ลวดลายของโพธิสัตว์
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 เวลา 8:15 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๘

ลวดลายของโพธิสัตว์

         (วัดป่ามหาชัยครับ) กราบเสีย เออ สีผ้าน่าดูอยู่ นี่ละสีผ้าหลวงปู่มั่น โอ๋ย เวลาท่านพิจารณาย้อนถึงพระพุทธเจ้าสีผ้าทั้งหลายนี้ นั่นเห็นไหมล่ะ เพราะท่านเป็นสายโพธิสัตว์ ท่านบอกว่าท่านปรารถนาเป็นโพธิสัตว์เป็นพระพุทธเจ้า ทีนี้เวลาภาวนาๆ เข้าไปพอจะเข้าด้ายเข้าเข็มทีไร โพธิสัตว์จะผ่านเข้าเลย ก็เลยถอยๆ ทีนี้ทางนี้อยากพ้นทุกข์เป็นกำลัง จิตยิ่งอยากพ้นทุกข์มากเข้าๆ จิตเวลาจะเข้าด้ายเข้าเข็มคือเข้าช่องที่จะผ่านไปได้นี้ สายโพธิสัตว์เข้ามาแล้ว

สุดท้ายก็มาประมวล เอ้อ พระพุทธเจ้าก็ยกให้ท่านเป็นศาสดาเอกของโลก รื้อขนสัตว์ได้มากมายก่ายกองสมภูมิศาสดา เราความปรารถนาก็เป็นอย่างนั้น แต่นี้อยากพ้นทุกข์เป็นกำลัง จึงของดความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้ามาเป็นสาวกภูมิ พ้นทุกข์แต่เรา วาสนามากน้อยเพียงไรเอาแค่นี้ก็พอแล้ว ขอพ้นทุกข์ก็แล้วกัน เพราะความอยากพ้นทุกข์มันล้นพ้น ท่านว่างั้น สายโพธิญาณๆ ผ่านเข้ามาๆ นั่นละสายเดินของท่าน พอจะเข้าด้ายเข้าเข็มทีไรมาทุกที ท่านเลยของด ขอหยุดเลย ขอเป็นสาวกภูมิธรรมดา พอจากนั้นจิตก็พุ่งเลย นั่นเห็นไหมล่ะ

เพราะฉะนั้นเวลาท่านหลุดพ้นจากทุกข์ไปแล้ว เรื่องอะไรท่านพิจารณาจึงเป็นลวดลายของโพธิสัตว์ของพระพุทธเจ้ามีติดอยู่นั้นจนได้ ท่านเล็งดูสีผ้า ฟังซิน่ะ กำหนดดูสีผ้าครั้งพุทธกาลมีสีผ้า ๓ ชนิดท่านบอก สีแก่นขนุนสีเข้ม สีกลาง สีอ่อน เราก็เป็นคนดื้อปาก เพราะเราเคยเรียนมาแล้วสงสัย แล้วสีเหลืองมีไหม ไม่มี พูดอย่างตัดปุ๊บเลยเชียว ไม่มี ท่านว่างั้นเลย สีที่ท่านใช้อยู่ท่านเล็งดูหมดแล้ว

อยู่ที่วัดมีกี่องค์ล่ะ (มีพระอยู่ ๔ องค์ครับผม) วัดอะไร (วัดป่ามหาชัยครับผม ตั้งมาได้ ๑๕ ปี) เอ๊ เราเคยไปหรือยัง (ยังไม่เคยไปครับผม) เอ๊ วัดไหนที่ผมเคยไป (วัดอาจารย์สมบัติครับผม) เอ้อ ชื่อสมบัติ เคยไป วัดนี้ยังไม่เคยไป (ที่กระผมถวายวิทยุคลื่น ๙๖.๗๕ แด่หลวงตา) ตั้งวิทยุแล้วเหรอ (ครับผม ทำหนังสือมากราบเรียนหลวงตาแล้วครับ) หนังสือกับคนมันคนละอย่างมันอ่านกันไม่ออก เห็นคนไม่ต้องอ่านก็รู้ว่าคน เห็นหนังสือแล้วยังไม่แล้วต้องอ่าน อันนั้นไม่ต้องอ่านมันต่างกัน

อยู่สีผ้าก็ให้เป็นสีผ้าศาสดานะ ไม่ใช่เป็นสีผ้าเทวทัตให้ระวัง ไปอยู่ที่ไหนให้เป็นผู้นำในทางที่ถูกที่ดี เรื่องพระเรานี้สวยงามอยู่ที่ศีลสมบัติ สมบัติคือศีล สมาธิสมบัติ ปัญญาสมบัติ วิมุตติสมบัติ นี้คือสมบัติของพระ นอกนั้นอย่ายุ่ง เข้าใจไหม ศีลธรรมนี้ประดับเข้าแล้วเลิศเลอยิ่งกว่าสมบัติทั้งหลายในสามแดนโลกธาตุสู้ไม่ได้ เราเป็นผู้บำเพ็ญเพื่อสมบัติอันนี้ เพราะฉะนั้นใครจึงอนุโมทนาสาธุการกราบไหว้บูชาในปฏิปทาของเราที่ก้าวเดินเพื่อสมบัติทั้งหลายเหล่านี้ด้วย สุปฏิปันโน อุชุ ญาย สามีจิปฏิปันโน นี่ละเป็นทางที่จะก้าวเดินเข้าสู่สมบัติ มหาสมบัติคือนิพพาน ให้ตั้งใจปฏิบัติ

ไปอยู่ที่ไหนให้สง่างามพระเรา งามด้วยศีลสมบัติ สมาธิสมบัติ ปัญญาสมบัติ วิมุตติสมบัติคือความหลุดพ้น เมื่อศีล สมาธิ ปัญญา เข้าถึงแล้วก็ถึงวิมุตติ นี่ละสมบัติของพระเรา นอกนั้นไม่ใช่ จะแต่งแบบไหนมาก็คือลิงทั้งตัว สวยเท่าไรงามเท่าไรแบบโลก กลายเป็นลิงไปหมด โลกเขาแบบสวยงามก็สวยงามตามสังคมยอมรับในมนุษย์เรา แต่พระเราไปแต่งแบบโลกเขา เลยโลกไปแล้วมันเป็นลิง ใช้ไม่ได้

ไปที่ไหนเราพูดจริงๆ วันนี้ควรจะพูดเราพูดเสียนะ เวลาจะได้พูดเรื่องมันมาเกี่ยวข้องกัน ดูเด็กรักสงสารเด็ก เพราะฉะนั้นจึงชอบเล่นกับเด็ก ดูสัตว์รักสงสารสัตว์ จึงชอบเล่นกับสัตว์กับเด็ก เช่นหมานี้พันกันเลย ไม่ใช่อะไรนะความรักความสงสารที่ทำให้เป็น แล้วดูเป็นชั้นๆ ขึ้นมาก็มีความเมตตาเป็นชั้นๆ นะ พอมาดูพระเราที่นี่ไม่เป็นอย่างนั้น ดูพระเราแทนที่จะยิ้มแย้มแจ่มใสเบิกบานสำหรับพระทั้งหลายที่เป็นศากยบุตร มองดูพระแล้วสะเทือนใจปึ๋งเลย ดูพระไม่ทั่วหน้า เป็นอย่างนั้นนะ

ผู้หนึ่งปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ รักสงวนอรรถธรรม เทิดทูนสุดหัวใจ แต่ผู้หนึ่งมาทำลายต่อหน้าต่อตา ประเภทนั้นละประเภทที่ดูกันไม่ได้ พูดให้มันชัดเสีย เราพูดอย่างจริงจังอย่างนี้ละ เดี๋ยวนี้กลับมาดูพระด้วยกันมันดูไม่ได้ว่างั้นเลย เป็นยังไงมันดูไม่ได้ คือมันเลวขนาดนั้นละมันดูไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงเวลาให้เขาดูแล้วให้เป็นทัสสนานุตตริยะ เป็นการเห็นที่เลิศเลอประเสริฐ คือ สมณาณญฺจ ทสฺสนํ ได้แก่เห็นสมณะ สมณะคือความสงบกาย วาจา ใจ จากบาปกรรมทั้งหลาย นี่เรียกว่าเห็นสมณะ อันนี้เป็นมงคลอันสูงสุด

เราดูเราก็ให้มีความสง่าอยู่ในจิตใจ ต้องติตรงไหนขัดข้องตรงไหนแก้ๆ แก้ออกไปโดยลำดับ แก้แล้วก็สวยงาม ดีขึ้นๆ แก้ไม่หยุดไม่ถอย แก้จนหลุดพ้น สง่างามไปหมด อยู่ที่ไหนสง่างามเพราะธรรมจ้าไปหมดในโลกธาตุ ไม่มีอะไรเสมอเหมือนธรรม ท่านจึงเรียกว่าโลกุตรธรรม แปลว่าธรรมเหนือโลก โลกนี้โลกไหนก็ตามอยู่ใต้ธรรมทั้งนั้น ธรรมเหนือ ให้พากันไปปฏิบัติอย่างนี้นะ

ให้ดูตัวเอง ดูสมบัติคือศีล สมาธิ ปัญญา วิชชา วิมุตติ ให้ดูอันนี้ สำรวมระวังตน เรานั้นเองเป็นผู้บวชมาแล้วตั้งหน้าตั้งตาเข้าสู่สงครามรบกับกิเลสเพื่อจะเอาชัยชนะ คือมรรคผลนิพพานมาครองในใจให้เป็นความสง่างาม จงดูตัวเองให้มากกว่าดูที่อื่น ดูอะไรๆ ก็ให้มาเป็นผลบวกสำหรับธรรมะเพื่อเราๆ ดูอะไรเป็นผลลบๆ ดูไปดูมาจมเลยนะ ฟังไปเรื่อยดูไปเรื่อย จมไปเรื่อย ถ้าเป็นดูแบบธรรมแล้วดูที่ไหนดีหมด ให้พากันจำเอา เอาละเท่านั้น กราบเสีย

ขัดหัวเข่าไม่หยุด นั่งพลิกนั้นพลิกนี้ กว่าจะได้ฉันพลิกสองหนแล้ว เวลาฉันอยู่ยังจะได้พลิก ไม่พลิกเราว่างี้นะ เราจะกิน คือมันจะให้พลิก ปวดนี้ เราบอกว่าไม่พลิกเราจะกิน กินอิ่มแล้วอยากพลิกก็พลิก ก็อย่างนั้นจะให้ว่าไง  ธาตุขันธ์เดี๋ยวนี้ดูเอาซิ ธาตุขันธ์มันเหมือนโลกทั่วๆ ไป เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ของจิตใจ คนแต่ละคนๆ อยู่ที่ใจ ใจเป็นของสำคัญ ใจพาให้เลวเลวสุดขีด นรกอเวจีบรรจุคนและสัตว์ที่เลวใจเลวลงไปนั้น ส่วนมรรคผลนิพพานบรรจุสำหรับคนที่มีใจดี ใจบุญใจกุศลใจศีลใจธรรม ตั้งแต่สวรรค์ขึ้นไปเรื่อย บรรจุผู้ดีทั้งหลายเป็นขั้นๆ แห่งบุญ

สำหรับความดีความชั่วอยู่ที่ใจ ท่านทั้งหลายอย่าเข้าใจว่าอยู่กับสิ่งนั้นๆ อันนี้เป็นเรื่องกิเลสหลอกโลกให้ตาฝ้าตาฟางตามืดตามัวโดนนั้นโดนนี้ สุดท้ายก็ลงไปโดนนรกด้วยความภาคภูมิใจของตัวเองว่าสิ่งนี้เป็นของดี ความจริงไม่ใช่ของดี มันของเลว มันคือฟืนคือไฟ ถ้าหลงมันแล้วเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่หลงก็ใช้เป็นประโยชน์ธรรมดาๆ ถ้าหลงก็เป็นอย่างนั้นแหละ จึงชี้ลงไปว่าใจเป็นสำคัญมาก ขอให้บำรุงใจให้ดี สิ่งที่จะทำให้ดีได้แก่ธรรมคือความดีงามทั้งหลาย รวมแล้วเรียกว่าธรรม ให้ประดับตนด้วยธรรม

ตื่นขึ้นมาก็อย่าคิดตั้งแต่เรื่องกิเลส วิ่งตามกิเลสจนกระทั่งหลับ บางรายนอนไม่หลับก็มีเพราะความคิดมาก กิเลสลากถูไป จะนอนให้หลับมันไม่ยอมให้หลับ เพราะความคิดความปรุงความยุ่งเหยิงวุ่นวาย ความทุกข์ความลำบากเต็มหัวใจ อันนี้มันหมุน เลยหลับไม่ได้ก็มี นี่ละเรื่องของกิเลสทำสัตว์โลกให้เป็นอย่างนี้ เรื่องของธรรมไม่เป็น ตรงกันข้ามเลย ไปอยู่ที่ไหนสบายๆ ธรรมอยู่ในหัวใจสบายหมด

สมบัติเงินทองข้าวของสำหรับพระเราแล้วปัดหมดเลยไม่ยุ่งกับอะไร เอาเฉพาะธรรมสมบัติเข้าสู่ใจอย่างเดียว พยายามระมัดระวังประคับประคองบำรุงรักษาด้วยความดีงาม ด้วยสติธรรม ปัญญาธรรม วิริยธรรม ความอุตส่าห์พยายาม อดทน ขันติธรรม อดทนเพื่อบำรุงตนเองให้เป็นคนดี ใจนั้นละเป็นสำคัญ ให้พยายาม ในใจนั้นมีทั้งธรรมมีทั้งกิเลส ส่วนมากกิเลสมีกำลังมากกว่าใจมากกว่าธรรม ในเบื้องต้นมองหาตัวคนแทบไม่เห็นไม่เจอ จะมีแต่กิเลสหมดทั้งตัวๆ ภายในใจเป็นกิเลสเต็มตัวแล้ว ออกมาทางกิริยามารยาทก็กลายเป็นเรื่องของกิเลสไปหมด

ถ้าธรรมเข้าแทรกแล้วฝืนกิเลส ระงับกิเลสให้เป็นธรรม มันอยากทำชั่วเราไม่ทำ เราจะทำแต่ความดี นี่คือฝืนกัน ฝืนแล้วฝืนเล่าฝืนหลายครั้งหลายหนก็ดีขึ้นมาๆ ต่อมาความชั่วของกิเลสที่มันแสดงออกมาค่อยอ่อนลงๆ ความดีพุ่งตัวขึ้นเรื่อยๆ จากการฝึกนะ ถ้าไม่ฝึกอยู่เฉยๆ ให้ดีไม่มีทางจะดีได้ จึงขอให้ท่านทั้งหลายนำธรรมะไปปฏิบัติตน จะสมชื่อสมนามว่าเราเป็นลูกชาวพุทธ พูดได้เต็มปากเลยว่าเมืองไทยเป็นเมืองศาสนาพุทธมากต่อมาก แดนแห่งพุทธศาสนาอยู่ที่เมืองไทย เมื่อเราอยู่เมืองไทยด้วยศาสนาแล้ว ให้นำศาสนาไปปฏิบัติตน

การคิดการปรุงอะไรๆ ความคิดนี้เร็วมากนะมองไม่ทัน จะเห็นได้ชัดๆ ท่านผู้จิตบริสุทธิ์สุดส่วนแล้ว พ้นจากสมมุติโดยประการทั้งปวงแล้ว ท่านจะได้เห็นชัดในขันธ์ทั้งห้าที่เป็นเครื่องมือของกิเลสแต่ก่อนที่มันนำไปใช้นี้หมุนติ้วๆ ของมัน ยิ่งมีกิเลสพาหมุนด้วยแล้วเป็นไฟไปเลยๆ ทีนี้พอธรรมดับได้หมด กิเลสอยู่ในขันธ์อันนั้นดับหมด ขันธ์อันนั้นเลยกลายเป็นเครื่องมือของธรรมไป มันคิดแต่ไม่เป็นภัย

เช่นอย่างสังขารนี่ พระพุทธเจ้า สาวกอรหันต์ทั้งหลายคิดได้เหมือนกัน แต่คิดด้วยความเป็นธรรม มีแต่ขันธ์มันดีดของมัน มันคิดมันปรุงของมันธรรมดาๆ เพราะส่วนใหญ่ได้แก่กิเลสที่เคยเป็นเจ้าของของมันดับหมดแล้ว ก็เหลือแต่ขันธ์ เพราะฉะนั้นขันธ์จึงทำหน้าที่ของขันธ์ธรรมดาตามที่เป็นเครื่องมือของใจ ใจที่เป็นกิเลส ขันธ์ก็กลายเป็นกิเลสไปด้วยกัน เป็นฟืนเป็นไฟไปด้วยกัน เมื่อจิตบริสุทธิ์เต็มที่แล้วขันธ์ก็กลายเป็นขันธ์ล้วนๆ ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตนเองและผู้อื่นผู้ใดทั้งนั้น มันอยู่ที่ใจนะ

ใจเป็นของสำคัญ ขอให้ฝึกได้เถอะ จะเห็นความแปลกประหลาดอัศจรรย์ในตัวเอง เกิดมาเราไม่เคยคิดเคยคาดเคยฝัน แต่เพราะอำนาจแห่งความดีที่หนุนเข้าไปๆ ก็ถึงแดนที่เราไม่เคยคาดเคยหมายนั้นจนได้ไม่สงสัย ธรรมที่อัศจรรย์แล้วเลยคาดหมายทุกอย่าง ไม่มีใครจะคาดหมายได้เลย ตัวเองผู้ท่านได้รับผลสำเร็จนั้นแล้ว ก่อนหน้านั้นท่านก็เป็นเหมือนเราๆ ท่านๆ พอถึงนั้นแล้วปึ๋งนี้ขาดสะบั้นไปหมด บรรดาสมมุติทั้งมวลไม่มีเหลือเลย สิ่งที่ปรากฏนั้นเป็นสิ่งที่คาดหมายไม่ได้เลย นั่นละที่ว่าผิดคาดผิดหมายคือธรรมชาตินั้น นี่ละจิตเป็นได้ถึงขนาดนั้นถ้าเราพยายามฝึก ให้พากันฝึกนะ

อย่าปล่อยให้แต่กิเลสลากถูไปทั้งวันทั้งคืนทั้งเขาทั้งเรา มองดูทั่วโลกเหมือนกับกงจักรมันหมุนตลอดเวลาเพราะกิเลส เวลามันเปิดงานนี้ไม่มีเครื่องมือดับมันนะ เปิดตลอด ต้องเอาความหลับเท่านั้นระงับกัน ถ้ามันหมุนติ้วๆ เสียจนเกินไป หลับก็หลับไม่ได้เพราะความทุกข์ร้อน ความเป็นฟืนเป็นไฟภายในใจกวนใจจนกระทั่งหลับไม่ได้ก็มี นี่ละอำนาจของกิเลสมันทำถึงขนาดนั้น

แต่อำนาจของธรรมไม่เป็น ถึงธาตุขันธ์จะไม่หลับมันวิการอย่างไรใจก็สง่าอยู่ตลอดเวลา ดูกันอยู่ มีเวลาธาตุขันธ์กำเริบมันเป็นของมันโดยที่จิตใจไม่เข้าไปเกี่ยวข้องเลย ธาตุขันธ์มันกำเริบนอนไม่หลับก็มี แต่จิตก็เป็นจิตไม่ยุ่งกัน มันนอนไม่หลับก็รู้อาการของมัน มันวิกลวิการตามเรื่องของขันธ์ ใจไม่วิกลวิการกับมันก็สนุกดู นั่นมันเห็นชัดๆ นี่ละธาตุขันธ์เป็นเครื่องมือของใจ ถ้าหากว่ามีกิเลสเข้าไปแทรกแล้วไปใหญ่เลย ให้พากันจำเอา ให้ระงับบ้างนะ จิตที่ภาวนานี้เห็นได้อย่างชัดเจน ระงับความคิดปรุงทั้งหลายด้วยบทภาวนา เอาบทภาวนาทับความคิดปรุงต่างๆ นั้นเสีย เช่น พุทโธๆ เป็นต้น มีสติอยู่นั้น

มันจะคิดไปไหนไม่ให้มันคิด บังคับให้มันคิดอยู่กับบทธรรม ให้ธรรมทำงาน ถ้ากิเลสทำงานคิดเป็นกิเลสไปหมด ถ้าธรรมทำงานคิดขึ้นมาเป็นธรรม เช่น พุทโธๆ คิดวันยังค่ำเป็นธรรมวันยังค่ำ บำรุงส่งเสริมจิตใจให้มีความสงบร่มเย็น จากนั้นก็สง่างาม นี่ละความคิดเป็นธรรม ความคิดเป็นกิเลสใช้สังขารอันเดียวกันนั้นแหละ แต่สังขารอันหนึ่งเป็นกิเลส สังขารอันหนึ่งเป็นธรรม เช่น พุทโธๆ เป็นธรรม นำพุทโธนี้เข้ามาระงับดับใจให้สงบเย็นลงไปๆ พากันจำเอานะ

ธรรมชาติที่เลิศเลออยู่กับหัวใจของทุกคน แต่เพราะอำนาจของกิเลสมันปิดบังหุ้มห่อไว้หมด และโลกทั้งหลายก็ยอมรับมันตลอดมา ไม่มีใครที่จะฝืนกิเลสและมีการต่อสู้กิเลส ไม่เชื่อกิเลสนี้เรียกว่ามีน้อยมากทีเดียว นอกจากผู้ปฏิบัติทางด้านธรรมะ เพราะฉะนั้นจึงมีการต่อสู้กันระหว่างกิเลสกับธรรม มันขี้เกียจเราขยัน นั่นต่อสู้กัน มันอ่อนแอเราเข้มแข็ง ธรรมเป็นอย่างนั้นนะ มันไม่อยากทำความดี เอา ทำความดี ฝืนกันไปเรื่อยๆ เมื่อความดีได้รับการบำรุงส่งเสริมไปเรื่อยๆ แล้วความดีนี้จะเด่นขึ้นๆ ความชั่วที่เป็นเรื่องของกิเลสนั้นจะอ่อนตัวลงๆ สุดท้ายกิเลสขาดสะบั้นไปหมด ทีนี้แดนแห่งความเกษมสำราญอันเลิศเลอขึ้นมาเองในหัวใจดวงนั้น ที่ไม่เลิศก็เพราะความเลวบังคับมันอยู่ คือกิเลสมันบังคับจิตใจให้เลว

ใครจะตกแต่งอะไรให้ดีให้สวยขนาดไหนก็ตามเถอะ ขึ้นชื่อว่ากิเลสตัวสกปรก ตัวเลวอยู่ภายในจิตใจ มันจะเลวอยู่ในตัวของมัน ขึ้นไปอยู่หอปราสาทตัวเลวก็ไปอยู่หอปราสาท เหมือนกันกับเขาสร้างโลงผีนั้นแหละ สร้างประดับประดาตกแต่งให้สวยงามขนาดไหนก็ตาม ผู้ที่จะเข้าไปอยู่ในโลงผีคือคนตาย มันดูได้ไหม มองดูตั้งแต่ข้างนอกสวยงาม แต่ข้างในคือผีตายอยู่ในนั้น นั่นละเครื่องประดับตกแต่งอะไรก็ประดับผีทั้งเป็นๆ ถ้าดูด้วยธรรมเป็นอย่างนั้น

ถ้าดูด้วยกิเลสแล้วเป็นบ้าไปเลย อะไรก็ไม่พอๆ ดี ถ้าว่าปลูกบ้านหลังนี้ไม่พอ หลังนั้นไม่พอ หนึ่งชั้นไม่พอ ฟาดสองชั้น สามชั้น เอาไปแข่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หอปราสาทของมนุษย์ที่สกปรกที่สุด สร้างหอปราสาทขึ้นมาแล้วจะเอาไปแข่งหอปราสาทราชมณเทียรของเทวดาซึ่งเป็นปราสาททิพย์ มันเข้ากันไม่ได้นะ ให้เราพิจารณา ให้รู้ตัวเอง อตฺตญฺญุตา ให้รู้จักตน อย่าเย่อหยิ่งจองหองอย่าพองตัวให้เลยฐานะของตัว อยู่ที่ไหนอยู่ไปๆ ทำไปความดี ขวนขวายหามาเลี้ยงธาตุเลี้ยงขันธ์ ไม่หาไม่ได้เพราะธาตุขันธ์มีความบกพร่องต้องการตลอดเวลา พาอยู่พากินพาหลับพอนอนพาขับพาถ่าย มีแต่เรื่องขันธ์ทั้งนั้น เราจำเป็นต้องหามาเยียวยามัน ทีนี้เรื่องจิต จิตมีความบกพร่องอยู่มากทีเดียว เรียกร้องหาความช่วยเหลือจากเจ้าของ เอ้า สร้างเข้าไปความดี สร้างเข้าไปจิตใจจะค่อยเอิบอิ่มขึ้นมาๆ แม้สมบัติภายนอกจะไม่มีก็ตาม แต่จิตใจเอิบอิ่มๆ ด้วยศีลด้วยธรรม ก็เย็นไปเรื่อยๆ คนเรา นี่ละความเอิบอิ่มจริงๆ คือใจมีธรรม เย็นสบายไปหมด

นี่มองดูโลก พูดจริงๆ ไม่ได้มองดูด้วยความดูถูก มองดูด้วยความจริง มองดูธรรมเป็นยังไง มองดูโลกเป็นยังไง มองดูโลกคือมองดูของสกปรก มองดูธรรมคือของสะอาด ต่างกันยังไงของสกปรกกับของสะอาดพิจารณาซิ นั่นละต่างกันอย่างนั้น อยู่ในหัวใจของเรา ถ้าชำระไปเรื่อยๆ จิตมีความสะอาดผ่องใสขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายของเราตัวสกปรก แต่จิตอยู่ในท่ามกลางแห่งความสกปรก สง่างามอยู่ในนั้น นั่นเป็นอย่างนั้น วันนี้พูดเพียงเท่านี้ละไม่พูดมาก เอาละพอ เหนื่อย เทศน์ทุกวันๆ ให้พร

ผู้กำกับ จากนสพ.พิมพ์ไทย คอลัมน์วิจารณธรรม วันจันทร์

ภาพมันฟ้องชัดๆ ครับท่านผู้ชม

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 หลายคนคงรู้สึกแปลกใจว่าทำไมจู่ๆ สำนักนายกรัฐมนตรีถึงออกแถลงการณ์ เรื่องการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชออกมาอีก ซึ่งในแถลงการณ์ฉบับดังกล่าว ระบุว่า “ตามที่มหาเถรสมาคมมีมติ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ให้แต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อบริหารกิจการคณะสงฆ์แทนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ในระหว่างที่ประทับรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นั้น ยังมีผู้เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว แม้รัฐบาลจะได้เคยชี้แจงมาแล้วก็ตาม จึงขอชี้แจงเพื่อความเข้าใจอันถูกต้องอีกครั้งหนึ่ง”

ครับ...เป็นอันเข้าใจกันว่า ที่สำนักนายกฯต้องออกแถลงณ์ซ้ำออกมาอีกก็เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันถูกต้อง แต่แทนที่ประชาชนคนไทยผู้มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์จะเกิดความเข้าใจต่อแถลงการณ์ของรัฐบาล ก็กลับต้องเปลี่ยนใจกะทันหัน เมื่อ “สนธิ  ลิ้มทองกุล” แห่งรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ได้นำหลักฐานหลายชิ้นออกมาแฉต่อสาธารณชนกันแบบจะจะ จึงทำให้แถลงการณ์ฉบับนั้นต้องกลายเป็น

แถลงการณ์โกหกประชาชน !!

ไม่ใช่เฉพาะหลักฐานของ “สนธิ  ลิ้มทองกุล” อย่างเดียว แม้แต่คอลัมน์ “วิจารณธรรม” แห่งนี้ก็ได้นำข้อความอันเป็นจริงออกมาแฉซ้ำ เพื่อให้ท่านผู้ชมทั้งหลายได้พิจารณาทบทวนให้ได้เห็นชัดๆ กันไปเลยว่า “ใครจริงใครเท็จ” กันแน่ ระหว่างข้อมูลของสื่อมวลชนกับแถลงการณ์จากสำนักนายกรัฐมนตรี ??

ในข้อที่ 3. ของแถลงการณ์ ระบุว่า เดิมทีมหาเถรสมาคมได้มีมติเห็นควรให้แต่งตั้งสมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่ง เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งก็ได้ทรงมีพระบัญชาว่า “ทราบและเห็นชอบ” เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2547 ต่อมาการแต่งตั้งนั้นได้สิ้นสุดลงเพราะครบระยะเวลาที่กำหนด.....

แถลงการณ์ข้อนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นการ “โกหกคำโต” ต่อประชาชน ใครที่ไม่ทราบความจริงก็คงหลงเชื่อกับแถลงการณ์ที่ว่า การแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชโดยรองนายกรัฐมนตรี “วิษณุ  เครืองาม” เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 นั้นเป็นเพียง “การปฏิบัติหน้าที่แทน” เท่านั้น แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วเป็นการแต่งตั้งให้เป็น “ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช” ไม่ใช่เป็นการ “ปฏิบัติหน้าที่แทน” แต่ประการใด

นอกจากนี้ประชาชนทั้งหลายก็คงหลงประเด็นไป กับแถลงการณ์ฉบับนั้นอีกว่า สมเด็จพระสังฆราช “ทรงทราบและเห็นชอบ” ในการแต่งตั้งให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว  อุปเสโณ) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชไปแล้ว

ที่จริงนั้นไม่ใช่ !!

ขอเรียนให้ท่านผู้ชมทั้งหลายทราบว่า พระองค์จะทรงเห็นชอบได้อย่างไรก็ในเมื่อพระอำนาจในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชของพระองค์ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯถวายนั้น มิได้มีการมาขอประทานโดยความเห็นชอบจากพระองค์เสียก่อน ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ลงไป จึงเท่ากับเป็นการช่วงชิงเอาพระอำนาจของพระองค์ไปกันก่อนแล้ว ต่อมาในภายหลัง (วันที่ 26 มกราคม 2547) จึงได้ทำหนังสือมาขอความเห็นชอบจากพระองค์

กระทำการเชิงบังคับให้พระองค์ลงลายพระหัตถ์ให้จงได้ แม้จะใช้ความพยายามสักเพียงใดพระองค์ก็ยังไม่ยินยอมที่จะลงลายพระหัตถ์ให้อยู่ดี

โปรดพิจารณาภาพนี้เอาเองเถิด(หลวงตา ภาษาเราเรียกว่าจับมือเซ็น เอ้าว่าไป) พระองค์ทรงมีพระบัญชาเห็นชอบเอง หรือว่าเป็นการข่มขืนพระทัยให้ลงลายพระหัตถ์

                                    ณ. หนูแก้ว

หลวงตา อันนี้เราฟังจนเราหูเราเลอะหมดแล้วเน่าหมด  เพราะเรื่องเน่าๆ นี้มายุ่งตลอด โปะเข้ามาๆ ฟังทีไรเลอะเทอะหมด ต้องไปล้างหูทั้งวันก็ไม่สะอาด นี่มันเป็นมาตลอดไอ้เรื่องอย่างนี้ ไอ้พวกตะกละตะกลามพวกสกปรก ไปกวนสมเด็จสังฆราชท่านอย่างนั้น นี่ก็มาจับมือเซ็นเห็นอยู่ในรูป มันหยาบขนาดนั้นละพวกนี้ จึงน่าสลดสังเวชเราพูดจริงๆ เลอะเทอะมาก หน้าด้านที่สุดไม่มียางอายเลย อยากเป็นสมเด็จสังฆราชเอาเหลือประมาณ อู๊ย พิลึกน่าสลดสังเวช ยศถาบรรดาศักดิ์เอามาอวดโลกเจ้าของเลวยิ่งกว่าหมาพิจารณาซิ แล้วจะเอาอะไรไปอวด เมื่อตัวประธานมันเป็นหมาแล้วจะเอาอะไรไปอวดล่ะ พูดตรงๆ อย่างนี้ละ นี่ละภาษาธรรม

มหาเถรสมาคมสมาแคมที่ไหน นี่เราพูดยันกันแล้วว่า ไม่ใช่มหาเถรสมาคม มันเป็นมหาโจร นั่นเราว่าไปแล้ว อะไรที่เป็นมหาโจร เอาคนชั่วๆ เข้ามา ไล่ตามเข้ามาจับเข้ามาได้สักขีพยานมาเป็นลำดับลำดา เข้ามานี้เป็นมหาโจร แต่ก่อนเป็นมหาเถรสมาคม ทีนี้ไปขนเอาคนชั่วช้าลามกเข้ามาตั้งเป็นมหาเถรสมาคมก็เป็นมหาโจร เราบอกว่าผู้ทรงศีลทรงธรรมทั้งหลายท่านไม่ยอมรับบอกงี้เลย สั่งมาท่านก็ไม่ปฏิบัติตาม มันเลยกลายเป็นคนละฝั่งไปแล้วกับผู้ทรงศีลทรงธรรม กับผู้ที่เลอะเทอะเลวร้ายที่สุด เป็นคนละฝังไปแล้ว นี่อ่านก็อ่านไปอย่างนั้นแหละ ท่านผู้ทรงศีลทรงธรรมท่านไม่สนใจปฏิบัติตาม แล้วไม่ยอมรับด้วย พูดให้มันชัดอย่างนี้ซิ

โลกให้ฟังชัดเสีย นี่เสียงศีลเสียงธรรมพูดตรงๆ แต่ก่อนท่านเป็นมหาเถรสมาคมก็ดีงามมาตลอด ยอมรับกันมาตลอด ทีนี้เอามหาโจรมหาภัยเข้ามาๆ อยู่ในวงการนั้นแล้ว มันก็กลายเป็นมหาโจรขึ้นมา ทีนี้ผู้ทรงศีลทรงธรรมท่านก็ไม่ยอมรับซิ ตั้งไปไหนก็ตั้งไปซิ โก้ๆ ไปอย่างนั้นแหละ ตั้งโก้ๆ ไปอย่างนั้น มันน่าหัวเราะจะตายไปทีเดียว ก็มันรู้เห็นอยู่ชัดๆ จะให้ว่าไปยังไงก็ว่าไปตามหลักความจริง คนที่เลวที่สุดๆ อยู่ในนั้นเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่ต้นแท้ๆ ก็เราเองเข้าถึงนายกฯเลย ให้ไล่คนนี้ออกเราว่างั้น ทำงานใน (สำนักงานพุทธศาสนาครับ) สำนักงานพุทธศาสนา มันไปทำเลวร้ายอยู่นั้น เราก็ไปเข้าหานายกฯเลย พูดกันจริงๆ กับนายกฯ

เราชี้แจงเหตุผลให้นายกฯทราบ เอาเข้ามาไว้ทำไมถ้าไม่ตั้งใจทำลายศาสนา จะปฏิบัติยังไงว่างั้นเลย นายกฯจึงต้องให้เอาออกมา มันขออยู่ถึงเกษียณใช่ไหม รับรองว่าจะไม่สร้างเหตุการณ์ภายในพุทธสถานนี้อีก มันก็สร้างอยู่ตลอดเวลา แล้วก็พวกเปรตด้วยกัน จับมันยัดเข้ามาในมหาเถรสมาคมเดี๋ยวนี้ จับตัวสำคัญตัวที่ไล่ออกจากสำนักงานพุทธศาสนาออกมา เพราะมันไปทำเลอะเทอะในนั้นเสียหายหมด เราเองไปซัดกับนายกฯ นายกฯก็ต้องยอมรับ ไม่ยอมรับยังไงเหตุผลกลไกมันเหนือกว่านายกฯจะว่าไง คือธรรม จึงไล่มันออกไป ไล่ออกไปแล้วว่าขอรอ (เขาขอให้อยู่ถึงเกษียณอายุราชการก่อน) ไม่ใช่ไล่ออกไปแล้วเหรอ หรือยังไงตอนนี้

(ใช่ฮะตอนนั้น แต่ตอนนี้เกษียณแล้ว แต่พอดีหมดจักรธรรมมาแทน ตอนนี้หมอจักรธรรมถูกย้ายไปแล้ว เขาก็สบายใจเฉิบตอนนี้) นี่แล้วก็มีแต่พวกเปรตนี้แล้วไปไล่ออกๆ หาคนเอาคนดีออกๆ เอาคนเลวทรามที่สุดเข้าไปแทนๆ เวลานี้เป็นอย่างนั้น ไอ้ตัวสำคัญที่ถูกไล่ออกไปจากสำนักงานนี้ออกไปแล้ว พอเกษียณแล้วมันก็จับลากกันเข้ามาอยู่ในมหาเถรสมาคม เราจึงบอกตรงๆ มหาเถรสมาคมมหาโจรเราว่างั้นเลย นี่ตัวสำคัญๆ มาอยู่นี่ หัวหน้ามหาโจรคือใครฟังเอาซิน่ะ ก็ตัวมันเก่งๆ นั่นละ นี่ก็ให้ถอดแต่มันไม่ยอมถอด...ให้ถอดยศ ตัวนี้เองให้ถอด ว่ายังไงมันก็ไม่ยอมถอด มันเป็นหัวหน้าโจรอยู่ในมหาเถรสมาคมอยู่ทุกวันนี้ว่าไง แล้วจะเอาความดีอะไรพอที่จะมาปฏิบัติตาม เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า พระไทยผู้ทรงศีลทรงธรรมท่านไม่ยอมรับในมหาเถรสมาคมนี้ เป็นมหาโจรไปแล้ว นี้เราพูดเอง มันเห็นชัดๆ

เอา มาซิถ้ามันผิดตรงไหนเราจะตอบเอง ก็เห็นประจักษ์อยู่นี่ มันปลอมเข้ามาๆ ความจริงก็ฟัดกันละซิ เรื่องราวมันเป็นอย่างนี้สกปรกมาตลอด มันจะกินจะกลืนไปหมด ของดีนี้ปัดออกหมด เอาของเลวร้ายเข้ามาๆ แล้วตั้งเป็นอย่างนั้นตั้งเป็นอย่างนี้ ตั้งไปอย่างนั้นแหละ ตั้งแบบมหาโจรมหาภัย มีเท่านั้นละ (นี่ฮะตัวนี้ครับ) เอ้อ ตัวให้เซ็นอยู่นี่ดูซิ นี่ดูเอามือ จะให้ท่านเซ็น ดูท่านมีความสนใจกับอะไรที่ไหน จับมือเซ็นแล้วก็มาว่าสมเด็จสังฆราชท่านเซ็นแล้ว ก็ดูเอาซิกิริยาของท่านเซ็น ดูซิดูท่านซิมันจับมือเซ็น อย่างนี้ละเห็นประจักษ์ มันหยาบขนาดไหนพวกเปรตว่างั้นเลยเรา เราพูดจริงๆ พูดชัดๆ อย่างนี้ เราไม่เคยสะทกสะท้านกับอันใดในสามแดนโลกธาตุนี่ กลัวก็ไม่มีกล้าก็ไม่มี มีแต่ธรรมเท่านั้นเองออกเต็มเหนี่ยวของธรรมเลย ความจริงยังไงก็ต้องพูดตามหลักความจริง เอาละพอ

(ตอนนี้เขาแต่งตั้งสมณศักดิ์ไปชุดหนึ่งแล้ว) โอ๋ย มันจะแต่งตั้งไปฟากเมฆก็ช่างหัวมันเถอะ เราไม่สนใจกับหัวมันล่ะ ให้มันแต่งตั้งขึ้นไปไหนก็แต่งตั้งขึ้นไปเถอะ ไม่มีใครสนใจกับหัวมันละเสกขี้ขึ้นไปบนฟ้า มันก็ไปเหม็นคลุ้งอยู่บนฟ้า กระจายออกมานี้เหม็นไปหมดทั่วโลก มันจะยกขึ้นไปไหนกองขี้เข้าใจไหม ทองคำเอาไว้ไหนก็เป็นทองคำ นั่นดูซิ เราขี้เกียจพูดเราจะไปแล้วก็ไปไม่ได้ เดี๋ยวนั้นแหย่เข้ามา เดี๋ยวนี้แหย่เข้ามา (ทองคำยังไงก็เหลืองค่ะ) เอ้อ เอาทองคำมาล่ะเราพอใจมาก ยิ่งกว่าเอาลมๆ แล้งๆ เหม็นคลุ้งนี้มาให้เราฟัง ไปนี้จะต้องไปล้างหูแทบเป็นแทบตายกว่ามันจะสะอาด แล้ววันพรุ่งนี้มารับอีก รับถังขี้เข้านี้อีกนี่ ก็ล้างอีกเข้าใจไหมล่ะ ไปๆ

(เช้าวันนี้ทองคำได้ ๔ บาท ๘๔ สตางค์ครับผม) พอใจๆ ให้ได้ทุกวัน ทองคำเราก็พูดแล้วตะกี้นี้ เราเป็นห่วงลูกหลานไทยเรา ต่อไปนี้ให้มีทองคำไว้เป็นหลักใจ เป็นหลักบ้านหลักเมืองของเรา มันเป็นโอกาสที่พอจะได้เราจึงได้พยายามหาอย่างนี้ละ หาส่วนใหญ่ก็หาแล้ว จากนั้นก็หาส่วนย่อยอีกเพื่อจะเสริมเข้าไป เพราะเราไปดูทองคำเอง เราช่วยตลอดละ.....โอ๊ย พวกเลวเลวจริงๆ นะ เลวจนดูไม่ได้ มันก็สนุกเลวกันนะพวกนี้ เรื่องศีลเรื่องธรรมอย่าไปหากับมันพวกนี้ ถ้าเรื่องมูตรเรื่องคูถเต็มตัวแล้วไม่ต้องหาก็ได้ นั่นเห็นไหมล่ะ รูปติดไว้หน้าศาลานั่นรูปพระออกแนวรบ มันดูได้เมื่อไร ถ้าตามหลักธรรมวินัยเราก็เคยพูดแล้ว จับสึกทันทีเลยตามหลักธรรมวินัย แต่นี้ทำไมมันจึงอยู่อย่างนั้นได้ล่ะ พิจารณาซิ ก็พวกเปรตด้วยกันมันเอากันไว้ จำให้ชัดเสียนะ พวกเปรตด้วยกันมันเอากันไว้ เต็มพวกเปรตทั้งนั้น ก็มีแต่หลวงตาบัวละพูดได้อย่างนี้ ไม่มีใครพูด ให้พวกนั้นขี้รดหัวเอาๆ นี้ขี้รดหัวไม่ได้กำปั้นซัดเลย กำปั้นหนึ่งไม่พอสองกำปั้นซัดเข้าไป มาขี้อะไรบนหัวคนมันไม่ใช่ส้วม ใช่ไหมล่ะ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก