ไม่มีครูมีอาจารย์สอนผลได้น้อย
วันที่ 25 มีนาคม 2549 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

ไม่มีครูมีอาจารย์สอนผลได้น้อย

ก่อนจังหัน

ดูพระนั่นเห็นไหม พระองค์นี้ผ้าปะชุนดูซิ นี่ละองค์ศาสดาองค์ศาสนาไม่เป็นบ้าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมลืมเนื้อลืมตัว ทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่จับเป็นจุดเป็นชิ้นเป็นอัน ดูเอานั่น พูดออกจากตำรามา ศาสดาองค์เอกเลิศเลอ เครื่องใช้ไม้สอยท่านไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ไม่ได้เหมือนกับพวกบ้าเรา บ้าลูกศิษย์หลวงตาบัวนี่พิลึก ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ได้มาใช้วันหนึ่งสองวันทิ้งขว้างๆ คว้าหาใหม่ๆ มันไม่เป็นทุกข์ได้ยังไง อะไรที่ใช้มาแล้วใช้ไปเรื่อยๆ ไม่ยุ่งก็ไม่เป็นทุกข์มากละซิ นี่อะไรมาคว้ามับๆ ใช้วันหนึ่งสองวันทิ้งปั๊วะๆ ไปเลยๆ พวกกินไม่อิ่มไม่พอคือความหิวไม่หยุด ความหิวคือความทุกข์ มันดีดมันดิ้นตลอดเวลา

ชี้ให้ดูนั่นพระ นี่ละครั้งพุทธกาลพุทธศาสนาสอนให้คนยินดีตามมีตามเกิด หรือความมักน้อย ทุกข์จะน้อยลงทุกอย่างๆ มหิจฺฉตา คือความมักมาก อะไรมากทั้งนั้น กองทุกข์ก็ท่วมหัวมัน อย่างเศรษฐีในเมืองไทยเรานี้เขาร่ำลือละ เศรษฐีพวกนี้เป็นเศรษฐีที่จนความสุขที่สุด มีแต่ความทุกข์ท่วมท้นบนหัวใจเศรษฐีสมัยปัจจุบันนี้ เพราะเศรษฐีด้วยอำนาจของกิเลส ไม่มีความสุข ถ้าเศรษฐีด้วยอำนาจของธรรมๆ ครอบอยู่ๆ แล้วเป็นสุขทั้งนั้น

เป็นคนมีคนจนขอให้มีธรรม ถ้าไม่มีธรรมอย่าเอาอะไรมาวัด อย่าเอาอะไรมาอวด กิเลสมาอวดธรรมอวดเท่าไรแหลก กิเลสมันเหมือนมูตรเหมือนคูถ ธรรมเหมือนทองคำทั้งแท่ง เลิศเลอมาแต่กาลไหนสมัยใด บรรเทาทุกข์ให้สัตว์โลกมีแต่ธรรมทั้งนั้น เพิ่มความทุกข์ให้สัตว์โลกมีแต่เรื่องกิเลส ได้ไม่พอๆ อะไรๆ ไม่พอๆ จึงให้ดูเอานี่จีวรของพระนั่นน่ะ ท่านใช้ยังไง นี่ครั้งพุทธกาลมา ทุกวันนี้ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ทราบข่าวว่าจะสั่งผ้าอะไรจากเมืองนอกเมืองนามาตัดเป็นจีวร มันสั่งมาหาพ่อหาแม่มันอะไรพระหัวโล้นๆ เรานี่ เราอยากว่าอย่างนั้นนะ เพราะเราก็หัวโล้นเหมือนกัน

คัมภีร์วินัยมีเหมือนกัน อ่านเหมือนกัน มันเป็นบ้าอะไรพระหัวโล้นเหล่านี้น่ะ ได้ทราบแว่วๆ เราก็พูดแว่วๆ เหมือนกัน ว่าจะไปสั่งผ้าอะไรดีๆ มาจากเมืองนอกเมืองนา เมืองไทยเราก็ไม่ใช่เมืองในตุ่มในไหใช่ไหม แล้วมันเป็นบ้ามันเสือกหาอะไร พระกำลังจะเป็นบ้านะเวลานี้ ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไม่มีอะไรเกินพระเรา แล้วจะเอาอะไรไปสอนโลกล่ะ เจ้าของหาแบบฉบับไม่ได้เอาอะไรไปสอนโลก พระพุทธเจ้าสอนโลก ทุกอย่างเป็นแบบฉบับ วัตถุภายนอกเครื่องใช้ไม้สอยเป็นแบบฉบับที่ดีงาม มักน้อยสันโดษ ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง

พูดถึงเรื่องธรรมกระจายทั่วโลก ไม่มีอะไรจะเลิศเลอยิ่งกว่าศาสดาองค์เอก นั่นละบรมสุขอยู่กับพระพุทธเจ้า ความมักน้อยสันโดษ การใช้การสอยการอยู่การกินไม่มีใครเกินพระพุทธเจ้า เป็นผู้รู้จักประมาณทุกอย่าง ทรงบรมสุขไว้ พวกเรามีแต่ดีดแต่ดิ้นให้ได้สมใจๆ มันไม่ได้สมใจเรื่องของกิเลส อย่าเข้าใจว่ากิเลสจะให้ใครสมใจเลย มีแต่จมๆ ทั้งนั้น โลกอันนี้ที่ติดหนี้ติดสินกันพะรุงพะรัง เพราะความดีดความดิ้น อยากมั่งอยากมีอยากดีอยากเด่น เจ้าของไม่มีไปคว้าเอา ไปยืมเงินคนนั้นยืมเงินคนนี้เพื่อจะมาตั้งเป็นต้นทุน ครั้นมาเป็นต้นทุน ดอกเหยียบเข้าไปแล้ว ต้นทุนก็เป็นยักษ์เป็นผีตัวหนึ่ง ดอกบริษัทบริวารก็กินตับคนฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมนั้น ระโยงระยาง

ใครหาความสุขได้ในโลกอันนี้ อย่าเอามาอวดธรรมนะ ไปที่ไหนติดหนี้ติดสินพะรุงพะรังเอาแต่เครื่องมาประดับร้านเฉยๆ ความทุกข์เต็มหัวใจมันทุกคนๆ เพราะไม่ได้มองดูธรรม มองตามกิเลสมันมีแต่ความล่มจมทั้งนั้น ใครอย่าเอาเรื่องของกิเลสมูตรๆ คูถๆ อวดดีอวดเด่นมาอวดธรรมนะ จมทั้งนั้นพวกนั้น ถ้าธรรมแล้วอยู่พอดิบพอดีไม่ตื่นไม่เต้นกับอะไร มีอะไรมาใช้สอยตามความสะดวกสบาย ทำจิตใจให้สงบร่มเย็นเพราะใจเป็นตัวยุ่งที่สุด ในโลกอันนี้ไม่มีอะไรเกินใจ ยุ่งที่สุด ชำระสิ่งที่ยุ่งที่สุดนั้นออกแล้ว ไม่มีอะไรที่จะเป็นบรมสุข ความสุขสุดยอดอยู่ที่หัวใจที่ชำระได้แล้วด้วยอรรถด้วยธรรม พากันจำเอานะทุกคนๆ

มันได้เรื่องได้ราวอะไร เดี๋ยวนี้กำลังกิเลสเหยียบหัวชาวพุทธเรา ไปที่ไหนมีธรรมที่ไหน ไม่มีเราอยากพูดตรงๆ อย่างนี้ พอมองดูปั๊บสะดุดตา ฟังแล้วสะดุดหู มีแต่สิ่งที่เป็นข้าศึกต่อธรรมและต่อตัวเองนั้นแหละเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วหาความสุขมาจากไหนไม่มี ใครอย่าอวดเก่งกว่าธรรมนะ เวลานี้กิเลสมันกำลังเบ่ง ความทุกข์เบ่งไปตามๆ กันมันดูหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ หรือดูแต่ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เบ่ง อยากดีอยากร่ำอยากรวย อยากมีชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณ กิตติคุณพ่อแม่มันอะไรก็ไม่ทราบ กิเลสพาใครสร้างกิตติคุณ นอกจากธรรมเท่านั้น มันอุตริมาพูดหาอะไร อย่ามาอวดธรรมของพระพุทธเจ้านะ

มันน่าทุเรศจริงๆ นะทุกวันนี้ มองไปที่ไหนๆ จนจะดูไม่ได้ ยิ่งอยู่ในวัดนี่แล้วยิ่งเห็นเรื่องราวคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับวัด วัดป่าบ้านตาดนี่ วัดนี้ไม่ต้องการอะไรใหญ่ยิ่งกว่าธรรม อย่าเอาอะไรมาใหญ่กว่า อย่าเอายศถาบรรดาศักดิ์ สมบัติเงินทองข้าวของมาใหญ่กว่าธรรมไม่ได้สำหรับวัดนี้ ขัดต่อธรรมไล่ทันทีเลย หลวงตาบัวไม่เห็นแก่สิ่งใดยิ่งกว่าธรรม ธรรมนี่เลิศเลอที่สุด เพราะฉะนั้นจึงได้ไล่พวกเถลไถลพวกไม่มีหลักมีเกณฑ์ มาซุ่มๆ ซ่ามๆ มาวัดมาวานี่ อันนั้นก็ดีอันนี้ก็ดี มาแบบเร่ๆ ร่อนๆ แบบไม่มีหลักมีเกณฑ์

ครั้นมาผู้มีหลักเกณฑ์ท่านมีอยู่ ผู้มีธรรมท่านมีอยู่ ท่านดูอยู่นี่น่ะ ไอ้เรามันเป็นยังไง มันบ้าทั้งเป็น ไปที่ไหนเซ่อๆ ซ่าๆ แล้วโอ่อ่าเสียด้วยนะ ไอ้บ้าพวกนี้พวกบ้าโอ่อ่าเสียด้วย บ้าหาที่ยึดที่เกาะไม่ได้ ใจไม่มีหลักเลย สำคัญที่ชาวพุทธเราใจไม่มีหลัก ดีดดิ้นกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะพังตลอดเวลา แล้วหาความสุขมาจากไหน บังคับจิตที่มันดิ้นอยู่นั้นให้เข้าสู่ความสงบของธรรมซิจะสบายไปหมด ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรเกินธรรมภายในจิตใจ ขอให้ธรรมเข้าสู่จิตใจเถิดจะสงบเย็นๆ ไปโดยลำดับลำดา ถ้าไม่มีธรรม เอ้า ใครเก่งขนาดไหนเก่งไป อย่าอวดดีเหยียบหัวพระพุทธเจ้า เท่ากับเหยียบหัวตนเองให้จมนั่นเอง พากันจำเอานะ

ได้เห็นจีวรของพระท่านครองน่าดู นี่ละแบบฉบับของพระพุทธเจ้า อปฺปิจฺฉตา ความมักน้อยได้อะไรมามากน้อย สันโดษ มากกว่านั้นก็ใช้ตามมีตามเกิด ไม่ดีดไม่ดิ้นในสิ่งไม่มี ท่านเรียกว่าสัลเลขธรรม เครื่องขัดเกลากิเลส อปฺปิจฺฉตา ความมักน้อย สันโดษ ความยินดีตามมีตามเกิด วิริยะ ประกอบความพากความเพียร อสังสัคคณิกา ไม่คลุกคลีตีโมงกับผู้ใด ใกล้ชิดติดพันกับธรรมตลอด นั่นท่านเรียกว่าสัลเลขธรรม ๑๐ ประการ เราเอามาพูดเพียงย่อๆ เท่านี้ละ

อย่างพระปุณณมันตานีบุตร ได้ถูกยกเป็นธรรมกถึกเอก เอตทัคคะทางธรรมกถึกเอก นักเทศน์ชั้นเอกคือพระปุณณมันตานีบุตร เป็นนักเทศน์นะนี่ ท่านเทศน์สัลเลขธรรมเครื่องขัดเกลากิเลสร่ำลือไม่มีใครเกิน จึงได้รับเอตทัคคะเป็นธรรมกถึกเอก พวกเรามันเอกตาข้างเดียว เข้าใจไหมเอกตาข้างเดียว มันมีตาข้างเดียว พอตานี้บอดเสร็จเลยๆ พวกเรามีแต่พวกเอกตาข้างเดียว ไม่ใช่เอกไม่มีใครเสมอนะ เอกคือหนึ่งไม่มีสองไม่มีใครเสมอ พวกเรามันพวกเอกตาข้างเดียว คอยแต่จะบอดอีกข้างหนึ่ง ถ้าบอดอีกแล้วเสร็จ เป็นยังไงลูกศิษย์หลวงตาบัว มันเอกตาข้างเดียวหรือเอกชั้นเอก พิจารณาซิ เราไม่อยากพูดมากมันจะมากระเทือนอาจารย์ผู้สอนนี่ละ เอาละให้พร

หลังจังหัน

ที่ให้พากันดูจีวรของพระที่ปะๆ ชุนๆ นั้น นั่นละครั้งพุทธกาลท่านได้ผ้าบังสุกุลที่เขาทิ้งไว้ที่ไหนๆ หรือไปทอดในป่าช้า หรือทิ้งอยู่ที่ไหน ท่านเก็บมาปะติดปะต่อทำเป็นสบงจีวร เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาต ถ้าเป็นผ้าบังสุกุล เป็นจีวรก็ดี สังฆาฯ ก็ดี ถ้าเป็นผ้าบังสุกุลมานี่จะปะร้อยชั้นพระองค์ก็ทรงอนุญาต ที่ปะแล้วปะ ชุนแล้วชุน ร้อยชั้นก็ทรงอนุญาต คือทรงผ่อนผันให้ตลอดเลย เพื่อเสริมผู้นั้นให้มีน้ำใจทางอรรถทางธรรม ให้มีความมักน้อยสันโดษไม่ดิ้นไปไหน ให้มุ่งต่ออรรถธรรมอย่างเดียว ความหมายว่างั้น

เพราะฉะนั้นจีวรหรือสบงหรือสังฆาฏิอะไรถ้าขาดแล้วปะ ขาดแล้วปะนี้ ร้อยชั้นเราตถาคตก็อนุญาต นั่นฟังซิ คือให้เป็นกำลังใจของผู้นั้น ของเล่นเมื่อไรพระพุทธเจ้าองค์ศาสดา ความสุขใครจะเลยพระพุทธเจ้าไม่มีในโลกอันนี้ บรมสุขสอนโลกที่เป็นมหันตทุกข์ การประพฤติปฏิบัติตัวพระองค์ทรงเป็นแบบฉบับทุกอย่าง เพื่อให้โลกได้เบาบางลงเรื่องบรรเทาทุกข์กันไปโดยลำดับในการวิ่งเต้นขวนขวาย ไม่ให้ดีดให้ดิ้นจนเกินเนื้อเกินตัวดังที่เห็นอยู่ในเมืองไทยเรา

เมืองไทยเป็นเมืองฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมมากทีเดียว อย่าว่าแต่ประชาชน แม้แต่พระก็เป็นได้ไม่สงสัย ลืมเนื้อลืมตัว ลืมแบบลืมฉบับอันดีงามที่จะส่งเสริมให้สงบสุขเรื่อยๆ ไป ลืมไปหมดเวลานี้ เราพูดอย่างนี้ไม่มีใครพูดด้วยทั้งๆ ที่เรียนมาด้วยกัน เห็นมาด้วยกันในตำรับตำรา เรียนแล้วไม่ปฏิบัติ พูดออกมามันก็เข้าเนื้อตัวเองนั่นซิจึงไม่อยากพูด นี่เข้าไม่เข้าก็ตาม ธรรมเป็นธรรมของพระพุทธเจ้า เราผิดเราก็ยอมรับว่าผิด สอนไปตามเรื่องอรรถเรื่องธรรม เราจึงพูดได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

เดี๋ยวนี้ก็เป็นบ้าเหมือนโลกเขาแหละหลวงตาบัว มองไปกุฏินี้จะมองเห็นกุฏิหรือจะมองเห็นแต่ผ้าเต็มกุฏิก็ไม่รู้แหละ แต่ก่อน...พอที่จะพูดบ้างก็พูดเสียนะ ออกปฏิบัติทีแรกเราเป็นอย่างนั้น ยิ่งไปเห็นพ่อแม่ครูจารย์มั่นด้วยแล้ว อู๋ย สลดสังเวชเรา เคารพกราบสนิทเลย เอาอะไรๆ มาท่านไม่สนใจ ปะๆ ชุนๆ อยู่งั้นละที่ใช้อยู่ เป็นอย่างนั้นนะ ท่านไม่ยุ่งกับอะไร ไม่ใช่อดอยากขาดแคลนที่ไหน ไปที่ไหนเขาก็รุมถวายท่าน ท่านทานไปหมดเลย ท่านไม่เก็บไม่สั่งสม แต่ของท่านเองใช้ปะๆ ชุนๆ อย่างนั้นแหละ เราก็ถึงใจ

ทีนี้ไปเราก็แบบเดียวกัน ออกกรรมฐานไปเหมือนเสือดาว ไปถึงบ้านสามผง ที่ได้เอามาพูดนี้คือท่านอาจารย์บุญมาท่านอยู่บ้านสามผง เราไปเที่ยวเราไปคนเดียวๆ เวลาจีวรควรจะซักจะฟอกอะไรก็ไปหาส่วนรวม ไปซักฟอกจีวร เช่นอย่างวัดสามผงเขามีโรงซักสบงจีวร เราไปคนเดียวเราจะมีโรงที่ไหน แต่เวลาจีวรพอซักแล้วไม่งั้นอีแร้งอีกาจะบินตาม มันนึกว่าตายแล้ว ก็ต้องไปซัก ทีนี้เวลาไปซัก ไปพักอยู่บ้านสามผง เอาจีวรออกซัก ซักหมดเลยเทียวนะ ถึงเวลาซักก็ไปซักหมด ออกจากนั้นก็ขึ้นเวทีฟัดละ

พอซักแล้วเอาจีวรไปตาก ท่านอาจารย์บุญมาท่านมาเห็นละซิ เห็นจีวรของเราตากอยู่ ท่านเลยประกาศให้พระมาดูทั้งวัดเลยท่านอาจารย์บุญมา เราไม่ลืม มาดูซิน่ะๆ นี่มหานะ พวกเรามันเป็นยังไงกัน ท่านใส่พระเณรในวัด มันหรูหราฟู่ฟ่า นี่ดูเอาๆ มันเหมือนเสือดาว คือทั้งปะทั้งชุนเต็มไปหมด ไม่ว่าจีวร ไม่ว่าสบง ไม่ว่าผ้าอาบน้ำอะไรปะชุนไปตลอดเลย เอาเท่านั้นไม่ยุ่งกับอะไร ไม่ใช่ไม่มีนะ ไม่เอา เอาเท่านั้นใช้เท่านั้นละไป ท่านมาท่านเลยประกาศในวัดเลยให้พระเณรมาดู รุมมาดูกันหมดเลย เราก็ไม่ลืม เราไม่ได้ทำเพื่ออวดนะจะผิดไปที่ไหน ก็ท่านมาดูเป็นเรื่องของท่านต่างหาก เราเป็นเรื่องของเราต่างหาก เป็นคนละเรื่อง ถ้าทำเพื่อโอ้อวดอย่าทำ ปรับอาบัติ

ครั้นมาที่นี่แล้วอะไรไหลมาเราก็ขี้เกียจยุ่ง ทีนี้ในกุฏิเราน่าจะมีจีวรเต็มไปหมดมั้ง เต็มไปหมดละในกุฏิ เราก็ขี้เกียจยุ่ง ปล่อยตามเรื่องไปเลยเดี๋ยวนี้นะ เป็นใหม่ไปเลย แต่ก่อนเหมือนเสือดาวแหละ มาอยู่ที่นี่เป็นใหม่ขึ้นมาแล้ว เป็นใหม่ก็มูตรคูถนั่นแหละเป็นใหม่ขึ้นมา กลายเป็นมูตรเป็นคูถไปแล้วนะ นั่นละท่านผู้ปฏิบัติธรรมท่านไม่สนใจกับอะไรยิ่งกว่าดูใจที่มันตัวดีดดิ้นที่สุด คือหัวใจ หัวใจดีดดิ้นที่สุด

โลกที่ร้อนทุกวันนี้ร้อนเพราะอะไร เพราะหัวใจพาดีดพาดิ้น ถ้าฟาดหัวใจลงไปด้วยการพินิจพิจารณาดูใจตนเองแล้วเข้าสู่ด้านจิตตภาวนา สิ่งเหล่านี้จะค่อยสงบลง เรื่องทั้งหลายก็จะไม่ดีดไม่ดิ้น เจ้าของก็สะดวกสบายผาสุกเย็นใจ ไปนั่งที่ไหนเหมือนโลกไม่มี เห็นแต่จิตสว่างจ้า นั่นเห็นไหมล่ะ นี่ละตัวนี้มันไม่ดีดไม่ดิ้น เข้าสู่ธรรมเป็นความสงบ นั่งอยู่ที่ไหนลืมวันลืมคืนไปนะ คือจิตมันไม่ยุ่งกับอะไรเลย แน่ว เข้าสู่ความสงบแน่วๆ นี่ละความสุขเกิดที่ใจ

ไม่ได้สนใจกับอะไรว่าจะมีอะไร จะได้อะไร จะเสียอะไร ไม่สนใจเลย ดูแต่อันนี้ตลอดเวลา ทีนี้เมื่อดูก็คือการบำรุงรักษาตลอดเวลา จิตใจก็สง่างามขึ้นมาๆ ถึงขั้นสมาธินี้โลกเหมือนไม่มีนะ เพียงขั้นสมาธิ คือจิตเข้าไปดิ่งอยู่ในนั้นแล้ว อะไรไม่มีเลยในโลกอันนี้ แน่วอยู่นั้น ติด ติดสมาธิ ปัญญาไม่เกิด จนกระทั่งพ่อแม่ครูจารย์มั่นลากออกจากสมาธิ สมาธิหมูขึ้นเขียงมันนอนตายอยู่นี่ ท่านขนาบเอา เถียงท่านสู้ท่านไม่ได้ยอมรับท่าน ออกทางด้านปัญญา พอออกทางด้านปัญญา เอ๊ะ ชอบกลๆ ละที่นี่ ก็สมาธิมันพอตัวแล้ว อิ่มแล้วอิ่มอารมณ์ พาพิจารณาอะไรมันก็พิจารณาตามนั้น พาพิจารณาทางด้านปัญญามันก็พุ่งๆ ทีนี้เอาใหญ่ละนะนี้ก็ดี ไม่ได้หลับได้นอน

ทางด้านปัญญาไม่เหมือนสมาธิ สมาธิอยู่ที่ไหนแน่วสบาย พอทางด้านปัญญาขวนขวายคุ้ยเขี่ยขุดค้นฆ่ากิเลสฆ่าไปเรื่อยๆ เจอไปเรื่อยฟัดกันเรื่อย เข้าสงครามระหว่างกิเลสฟัดกันด้วยปัญญา เอาหัวใจเป็นเวที จากนั้นมาก็ไม่ได้หลับได้นอน คือมันไม่ยอมนอนมันหมุนของมัน หมุนหนักเข้าๆ เป็นสติปัญญาอัตโนมัติ อยู่ที่ไหนเป็นความเพียรตลอด จนกระทั่งจะนอนให้หลับไม่หลับ มันทำงานไม่หยุด อยู่ที่ไหนเป็นอย่างนั้น เคยพูดให้ฟังแล้ว นี่กิเลสจะหมอบละ พอถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติแล้วกิเลสจะหมอบๆ ทางนี้ฟาดเอาๆ

สติปัญญาเป็นฝ่ายธรรมมีกำลังแล้ว กิเลสที่เป็นคลื่นใหญ่ขนาดไหนก็ยุบยอบลงหมดๆ จนกระทั่งถึงบางทีก็พูดขึ้นมา แต่ไม่ใช่สำคัญนะ คือเวลามันฟัดกันลงไปจนกิเลสหมอบเงียบเลยไม่มีอะไรเหลือ ค้นหายังไงก็ไม่เจอ เห็นแต่ความสว่างจ้าภายในจิตใจ กิเลสจะแทรกขึ้นมาเป็นเสี้ยนเป็นหนามให้เห็นไม่มีๆ มันเงียบขนาดนั้นเวลามันหมอบ หือ นี่มันไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอนี่ว่าเจ้าของ กิเลสมันไปไหนหมดวันนี้น่ะ ไม่เห็นมีกิเลสสักตัวเดียวมันไปไหนหมด ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอ แต่พูดเฉยๆ ไม่ได้สำคัญว่าสิ้นแล้วนะ พูดตามที่กิเลสมันหมอบ จากนั้นก็เจออีกๆ ฟัดอีกๆ จนกระทั่งผลสุดท้ายฟาดขาดสะบั้นเลย อรหันต์น้อยอรหันต์ใหญ่หายหมดเลย เข้าใจไหม อรหันต์น้อยอรหันต์ใหญ่ไม่มีเลย หายเงียบเลย

ตั้งแต่บัดนั้นมามีอันใดที่จะเป็นเสี้ยนเป็นหนาม ขึ้นชื่อว่ากิเลสเป็นยอดสมมุติ จะปรากฏขึ้นในใจไม่มีเลย เงียบตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งบัดนี้ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๙๓ หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ นี้เป็นวันตัดสินกันอย่างเด็ดขาดกับกิเลสทั้งหลาย หมดโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่บัดนั้นไม่เคยปรากฏภายในใจเลย ถึงเสียงจะเป็นแผดเป็นเผาเป็นฟืนเป็นไฟก็ตาม แต่เป็นเรื่องของธรรมออกทำงานทั้งนั้นกิเลสไม่มี จะแผดเผาขนาดไหน ธรรมดาคนเราจะต้องเป็นฟืนเป็นไฟหัวใจใช่ไหมล่ะ ทั้งโกรธทั้งแค้นทั้งดุทั้งด่าอะไรไปด้วยกันกับกิเลส อันนี้ไม่มี มีแต่เรื่องของธรรมออกพุ่งๆ พอพูดจบแล้วหายเงียบเลย เหมือนไม่ได้ดุนะ

เพราะฉะนั้นคำหนักคำเบาคำดุคำด่า กับไม่ดุไม่ด่าธรรมดาพอๆ กัน พอเสร็จแล้วดับไปพร้อมกันหมด เหมือนกันหมดเลย นี่ละอำนาจแห่งการปฏิบัติธรรม เอามาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟังนี้ได้โกหกท่านทั้งหลายเหรอ เราปฏิบัติแทบเป็นแทบตายถึงขั้นสลบไสลก็มี หากไม่เคยสลบก็บอกไม่สลบ เฉียดมาตลอด เพราะความเพียรนี้มันกล้าจนขนาดที่พ่อแม่ครูจารย์มั่นได้รั้งเอาไว้ เรามันนิสัยผาดโผน ถ้าทำอะไรแล้วรั้งเอาไว้ ออกทางด้านปัญญาท่านก็รั้งเอาไว้ เข้าทางสมาธินี้ท่านก็ลากลงจากเขียง ออกทางด้านปัญญาไม่หลับไม่นอนท่านก็รั้งเอาไว้ให้มีเวลาพักผ่อน ทั้งนอนหลับ ทั้งเข้าสมาธิสงบใจ อย่าปล่อยทำงานแต่อย่างเดียว งานนั่นได้แต่เจ้าของตายเป็นนะท่านว่างั้น เวลามันหนักพักเสียก่อน พอได้กำลังวังชาแล้วพักสมาธิก็ได้พักนอนก็ได้ ออกจากนั้นแล้วให้ออกก้าวทำงานท่านว่า ท่านสอนขนาดนั้นนะ

ท่านรั้งเอาไว้เพราะว่าไม่ได้นอนก็บอกท่านนี่นะ ทีแรกท่านบอกว่าเข้าสมาธิทั้งวันทั้งคืนนี้ มันนอนตายอยู่นั้นหรือ นั่นท่านว่า สมาธิมันมีความสุขแค่ไหน เท่ากับเนื้อติดฟัน เนื้อติดฟันมีความสุขแค่ไหนน่ะ ไอ้ความสุขในสมาธิก็แบบนั้นเองท่านว่างั้น ไล่ออกทางด้านปัญญา เวลาออกทางด้านปัญญามัน เอ๊ะ ชอบกลๆ จากนั้นก็พุ่งเลยเชียว เพราะสมาธิพอตัวแล้วมันรวดเร็วนะ นี่ท่านก็รั้งเอาไว้ คือมันไม่หลับไม่นอน ท่านรั้งเอาไว้ๆ เรานี้มันนิสัยผาดโผน ทำอะไรจริงจังมาก ขาดสะบั้นไปเลย ท่านต้องรั้งเอาไว้ตลอด รั้งตรงไหนถูกตรงนั้นเลย เราจับมาประมวลกราบเลยนะ

อุบายวิธีการที่ท่านขู่เข็ญเราทุกอย่างนี้ มีตั้งแต่ปราบกิเลสที่มันไม่รู้จักประมาณ กิเลสจะเหยียบหัวมัน ท่านหาอุบายวิธีการเช่นเวลาพักพักเสียก่อน แน่ะ พักเพื่อจะฆ่ากิเลส ไม่ใช่พักเพื่อจะนอนให้กิเลสเหยียบนะ ท่านสอนไว้ทุกแง่ทุกมุม เวลาถึงกาลมันแล้ว กิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้ว เรียกว่าทุกข์ไม่มี สามแดนโลกธาตุเป็นสมมุติทั้งหมด แต่ไม่มีภายในใจเลย ใจนี้ว่างเปล่าไปหมดจากสมมุติทั้งมวล นั่นละท่านว่าบรมสุขอยู่ที่นั่น ท่านจะสอนใครก็ได้ พระพุทธเจ้าสาวกทั้งหลายสอนโลกเป็นฟ้าดินถล่ม แต่ใจท่านไม่ได้เป็นทุกข์นะ เป็นบรมสุข สอนโลกที่เป็นมหันตทุกข์ ต่างกันนะ

ควรนำธรรมะพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติบ้างพวกเราถ้าอยากเป็นผู้เป็นคน อยากมีหลักมีเกณฑ์มีขื่อมีแปให้เอาธรรมมา ถ้าเอากิเลสมาเป็นแบบเป็นฉบับตายกันทั้งนั้นละ ไม่ว่าเศรษฐีกุฎุมพีไม่ว่าคนทุกข์คนจน ถ้าให้กิเลสลากไปนี้จมด้วยกันทั้งนั้น ถ้าธรรมแฝงไปตามๆ รู้จักยับยั้งชั่งตัวพอดิบพอดีตลอดไป พากันจำให้ดี อะไรก็ตามถ้าได้ขึ้นเวทีแล้วพูดได้อย่างจะแจ้งเลยไม่สงสัย ตรงไหนผ่านมาแล้วๆ ผิดถูกเป็นครูเป็นอาจารย์สอนโดยดีทุกอย่าง ผิดก็เป็นอาจารย์ ถูกก็เป็นอาจารย์ นำมาพินิจพิจารณา ทีนี้เวลาสอนคนก็สอนได้ง่าย อะไรผิดถูกก็บอกไปตามนั้นเลย เพราะเราผ่านมาแล้ว

ผู้ที่สุ่มสี่สุ่มห้าไปไม่มีครูมีอาจารย์สอนนี้ผลได้น้อยนะ ถ้ามีครูมีอาจารย์คอยแนะคอยบอกผลได้เร็วๆ ต่างกันนะ.อาจารย์เอกสมัยปัจจุบัน จอมปราชญ์สมัยปัจจุบันก็คือพ่อแม่ครูจารย์มั่น นี้เรียกว่าจอมปราชญ์ หาที่สงสัยไม่ได้เลย เราก็ได้ปฏิบัติตามท่านหาที่ต้องติไม่ได้นะ อยู่กับท่านถึงแปดปี จะหาที่ต้องติต้องติตรงไหนๆ คัมภีร์ใบลานก็เรียนมาเต็มหัวใจแล้วนี่จะว่าไง ผิดถูกตรงไหนมันก็รู้ๆ ไม่มีผิดเลย เก็บหอมรอบริบหมดไม่ให้มีอะไรเรี่ยราดสาดกระจายไปได้ขึ้นชื่อว่าธรรมชื่อวินัย ท่านปฏิบัติอย่างนั้น แล้วไม่กราบไหว้คนประเภทนั้นจะกราบไหว้ใครล่ะ นั่น เรากราบตลอดเวลาสดๆ ร้อนๆ อยู่ในหัวใจคือพ่อแม่ครูจารย์มั่น ถึงใจจริงๆ ทุกอย่าง นี่ละจอมปราชญ์ฉลาดแหลมคมข้างนอกข้างในทันหมดทุกอย่าง

เอาธรรมเข้ามาบังคับใจกำกับใจ ถ้าจะปล่อยให้แต่กิเลสอย่างเดียวแล้วยังไงจมได้ อย่าเอามาเทียบเลยเรื่องขั้นนั้นขั้นนี้ ยศถาบรรดาศักดิ์ เศรษฐี กุฎุมพีอะไรอย่าเอามาเทียบ นี้เป็นเหยื่อล่อของกิเลสทั้งนั้นถ้าไม่มีธรรม ถ้ามีธรรมแล้วรู้ อันนั้นเหยื่อล่ออันนี้เบ็ดรู้ทันที เบ็ดกับเหยื่อล่อมันอยู่ด้วยกันรู้ทันที ปลาฉลาดกินแต่เหยื่อล่อไม่กินเบ็ด ถ้าเราฉลาดก็ไม่งาบกิเลสเข้าใจไหม งาบเข้าใจไหม มันโง่กับงาบอันเดียวกัน ฉลาดทันมันแล้วไม่เสียท่า พากันจำเอานะ เอาละวันนี้เทศน์เพียงเท่านี้

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก