เอตทัคคะทางปัจจัยทั้งสี่เศร้าหมอง
วันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 เวลา 8:30 น. ความยาว 80 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

เอตทัคคะทางปัจจัยทั้งสี่เศร้าหมอง

ก่อนจังหัน

พระฝรั่งองค์นี้ยืนดูหน่อย ออกมายืนนี้ ถ่ายภาพให้มาถ่ายใครมีกล้อง กล้องมันไปไหนหมดวันนี้เวลาต้องการ เออ ยืนตรงนั้นเลย ใครจะเอากล้องมาถ่ายก็มาถ่ายซี นี่ละพระพุทธเจ้า พระสาวกทั้งหลายท่านเดินอย่างนี้ ดำเนินอย่างนี้ เครื่องใช้ไม้สอยให้ดูเอา มีที่ไหนเมืองไทยเรา ใครมาถ่ายมาถ่ายซิ กล้องถ่ายรูปมันไปตายที่ไหนวันนี้น่ะ ยืนตรงนี้เอากล้องมาถ่ายดู เอ้า ยืนหันหลัง ไอ้ตุ่ยมันตายแล้วหรือ เอ้าถ่าย อย่าด่วนไปให้ยืนตรงนั้นให้เขาถ่าย ให้ได้เห็นชัดสมัยปัจจุบันดูเอา มีเหลืออยู่เท่านี้นะ นอกนั้นมีแต่โก้ๆ อู๊ย หรูหราฟู่ฟ่าดูไม่ได้

ไอ้ตุ่ยมันตายแล้วหรือวันนี้น่ะ (วันนี้ไม่ได้มาเจ้าค่ะ) โฮ้ มันทำไมเป็นอย่างนั้นวันนี้ เอา ยืนอยู่นั้นให้ใครไปถ่าย ดูนี่ตัวอย่างครั้งพุทธกาลปฏิบัติมา ตลอดพ่อแม่ครูจารย์ สมัยพ่อแม่ครูจารย์ก็อย่างนี้พระ เราเองก็เคยแล้วอย่างนี้แต่ไม่แสดงตัว นี่ปัจจุบันแสดงได้ชัดเจน หันกล้องมาทำไมทางนี้ หันไปทางโน้นถ่ายท่านซิ ถ่ายข้างหน้าแล้วก็ถ่ายข้างหลัง เออ เอาละพอใจๆ เห็นไหมพระสงฆ์วัดป่าบ้านตาดองค์นี้เก่งที่สุด เอาละไปนั่งได้

เราชื่นตาชื่นใจนะ นี่ละพุทธศาสนาไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม พอปะปะ พอชุนชุน ใช้อะไรใช้ไป พ่อแม่ครูจารย์มั่นดำเนินมาอย่างนี้ ตลอดบรรดาพระทั้งหลาย เราเองก็ทำมาอย่างนี้ ทีนี้เวลาไปเที่ยวเราไปองค์เดียว บ้านสามผง พ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านตั้งวัดที่นั่น เราก็ไปเที่ยวทางสามผง วันนั้นเป็นวันซักผ้า เรานานๆ จะซักผ้าทีหนึ่ง เพราะไปองค์เดียวไม่มีทำเลซักผ้า พอดีไปสามผง วัดนั้นก็เป็นวัดกรรมฐาน พระท่านซักผ้า เราก็เลยไปซักผ้า ซักหมดเลย ผ้าผืนไหนออกมาๆ นี่ จนกระทั่งท่านอาจารย์บุญมาเรียกพระมาเลย

นี่ๆ ให้มาดู ผ้ามหานะนี่ มหาตาบ มหาชุน มหาปะ อะไรว่าไป ให้พระมาดูจริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา นี่ดูเอาซิวัดเรามีไหม ท่านว่าอย่างนั้นแหละ นี่ละแบบแผนของพระพุทธเจ้า ของครูบาอาจารย์มาโดยลำดับ ดูเอา ท่านเรียกพระมาดูจริงๆ เราก็จำไม่ลืม โอ๋ ท่านสนใจในทางนี้อยู่มาก เท่านั้นละเรื่องมัน อันนี้มาเห็นในวัดป่าบ้านตาดมีองค์เดียวองค์นี้ เรียกว่าเอตทัคคะในเรื่องการใช้สบงจีวรปัจจัยทั้งสี่เศร้าหมอง ให้พากันจำเอา

นี่ละผู้ท่านทรงอรรถทรงธรรม ผู้ท่านปลดเปลื้องกองทุกข์ทั้งหลายออกจากใจประพฤติเช่นนี้ ท่านไม่ดีดไม่ดิ้น มีอะไรท่านไม่สนใจ การอยู่การกินการใช้การสอยท่านก็แบบเดียวกันนี้ ท่านไม่กังวล ให้ท่านทั้งหลายพิจารณาเอานะ วันนี้เอาท่านองค์นี้เลิศในวัดป่าบ้านตาด ให้ท่านทั้งหลายดู ทั้งปะทั้งชุน จีวรนี้เต็มตัวเหมือนกับเสือดาว รอยด่างๆ ดาวๆ เหมือนกับเสือดาว เป็นอย่างนี้ละ นี่ละแบบของศาสนา แล้วไม่เป็นความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ไม่ดีดไม่ดิ้น ความทุกข์ก็ไม่มี ลดลงๆ ฆราวาสก็ให้ใช้ตามเกิดตามมีธรรมดาอย่างนี้ดูซิ นี่ละพุทธศาสนาพาใครให้เสียหายที่ไหน

ไอ้เรื่องฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเป็นบ้าก็คือเมืองไทยเรา ไม่มีอะไรเกินเมืองไทย เมืองดีดเมืองดิ้นเมืองฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เมืองไม่มีแบบไม่มีฉบับ ไม่มีเนื้อหนังเป็นของตัวเอง อะไรมาคว้ามับๆ คือเมืองไทยเราแล้วก็พระไทยเราอีก วันนี้นานๆ จะได้มาเจอ ให้ท่านทั้งหลายได้เห็นแบบของพระพุทธศาสนาท่านเป็นอย่างนี้ ท่านไม่เป็นบ้า เป็นอย่างนี้ละพระ ไปที่ไหนเป็นอย่างนั้น ท่านไม่ดีดไม่ดิ้นกับอะไร แต่ใจกับธรรมนี้จ่อกันตลอดเวลาในหัวใจ ท่านทำอย่างนั้น นี่ละมรรคผลนิพพานเกิดจากนี้ละ ปฏิปทาคือการตามเสด็จพระพุทธเจ้า ตามเสด็จอย่างนี้แล ให้ดูเอา

นอกนั้นมันแหวกแนวๆ เทวทัตลากไปลงนรกหมดพวกนั้น พวกเรานี่พวกเทวทัต พระเทวทัต พระในวัดป่าบ้านตาดก็เทวทัต ยกให้ลูกศิษย์ตถาคตองค์เดียวนี้ วันนี้เราเอาออกมาให้ท่านทั้งหลายเห็นเสีย แบบแผนตำรับตำราจ้ามาแล้วนี่ เอาออกมานี้ทั้งตัวพยาน ทั้งแบบแผนตำรับตำราก็มี นี่ละให้ท่านทั้งหลายดูเอา พระพุทธศาสนาท่านไม่ตื่น แล้วความสุขไม่มีใครเกินผู้ปฏิบัติธรรมดังที่ว่ามานี้ นี่ละความสุข ท่านกอบโกยเอาความสุขมา ท่านไม่ดีดไม่ดิ้นกับสิ่งใดทั้งนั้น เรื่องโลกเรื่องสงสารมันเรื่องทำให้ดีดให้ดิ้น เพราะกิเลสแสดงออก ไอ้ผู้ที่รับ ภาชนะก็ภาชนะกิเลสอันเดียวกันมันรับกันได้ง่าย เรื่องอรรถเรื่องธรรมไม่อยากฟัง

อย่างเห็นพระองค์นั้นเดินมายืนอยู่นี้มันดูได้ พวกนี้มันดูไม่ได้พวกกิเลสพวกคลังกิเลส พวกส้วมพวกถานสกปรกมันดูไม่ได้ นี่ละเครื่องดำเนินเพื่อความสะอาดสะอ้านและบริสุทธิ์ของใจถึงมรรคผลนิพพาน ท่านดำเนินมาอย่างนี้ ท่านทั้งหลายดูเอา วันนี้เปิดโอกาสให้ท่านทั้งหลายได้เห็นความสำคัญของพุทธศาสนา ของพระ วันนี้เอาพระท่านมาเป็นตัวอย่างให้ท่านทั้งหลายดู พระวัดป่าบ้านตาดสู้ไม่ได้ องค์นี้ยกให้เป็นที่หนึ่ง หลวงตาก็สู้ไม่ได้ ยอมรับและชมเชย นี้คือทางของศาสดาท่านเดินอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจำเอา

อย่าพากันดีดกันดิ้นจนเกินเหตุเกินผล ไปที่ไหนเห็นแต่คนเป็นบ้า หาความสุขไม่มี แต่การดีดการดิ้นนี้ โอ๋ย ทุกสิ่งทุกอย่าง ดิ้นเพื่อเอาไฟเผาตัวเอง อย่างนี้ท่านไม่ดิ้น แต่ภายในธรรมกับกิเลสฟัดกันตลอดเวลา แล้วก็สว่างจ้าขึ้นมาๆ พ้นทุกข์ ดีดผึงเลย ดูเอา สมัยท่านอาจารย์มั่นเป็นอย่างนี้ละ พระท่านเป็นอย่างนี้ ชื่นตาชื่นใจ ท่านไม่ดีดไม่ดิ้น พูดเสียจะว่าเราอวดเราไม่อวด เมื่อนี้เป็นเหตุแล้วเราก็คิดถึงที่ว่าอยู่บ้านสามผง คือไปเที่ยวไปองค์เดียวมันจะมีที่ซักผ้าซักแผ้ที่ไหน ซักผ้าเป็นพวกแก่นขนุน วันนี้นั้นได้โอกาสก็ไปพักที่บ้านสามผง ทุ่มหมดผ้าไตรจีวร ซักหมดวันนั้น ซักแล้วเอาออกไปตากผืนไหนก็แบบเดียวกันๆ

ท่านอาจารย์บุญมาท่านเรียกพระมาเลยนะ นี่ให้มาดู นี่เป็นมหานะนี่นะ ดูซิมหาท่านทำยังไง นี่ท่านทำตามแบบตามฉบับ แบบฉบับเป็นอย่างนี้ ท่านก็เห็นเหมือนกัน ให้ดูเอาพวกเราพวกขุนนาง ท่านบอกว่าพวกเราพวกขุนนาง เราไปองค์เดียว นี้ก็เลยได้นำมาพูด คือท่านเรียกพระมาทั้งวัดเลยมาดู นี่เป็นยังไงตัวอย่าง นี่แบบฉบับของพระพุทธเจ้าอย่างนี้นะ อย่างที่ท่านทำอยู่นี้ พวกเรามีแบบฉบับพระพุทธเจ้าที่ไหน มีแต่แบบเทวทัต ท่านว่า ขบขันดีเราไม่ลืม

ันนี้เป็นกัณฑ์เทศน์กัณฑ์หนึ่ง ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบเอาไว้ ความมักน้อย คือผัวเดียวเมียเดียว อย่าเป็นบ้ากาม นี่เหมาะสม ครอบครัวเหย้าเรือนชุ่มเย็น ทีนี้สันโดษคือตามมีตามเกิด อย่าดีดอย่าดิ้นจนเกินไป ฆราวาสเป็นอย่างนั้น  สำหรับพระอย่างนี้ยกเป็นเอก เรายกให้เลยสำหรับพระมีหน้าที่ชำระกิเลสโดยถ่ายเดียว มักน้อยตลอดๆ ทุกอย่าง

พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็ยกให้ท่านอาจารย์หลุย ที่ท่านมรณภาพทางหัวหินนู่นน่ะ นี่องค์หนึ่งยกให้เรื่องมักน้อยที่สุด คือท่านอาจารย์หลุย บรรดาลูกศิษย์ของพ่อแม่ครูจารย์มั่น ท่านอาจารย์หลุยเป็นองค์หนึ่ง เป็นที่หนึ่งทีเดียว มักน้อย ไม่เอาอะไร ใครให้อะไรไม่เอาทั้งนั้น กระโถนของท่านท่านก็คว้าเอากระป๋องกระแป๋งหิ้วไป ฟังว่าไปถึงพระราชวังนะ  เอาอย่างนี้ซิ เราเป็นพระไปไหนก็ต้องเอาแบบพระไปซิ แบบโลกแบบสงสารเป็นโลกเป็นสงสาร แบบพระต้องเป็นแบบพระ เข้าที่ไหนต้องเข้าแบบพระ เราชมท่าน ยกให้เป็นที่หนึ่งนะท่านอาจารย์หลุย มักน้อยที่สุด พอท่านมรณภาพแล้วเห็นไหมอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุเรียบร้อย สมมักสมหมาย

เราชี้ไว้แล้วว่าองค์นี้คือพระอรหันต์องค์หนึ่ง ทีนี้พอท่านมรณภาพ อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุประกาศป้างขึ้นมาแล้วชัดเจน นี่ละทางเดินของพระพุทธเจ้า ท่านผู้นี้คือท่านผู้พ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง ถึงขั้นพระอรหันต์แล้วทุกข์นี้ดับหมดไม่มีอะไรเหลือเลย เหลือแต่วิมุตติคือความหลุดพ้น จิตสง่าจ้าครอบโลกธาตุ นี่ละปฏิปทาของท่านไปจากด่างๆ ดาวๆ เหมือนเสือดาว ท่านไม่มักมาก ให้พากันจำเอา พวกนี้มันพวกบ้าเห่อรอบด้าน ในวัดเรานี้ก็บ้าเห่อ แล้วพวกญาติพวกโยมลูกศิษย์หลวงตาบัวนี้บ้าเห่อ ไปจากหลวงตาบัวนี้ละอีตาบัวบ้าเห่อ ให้จำเอานะ เอาไปเป็นคติตัวอย่าง

การอยู่การกินการใช้การสอย อย่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ให้รู้จักประมาณในการอยู่การกินการใช้การสอย นี้คือแบบแผนของชาวพุทธเรา ปฏิบัติตามศาสดาองค์เอก ไอ้การดีดการดิ้น อะไรมาไม่พอๆ คว้ามับๆ นี้คือแบบลิง พวกเราเรียนแต่วิชาลิง คว้าโน้นคว้านี้ วิชาธรรมที่งามหูงามตาไม่อยากสนใจนะ เอาละเทศน์แค่นี้

ไม่มีใครพูดอย่างนี้ นี่พูดแบบไม่สะทกสะท้าน เอาความจริงกระจายออกหมดเลยให้โลกได้เห็นศาสนาเป็นยังไง ศาสนาเลิศเลอที่สุดคือพุทธศาสนา จ้าอยู่ในหัวใจครอบโลกธาตุ เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง ทุกสิ่งทุกอย่างผ้าขี้ริ้วห่อทอง ทองคือธรรมธาตุ จิตที่บริสุทธิ์ล้วนๆ คือจิตพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ซึ่งท่านดำเนินอย่างนี้ละ ท่านได้ธรรมอย่างนั้นมา ไอ้พวกเราดำเนินฟู่ๆ ฟ่าๆ นี้มีแต่ส้วมแต่ถานเต็มหัวใจ เข้าใจไหมล่ะ เอาละให้พร

หลังจังหัน

(ทองคำสองบาทค่ะ ถวายครบรอบหลวงปู่มั่นมรณภาพ) ครบรอบท่านวันนี้เหรอ หลวงปู่มั่นมรณภาพครบรอบวันที่ ๑๑ เหรอ (ตีสองของเมื่อคืนนี้เจ้าค่ะ สมัยใหม่ถือเป็นวันใหม่แล้ว) ก็ต้องตามหลักพระวินัย สว่างปุ๊บนั่นละหมด วันนี้หมดอำนาจ ไปถึงสว่างปุ๊บเป็นวันใหม่ ท่านเอาหมดทั้งคืนทะลุนะ ทุกวันนี้เขาเอาเที่ยงคืนเป็นเกณฑ์ ตามหลักพระวินัยมีอย่างนั้น เช่นอย่างไปไหนมาไหนท่านต้องถือเอาอรุณ ไปไหนจะรีบมาให้ทัน คือเข้าพรรษาว่างั้นเถอะ ไปนี้ไม่ให้ขาดพรรษาต้องมาให้ทัน หลักพระวินัย ไม่ว่าอะไรก็ตาม ถ้าว่า ๗ วันอย่างนี้นะ ถ้าสว่างปั๊บนั่นหมด พระวินัย ศาสนาถือพระวินัยเป็นหลักเกณฑ์ที่จะปรับโทษพระ หรืออะไรๆ จะขาดก็ขาดตอนเป็นวันใหม่เพราะอรุณขึ้น

เมื่อวานนี้ไปโรงพยาบาลเซกา ทางที่จะไปบ้านแพง เอาของไปให้เฉยๆ เดี๋ยวนี้ไปโรงไหนมักให้โรงละสองหมื่นๆ ที่กระเทือนใจก็คือตอนเราไปให้โรงพยาบาลภูหลวง เอาของไปส่งให้โรงพยาบาลภูหลวง เขาบอกว่าถ้าหลวงตาเอาของมาให้อย่างนี้ เดือนนี้ก็เป็นอันว่าทุ่นรายจ่ายไปสี่พัน ถ้าธรรมดาแล้วโรงพยาบาลจะต้องจ่ายเดือนละหนึ่งหมื่น ค่าอาหารสำหรับคนไข้ ถ้าหลวงตามาให้อย่างนี้ก็จะได้จ่ายเพียงหกพัน อันนี้เราก็ให้แล้วรถยนต์คันหนึ่ง จากนั้นมาเราเลยให้เป็นโรงละสองหมื่นๆ ไปเลยเดี๋ยวนี้นะ โรงไหนก็ให้โรงละสองหมื่นๆ ถ้าเราไปส่งให้ โรงละสองหมื่นๆ สงสารว่าไง

คือรายจ่ายของโรงพยาบาล เขาบอกว่าจ่ายเดือนละหนึ่งหมื่นสำหรับค่าอาหารคนไข้ เราเอาของไปส่งก็จะทุ่นรายจ่ายไปตั้งสี่พัน จากนั้นมาเราก็เลยจ่ายให้โรงละสองหมื่นๆ ไปเลยเดี๋ยวนี้นะ ไปที่ไหนให้สองหมื่น อย่างเซกาเมื่อวานนี้ก็ให้สองหมื่น ของเต็มรถไปละ ไปทุกแห่งเป็นอย่างนั้น

พี่น้องทั้งหลายคิดดูซิว่า เงินที่เขาบริจาคมาวัดป่าบ้านตาด ถ้าพูดตามหลักความจริงตั้งเป็นเศรษฐีได้วัดป่าบ้านตาด เศรษฐีเงินนะ มากขนาดนั้นละ ออกช่วยโลกทั้งหมดนะที่ว่านี่ เราไม่เคยยุ่งเลย นอกจากใช้ก็ใช้ที่เกี่ยวข้องกับวัดไปเท่านั้น ใช้จ่ายนั้นจ่ายนี้อะไร จากนั้นก็ออกช่วยโลกทั้งหมด เงินจะประมาณสักกี่พันกี่หมื่นล้าน เราก็ไม่อยากจะพูดหมื่นล้าน ว่าเป็นหมื่นๆ ล้านว่างั้น นี่เห็นไหมมาวันหนึ่งๆ เหล่านี้ ออกมานี่ไปไหน ออกทั่วโลกเลย ไม่ได้มาในนี้ ไม่มี ท่านทั้งหลายดูเอา เงินทองข้าวของไม่ว่าเขาจะถวายเป็นส่วนรวมอะไรๆ ไม่ว่าจะถวายเรา แบบเดียวกันหมดคือออกเพื่อโลกทั้งนั้น เราไม่เอา เราก็บอกว่าเราพอแล้ว มีแต่ความเมตตาสงสารโลกเท่านั้น มีเท่าไรๆ สงสารโลกทุ่มเลยๆ

เมื่อวานนี้พอออกจากโรงพยาบาลเซกามา มาด้านตลาด ตลาดก็มีแต่สินค้า ทุกวันนี้สินค้าสำเร็จจากโรงงานมาขายเต็ม ท้องตลาดเต็มไปด้วยสินค้าที่สำเร็จจากโรงงานๆ เต็มไปหมด พอดีเรามานั้นก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งหาบของพะรุงพะรัง ของเหล่านี้ก็เหมือนของที่เต็มในสินค้า เอามาขายอะไรก็ไม่รู้ หาบมาจะเอามาขาย เหมือนกับว่าเอาอ้อยไปขายสวนอ้อย โอ๊ย ผู้หญิงคนนี้ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ สองฟากถนนในตลาดของเขาเต็มอยู่เท่าไร มีแต่ของดีๆ ทั้งนั้น แล้วจะมาขายยังไง

พอดีมันมีรถคันหนึ่งจอดอยู่นี้ พอรถเราผ่านไปก็ให้จอดรถข้างหน้า แล้วให้เขารออยู่แกจะหาบของผ่านไปนั้นหรือเปล่า รอแล้วไม่เห็น เราก็ให้คนรถลงย้อนไปดูอีก ไม่เห็นเลยไม่ทราบเป็นยังไง มันก็กรรมของแก เราจะให้เงินนะนั่นไม่ใช่ธรรมดา น้อยเมื่อไรเป็นพันๆ ถ้าลงได้ให้แล้ว ไม่เห็นเลยนะ เอ๊อ กรรมของสัตว์ เราบอกคนรถวิ่งกลับไปดู คือมีรถยนต์คันหนึ่งกั้นอยู่นี้ เขามาทางโน้น เรามารออยู่ข้างหน้ารถยนต์ นึกว่าเขาจะโผล่มาแล้วจะได้พูดตกลงกันที่นั่น แต่ไม่เห็น เราเลยให้คนรถวิ่งไปดู สองฟากถนนตลาดทั้งนั้น พวกร้าน ไม่เห็นนะ ไปดูแล้วไม่เห็น เอ๊ มันไปยังไง เอาละกรรมของสัตว์ แล้วไปเลย ก็อย่างนั้นละเห็นไหมล่ะ

คืออำนาจความเมตตานี่มันพิลึก พูดเทียบแล้วมันไม่มีสิ่งใดที่ใครจะน่าเชื่อเรื่องความเมตตานี่นะ ก็เหมือนอย่างที่จิตมันเป็นขึ้นมาดังที่พูดนั้นน่ะ ที่กระเทือนโลกธาตุขึ้นมาหลังวัดดอยธรรมเจดีย์ มันแบบเดียวกันนั่นละ ความเมตตามันครอบโลกธาตุแบบเดียวกันเลยนะ ไปที่ไหนมีแต่จะให้ทั้งนั้น นี่ถ้าหากว่าไม่กลัวจะเสียเวลาตอนเราจะเดินทางนี้ มันจะให้ดะไปตามทาง แล้วไม่ถึงไหนแหละวันนั้น เป็นอย่างนั้นนะหัวใจนี่ บางทีเห็นเขาขึ้นมอเตอร์ไซค์มา คือมอเตอร์ไซค์เขามีของขายอยู่นี้ เป็นมอเตอร์ไซค์ขายของ ข้างๆ มีแต่ของเขาเต็ม ไปเราก็ให้เขาจอด ลงรถแล้วเอาสักชิ้นหนึ่งเท่านี้ แล้วให้เงินเขาเท่านั้นๆ แล้วไปเลยๆ นี่ความเมตตา

แต่ที่ทำอย่างนั้นไม่ได้ทุกแห่งไปคือว่า เราจะไปข้างหน้า เวลาของเราไม่พอ เราให้เป็นระยะ จุดสำคัญที่ควรจะให้ปั๊บให้เลยแล้วไปๆ นี่ละความเมตตา คือทุกอย่างไม่มีอะไรบกพร่องในหัวใจ พูดให้ชัดเจน จากการปฏิบัติตามพุทธศาสนา ไม่มีอะไรบกพร่องนะ เวลามันเต็มเหนี่ยวก็เป็นอย่างนั้น หัวใจเต็มที่แล้วสมบูรณ์แบบ สมบูรณ์นี้สมบูรณ์แบบเลิศเลอ ไม่ใช่สมบูรณ์ธรรมดา ทีนี้มองไปที่ไหนมันอดได้ยังไง อดเมตตาสงสารได้ยังไง เขาทุกข์เขาจน ความยากความลำบากเต็มหัวอกของเขา เต็มกิริยามารยาทความเคลื่อนไหว เป็นฟืนเป็นไฟ กับธรรมชาตินี้เป็นยังไงเทียบกันแล้ว นั่นละที่มันอดไม่ได้ เฉลี่ยละซิ อันใดที่เป็นฐานะจะควรเฉลี่ยได้ก็เฉลี่ยไป

เพราะฉะนั้นจึงว่าวัดป่าบ้านตาดมีเท่าไรมีเถอะ ออกหมดเลย เพราะฉะนั้นจึงพูดได้เต็มปาก มีเท่าไรเอามา เอาหมดแหละ พูดอย่างนี้คนภายนอกเขามาฟังฟังได้เมื่อไรใช่ไหม แต่เราสบายเลย ต่างกันนะ เพราะออกนี้ออกด้วยความเมตตา มาเท่าไรมาเถอะ คือมาเถอะก็จะออกหมดว่าไง ไม่ใช่เก็บ ออกหมดเลย นี่ละคุณของศาสนาเห็นประจักษ์ในหัวใจ ที่อื่นที่ใดไม่ใช่เป็นที่รวมของทุกข์และสุขนะ รวมอยู่ที่หัวใจ ดินฟ้าอากาศจะกว้างแสนกว้างเท่าไร ที่รวมมันอยู่ที่ไหน ก็คือสุขกับทุกข์ที่อยู่กับโลก สิ่งเหล่านั้นเขาก็อยู่อย่างนั้น แต่เรื่องความสุขความทุกข์อยู่ที่ใจ

อะไรจะมีเท่าไรก็ตาม เมื่อความทุกข์มีอยู่ที่ใจ สิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีความหมาย ถ้าลงใจได้มีความสุขเต็มที่แล้ว สิ่งเหล่านั้นหมดความหมายอีกเหมือนกัน ความสุขมาอยู่นี้หมดเลย เป็นอย่างนั้นนะ ปวดเข่าอีกแล้วยังไม่ถึงไหน นวดเส้นจนจะตายเมื่อวานนี้ มันเป็นยังไงลองดูซิ ฟาดเต็มเหนี่ยว เหมือนว่าเข่าจะขาดไปนู่นน่ะ คือเอาจริงๆ นะเราถ้าว่าปล่อยแล้วเอาเลย อะไรจะขาดให้ขาดไป เฉย เป็นอย่างนั้นนะบทเวลาเฉย มันก็ยังไม่หาย เมื่อวานนี้เอาเต็มเหนี่ยว จนกระทั่งนวดเส้นเสร็จแล้วลุกไม่ขึ้นเลย พระท่านต้องอุ้มขึ้น มันไม่มีกำลังจะลุก คือมันอ่อนกำลังขนาดนั้น

ความเจ็บเจ็บเท่าไรเจ็บไป เฉย ไม่สนใจ ความเจ็บทั้งหมดจะมารวมอยู่ที่ความอ่อนเพลีย ลงนี้หมดเลย พอนวดเส้นหยุดแล้วลุกไม่ได้ พระต้องอุ้มขึ้น ลุกก็ไปยืนพิงเสาเสียก่อน ความอ่อนเพลียด้วยอำนาจแห่งความเจ็บปวดเวลานวดเส้น นวดจริงๆ เมื่อวานปล่อยเลย มันเป็นยังไงมันถึงเจ็บนั้นเจ็บนี้มากนัก เอาลองดูซิวันนี้ นั่นละคำว่าลองดูซิวันนี้คือเอาเลยเต็มเหนี่ยว อย่างนั้นละ มันก็ยังไม่หาย

พูดถึงเรื่องกองทุกข์มารวมอยู่ที่ใจนะ ความสุขก็มารวมอยู่ที่ใจแห่งเดียวนี้ทั้งนั้น โลกธาตุไม่มีความหมาย มามีความหมายอยู่ที่ใจ ถ้าใจประกอบตนให้ถูกต้องความสุขก็มีขึ้นมาๆ ถ้าทำผิดแล้วจะเอาสมบัติเงินทองข้าวของมากองเท่าภูเขามาแข่งไม่มีความหมาย ทุกข์อันนี้เหยียบแหลกหมดเลย เพราะทุกข์อันนี้อยู่ที่หัวใจ เต็มหัวใจ

เมื่อเช้านี้ก็ให้พระท่านออกมายืนดู นี่ละทางแห่งบรมสุขอย่างที่ท่านก้าวเดิน เราพอใจ นี่ละทางแห่งบรมสุข พระพุทธเจ้าเป็นผู้มักน้อยที่สุดเลย ใช้แต่พอจำเป็นๆ ทีนี้พวกฆราวาสเราถ้าใช้ตามความจำเป็นๆ แต่ละครอบครัวๆ ไม่ดีดไม่ดิ้นนัก ความสุขก็จะพอมี ได้ครอบครองกันบ้าง อันนี้มีแต่ความดีดความดิ้น นี้มีแต่กองทุกข์นะ ที่ดีดดิ้นกัน โลกดิ้นกันอยู่นี้มีความสุขที่ไหน มีแต่กองทุกข์ทั้งนั้น เอาธรรมจับเห็นหมด เวลาเห็นปิดไม่อยู่นะ กระแสของจิตออกไปยังไงๆ มันออกไปหาแต่ฟืนแต่ไฟ ไม่ได้ไปหาความสุขความเจริญที่ไหน นี่ละอำนาจของกิเลสครองหัวใจ ไปที่ไหนไปด้วยอำนาจของกิเลส จึงเอาฟืนเอาไฟไปพร้อม

คนนั้นดีดคนนี้ดิ้น ออกไปจากหัวใจ หัวใจสร้างฟืนสร้างไฟหนักเข้าๆ แล้วตายทิ้งเปล่าๆ ไม่เกิดประโยชน์อะไร ใครจะว่ามีสมบัติเงินทองข้าวของอะไร เอามาอวดกันในสายตาของกิเลสเท่านั้น สายตาของธรรมอวดไม่ได้นะ พระพุทธเจ้าเอาธรรมชาตินี้ละสอนโลก พอถึงธรรมชาตินี้แล้วจ้าไปหมด อะไรไม่มีความสุขยิ่งกว่าหัวใจดวงนี้ ครอบหมดโลกธาตุๆ

วันพรุ่งนี้กะว่าบ่ายโมงเราถึงจะออกเดินทาง เราไปของเราเอง จะไปไหนไม่ยาก ไปปุ๊บเลยๆ ตามนิสัยอย่างนั้นมา นิสัยนี้เป็นมาดั้งเดิม ไม่ใช่ดั้งเดิมนู่นนะ เป็นมาตอนบวช พอบวชแล้วเปลี่ยนนิสัยหมดเลย การเที่ยวเล่นเที่ยวคุยกับเพื่อนกับฝูงคราวเป็นฆราวาสปิดหมด ไม่มี มีแต่เรื่องของธรรมๆ ถ้าว่าดูหนังสือมีแต่ดูหนังสือ ไม่ออกไปที่ไหนเลย เรื่อย จนกระทั่งออกปฏิบัตินี้ยิ่งแล้ว ดีดทีเดียว ก็มีพ่อแม่ครูจารย์มั่นแหละ เห็นไหมท่านส่องดูท่านรู้แล้ว

เวลาจะลาไปเที่ยว จะไปทางไหน ท่านถาม คราวนี้คิดว่าจะไปทางนู้นๆ ท่านไปเที่ยวหมดแล้วนี่ พูดตรงไหน เอ้อ ทางนั้นดีนะ แต่ลงมาจุดที่ว่า จะไปกี่องค์ เราว่าไปองค์เดียว ขึ้นทันทีเลยนะ ขึ้นอย่างผึงผังเลย พระเณรนั่งอยู่เป็นแถว พอว่าจะไปองค์เดียว  เออ ท่านมหาไปองค์เดียวนะ ใครอย่าไปยุ่งท่าน ส่ายมือไปอย่างนี้ละ ให้ท่านไปองค์เดียว ท่านเห็นนิสัยของเรา ไปองค์เดียวๆ  คำว่าองค์เดียวนั้นเป็นความเพียรตลอด ก้าวออกจากวัดนี้เป็นความเพียรแล้วนั่น เดินจงกรมไปเลย จากหมู่บ้านนี้ถึงหมู่บ้านนั้นเป็นการเดินจงกรมไปตลอด คนๆ เดียวไม่เป็นน้ำไหลบ่า ที่จะรับผิดชอบซึ่งกันและกันไม่มี เป็นกับตายก็คือเราคนเดียว อยากกินก็กิน ไม่อยากกินกี่วันก็ตาม ก็เคยปฏิบัติอย่างนั้น ทุกอย่างป่าช้าอยู่กับเราคนเดียว ไม่จำเป็นต้องใครมาจัดการป่าช้าของเรา

เดินจากบ้านนี้ไปถึงหมู่บ้านนั้นมีแต่เดินจงกรม ที่จะว่าเสียเวล่ำเวลาเวลาไหนไม่มี จากนี้ไปเขาลูกนั้นไปป่านั้นก็แบบเดียวกัน มีแต่ความเพียรตลอดเวลา นี่ละการชำระกิเลสหนักมากนะ ตัวกังวลวุ่นวายก็คือกิเลส มีมากมีน้อยแสดงอยู่ภายในจิตๆ ให้เห็นๆ ชำระล้างลงไปๆ จนกระทั่งถึงขั้นมันเงียบ นี่เราก็เคยพูดแล้ว มันซัดกันชุลมุนวุ่นวาย ถึงเวลามันจะม้วนเสื่อมันก็หมดไปๆ ยังเหลือเท่าไรมันก็หลบก็ซ่อน คือสติปัญญานี่มันเป็นอะไรพูดเสียว่าระเบิดก็นิวเคลียร์นิวตรอน พรึบเดียวหมดเลย กิเลสจะโผล่ขึ้นตรงไหนขาดสะบั้นๆ นี่คือสติปัญญาอัตโนมัติด้วย มหาสติมหาปัญญาด้วยบวกกันเข้า กิเลสพอแพล็บขาด ขาดพร้อมๆ มันหากเป็นของมันเอง

เราไม่ได้ตั้งใจว่าจะฆ่านะ อำนาจของธรรมมีกำลังแล้วฆ่ากิเลสเองโดยอัตโนมัติ เหมือนกิเลสมีกำลังกล้าแล้วฆ่าธรรมภายในใจของเราโดยอัตโนมัติ ตั้งสติพับล้มผล็อยๆ นี่คืออำนาจของกิเลสมันมาก ซัดทีเดียวขาดสะบั้นเลย จนกระทั่งถึงน้ำตาร่วงบนภูเขาเราลืมเมื่อไร เราไม่ลืมนะ ลาออกจากพ่อแม่ครูจารย์มั่น ความเพียรจะเอาให้เต็มเหนี่ยว ครั้นไปแล้วยังไม่ได้ยกครูกิเลสเตะตกไปแล้วๆ คือตั้งสติตั้งไม่อยู่นะ เวลากระแสของกิเลสมันรุนแรงนี้ตั้งไม่อยู่ เห็นประจักษ์กับหัวใจเราเอง ตั้งพับล้มผล็อยๆ ตั้งเพื่อจะตั้งให้อยู่ ให้สติอยู่ไม่อยู่นะ ตั้งพับล้มไปพร้อมกัน เรียกว่าตั้งเพื่อล้มไม่ได้ตั้งเพื่ออยู่ ขนาดนั้นกิเลสมันซัดเรา

จนกระทั่งน้ำตาร่วง นี่เคยมาพูดให้พี่น้องฟังไม่รู้กี่ครั้งกี่หน คือพูดด้วยความถึงใจ ที่มันซัดเรา กิเลสซัดเราจนกระทั่งถึงน้ำตาร่วง โถ ขึ้นเลยนะ มึงเอากูถึงขนาดนี้เชียวหรือ แต่มันเป็นอยู่ในใจ อยู่คนเดียวนี่ โถ มึงเอากูถึงขนาดนี้เชียวเหรอ คือขนาดสติตั้งล้มผล็อยๆ สู้มันไม่ได้ ยังไงก็สู้ไม่ได้ เวลามันมีกำลังมากกิเลสเป็นอย่างนั้นประจักษ์ใจ ตั้งสติไม่อยู่ ตั้งเพื่อล้มๆ ก็มีแต่กิเลสเหยียบอยู่ตลอดเวลา ทีนี้มันก็เคียดแค้นละซิ เราถึงได้มาแยกพูดว่า ความเคียดแค้นให้สัตว์หรือบุคคลใดก็ตามเป็นกิเลสทั้งนั้น แต่ความเคียดแค้นให้กิเลสที่เป็นข้าศึกของตัวเองนี้เป็นธรรม นี่ละเราเคียดแค้นกับกิเลสน้ำตาร่วง

ถึงขนาดว่ากูมึงนะ เป็นอยู่ภายในใจ กูมึงแบบถึงใจที่เคียดแค้นให้กิเลส หือ มึงเอากูถึงขนาดนี้เชียวเหรอ เอาละยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอยกูไม่ถอยว่างั้น เวลานี้กูยอมรับว่ากูสู้มึงไม่ได้ แล้วกลับไปหาโรงงานใหญ่พ่อแม่ครูจารย์มั่น ไปได้รับโอวาทเต็มเหนี่ยวกลับมาหงายอีกๆ ไปอีก กลับมาอีก ต่อไปมันก็เอียงหน้าเอียงหลังกิเลสต่อยกัน เอียงหน้าเอียงหลังทีนี้มันก็ล้มให้เห็น เหอ มึงก็มีท้องเหมือนกัน กูนึกว่ามีท้องแต่กูหงายหมาๆ ให้มึงดู ทีนี้มึงก็มีท้องเหมือนกันเหรอ ทีนี้ได้แล้วนะที่มันหงายไปเพราะวิธีการใดจับวิธีการนั้นไว้ นี่เราพูดถึงเรื่องกิเลสมากำลังมากเป็นอย่างนั้น

เอาตัวของเราออกยันเลย เพราะเราเป็นครูเป็นอาจารย์สอนโลก วิธีใดเป็นยังไงนำมาสอนเพื่อให้เป็นคติ จนกระทั่งสติกับปัญญามีกำลังเพราะฟัดไม่ถอย ความเคียดแค้นนี้ทำให้มุมานะที่สุดเลย เคียดแค้นอย่างถึงใจกับกิเลสตัวมันเอาเราหงายๆ ถึงขนาดว่ามึงเอากูถึงขนาดนี้เชียวเหรอ นั่น กูมึงนะ เอาละยังไงมึงต้องพังวันหนึ่ง ให้กูถอยกูไม่ถอยว่างั้น อันนี้ละเป็นความมุมานะอย่างถึงใจๆ ซัดกันเรื่อยเลย พอได้กำลังแล้วก็เอามันอย่างนั้น ให้สมใจที่มันซัดเราหงายหมาๆ เราก็เอาให้มันหงายหมาเหมือนกัน สุดท้ายมันก็หงายหมาเหมือนกัน ไม่มีคำว่าหงายแมว คือหงายแมวมันตบได้เข้าใจไหม หงายหมามีแต่ร้องแง็กๆ หงายแมวนี่มันตบได้ อันนี้ฟาดมีแต่หงายหมาเลยหงายแมวไม่มี ซัดลงๆ

จนกระทั่งถึงกำลังมันกล้าเต็มที่แล้ว ค้นหากิเลสตัวใดก็ไม่เห็นมี ถึงวาระมันหมอบนะ กิเลสหมอบ กิเลสอย่างละเอียดหมอบ จนกระทั่ง เหอ มันไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอ แต่ไม่ได้สำคัญตนนะ เอาเวลาว่างเฉยๆ กิเลสมันหมอบ ค้นหาที่ไหนก็ไม่เจอ ค้นหาที่ไหนก็ไม่เจอ เหอ ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอ ว่าเฉยๆ ไม่ได้สำคัญตนว่าเป็นอรหันต์ ทีนี้พอแย็บออกมาซัดขาดๆ เวลานั้นยังไงกิเลสจะมีแต่พังโดยถ่ายเดียว ถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติทำงานแก้กิเลสโดยลำพังตัวเองแล้วเป็นอย่างนั้นทั้งนั้น

มันจึงย้อนกลับมาคิดอีก กิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โลกเป็นอัตโนมัติของมัน เป็นอย่างนี้ทั่วโลก นั่นเอาละนะ ทีนี้พอธรรมะมีกำลังแล้ว ธรรมะฆ่ากิเลสนี้ฆ่าโดยอัตโนมัติเหมือนกันกับกิเลสทำลายสัตว์ โผล่ขึ้นมาขาดสะบั้นๆ สุดท้ายก็พรึบลงหมด ทีนี้คำว่าอรหันต์น้อยอรหันต์ใหญ่ไม่มีเลย เงียบเลย แต่ก่อน เหอ มันไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยขึ้นมาแล้วเหรอ แต่ความสำคัญเราไม่มี คือเอาเวลาว่างนั่นละ กิเลสมันไม่โผล่ เหอ ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยขึ้นมาแล้วเหรอ ทั้งๆ ที่ว่าทางนี้มันยังจ้องยังจะเอากันอยู่นะ มันว่าเฉยๆ แต่พอถึงขั้นเวลามันขาดสะบั้นลงไปแล้วไม่ได้บอกละ ไม่ต้องหาที่ไหน ผางขึ้นมาเท่านั้น คำว่าอรหันต์น้อยอรหันต์ใหญ่ไม่มีเลย เงียบเลย

นี่ละคุณค่าแห่งการปฏิบัติธรรม ความโกรธโกรธอย่างนี้เป็นธรรม อย่างที่โกรธให้กิเลสนี่นะ โกรธ เคียดแค้นให้มันถึงน้ำตาร่วง เอาละมึงต้องพังวันหนึ่ง เรียกว่าผูกอาฆาตกัน อาฆาตกับกิเลส อาฆาตแบบธรรมเป็นอาฆาตอย่างนี้ มุมานะฟาดกิเลสให้ขาดได้ ถ้าอาฆาตแบบกิเลสเป็นกิเลสวันยังค่ำ นี่เราก็ได้มาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ถึงเวลาธรรมมีกำลัง เรื่องธรรมมีกำลังแล้วจะแก้กิเลสเป็นอัตโนมัติ เหมือนกิเลสทำงานของมันทำลายสัตว์โดยอัตโนมัติอย่างนี้ ทั่วโลกเป็นอย่างนั้น พอเราได้อันนี้แล้วมันก็เทียบกันได้ปุ๊บ อ๋อ กิเลสทำงานบนหัวใจโลกทำงานอย่างนี้เอง ทำงานอย่างที่ธรรมกำลังทำงานฆ่ากิเลสอยู่โดยอัตโนมัตินี้เอง นั่น มันจับได้แล้ว

ทีนี้พอกิเลสมันขาดสะบั้นลงไปหมดแล้วไม่มี ในโลกอันนี้มีกิเลสเท่านั้นตัวก่อกวนที่สุด มากน้อยจะแสดงอยู่ในตัวของตัวเอง จนกระทั่งหมดโดยสิ้นเชิงแล้วทีนี้ไม่มี คำว่ากิเลสไม่มี ถึงจะเสียงแผดเหมือนฟ้าถล่มก็ตาม เป็นกระแสของธรรมๆ กิเลสไม่มีจะเอาความโกรธมาจากไหน แผดขนาดไหนก็ไม่มีกิเลส นั่นละท่านจึงว่าธรรมที่บริสุทธิ์ล้วนๆ ใจบริสุทธิ์ล้วนๆ จะหากิเลสตัวใด ก็มันหมดไปแล้วจะหามาโกรธที่ไหน ความโกรธก็เป็นกิเลส โมโหโทโสเป็นกิเลสทั้งนั้น เมื่อมันสิ้นไปแล้วหาที่ไหนมันก็ไม่มี ก็มีแต่พลังของธรรมออกพุ่งๆ เท่านั้นเอง วันนี้รู้สึกจะมีแต่บทหนักๆ นะเทศน์ ก่อนจังหันนั้นก็มี ถ่ายรูปพระนั่นก็มี นั่นก็มีธรรมบทหนึ่ง แล้วหลังมานี้ก็เป็นธรรมอีกบทหนึ่ง เพื่อสอนพี่น้องทั้งหลายให้เข้าใจ ก็มีเท่านั้นละ เอามีอะไรว่ามาที่นี่

ผู้กำกับ รายงานครับ สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน อำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน เริ่มเปิดกระจายเสียงอย่างเป็นทางการ วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๘ ออกอากาศ ๐๔.๐๐น. ถึง ๒๔.๐๐น.เป็นประจำทุกวัน และในเวลา ๐๖.๐๐น. ยังได้มีวิทยุชุมชนของอำเภอปาย คลื่น ๑๐๓.๐๐ ได้ถ่ายทอดกระจายเสียงธรรมะ โดยรับคลื่นต่อจากคลื่น ๑๐๑.๐๐ ทำให้ผู้ฟังมากยิ่งขึ้น

หลวงตา ธรรมะนี้รู้สึกว่าออกทั่วประเทศไทยแล้วเวลานี้ ในขณะเดียวกันกับการช่วยชาติทางด้านวัตถุ ทางด้านวัตถุนี้เรียกว่าค่อยยุติลงไปแล้ว หากเหลืออยู่บ้างก็เป็นประเภททองคำซึมซาบที่ท่านทั้งหลายบริจาคมาธรรมดาๆ เท่านั้น ส่วนธรรมะนี้กระจายกว้างขวางออกไปมากทีเดียว ธรรมที่ออกนี้ไม่ใช่แต่เพียงธรรมะของเรานะ ยังมีของครูบาอาจารย์องค์สำคัญๆ ตามกันไปด้วยจึงว่าพร้อมคณะ คณะคือครูบาอาจารย์ทั้งหลายนี้ออกจากเทปๆ ไปด้วยกัน ครูบาอาจารย์เหล่านี้ก็สายหลวงปู่มั่นทั้งนั้น แต่นั้นท่านก็เทศน์ตามอัธยาศัยของท่าน สรุปความลงแล้ว นี่เขามาพูดนะเขาบอกมาว่าครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ยกไว้บูชา แต่ไม่ถึงใจเหมือนเทศน์หลวงพ่อ หลวงพ่อนี้ถึงใจ ใส่เด็ดปึ๋งๆ เลย ฟังแล้วมันเพลินไปเลยเขาว่างั้น อันนี้ส่วนมาก เลยกลายเป็นเรานำหน้าไปหมดเทศน์ เอาเท่านั้นละ

ผู้กำกับ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลยขอความอนุเคราะห์เครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อใช้เป็นเสบียงอาหารในการออกล่าตระเวนดูแลรักษาป่า ซึ่งทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง มีพนักงานเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ๒๖๗ คน แบ่งเป็นพวกพิทักษ์ป่าทั้งหมดจำนวน ๑๖ หน่วย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ ดังรายการต่อไปนี้ ๑.ข้าวสารเหนียวจำนวน ๑๑ ถุง ๒.น้ำปลาจำนวน ๒๕ ลัง ๓.น้ำมันพืชจำนวน ๒๕ ลัง และอื่นๆ แล้วแต่หลวงตาจะเมตตา

หลวงตา เรารับอยู่นะรับ แล้วจะส่งนั้นจะกำหนดกันยังไง (เขาเอารถมาครับ) ไหนรถ มีกี่คันรถน่ะ (๖ ล้อครับ) คิดว่าของเราจะมีพอเวลานี้ที่เราเอาไว้สำหรับโรงพยาบาลต่างๆ ในโกดังไม่ให้ขาดนะ หากว่าจำเป็นก็จะเอาอันนี้ไปก่อนโกยออกไปเลย แล้วโกยเอาเข้ามา นั่นเป็นอย่างนั้นนะ เอ้าเอาได้เลย เอาไปพร้อมเลย เอามารถ ๖ ล้อนั่น เอาให้เต็มเลย จำนวนนี้บอกไว้เฉยๆ เราจะให้เต็มรถ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก