จิตจ้าแล้วสงสารไปหมด
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2548 เวลา 8:15 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

จิตจ้าแล้วสงสารไปหมด

         ทางวัดโพธิปีนี้ใครทอดกฐิน วัดโพธิสมภรณ์เป็นวัดหลวง ต้องได้รับพระราชทานกฐิน ปีนี้ใครทอด (ปตท.ครับ) บางปีเราได้ถามไปเหมือนกัน จวนจะสิ้นเขตกฐิน นี่ก็จะสิ้นวันที่ ๑๖ กฐิน ยังทอดได้อยู่สำหรับวันเพ็ญ วัดโพธิก็จวนจะสิ้นเขตกฐินเห็นยังเงียบๆ อยู่มันยังไงกัน ก็พอดีได้สุดท้ายเหมือนกัน เพราะยังไงก็ต้องทอดแน่นอนเพราะกฐินหลวงนี่ แต่กฐินหลวงเป็นพื้นเฉยๆ เครื่องประดับก็คือประชาชนที่ทอดกฐินแต่ละวัดๆ กฐินหลวงก็มีแต่บริขาร ๘ เท่านั้นพระราชทานมา จากนั้นก็เครื่องส่งเสริมของประชาชนทั้งหลาย วัดป่าบ้านตาดเราก็ได้รับพระราชทานผ้าไตรมากฐินของเราปีนี้ ดูว่าได้อ่านให้บรรดาพี่น้องทั้งหลายทราบทั่วกันแล้วนะวันกฐินน่ะ (ทราบแล้วครับ) วัดป่าพระป่าท่านก็ยังเมตตาถึงอยู่นะ พระราชทานผ้าไตรมาวันกฐิน

เดิมจริงๆ ไม่มีกฐิน มีแต่ผ้าบังสุกุลเป็นพื้นมาเลย บังสุกุลคือผ้าที่คลุกเคล้าอยู่ตามฝุ่นตามอะไร สกปรกโสมมไม่เลือกละ บังสุกุลคือตกอยู่ขี้ฝุ่นขี้ฝอยหรือตามป่าช้าหรือตามสายทาง ผ้าเศษผ้าเดนผ้าทิ้ง นี่ละพระท่านไปเก็บมาชักบังสุกุล ได้มาแล้วก็มาเย็บปะติดปะต่อกันเป็นสบงบ้างจีวรบ้างสังฆาฏิบ้าง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงทรงผ่อนผันเอาอย่างมากทีเดียว คือสังฆาฏินี้ธรรมดาสองชั้น แม้จะปะร้อยชั้นก็ตามพระองค์ก็ทรงอนุญาต ขาดตรงไหนๆ ท่านปะท่านชุนเข้าไป ถึงร้อยชั้นเราตถาคตก็อนุญาต นั่นท่านทรงผ่อนผันเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติของพระ แต่ก่อนเป็นอย่างนั้น

ครั้นหลังมานี้ก็เห็นพระท่านมาจากเมืองอื่น เข้ามาเมืองที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ จีวรเปียกปอนมา มาประชุมมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าก็เลยมาไม่ได้ จีวรเปียกปอน จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเวลานั้นมาไม่ได้ เพราะจีวรเปียกหมด ท่านมีผ้าเพียงสามผืน พระองค์จึงทรงผ่อนผันให้มีกฐิน อนุโลมให้มีผ้า จะเป็นจีวรสองผืนก็ได้ บริขารใดก็ตามเป็นสิ่งที่เศษเหลือจากไตรจีวรสามผืนนั้นก็ได้เรื่อยมาเป็นกฐิน ทีนี้กฐินก็เลยใหญ่กว่าบังสุกุลไป

อย่างที่เราได้ให้พระฝรั่งองค์หนึ่งเมื่อสองสามวันนี้ ท่านร้อยปะร้อยชุนผ้าจีวรท่าน ที่ท่านทำอย่างนั้นไม่ใช่วัดนี้ไม่มีผ้านะ ท่านทำด้วยความพอใจของท่าน ความพอใจในการทำอย่างนี้เป็นความพอใจที่มีคุณค่ามาก เราจึงให้ท่านมายืน เอ้า ยืนถ่ายภาพให้ดู จะหาไม่ได้แล้วสมัยปัจจุบัน ทั้งปะทั้งชุนจีวรท่าน พระฝรั่งอยู่ที่นี่ละ มองไปเหมือนเสือดาว มันด่างๆ ดาวๆ ปะนั้นชุนนี้ เราซึ้งใจทันที เป็นอย่างนั้นนะ ซึ้งใจ เพราะฉะนั้นจึงให้ท่านมายืนให้ถ่ายภาพ ให้พระทั้งหลายชาวพุทธเราได้ดูบ้าง นี่คติตัวอย่างอันดีงามแต่สมัยพุทธกาล ท่านดำเนินมาอย่างนี้

ท่านไม่ได้ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ท่านได้มาพออาศัยเท่านั้น แต่จิตใจท่านมุ่งอยู่ในธรรมท่านไม่ได้ไปไหน จตุปัจจัยไทยทานได้มามากน้อยท่านไม่สนใจ จิตใจของท่านมุ่งมั่นต่อแดนพ้นทุกข์ๆ สิ่งเหล่านี้พอเยียวยาไปเท่านั้นพอ นั่นความหมายว่าอย่างนั้น ให้หนักแน่นในธรรมๆ เครื่องอาศัยต่างๆ นี้ในตำรับตำรามีชัดเจนมาก ส่งเสริมพระผู้ปฏิบัติอย่างนี้ พอบวชแล้วก็สอน ปํสุกูลจีวรํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา นั่นเห็นไหมล่ะ ให้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เป็นข้อปฏิบัติประจำไปเลย จากนั้นท่านก็อนุโลมผ่อนผันไป มันเลยโดดใส่แต่ที่อนุโลมไปเดี๋ยวนี้ คำว่าบังสุกุลเลยจะไม่มีเหลือ

เราไปอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่น นี่ละแบบฉบับพวกปะพวกชุน ท่านไม่เอาอะไรมากมาย จีวรเท่านั้นพอ ถ้าพูดถึงมักน้อยก็เรียกว่า มักน้อยเต็มที่ก็คือหลวงปู่มั่นเรา แต่การเสียสละนี้ยกให้เลยเทียว ไม่มีอะไรเหลือ ท่านไม่สนใจเลย ได้มาอะไรแจกๆ ถ้าเป็นฝ่ายที่ฆราวาสจะใช้ได้ท่านก็แจกไปๆ ฝ่ายพระก็แจกทางพระไป อันนี้พอดีเราพูดไปสัมผัส จะว่าเรายกยอเราหรือไม่ยกยอก็ตาม แต่เราพูดตามความจริงที่เราดำเนินมา เวลาเขาเอาผ้ามาบังสุกุลนี้ท่านมอบให้เราเลย ให้ท่านมหาเป็นผู้ดูแลพระเณร ผ้าบังสุกุลกองพะเนินเทินทึกท่านมอบให้เราเลย ให้ท่านมหาดูแลพระเณรเหล่านี้ ท่านไม่พูดไปมากละ คือใครขาดตกบกพร่องอะไรให้เราเป็นผู้จัดทำให้ เท่านั้นท่านทิ้งเลยนะ ปล่อย มีแต่เราเป็นคนดูแล

ทีนี้พองานเสร็จแล้ว กฐินเสร็จแล้วเรามักจะลาท่านไปเที่ยวตอนนั้นละ ตอนอยู่นั้นท่านไม่ถามนะ อะไรๆ ตกมาๆ ท่านมอบให้เราเลย ให้เราเป็นผู้ดูแลพระเณร เวลาเราออกเที่ยวแล้ว นั่นละเห็นไหมความแหลมคมของท่าน ท่านมหาท่านจัดการแจกพระแจกเณรทั้งหลายเหล่านี้แล้ว สำหรับองค์ท่านมหาล่ะท่านเอาอะไรบ้าง พระก็บอกว่าท่านไม่เอาอะไร ท่านก็นิ่ง ผ้าบังสุกุลมาอยู่เรื่อยๆ ถ้าเราอยู่นั้นเขามาบังสุกุลนี้ ท่านมอบให้เราจัดการๆ องค์ไหนขาดตกบกพร่องอะไรๆ ควรเป็นสบงตัดสบง ควรเป็นจีวรตัดจีวร ตัดเรื่อยๆ

ปรกติเราใช้ผ้าสามผืนเท่านั้น ครั้นเวลาเสร็จงานแล้วเราออกไปท่านหากถามพระภายหลังนะ ท่านมหาจัดอะไรๆ ให้พระทั้งหลายนั้น ท่านเอาอะไรไหม พระบอกว่าท่านไม่เอา ท่านฟังมาเรื่อยๆ นะ พอหลายครั้งหลายหนนานเข้า เอาละที่นี่ นี่ละที่ได้เห็นชัดเจน ผ้าเขาเอามาบังสุกุลทั้งหมด ท่านสั่งเลยทีเดียว สั่งอย่างเด็ดเสียด้วย ผ้าเหล่านี้เอาเข้าไว้ในห้องเรา นู่นน่ะบอก ท่านเคยเก็บอะไรที่ไหนฟังซิน่ะ อะไรจะมีในห้องหลวงปู่มั่นเราไม่มี บริขาร ๘ เท่านั้นโล่งไปหมด

พักอยู่หนองผือ พอได้ผ้าได้อะไรมานี้ท่านสั่งเลยทีเดียว เอาผ้านี้เก็บไว้ในห้องเรา บอกห้องเรา ท่านเคยทำเมื่อไร ท่านสั่งเลยสั่งอย่างเด็ดเสียด้วยไม่ใช่ธรรมดา ผ้ากองไว้นั้น นี่ท่านมหามาให้ท่านมหาเลือกเอาเสียก่อนเรียบร้อยแล้วจะเอาให้ใครค่อยให้ เวลานี้ใครมาแตะไม่ได้ ถ้าท่านมหายังไม่เลือกเอาเสียก่อน นั่นเห็นไหมล่ะ เป็นอย่างนั้นนะ เมื่อเรื่องที่ควรจะนำมาพูดเราก็พูด เรื่องความฉลาดแหลมคมและความเมตตายกให้ท่าน ท่านเคยเกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งเหล่านี้ แต่บทเวลาจำเป็นถามแล้วถามเล่า ถามทีไร ก็เรามีเท่านั้นเราไม่เอาอะไรทั้งนั้น ท่านมหาเอาอะไรไหม ไม่เอา

บางทีท่านยังดุพระเณรอีกด้วย ท่านมหาไม่เอาแล้วพวกเราเป็นยังไง ไม่คิดไม่อะไรบ้างเหรอ นั่นเห็นไหมล่ะใส่ปั๊บ หลายครั้งหลายหน ได้ผ้ามาเท่าไรๆ ท่านให้เอาไว้ในห้องท่านเต็มห้อง ก็ไม่เคยเห็นในชีวิตของท่านและของเราก็คงจะมีหนเดียวเท่านั้น เพราะท่านไม่เคยทำ เราก็ไม่เคยเห็นว่างั้นเถอะน่ะ ไว้ในห้องท่านหมดพวกผ้าเขามาบังสุกุล จนกระทั่งเราไปเที่ยวกลับมา ให้ท่านมหากลับจากเที่ยวมาก่อนแล้วยกออกมาให้ท่านเลือกเอง ท่านจะเอาไม่เอาผืนไหนก็แล้วแต่ท่าน แล้วค่อยปล่อยผ้านี้ออกไป

พอเรามาเท่านั้น เอาละนะ พอเรามาถึงแล้ว ท่านให้พระขนผ้าออกมาจากกุฏิท่านเลย เราไปกราบท่าน โอ๋ย กองพะเนินเทินทึก นี่ผ้าไม่ไว้ให้ใครนะ ไว้ให้ท่านมหา เอา ให้เลือกเอาๆ บอกพระเณรเอามาให้เลือกดู ก็เราไม่เอาจะเลือกอะไร ผ้ามากต่อมากเอ้าเลือกเอา ให้พระเณรดึงออกมา จะเอาผืนไหน จะตัดผืนไหนเลือกเอา ท่านดูๆ เราก็ไม่เอาๆ ไม่เอาเลยเพราะไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องส่วนภายนอก มีบกพร่องแต่ภายในเท่านั้นเอง

พอบอกว่าเราไม่เอา ไม่เอาอะไรเลยหรือนี่ กระผมพอแล้วผ้าสามผืน เอ้าที่นี่ขนออกไป ขนออกระๆ เลย ผ้าเต็มห้อง เราสะดุดใจฝังลึกมากนะ เราเองก็ไม่เคยเห็นครูบาอาจารย์กระทำกับเราอย่างนี้ แล้วท่านอาจารย์มั่นท่านเคยสั่งสมอะไรเราก็เคยเห็นตลอดมา ไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัว แต่วันนั้นท่านขนผ้านี่เข้าไปไว้ในห้องท่านเต็มหมด รอเรามาเท่านั้นก็ขนออกมาให้เราเลือกเอา เราก็ไม่เอาอะไรสักชิ้น เอ้า ที่นี่เอาออกไป ขนออกเลย นี่เราก็ไม่ลืม

หลวงปู่มั่นท่านใช้ผ้าบังสุกุลมาตลอด ผ้าสามผืนๆ ธุดงควัตรเคร่งครัดทุกอย่าง นี่ท่านทำไว้เพื่ออะไร หนึ่ง เป็นความสนิทใจของท่าน อบอุ่นสำหรับท่านเองที่ดำเนินมาอย่างนี้ ท่านอบอุ่นท่านพอใจ ท่านภาคภูมิใจในการปฏิบัติของท่าน จากนั้นก็กระจายออกไปเพื่อกุลบุตรสุดท้ายทั้งหลายได้เป็นคติตัวอย่างอันดีงามต่อไป ความหมายของท่าน หลักใหญ่อยู่ในนิสัยของท่าน จากนั้นก็กระจายออกไป

พูดถึงเรื่องหลวงปู่มั่น ท่านถือผ้าบังสุกุลตลอดวันมรณภาพ เราจำได้มีผืนเดียวที่ท่านใช้ให้เป็นพิเศษ ท่านเจ้าคุณอะไรลืมชื่อแล้ว ชื่อเพ็งหรืออะไร มาจากปราจีน ท่านเป็นเจ้าคณะจังหวัดปราจีน ตั้งใจมากราบนมัสการท่าน บอกว่าท่านทำเอง พวกป่านพวกอะไร ท่านอุตส่าห์พยายามทำเต็มกำลังความสามารถ ให้เขาไปทอเป็นผ้าอังสะมา ผ้าป่านนะ บอกว่าท่านทำเอง ท่านมาเล่าถวายที่หนองผือ ไปทำเป็นเส้นอะไรผ้าป่านแล้วให้เขาไปทอ ได้มานี้เลยเอามาถวายท่านอาจารย์ ท่านมาถวายต่อมือไม่ได้เป็นบังสุกุลนะ เราดูอยู่นี่ เพราะท่านไม่เคยรับผ้าเขาถวายต่อมือ วันนั้นเย็บเป็นผ้าอังสะมาเรียบร้อยผ้าป่านนั่นเอามาถวายท่าน ท่านก็รับต่อมือ

ทีนี้เราก็ต่อละที่นี่ แต่ก่อนท่านไม่เคยรับผ้าคหปติจีวร รับต่อมือเขามาครอง ไม่เคยเห็นเลย วันนี้ท่านเจ้าคุณปราจีนถวายต่อมือท่าน ท่านจะปฏิบัติยังไงกับผ้าผืนนี้ ท่านใช้ให้นะ มีผืนเดียวเท่านั้นที่ท่านใช้ให้ คือท่านเห็นใจท่านเจ้าคุณ ท่านสนิทสนมกันมาแต่ก่อนแล้วเรื่องสนิท ทีนี้ท่านเป็นผู้ใหญ่เป็นเจ้าฟ้าเจ้าคุณแล้วมาหาท่าน ท่านเลยเอาผ้าทำด้วยมือของท่าน ท่านบอกอย่างนั้น ท่านคงจะเมตตาตรงนี้ละมาก ให้เขาไปทอ เสร็จแล้วมาเย็บเป็นผ้าอังสะ ย้อมเรียบร้อยมาเป็นสีกรัก มาถวายท่านต่อมือ ท่านก็รับให้

เราจะคอยดูท่าน ผ้าผืนนี้ท่านรับต่อมือท่านเจ้าคุณด้วยความเห็นใจ ท่านใช้ให้เลยนะ มีผืนนี้เท่านั้น เราจึงไม่ลืม นอกนั้นไม่มี เรื่องครูบาอาจารย์สมัยปัจจุบันเรายกนิ้วให้เลย หลวงปู่มั่นไม่มีอะไรจะตกเรี่ยราดสาดกระจาย นิดหนึ่งไม่มี เก็บหอมรอมริบหมด เรื่องหลักพระวินัยหลักธรรมอะไรเก็บหมดเลย เรื่องพระวินัยก็เหมือนกัน ก็เรียนมาด้วยกันรู้นี่ เป็นยังไงก็รู้ๆ ท่านพิถีพิถันมากทีเดียว ที่ท่านทำเหล่านี้ หนึ่ง เป็นนิสัยของท่านมาดั้งเดิมแต่การปฏิบัติเรื่อยมา สอง เพื่อเป็นคติตัวอย่างอันดีงามแก่บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลาย ความหมายว่างั้นที่ท่านทำ

เราพูดมาตั้งแต่เริ่มบังสุกุลนั่นละ ท่านทำอย่างนั้นของท่าน จีวรของท่านอะไรก็ดี เอามาปะๆ ผ้าของท่านเป็นอย่างนั้นนะ มีมาเท่าไรท่านก็แจกทานหมดท่านไม่สนใจ ท่านใช้ของท่านเป็นของที่มีคุณค่ามากของท่าน ที่ท่านปะท่านชุนนำมาใช้นี้เป็นบริขารเป็นสิ่งอาศัยของท่านที่มีคุณค่ามาก นอกนั้นไม่มีคุณค่าเท่านี้ ความหมายว่างั้น จากนั้นมาแล้วเราก็แหลกไปอีกเหมือนกัน แต่ก่อนเราก็ปฏิบัติอย่างท่านมา ดังที่เคยพูดให้ฟังไปพักวัดสามผง เราไปคนเดียว ไปที่ไหนไปคนเดียวๆ ทีนี้ไปแต่ละแห่งๆ มันไม่มีที่จะย้อมผ้า

จนกระทั่งมาสามผง กะจะมาย้อมผ้าซักผ้าที่วัดสามผง เป็นวัดกรรมฐาน มีพระเณรมากอยู่ เรามาพักที่นั่นเพื่อจะซักผ้าซักอะไรแล้วก็ออกเดินทางต่อไป ท่านอาจารย์บุญมาท่านทำอย่างนั้น เราก็พูดตามที่ท่านทำ ถึงวันที่ซักผ้าเราก็ซักหมดเลย ผ้าสบง จีวร สังฆาฏิ เหลือแต่ผ้าอาบน้ำ ผ้าอังสะ ซักหมดเลยวันนั้น ซักแล้วตากเอาไว้สายระเดียง ท่านก็มาซิที่นี่มาที่โรงน้ำร้อน ท่านอาจารย์บุญมาท่านเป็นคนสามผง แล้วไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดนครพนม ท่านก็ไปเสียที่นั่นละ คุ้นกันมานานแล้วแหละ เราไปพักที่นั่น พอท่านมาเห็นเท่านั้น เรากำลังซักผ้าอยู่ท่านก็มาที่โรงน้ำร้อนนั่นละ ซักผ้าเสร็จเรียบร้อยท่านก็มา พอมาเห็นผ้าเราตากอยู่ เหอ ยังไงนี่ มหาปะมหาชุน มองดูผืนไหนเหมือนเสือดาว มันปะนั้นปะนี้ชุนนั้นชุนนี้ เสือดาวมันด่างๆ ดำๆ คือที่เอามาปะสีมันไม่เหมือนกัน ปะๆ ชุนๆ ท่านมาดูจริงๆ นะ

โห หาไม่ได้นะทุกวันนี้ เอาละนะ นี่ดูซิหาไม่ได้ เลยเรียกพระเณรมา เรียกว่าทั้งวัดก็ได้ มาๆ มาดู นี่มหานะดูเอา ให้พระเณรมาดูจริงๆ พระเณรก็มายืนเป็นแถวดูรอบ เราก็ไม่ลืม เรียกว่าท่านเชิดท่านพอใจ ท่านไม่เคยเห็น นานๆ มีทีหนึ่ง ต่อไปจะไม่มีนะ ให้ดูเสีย ตากดาดาษอยู่นี่ ผ้าของท่านมหานะดูซิน่ะ เป็นยังไงในวัดเรานี้มีสักคนหนึ่งไหมอย่างนี้ ท่านเอาละนะที่นี่ นี่เราก็ไม่ลืม ท่านให้พระเณรมาดูจริงๆ

จากนั้นมาก็เหลวแหลกเรานะ ในกุฏิเราเวลานี้สังฆาฏิจะมีสักกี่ร้อยผืนก็ไม่ทราบ ของหลวงตาบัวองค์เดียว จีวรจะมีสักกี่พันผืนก็ไม่รู้ อังสะจะมีสักกี่หมื่นผืนก็ไม่รู้ บาตรเต็มอยู่ในห้องนั้นหมดเราก็ไม่รู้ มันเลอะเทอะจะว่าไง อันนั้นมาอันนี้มามันเลยแหลกไปเอง แต่ก่อนรักสงวน มาอยู่วัดนี้ก็เป็นผ้าสามผืนแต่ก่อน ครั้นต่อมาก็เป็นอย่างนี้ เลยแหลก ทีนี้เมื่อเห็นพระฝรั่งท่านทำนี้จึงบอกให้คนดู มันถึงใจเราที่ว่านี่ นั่นละสิ่งที่มีคุณค่ามากที่ท่านทำ จีวร สบง ผืนไหนบริขารทั้งแปด ที่ทำอย่างนั้นเป็นบริขารที่มีคุณค่ามากทีเดียว ผู้ที่จะดูให้เป็นประโยชน์ก็มีคุณค่ามาก ตาของคนนั้นมีคุณค่ามากเพราะส่งเข้าถึงใจ

นั่นละเรื่องศาสนาของเรา ศาสนาพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนให้ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม แต่ลูกศิษย์ตถาคตชาวพุทธของเรา เป็นตัวฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมคึกคะนองมากที่สุด ไม่ได้มีประเทศใดเหมือนประเทศไทยเรา ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีขอบเขตเหตุผลหลักเกณฑ์จากพุทธศาสนา นำมาประพฤติปฏิบัติ ครั้นแล้วมันเป็นแบบลิงแบบค่างบ่างชะนีไปหมด เห็นอะไรมาคว้ามับๆ เครื่องกินเครื่องใช้ไม้สอยเครื่องนุ่งห่มอะไรนี้ มันจะไม่ยินดีในเมืองของตัวเอง ไม่สนใจสร้างเนื้อหนังของตัวเองให้เป็นแบบเป็นฉบับ เป็นหลักใจแก่ตัวเองและชาติของตน เห็นอะไรมาจากเมืองนอกแล้วดีทั้งนั้น อันนั้นก็ดีอันนี้ก็ดี ดีไปหมด การที่ว่าดีไปหมดนี่ซิมันเสีย

การจับจ่ายใช้สอยการประสานกัน เขาซื้อเรา เราซื้อเขา เป็นธรรมดา อยู่ในขอบเขตไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม นี้ไม่มีใครตำหนิติเตียนกัน แต่ที่ทำเลยเถิดเลยแดนอย่างเมืองไทยของเรานี้ เป็นนิสัยมนุษย์ฟุ้งเฟ้อ อะไรมาถ้าเป็นของนอกดีหมดๆ  แม้ที่สุดแอปเปิลแอปแป้นก็ดีหมด เราอยากจับแอปเปิลฟาดใส่หน้าผากมัน นี่ดีไหม เราก็จะว่างั้น ลูกนี้ดีไหม มันโมโหนะ คนไม่รักสงวนชาติของตัวเอง ไม่รักสงวนเนื้อหนังของตัวเองที่เป็นสาระสำคัญ เห็นของคนอื่นดีหมดๆ เราก็หมอบกับเขาตลอดไปซิ เราจะเป็นเนื้อเป็นหนังของเราได้ยังไงเมื่อเราไม่ตั้งใจฟิตตัว เห็นอะไรมาดีหมดๆ หมอบไปตามเขาๆ วิ่งตามเขา เห็นเป็นของนอกแล้วดีหมดๆ นี่ที่ตำหนิกันนะ ไม่รักนวลสงวนตัว สร้างเนื้อหนังของตัว เมื่อของเราจำเป็นจริงๆ ไม่มี ซื้อเขาได้ เขาไม่มีเขายังซื้อเราซื้อได้ แต่อย่าให้เป็นแบบฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ถ้าเป็นของเขาเป็นของเมืองนอกแล้วดีหมดๆ เสียประเทศไทยของเรา ขอให้พี่น้องทั้งหลายพิจารณานะ นี้เอาธรรมมาสอน

ดังที่พูดนี่ผ้าท่านปะท่านชุน ได้บังสุกุลมา ผ้าร้อยปะร้อยชุน ผ้ามีเท่าไรท่านไม่สนใจ ท่านจะเอาแต่นั้นเป็นเนื้อเป็นหนังของท่านในธรรมของท่านต่างหาก เมืองไทยของเราไม่ได้แบบฉบับอย่างนั้นก็ตาม ขอให้เป็นแบบลูกศิษย์ที่มีครูสั่งสอนบ้าง ให้รู้จักประมาณของเขาของเรา เนื้อหนังของเขาเนื้อหนังของเรา ประเทศเขาประเทศเรา สมมุติมันมีมาอย่างนั้นก็ต้องปฏิบัติให้เข้าหลักเข้าเกณฑ์กับสมมุติ มีขอบมีเขตบ้างซิเราเป็นลูกชาวไทย พระพุทธเจ้าสอนให้มีขอบเขต ให้มีหลักเกณฑ์

การอยู่การกินการใช้การสอย ให้รู้จักประมาณ ประหยัดมัธยัสถ์ นั่น พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างนั้น ไอ้เรามีแต่ฟุ้งเฟ้อๆ เสียทั้งหมดเลย อะไรๆ ไม่มีคำว่าพอดี มันพิลึกพิลั่นนะ ได้อะไรมาๆ ถ้าอย่างรถยนต์นี้ก็ลองดูซิ ไปเอาเมืองไหนมาแข่งเมืองไทยเรารถยนต์ เดี๋ยวนี้ละ เอามาแข่งกันเดี๋ยวนี้ รถยนต์เมืองไทยเรานี่กับเมืองไหนเอามาแข่งซิ จะสู้เมืองไทยเราได้ไหม เมืองไทยไปที่ไหนเห็นแต่รถติด เดินไปตามถนนก็รถติด เดินเข้ามาในบ้านก็รถติด เดินเข้าไปห้องนอนก็รถติด จะนอนที่นอนก็รถติดอยู่ที่นอน เดินเข้าไปในครัวจะเอาอาหารมากินก็รถติด อยู่ในหม้อตักลงไปก็รถติด

รถติดอยู่ทุกแห่งทุกหน ติดอยู่ตามหน้าบ้าน ตามถนนหนทาง ติดขึ้นไปกระทั่งบันไดจะขึ้นบ้านตัวเองก็ขึ้นไม่ได้ รถติด ติดไปจนกระทั่งถึงบันได แล้วเข้าบ้านในห้องก็มีแต่รถติด จะเข้าในห้องนอนก็ไปรถติดอยู่ในห้องนอน ออกไปห้องน้ำห้องส้วมก็รถติดอยู่ในห้องน้ำห้องส้วม อ้าวทำไง โดดเข้าไปในครัวก็รถติดอยู่ในครัว ฟังซิน่ะ เข้าไปในครัวเอาช้อนไปตักแกงก็รถติดอยู่ในหม้อแกง มันพิลึกขนาดนั้นนะเราอยากว่าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายฟังคำพูดนี้ให้ดี ขนาดนั้นละพวกเรา มันน่าจะได้ตื่นเนื้อตื่นตัวบ้าง เราเป็นลูกชาวพุทธ

ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมทำคนให้เป็นทุกข์เดือดร้อนตลอดไป อย่าเข้าใจว่าจะทำคนให้มีความสุขความสงบร่มเย็น ไม่มีอันนี้ มีแต่ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม แล้วไปหาเรื่องของบุคคลก็คนหนึ่งมีผัวร้อยผัวสิบผัวพันผัว ผู้ชายมีเมียกี่เมีย เดินไปไหนก็รถติด ติดผัวติดเมียเข้าใจไหม คนนั้นมีเมียเท่านั้นคนก้าวไม่ออกติดกัน แล้วคนนี้มีผัวเท่านั้นคน แล้วก็ก้าวไม่ออกติดแจอยู่ ทั่วประเทศไทยเรามีแต่รถติด ทีนี้ผัวเมียติด ผัวมากเมียมากมันติดเข้าใจไหมล่ะ เลยติดไปหมด ฟังซิน่ะที่พูดเหล่านี้มันน่าคิดไหม สิ่งอะไรที่มันมากเฟ้อๆ หัวใจมันเฟ้อ หัวใจไม่มีหลักเกณฑ์เฟ้อได้นะ ขอให้มีหลักมีเกณฑ์

ท่านจึงสอนว่า อัปปิจฉตา ให้มีความมักน้อยๆ อย่ามักมาก สิ่งที่จะขวนขวายหาให้พอดิบพอดี เอ้าหา แต่สิ่งที่ให้มักน้อยนี้ท่านชี้ลงผัวเดียวเมียเดียวเห็นไหมล่ะ อย่างอื่นท่านไม่ได้ว่านะ แต่ชี้ให้มักน้อย ให้มีผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้น นั่น ใครเป็นคนสอน ศาสดาเองสอน เราเก่งกว่าศาสดามาจากที่ไหน ไปหาผัวหาเมียกี่ร้อยกี่พันคนไม่มีขอบเขตไม่มีประมาณ กินไม่รู้จักพอไม่รู้จักอิ่ม เสียมากนะเมืองไทยเราเป็นอย่างนั้น ยิ่งเป็นผู้มีอำนาจวาสนา พอเป็นข้าราชการงานเมืองเป็นผู้ใหญ่ๆ นี้ โอ๋ย ถ้าจะเอาเมียที่ไปหากวาดเอาตามซอกตามมุมต่างๆ เข้ามาให้เดินติดตามแล้ว ลูกหมาก็มีเพียง ๕ ตัว ๖ ตัว ไอ้ลูกบ้ากามนี้มีเป็นร้อยๆ พันๆ คน

ไปที่ไหนยั้วเยี้ย ลูกอึ่ง ลูกอ่าง ลูกปู ลูกปลา สู้ลูกคนเป็นบ้ากามนี้ไม่ได้ มีเมียมากลูกแตกออกมา มีตั้งแต่ลูกสัตว์ทั้งนั้น เดินไปนี้ก้าวไปที่ไหนไม่ได้เจอลูกผัวบ้าเมียบ้า คนหนึ่งๆ มีลูกขนาดไหน นี่ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเสียหายขนาดไหนพิจารณาซิ ผัวเดียวเมียเดียวเป็นที่ฝังใจตายใจต่อกัน อยู่จนกระทั่งถึงวันตายไม่มีคำว่าทุกข์ ฝากเป็นฝากตายต่อกันได้ ไปนอกบ้านในบ้านก็ไปด้วยความตายใจ ด้วยความฝังใจกับธรรม นั่นไม่ใช่ผัวเรานี่ไม่ใช่เมียเรา มีหมื่นมีแสนมีร้อยก็ไม่สนใจเพราะไม่ใช่ของเรา นี้ของเรามีอันเดียวเท่านี้พอ นั่น ทีนี้ไปไหนไม่ว่าฝ่ายสามีฝ่ายภรรยาไปไหนตายใจกันได้ สิ่งที่หามาได้จากการขวนขวายของเรามาเลี้ยงกันในครอบครัวเหย้าเรือนชุ่มเย็นไปหมด พากันจดจำเอา อย่าพากันฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม

นี่ธรรมพระพุทธเจ้านะ ขอให้ถือเป็นหลักเป็นเกณฑ์เพื่อความสงบเย็นใจแก่ตัวเองบ้าง ไอ้เรื่องของกิเลสสอนคนมันเป็นบ้ากันทั้งประเทศแล้วเวลานี้ ทุกสิ่งเมืองไทยเราไม่พอดี มีแต่ฟุ้งเฟ้อๆ เฟ้อไปหมดเลย เมืองไทยเลยกลายเป็นเมืองเฟ้อ หญิงก็เฟ้อชายก็เฟ้อ พ่อแม่ลูกเต้าหลานเหลนมีแต่ฟุ้งเฟ้อทั้งหมด แล้วเป็นยังไงมองไปที่ไหนก็มีแต่เฟ้อๆ ใช้ได้เหรอ ของดีไม่มีเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ให้ปฏิบัติตัวอย่างนี้นะ ของเฟ้อไม่เป็นของดีฟังแต่ว่าเฟ้อ ถ้าเป็นของดีไม่มีเฟ้อ มีเท่าไรดีไปหมด ถ้าเป็นของเลวแล้วเฟ้อๆ ให้พากันจำ เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านั้นละ พอ วันนี้พูดไปเรื่องแต่ผ้าบังสุกุลนะ มาถึงเฟ้อหยุด

(ทองคำได้ ๕๘ บาท ๑๕ สตางค์ครับผม) สองวันนี้นะ

มาจากวัดไหนล่ะ พูดภาษาไทยได้ไหม (มาจากวัดป่านานาชาติครับผม) โอ๋ วัดป่านานาชาติ พูดภาษาไทยได้เรียบร้อยแล้ว (ก็ได้บ้างครับ) มาจากนานาชาติมีพระเท่าไรนานาชาติ (ปีนี้ได้จำพรรษาพระ ๒๐ เณร ๔) ก็ดี ได้ไปแล้ววัดนานาชาติ เคยไปดูเหมือนสองหนหรือสามหน ถ้าไปทางนู้นเมื่อไรเขาก็นิมนต์ไปวัดนานาชาติจนได้ละ ก็ดี ทำเลดีวัดนานาชาติ มีป่าเหมาะสมเงียบสงัดดี นั่นเห็นไหมสีผ้าพ่อแม่ครูจารย์มั่น เดี๋ยวนี้กระจายออกทั่วประเทศไทย วงกรรมฐานละสีผ้าแต่ก่อนไม่มี เอ้า นั่งเรียบนั่งราบธรรมดา เหล่านี้รู้ภาษาไทยไหม (ส่วนมากไม่รู้ครับผม) ส่วนมากไม่รู้ (ส่วนมากบวชใหม่) เอ้อ บวชใหม่ เอาผู้ที่รู้นั่นละพูดสู่กันฟังก็ได้ ในวัดนี้ก็มีเยอะ แต่พระไทยมีมาก พระต่างชาติดูมีสักกี่องค์นะ (๘ องค์ครับ) อยู่นี้มีเพียง ๘ องค์ นอกนั้นก็พระไทยจากทั่วประเทศมานี้ มานี้หมดนั่นแหละ

ผมเห็นใจ ตั้งใจปฏิบัตินะ ศาสนาพุทธนี้เลิศเลอสุดยอดแล้ว ผมพิสูจน์ในใจของผมเอง นี่เอาธรรมออกมาสอนโลกออกจากหัวใจ จึงไม่สงสัยไต่ถามใคร ธรรมพระพุทธเจ้าเวลาแตกจากหัวใจนี้ เรียนมากี่คัมภีร์มาลงในนี้หมดเลย ไม่สงสัยในคัมภีร์ พอเข้าถึงนี้ปุ๊บนี้กระจายออกไปหมดเลย นี่ละธรรมพระพุทธเจ้า มีแต่กิเลสเกิดภายในใจ กิเลสทำงานอยู่ภายในหัวใจสัตว์ ไม่มีธรรมทำงานเลย เพราะฉะนั้นโลกจึงเต็มไปด้วยความเดือดร้อน มีมากเท่าไรความเดือดร้อนมีมากเท่าๆ กันไปเลย ถ้ามีธรรมที่ไหนๆ แล้วก็ความสงบร่มเย็นจะมี

ธรรมคือความสงบใจ สติธรรม ปัญญาธรรม สติเป็นเครื่องระลึกรู้ในตัว ระลึกรู้จดจ่อรู้เฉพาะ กระจายออกไปสัมปชัญญะรู้ไป ปัญญาใช้กระจายไปในด้านธรรมะที่จะแก้กิเลส สติก็มีไว้เพื่อแก้กิเลส ปัญญามีไว้เพื่อแก้กิเลส เฉพาะอย่างยิ่งสติ ถ้าใครมีสติดีเท่าไรแล้วกิเลสจะเกิดไม่ได้ เช่นวันนี้ผู้นี้ตั้งสติให้ดีทั้งวัน กิเลสจะไม่เกิดทั้งวัน เพราะสตินี้ครอบ กิเลสเกิดจากสังขารความคิดความปรุงนี้ อวิชชามันดันออกมาให้คิดให้ปรุงเป็นสังขารออกมา สังขารเหล่านี้เป็นกิเลสทั้งนั้นๆ ถ้าเราไม่ได้อบรมธรรมจะมีแต่ทางเดินของกิเลสจากสังขารทั้งนั้นละ

ถ้ามีสติบังคับ เราตั้งอยู่ในธรรมบทใด เช่นคำบริกรรมพุทโธหรืออะไรก็แล้วแต่ สติจับอยู่นี้แล้วกิเลสจะเกิดไม่ได้ เพราะจิตทำงานหน้าที่เดียว ในขณะที่คิดกับอรรถกับธรรม กิเลสจะเกิดพร้อมกันไม่ได้ เมื่อคิดติดกับธรรมอยู่ตลอดกิเลสก็เกิดไม่ได้ตลอดไป เพราะฉะนั้นสติจึงเป็นทำนบใหญ่ที่สุด กั้นกางปิดกั้นกิเลสไม่ให้เกิด สติจึงสำคัญ ใครอยู่ที่ไหนอย่าให้เผลอสติ ถ้าไม่เผลอสติกิเลสจะไม่เกิด เมื่อวันนี้ก็ไม่เผลอวันหน้าก็ไม่เผลอกิเลสก็ไม่เกิด ธรรมะเจริญขึ้นเรื่อยๆ ความสงบใจความเย็นใจจะค่อยปรากฏขึ้นมา จากสติควบคุมกิเลสไม่ได้เข้ามาเพ่นพ่านทำลาย จิตก็มีความสงบเย็นใจ

สงบเข้าไปๆ ก็แน่นลงไปจิต เมื่อสงบเข้าไปเท่าไรความสุขความสบายความเบาจิตเบาใจ จะปรากฏขึ้นมาพร้อมๆ จากนั้นก็เป็นความสว่างไสวภายในใจ จิตใจจะสว่างไสวขึ้นภายในใจ นี่ละตั้งแต่ขั้นเริ่มแรก พอจิตสงบแล้วจะเย็นสบายไม่มีกวน จากนั้นแล้วก็ส่องออกไปเป็นความสว่างไสวเรื่อยๆ จิตเป็นสมาธิคือจิตแนบแน่น แล้วกิเลสไม่ค่อยเกิดละที่นี่ เพราะสติบังคับตลอดเวลากิเลสไม่มีทางเกิด แต่ธรรมนั้นเกิดตลอดเพราะสติเป็นเครื่องสั่งสมธรรมให้เกิด ผลของธรรมเกิดเพราะสติบังคับนี้จะเย็นสบายๆ สงบเข้าไปเรื่อยๆ ถ้าผู้อยู่ในสมาธิ สติให้ติดอยู่กับสมาธิ อยู่ในความสงบ จิตให้อยู่ในความสงบ

ถ้ามันไม่สงบมันฟุ้งซ่าน เอาสติจับให้ดี บังคับให้ดี อย่าเสียดายความคิด ความคิดใดๆ ทั้งหมดเราอยากจะว่าทั้งหมดสำหรับผู้เริ่มฝึกหัด เป็นกิเลสทั้งนั้น ทีนี้สติจับปั๊บไม่ให้มันคิดก็เป็นธรรมขึ้นมาเรื่อยๆ อยู่ในใจของเรา สติดีเท่าไรๆ จิตยิ่งเย็นเข้าไปๆ เย็นเข้าไปแล้วก็เป็นความสงบ สงบแล้วก็สว่างไสวภายใน ขึ้นไปหาสมาธิแล้วจิตก็ยิ่งแน่นหนามั่งคง สติครอบไว้ตลอด จากนั้นออกมาพิจารณาทางด้านปัญญา พอจิตสงบบ้างแล้วเรียกว่าจิตอิ่มตัว ไม่ส่ายแส่กับอารมณ์ ไม่หิวโหยกับอารมณ์ที่เป็นกิเลส รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสต่างๆ ออกไปจากตาเห็นอะไรเกิดกิเลสแล้ว หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสกับอะไรเกิดกิเลสแล้วๆ

ทีนี้เมื่อสติครอบงำอยู่แล้ว สิ่งเหล่านั้นที่เห็นก็สักแต่ว่าเห็น สติติดอยู่นี้ตลอดสิ่งเหล่านั้นก็ไม่มาเป็นภัยต่อเรา เรียกว่าสติดี นี้ออกพิจารณาทางด้านปัญญาแยกธาตุแยกขันธ์ ท่านสอน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เอาเท่านี้ละ อันนี้ละที่ท่านสอนเป็นบาทฐานเบื้องต้น เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เกสาคือผม โลมาคือขน นขาคือเล็บ ทันตาคือฟัน ตโจ-หนัง หนังนี้สำคัญมากนะ หนังนี้ผิวบางๆ เท่านี้ไม่ได้หนานะคนๆ หนึ่ง หนังบางที่สุด ไม่ได้หนาเท่ากระดาษเท่าใบลานนะ บางกว่านั้นอีก อันนี้ละมันหลอกลวงสัตว์โลกให้เป็นบ้ากันอยู่เวลานี้ คือหนังบางๆ เอ้าอ่านอันนี้ให้ดี

อย่าฝืนธรรมะพระพุทธเจ้านะ นี่ทางเดินเพื่อปราบกิเลส เราจะดู ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อันใดๆ ถ้าติดใจอะไรมากให้ดูให้มาก พิจารณาคลี่คลายออกไปตลอดถึงลอกหนังออกไป เอ้ามันจะเห็นกันชัดเจน พอลอกหนังออกไปแล้ว คนทั้งคนไม่มีคำว่าหญิงว่าชาย ความกำหนัดยินดีต่อกันไม่มี พอหนังออกไปแล้วมันแดงโร่ไปหมดด้วยความสกปรกโสโครก ดูเข้าไปในเข้าไปเท่าไรๆ ยิ่งไม่น่าดู คนทั้งคนดูไม่ได้เลย หญิงทั้งคนชายทั้งคนทั้งเขาทั้งเราดูกันไม่ได้ นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าสอนให้เปิดดูความจริง นี่ละความจริง เมื่อดูความจริงแล้วมันจะดีดดิ้นไปไหนกิเลส ไม่ดีดนะ มีแต่สงบปล่อยเข้ามาๆ

สิ่งที่ยึดที่ถือเหล่านี้มีแต่ส้วมแต่ถานมีแต่ฟืนแต่ไฟ ธรรมที่เป็นเครื่องพิจารณานี้ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เป็นน้ำดับไฟ กลายเป็นน้ำดับไฟไปเรื่อยๆ จิตจะเย็นเข้าไป แล้วพิจารณาเข้าไปภายในภายนอก ดูให้ได้ละเอียดทั่วถึงด้วยสติด้วยปัญญาจริงๆ แล้วจิตใจจะค่อยเบิกกว้างแล้วจะได้เห็นความจริง โลกไม่ได้เห็นความจริงมีแต่ความจอมปลอม ตัวเขาเต็มตัวตัวเราเต็มตัวมีแต่ความจอมปลอม แต่เวลาเอาสติปัญญาดู หนังเป็นหนัง เนื้อเป็นเนื้อ กระดูกเป็นกระดูก เป็นสัตว์เป็นบุคคลที่ไหน ดูเข้าไปลึกเท่าไรเห็นตั้งแต่สิ่งสกปรกโสมม จิตมันก็ถอยออกๆ ความยึดมั่นถือมั่นความกำหนัดยินดีถอยออกมาด้วยกัน ปล่อยลงไปตามความเป็นจริงๆ นี่เรียกว่าพิจารณาทางด้านปัญญา

เอ้าแยกพิจารณา อย่าเห็นว่าน้อยไปมากไป พิจารณาให้แหลกไปเลยเชียว เอานั้นเป็นงานพิจารณา แล้วจิตใจจะยิ่งสว่างไสว ออกทางด้านปัญญาทีนี้มันจ้าไปหมดนะ ทางด้านปัญญาออกไปๆ จ้าแล้ว สุดท้ายโลกธาตุมองเห็นไปหมดเลย มันเหมือนกันนี้หมด เห็นแบบเดียวกันนี้หมดแล้วสงสัยอะไร จะกว้างจะแคบขนาดไหนก็เอาตัวของเราเป็นเครื่องยันเลย ก็เหมือนกันไปหมด นี่ละทีนี้มันก็ปล่อย ปล่อยโลกธาตุก็คือปล่อยตัวเราได้มากน้อย ปล่อยโลกธาตุเข้ามาได้ปล่อยตัวของเรานี้ได้หมด ปล่อยโลกธาตุหมด แล้วปล่อยกิเลสที่ฝังอยู่ในจิตหมดโดยสิ้นเชิง เรียกว่าปล่อยโลกธาตุหมดโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรเหลือภายในจิตใจ ทีนี้จิตอันนี้ละสว่างจ้าเลย

พอกิเลสตัวปกปิดกำบัง ตัวยุแหย่ก่อกวนทุกขั้นของกิเลส ขาดสะบั้นไปหมดแล้ว จิตดีดขึ้นไปเป็นจิตที่บริสุทธิ์พุทโธล้วนๆ แล้ว นั่นละที่นี่มองดูโลกธาตุมันจ้าไปหมดเลย เป็นอย่างนั้นนะ ให้จำเอา ให้ตั้งใจไปปฏิบัติเอาจริงเอาจังกับความเพียร สติเป็นสำคัญอย่าปล่อยสติ ใครอยากตั้งฐานได้มากได้เร็วเท่าไร มีความสงบมากน้อยเพียงไรอยู่กับสติ ขอให้สติดีจิตจะตั้งฐานได้ สงบเย็นใจได้ ไม่เหนือสติไปได้เลย ขอให้ตั้งสติให้ดีก็แล้วกัน นี้ผมพูดเพียงย่อๆ พอเอาไปพินิจพิจารณา

พุทธศาสนาเลิศเลอสุดยอดแล้ว พูดให้จริงจังผมค้นมาจากหัวใจผมเอง นำธรรมะมาพิจารณาขุดค้นจนอันนี้ แตกออกไปแตกกระจายออกไปหมด เพราะฉะนั้นจึงพูดได้เต็มปากว่า การสอนโลกของเราเราไม่มีสงสัย สอนโลกด้วยความถูกต้องแม่นยำจากการพิจารณามาเรียบร้อยแล้ว ไม่ผิด ผลจึงปรากฏขึ้นอย่างนี้ เมื่อนำผลนี้ออกไปแสดงต่อโลกก็ถูกต้องไปหมด ให้พากันจำเอานะ เอาละเท่านี้พอ เอ้อ พอใจมาเยี่ยมนะ ให้พากันปฏิบัติ จำได้แล้วเอาไปสอนหมู่เพื่อน เอาละกราบ (ขอโอกาสคารวะ) โอ๋ย ไม่ต้องคารวะ เอาดอกไม้มา คารวะอะไรเราไม่ได้มาทับหม้อทับไหกันพอจะเป็นบาปเป็นกรรม เอาไปบูชาพระข้างบน เอ้าๆ กราบเลยไม่ต้องขอขมา ไม่มีโทษอะไรกัน กราบขมาเพราะโทษผิดพลาดต่อกัน เอ้อ เอาละพอใจๆ ท่านทั้งหลายมาเยี่ยมนี้พอใจ

เทศน์ย่อๆ ได้ยินไหมตะกี้นี้ เทศน์ย่อๆ แต่กระจายออกครอบโลกธาตุเลย วันนี้ไม่มีอะไรมากแต่ก็มามากเอาตอนสุดท้าย พระฝรั่งมามาก เทศน์สอนท่าน เราเคยไป พอไปทางโน้นท่านจะนิมนต์ไปวัดนานาชาติทุกครั้งนะถ้าไปแถวอุบลแล้ว ท่านจะมานิมนต์ไปวัดนานาชาติทุกครั้ง ไปก็ได้เทศน์ให้ฟัง ท่านพูดอันหนึ่งสะดุดใจเรา เราไม่ลืม ท่านพูดน่าฟังอยู่ เห็นมันเงียบดี เราก็ถามพระฝรั่งนั่นแหละ ที่นี่เงียบไม่มีสัตว์พวกไก่พวกอะไร วัดนี้ไม่มีไก่หรือ ไม่มีท่านว่า รำคาญมันขัน น่าฟังนะ ภาวนาไม่สะดวกท่านว่า เราก็จับได้ตรงนี้ เอ้อ น่าฟัง

คือตอนที่ท่านเริ่มภาวนาชำระจิตใจนี้ ท่านไม่ต้องการอะไรเข้ามายุ่งกวน ถูกต้อง เพราะฉะนั้นท่านว่าไม่มีไก่ เพราะรำคาญมันขัน เรายอมรับในขั้นนี้ แต่พอจากนี้ไปแล้วท่านก็จะรู้ตัวท่านเอง พอจิตมันจ้าไปแล้วมันสงสารหมดเลย เลี้ยงได้หมด เข้าใจไหม ดูวัดป่าบ้านตาดซิ แต่ก่อนเราก็หาแต่ที่สงัด แต่ทีนี้มีสัตว์มากเท่าไร เล่นกับสัตว์ดีกว่าเล่นกับคน เล่นกับคนมันยุ่งน้นยุ่งนี้ ปากคนนี่มันพิลึกไม่เหมือนปากไก่ ปากไก่แอ็บๆ ขึ้นแล้วแล้วเลย ปากคนมันไม่แล้ว ปากบอนคันปาก ยกโทษคนนั้นแล้วยกโทษคนนี้

แทนที่จะไปหาอรรถหาธรรมไม่ไปนะ จะมาสั่งสมธรรมเข้าภายในใจตัวเอง ปราศจากสิ่งภายนอกไม่ให้มาก่อกวนมันไม่ไป ธรรมภายในใจเข้าไม่ได้ กิเลสเผาเอา มันต้องออกไปหายกโทษคนนั้นยกโทษคนนี้ ไปดูแต่เขา เจ้าของไม่ดูว่าผิดถูกประการใด ไม่ดูเจ้าของ ไปหาดูแต่คนนั้นไม่ดีอย่างนั้น คนนี้ไม่ดีอย่างนี้ ไปยุแหย่ก่อกวน ดีไม่ดีมาฟ้องร้องถึงครูถึงอาจารย์ คนนั้นเป็นอย่างนั้นคนนี้เป็นอย่างนี้ มันดูแต่ภายนอก ไม่ดูภายในตัวเอง ตัวนี้ตัวคึกคะนองที่สุดคือจิต มันเที่ยวหาส่ายหาแส่ไป คนนั้นเป็นอย่างนั้นคนนี้เป็นอย่างนี้ เจ้าของเป็นยังไงมันไม่ดู จำเอานะทุกคน

อยู่ในครัวก็เหมือนกัน มาเรียนวิชาปากบอนปากคัน บอนเป็นพืชชนิดหนึ่งเกิดในน้ำ พวกเผือกพวกบอนเกิดอยู่ในน้ำ มันคัน ทีนี้เวลาเข้ามาในปากคน คนปากบอนคือคนคันปาก มันชอบพูด ไม่ได้พูดไม่ได้ เหมือนกับหมาขี้เรื้อนคันปากเกาปาก เกาแล้วก็พ่นน้ำลายไป คนนั้นไม่ดีอย่างนั้นคนนี้ไม่ดีอย่างนี้ ปากบอน เข้าใจเหรอ เอาละรักษาปากบอนให้ดีนะพวกนี้

มันไม่ได้หาธรรมนะ มันหาแต่พวกเผือกพวกบอนเอามาเสริมปาก ปากก็เลยบอน เกาทั้งวันทั้งคืนยิบแย็บๆ ยิ่งกว่าหมาขี้เรื้อน พวกนี้พวกอาจารย์หมาขี้เรื้อน หมาขี้เรื้อนสู้ไม่ได้ หมาขี้เรื้อนเวลามันเกามันเกาเป็นระยะๆ ที่คัน อันนี้คันตลอด ไปที่ไหนเกามันคัน ถ้าไม่คันก็ไปหาบอนมา คนนั้นไม่ดีอย่างนั้นคนนี้ไม่ดีอย่างนี้ อิจฉาคนนั้น อิจฉาคนนี้ นี่ละพวกปากบอนมันคัน ไปหาดู พอได้ยาคันมาแล้วขึ้นแว็บๆ ถ้าเป็นหลวงตาบัวอยู่ใกล้ๆ ฟาดปากเลย เอาละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก