้วหลุดจากขั้วเลย จะมาบ่มไม่บ่มไม่สำคัญ หลุดจากขั้วเมื่อเต็มที่แล้ว นั่นเป็นอย่างนั้น

พากันสร้างนะความดี ความดีทั้งหลายนี่ละ หนึ่งบวกเป็นสอง สองบวกเป็นสาม สามบวกเป็นสี่เป็นห้า ต่อไปก็ขึ้นเป็นร้อยเป็นพัน เป็นหมื่นเป็นแสน เป็นล้าน พอถึงขั้นล้านแล้วเอาไว้ไม่อยู่ หลุดจากขั้วเลย อยู่ไม่ได้ มีแต่จะออกท่าเดียว นี่ละอำนาจแห่งความดีชนะความชั่วทั้งหลายแล้วความชั่วไม่มีอำนาจ กิเลสที่เคยกล่อมมาแต่ก่อนกล่อมไม่ได้ กิเลสเป็นตัววุ่นวายทั้งหมด อยู่กับกิเลสมันวุ่นวาย ออกจากกิเลสไปคือไม่วุ่นวาย ไปเลย นี่ละธรรมช่วยอย่างนี้ช่วยเรา ให้พากันตั้งอกตั้งใจปฏิบัตินะ

นี่ก็อาจจะมีนิสัยอยู่บ้าง จะว่าชมตนเอง อวดตนเอง ก็เอาความจริงมาพูดไม่ทราบจะอวดอะไร ไปเรียนหนังแส่หนังสือก็หมุนอยู่กับธรรมอันนี้ละ ดูประวัติพระพุทธเจ้า อ่านประวัติท่านทีแรกก็น้ำตาร่วงเพราะสงสารท่าน มีความทุกข์ความทรมานมาก พอท่านได้ตรัสรู้ก็น้ำตาร่วง อัศจรรย์ท่าน อันนี้ละเป็นเครื่องหนุนเข้ามาหาใจให้ดูดดื่ม จิตก็เลยหมุนติ้วเข้ามา เบื้องต้นก็ธรรมดาเราไม่รู้ภาษีภาษาอะไร บวชก็บวชพอให้พ่อให้แม่ดีใจ เพราะพ่อของเราน้ำตาร่วง เราก็เคยพูดแล้ว

พ่อน้ำตาร่วงคือว่า ขอให้เราบวชทีไรเราก็เฉย ไม่ตอบ คือถ้าตอบแล้วเป็นจริงทั้งนั้นเรา ถ้าลงพูดอะไรแล้วเป็นจริงทั้งหมด ถ้ายังไม่พูดออกทางไหนก็ได้ เพราะยังไม่ได้พูดเป็นคำสัตย์คำจริง พ่อขอให้บวชไม่รู้กี่ครั้ง แม่ก็ขอให้บวช เฉย ไม่สนใจไม่ตอบ จะว่าไม่บวชก็ไม่ว่าหากไม่ตอบ ทีนี้พอพ่อน้ำตาร่วงเท่านั้น ยกลูกขึ้น ยกก็เพื่อจะทุ่มลง เรื่องการเรื่องงานอะไรๆ ไอ้บัวนี่กูไว้ใจมันได้ทั้งนั้นๆ ยกขึ้นนะนั่นยกเพื่อจะทุ่มลง ถ้าลงมันได้รับอะไรแล้วกูไว้ใจได้เลย แต่เวลากูขอให้มันบวชมันไม่เคยพูดเคยตอบ หูหนวกตาบอดไปหมด เวลากูตายแล้วจะไม่มีใครลากกูขึ้นจากนรก ถ้าไอ้นี้ลากกูไม่ได้แล้วกูต้องตายจม ลูกกูมากต่อมากกูอาศัยคนนี้คนเดียว ขึ้นเลยนะ ถ้าไอ้นี้มันไม่ลากกูแล้วกูต้องจมเลย พอว่าอย่างนั้นน้ำตาร่วงเลยพ่อ

มองไปดูพ่อน้ำตาร่วง อู๋ย สลดสังเวชมากนะ สะเทือนใจหนักทีเดียว หยุดทันทีเลยนะกำลังรับประทาน ไม่อิ่ม โดดหนีเลย กระเทือนใจมาก พอเห็นพ่อน้ำตาร่วง แม่มองเห็นแม่น้ำตาร่วงอีก นั่นมันรุนแรงขนาดนั้น โดดหนีเลย สามวันไปวินิจฉัยตัวเอง ตัดสินตัวเอง พูดถึงเรื่องการบวชเป็นยังไงมันบวชไม่ได้ พ่อได้ถึงน้ำตาร่วงขนาดนี้ ทำไมบวชไม่ได้ เขาเกิดมาชาติไทยของเรานี้ ใครเขาก็บวชทั้งนั้นเขาไม่เห็นตาย บางองค์เป็นถึงสมภารเจ้าวัด ท่านตายกับผ้าเหลืองท่านไม่เห็นเป็นอะไร

งานการอะไรคนอื่นเขาทำได้ ใครเขาทำได้เราก็ทำได้ แต่การบวชทำไมเราบวชไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาบวชได้ทั้งโลกมันเป็นยังไง นั่น มัดเจ้าของนะนี่ มัดที่จะให้บวชโดยถ่ายเดียว สุดท้ายก็ลงใจปึ๋ง เอาละที่นี่แน่แล้ว อย่างไรต้องบวชเท่านั้นเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ มาก็มาเล่าให้แม่ฟัง มาบอกแม่ขู่แม่ด้วย เพราะลูกส่วนมากจะติดแม่ ไม่ค่อยติดพ่อ ถ้าพ่อใจดีจริงๆ ลูกก็ติดพ่อ อันนี้ขึ้นอยู่กับที่ใจดี ธรรมดาโบราณเราแม่อยู่กับบ้าน พ่อไปทำการทำงาน ไม่ค่อยติดพันกับลูกนัก แต่แม่ติดพันกับลูกตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้เองลูกจึงมักติดแม่

เราจนกระทั่งเป็นหนุ่มเราก็ติดแม่อยู่ตลอด เอะอะก็มาบอกแม่ บอกขู่นะ เอา ว่าจะให้บวชจะบวชให้แล้วนะ แต่เวลาบวชแล้วอยากสึกเมื่อไรก็ได้ ใครจะมาบังคับให้บวชเท่านั้นปีเท่านี้เดือนไม่บวช ว่างั้นนะ ถ้าให้ตามอัธยาศัยสึกเมื่อไรก็ได้จะบวช เราว่างั้น แม่ก็สาธุ โอ๊ย แม่ฉลาดกว่าลูกเราเห็นตรงนี้นะ ฉลาดกว่าลูกยังไง สาธุ ลูกบวชออกมาจากอุปัชฌาย์แล้วจะมาสึกต่อหน้าคนมากๆ แม่ก็ไม่ว่า ฟังซิน่ะ อุบายแม่หว่านล้อมเก่งนะ แม่อยากเห็นผ้าเหลืองในขณะลูกบวชแม่ก็พอใจแล้ว ลูกออกมาแล้วอุปัชฌาย์ยังไม่ไป พระสงฆ์ทั้งหลายมาบวชก็ยังไม่หนี คนที่ไปบวชก็เต็มอยู่นั้น ลูกจะมาสึกต่อหน้าคนมากๆ แม่ก็ไม่ว่า แม่อยากเห็นผ้าเหลืองในเวลาบวชเท่านั้นพอ

ความจริงแม่คิดไว้หมดแล้ว มันจะมาสึกได้ยังไง ไม่บวชไม่ดีกว่าหรือ บวชแล้วมาสึกต่อหน้าคน ขายหน้าที่สุด แม่ก็รู้ว่านิสัยเป็นยังไง เราก็ว่า ถ้างั้นก็บวช โยมแม่เปิดโอกาสให้สึกเมื่อไรก็ได้ เอ้า บวช ก็จนกระทั่งป่านนี้ เห็นไหมล่ะ มันเป็นเองแหละ เหตุที่จะบวชก็เพราะเหตุนี้เอง ครั้นบวชแล้วอ่านหนังสืออ่านธรรมะ อ่านเข้าไป อ้าว มันดูดเข้าไปๆ เรื่อยๆ ทางโลกจืดไปจางไป ทีนี้ก็พุ่งเลยเท่านั้นแหละ นั่นเรื่องราว เรียนหนังสืออยู่ก็ไม่หยุดการภาวนา เอาอยู่อย่างนั้นตลอด พอใจๆ ทางด้านภาวนา

จนกระทั่งเสร็จจากการเรียนหนังสือ ก็ตั้งสัจจะไว้แล้วนี่จะออกโดยถ่ายเดียว ก็ออกผึงเลย จนกระทั่งมาเป็นหลวงตาอยู่นี่ละ มันก็ฝังอยู่ภายในใจ ฝังอยู่ลึกๆ ไม่ให้ใครทราบนะ เรียนหนังสืออยู่กับเพื่อนกับฝูง เขาเป็นเหมือนลิงเหมือนค่าง เวลาเข้าชุมนุมเพื่อนฝูงเราก็เป็นลิงกับเขาเสีย เป็นลิงของพระนั่นแหละ ไม่ใช่เป็นลิงแบบโลก ตลกเฮฮาบ้างอยู่ในวงของพระ เราก็ไปแบบเขา แต่ใจอยู่ภายในไม่ให้ใครทราบ ภาวนาตลอด ไม่ให้ใครทราบตลอดเหมือนกัน ไม่ให้ใครทราบเลย ไม่มีใครจะรู้ว่าเราภาวนา มันเป็นอยู่ลึกๆ ไม่บอก ออกนี่ถึงได้รู้ ออกสนามขึ้นเวทีแล้วถึงจะรู้ว่าเราออกภาวนาแล้วที่นี่ มีเท่านั้นละ มีอะไรอีกที่นี่ หมดแล้วนะ ให้พากันสร้างนะความดีงาม ไม่ไปไหนนะ จะมาหนุนเราๆ ทั้งนั้น ถวายอะไรก็ถวายเสียแล้วก็จะให้พร ให้พรแล้วก็ไปละ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก