หาสุขเจอสุข
วันที่ 30 มีนาคม 2549 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

หาสุขเจอสุข

ก่อนจังหัน

พระเท่าไรวันนี้ (๒๙ ครับผม) เฉพาะวัดนี้พระก็ขึ้นๆ ลงๆ ขึ้นๆ ลงๆ คือพระท่านไม่มาฉัน อดมากก็ลดทางนี้เพิ่มทางนู้น พอมาฉันปั๊บทางนี้ก็เพิ่ม มีเปลี่ยนกันอยู่เรื่อย เป็นธรรมชาติของท่านเองท่านไม่ได้จัดเวรวาระกัน ถึงวาระองค์ไหนที่ท่านต้องการจะฉันท่านก็ออกมาของท่าน ฉันแล้วท่านก็ไป องค์ไหนไม่ฉันกี่วัน เป็นอัธยาศัยของท่าน ท่านปฏิบัติของท่านอย่างนั้นมา

นั่นละเรื่องหาธรรมหายากอยู่นะ บรรดาพี่น้องทั้งหลายอย่าเข้าใจว่าการหาธรรมเป็นของหาง่าย หายากอยู่นะ ยากที่หัวใจ ไม่อยากทำไม่อยากไปไม่อยากขวนขวายเพื่อความดีงามใส่ตน ทั้งๆ ที่ความดีงามคือบุญคือกุศลคือธรรมนี้ เป็นสาระสำคัญต่อจิตใจร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งภายนอกอาศัยเพียงมีชีวิตอยู่เท่านั้น เมื่อลมหายใจขาดปั๊บ สิ่งภายนอกทั้งหลายขาดไปพร้อมๆ กันไม่มีอะไรติดตัวเลย สิ่งที่ติดตัวคือบุญกับบาป ให้ระวังบาปนะ

บาปนี้เป็นเครื่องทรมานใจเรา เราชอบทำบาป แต่เวลาเกิดบาปเกิดทุกข์ขึ้นมาเราไม่ชอบเสวย ไม่ชอบรับกรรมคือบาป เหตุกับผลให้ลงกันนะ เราไม่ชอบบาปก็เท่ากับเราไม่ชอบความทุกข์ อยากทำบาปก็ไม่ทำ ทุกข์ก็ไม่มี เราไม่อยากทำบุญแล้วเราทำ บุญก็มี อยากทำบุญด้วยทำด้วย บุญก็มียิ่งเพิ่มพูน ไม่มีศาสดาองค์ใดแล้วในโลกธาตุสามโลกธาตุนี้ จะเป็นศาสดาที่สั่งสอนแน่นอนแม่นยำยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าของเรา จำให้ดี นี่ถอดออกมาจากหัวใจเสียด้วย พิสูจน์กันบนเวทีจิตตภาวนา

ใครอยากทราบพระพุทธเจ้าเป็นยังไงๆ ให้ขึ้นพิสูจน์กันด้วยจิตตภาวนา เรียกว่าขึ้นบนเวที ฟัดกิเลสอยู่หัวใจเรา ธรรมอยู่หัวใจเรา ใจเป็นเวทีระหว่างธรรมกับกิเลสฟัดกันนั้น เราจะได้เห็นทั้งกิเลสตัวเป็นตัวโทษมหาโทษ ตัวภัยมหาภัย ทั้งคุณมหาคุณคือธรรม อยู่ที่ใจของเราเอง พระพุทธเจ้าค้นพบตรงนี้ ไม่มีใครค้นพบได้เลย ในสามโลกธาตุไม่มีใครที่จะค้นพบ ตัวที่มันเป็นมหาภัยต่อสัตว์โลกตลอดเวลานี้ได้เลย นอกจากพระพุทธเจ้า คือกิเลส ความเศร้าหมองมืดตื้อ ผลของมันเป็นความทุกข์ความทรมาน มีมากมีน้อยเป็นความทุกข์ความทรมานมากน้อยตามแต่ผู้สั่งสมขึ้นมา ชอบทำกัน แต่เวลาผลของมันไม่อยากได้ ไม่อยากเอา

เหตุมียังไงผลต้องมาอย่างนั้นๆ เราชอบทำเหตุแต่ไม่ยอมรับผลของเหตุที่ไม่ดีไม่ได้ เหตุกับผลจะมาด้วยกัน จึงต้องฝืนตัวเอง ไม่อยากทำดี ทำลงไปแล้วดี ฝืนทำ อยากทำชั่วทำลงไปแล้วมันชั่ว อย่าทำ นั่น มันอยากทำขนาดไหนก็ให้ฝืน เราเป็นเจ้าของของตัวเราเอง สติปัญญาเป็นเจ้าของของใจ บังคับใจจะทำในทางใดใจจะทำ ทำลงไปแล้วทั้งดีทั้งชั่วใจเป็นผู้รับทั้งหมดนั่นแหละ

เราสงสารจริงๆ พูดจริงๆ เราจวนจะตายเท่าไรยิ่งมาเห็นชัดๆ ในวัดป่าบ้านตาด บรรดาประชาชนทั้งหลายเข้ามาๆ เขาก็ดูตามภาษีภาษาของเขานั่นแหละ เขาไม่รู้ว่าเราดูหัวใจเขาอยู่ ว่างั้นเถอะพูดง่ายๆ เอาให้มันชัดอย่างนี้เลย ธรรมะพระพุทธเจ้าเวลาอาจหาญเวลาออกออกเต็มเหนี่ยว ไม่สะทกสะท้านกับสิ่งใด เวลามาเพ่นพ่านๆ มองดูนั้นดูนี้ จิตใจเลื่อนลอยๆ หาที่เกาะที่ยึดไม่ได้ สำคัญอันนี้นะ ถ้าว่างก็ว่างเพื่อกิเลสเอาไปถลุงเสีย ว่างเพื่อจะสร้างความดีงามทั้งหลายไม่ค่อยไปนะจิตใจ จึงถูกถลุงด้วยความทุกข์อยู่ที่หัวใจสัตว์โลก ไปที่ไหนมีแต่ความทุกข์ๆ ก็หาแต่ทุกข์จะไม่เจอทุกข์ได้ยังไง หาสุขต้องเจอสุขซิ ให้จำเอานะพี่น้องทั้งหลาย

เห็นท่านทั้งหลายมาวัดมาวานี้เราก็ยิ้มแย้มแจ่มใสภายในจิตใจ หวังว่าท่านทั้งหลายเหล่านี้แหละจะเป็นผู้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ เกิดภพใดชาติใดผู้มีความดีงามคือธรรมภายในใจแล้วไม่ต้องหาที่เกิดแหละ ธรรมท่านเลือกให้เกิดเอง เรามีมากน้อยเพียงไรจะเกิด เช่น สวรรค์ท่านแสดงไว้ถึง ๖ ชั้น หกชั้นนี้ไม่ใช่ปุบปับจะไปเกิดเอาชั้นนั้นๆ ตามความต้องการนะ อยู่กับบุญกรรมของตน บุญกรรมของตนควรจะได้สวรรค์ชั้นใดก็ไปชั้นนั้นๆ ควรถึงพรหมโลกก็ไปพรหมโลกชั้นนั้นๆ ตามบุญตามกรรมของตน ควรจะนิพพานก็ดีดผึงเลย สิ้นกิเลสไปนิพพานด้วยกันทั้งนั้น

ธรรมพระพุทธเจ้ารื้อขนสัตว์ให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ แต่กิเลสลากสัตว์ให้จมลงๆ พวกสัตว์โลกทั้งหลายวิ่งตามแต่กิเลสไม่ได้วิ่งขึ้นนะ วิ่งลงๆ ให้กิเลสจูงจมูก มีใครไปสำรวจดูซิน่ะ อยู่ในศาลานี้มาทุกคนๆ จมูกแหว่งหรือไม่แหว่ง ไปดูจมูกพวกนี้แหว่งหรือไม่แหว่ง กิเลสสนตะพายจมูกจูง เข้าใจไหมล่ะ หลวงตาก็แหว่ง เพราะเหตุไร ถูกกิเลสจูงมาแล้ว พอฟื้นตัวขึ้นมานี้ไล่ฟัดกิเลส เอาให้กิเลสมันจมูกขาดเหมือนกัน จำเอานะ ให้พร

หลังจังหัน

         เราเห็นพี่น้องชาวไทยเราเข้าวัดเข้าวา ฟังวิทยุ เรียกว่าฟังอรรถฟังธรรม เรารู้สึกค่อยเบาใจไปด้วยนะ มันหนักใจไปด้วยอยู่ลึกๆ แต่พูดลำบาก มันหากเป็นอยู่ในจิต ประชาชนหมุนเข้าไปทางกิเลสตัณหา เท่ากับหมุนเข้าไปกองฟืนกองไฟไม่รู้ตัวเลยนี่ซิ ธรรมท่านรู้นี่ ธรรมท่านดูธรรมท่านรู้ จะเข้าฟืนเข้าไฟท่านเห็นอยู่นั่น เรามีแต่จะบืนเข้าไปท่าเดียวๆ จึงน่าเป็นห่วงเอามาก

คำว่ากิเลสคือสิ่งที่เป็นภัย เอาอย่างนั้นเลย แต่โลกจะว่าถือก็ถือเป็นคุณไปเสียเลย ไม่ว่าเป็นภัยนะ ถ้าถือก็ถือไปอย่างนั้น แต่ความดูดดื่มของจิตกับกิเลสอยากจะว่าเป็นอันเดียวกันเลย ธรรมยังเข้าไม่ถึงทั้งๆ ที่อยู่ในใจด้วยกัน กิเลสเข้าถึงก่อนๆ โลกจึงต้องหมุนไปตามกิเลส ถ้าหมุนไปตามกิเลสก็พาเข้ากองทุกข์มากน้อย เข้าเรื่อยๆ เหยื่อล่อของมันก็มีอยู่ในนั้นเสร็จเหมือนเหยื่อล่อปลา ถ้ามีแต่เบ็ดปลาจะกินได้ยังไง ก็ต้องเอาเหยื่อล่อปลายเบ็ด ปลาไปกินเหยื่อก็ถูกเบ็ดเกาะเอาๆ เป็นอย่างนั้น กิเลสเหมือนเบ็ด อันหนึ่งเหมือนเหยื่อล่อ ปลาก็เหมือนพวกเรา

อันนี้เราจะไปตำหนิใครไม่ได้นะ มันหากเป็นหลักธรรมชาติด้วยกัน จะไปตำหนิใครๆ ไม่ได้มันพอๆ กัน ต้องเอาธรรมมาตำหนิ ธรรมเหนือกว่า จับธรรมมาพิสูจน์รู้ได้ว่าอะไรเป็นพิษเป็นภัย ลำพังเราด้วยกันรู้ไม่ได้ เวลาที่จะให้รู้ได้ก็ต้องใช้ความพยายามเต็มกำลัง เช่น พระนักปฏิบัติ พวกนี้พวกที่ควรจะรู้ได้เห็นได้ หรือเข้าขั้นรู้ได้เห็นได้ มันเป็นชั้นๆ ของกิเลส เป็นชั้นๆ ของธรรมจะติดตามให้รู้กัน จนกระทั่งเข้าถึงขั้นธรรมมีอำนาจ ความเฉลียวฉลาดเหนือกิเลสไปโดยลำดับๆ แล้วนั้นทีนี้จึงจะเห็นภัยกิเลส เห็นภัยกิเลสแบบเหมือนหนึ่งว่าไม่ได้หลับได้นอน มันหมุนของมันฟัดกิเลส

คิดดูอย่างพระยสกุลบุตรแต่ก่อนท่านก็นอนอยู่ในกองสมบัติ พ่อแม่มีลูกคนเดียว นอนอยู่ในกองสมบัติก็อยู่อย่างนั้นมาธรรมดาๆ เขาเพลินเราเพลินๆ พอๆ กัน ทีนี้เวลาถึงขั้นของมัน เหมือนผลไม้ที่อยู่บนต้น ตั้งแต่เล็กๆ ก็ได้รับการบำรุงจากอาหารจากลำต้นไปเรื่อยๆ ส่งเข้าไปเลี้ยง ออกดอกออกผลขึ้นมา ลูกเล็กๆ ก่อน ได้รับอาหารที่ไหลซึมไปจากลำต้นเข้าไปๆ ก็ค่อยแก่ขึ้นมาๆ เจริญอยู่ในนั้น พอสุดท้ายนี้อะไรจะหามาบ่มไม่บ่มก็ตาม หลุดจากขั้วตูมเลย ถึงกาลแล้วไม่อยู่ หลุดจากขั้วตูมเลย เรียกว่าสุกแล้ว นั่น

อันนี้อุปนิสัยของคนที่สร้างความดีงามทั้งหลาย เหมือนกับอาหารหล่อเลี้ยงจิตใจของเราให้ได้รับผลเข้าไปเป็นลำดับมันก็แก่ละซิ แก่เหมือนผลไม้ ทีนี้พอแก่เข้าพอๆ อย่างพระยสกุลบุตร นอนอยู่ในท่ามกลางสมบัตินั้นมาด้วยความเพลิดเพลินแต่ก่อน กลับพลิกเป็นไฟไปหมด ที่นี่ขัดข้องที่นี่วุ่นวาย หาความสะดวกสบายไม่ได้เลยอยู่ในกองสมบัติ พ่อกับแม่ก็หมดความคิดที่จะให้ลูกอยู่ครองสมบัติ บอกว่าสมบัตินี้ก็ของลูกคนเดียว กินจนกระทั่งวันตายก็ไม่หมด จะดีดดิ้นหาอะไรวุ่นวายหาอะไรว่างั้นนะ

วุ่นทั้งนั้นลูกถึงเวลาวุ่น มันแก่แล้วมันจะหลุดจากขั้ว เข้าใจไหมล่ะ อาหารที่ส่งเข้าไปเลี้ยงมันไม่รับแล้วที่นี่ ตั้งแต่ลูกเล็กๆ มันรับเรื่อย จนโตขึ้นมาๆ จนกระทั่งถึงแก่ ขั้นแก่แล้วทีนี้มันจะหลุดจากขั้วมันแล้ว มันไม่เอาอาหารนะอาหารหล่อเลี้ยงไม่เอา หลุดจากขั้วตูมเลย พระยสกุลบุตรก็ว่า ที่นี่ขัดข้องที่นี่วุ่นวายอยู่ไม่ได้เลย พ่อแม่เอาสมบัติมากองให้เห็น ไม่อยู่เลย มีแต่จะไปท่าเดียวๆ ไปด้วยความบ่นเพ้อไปอย่างนั้น ว่าขัดข้องวุ่นวาย โลกนี้โลกวุ่นวาย ท่านเกิดกับโลก แต่ก่อนท่านว่าเมื่อไร เมื่อถึงกาลของมันเหมือนผลไม้มันแก่แล้ว มันเคยรับอาหารที่ลำต้นส่งไปให้มาโดยลำดับ ถึงเวลามันแก่มันไม่รับ มันก็เลยวุ่นวาย มันจะหลุดจากขั้วอย่างเดียวไม่เอาอาหาร อันนี้ก็เหมือนกัน ไม่เอา ทุกอย่างไม่เอา ขัดข้องไปหมด โดดไป

พอดีพระพุทธเจ้าเดินจงกรมอยู่ บ่นไปละซิ มานี้ ยสมานี้ ที่นี่ไม่ขัดข้องที่นี่ไม่วุ่นวาย มาเทศน์ให้ฟัง ผึงเลยขาด หลุดจากขั้วตูมเลย นั่นเห็นไหมล่ะ อย่างนั้นแล้ว ถึงกาลมันอยู่ไม่ได้ จิตใจเราเมื่อได้รับการอบรมบ่มอินทรีย์ให้แก่กล้าขึ้นไปเป็นอย่างนั้นละ ถ้ากิเลสก็ให้มันแก่กล้าเข้าไปซิ คำว่าบุญไม่มี มีแต่บาป ไม่ได้ทำบาปอยู่ไม่ได้วันหนึ่งๆ เป็นนักเลงโตแล้วเป็นอย่างนั้น สร้างแต่บาปหาบแต่กรรม พอลมหายใจขาดตูมเท่านั้นละ มันเป็นนรกฝังอยู่ในนั้นแล้ว นรกในเมืองคน พอร่างนี้ออกนรกเมืองผีก็เข้าถึงกันทันทีเลย

คำเหล่านี้ใครเป็นผู้เทศน์ไว้ ตาบอดหูหนวกอย่างพวกเราเห็นนรกสวรรค์ที่ไหน ไม่เห็น เพราะฉะนั้นมันจึงโดนเอา สิ่งที่ไม่เห็นโดนเอาๆ ก็คือพวกเรานี้ละ ไม่เห็นบาปเห็นกรรมไม่เห็นกองทุกข์ทั้งหลาย มันก็โดนเอาๆ ผู้ท่านเห็นท่านหลีกๆ สุดท้ายปัดออกหมดจนไม่มีอะไรเหลือเลย ดีดผึงเลย นี่ละการสร้างคุณงามความดีใครอย่าประมาทนะ พระพุทธเจ้าทั้งนั้นตรัสไว้โดยชอบๆ ทุกอย่างไม่ผิดเพี้ยนเลย ปีนเกลียวธรรมไปเมื่อไรก็เท่ากับเหยียบหัวตัวเองไปทำลายตัวเองไป ถ้าเดินตามทางของศาสดาก็เท่ากับตามเสด็จพระพุทธเจ้า ถึงห่างก็ตามเสด็จ ใกล้เข้าไปๆ เดี๋ยวก็ถึงผึงเลย ให้พากันสร้างความดีนะ

เวลานี้โลกเมืองไทยเราเมืองพุทธนี้ละ รู้สึกว่าเพลิดเพลินจนเกินเนื้อเกินตัวจนน่าสลดสังเวช ดู ไอ้ผู้ที่เป็นมันไม่ได้ดูเจ้าของซิ ผู้ท่านไม่เป็นท่านดูนี่ ธรรมท่านดูนี่มันก็รู้ละซิ พระพุทธเจ้าดูแล้วรู้แล้วถึงมาสอนโลก โลกมันรู้เรื่องเมื่อไร ไม่รู้ จึงว่าคนตาบอดให้เชื่อคนตาดี คนตาดีจูงไปไหนไปเถอะพ้นภัยๆ ถ้าไปลำพังคนตาบอดตกเหวตกบ่อตาย เป็นอย่างนั้นละ พากันจำเอา เอาละวันนี้เทศน์เท่านั้น

ขอถวายปัจจัยแด่องค์หลวงตาสถานีวิทยุเสียงธรรม ข้อ ๑. จากคณะศรัทธาหลายๆ ท่านที่ไม่ได้ออกนาม จำนวนเงิน ๕๘,๓๐๐ บาท คุณเสาวลักษณ์ สหเวชภัณฑ์ กรุงเทพฯ จำนวน ๑๒๐,๐๐๐ บาท ๓. คุณนันทณัฐ เกียรติมณีศรี (โอว) ชลบุรี จำนวนเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท คุณโชติมา ด่านเจริญ กรุงเทพฯ จำนวนเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๑๘,๓๐๐ บาท (สาธุ) เอ้อ นี่วิทยุเสียงธรรม เหล่านี้ละที่ออกทั่วประเทศ ก็สมใจที่เราได้ช่วยพี่น้องชาวไทยเรา ที่คิดไว้ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดเลย เพราะก่อนจะออกคิดแล้วค่อยออก นี่จะออกช่วยพี่น้องชาวไทยเราออกช่วยชาติ วัตถุนี้ประชาชนทั้งหลายจะทราบทั่วหน้ากันทันที ว่าออกวัตถุก็ต้องหาเงินหาทองข้าวของมาหนุนชาติไทยของเรา อันนี้จะทราบทั่วถึงกันทันที แต่ธรรมจะออกนั้นไม่ทราบนะ อันนี้ออกทางด้านธรรมะออกวัตถุ

วัตถุเป็นเพียงเล็กน้อย ส่วนธรรมนี้จะเข้าสู่จิตใจ จะฟื้นฟูจิตใจให้หนาแน่นมั่นคงขึ้นมา เป็นศีลเป็นธรรมขึ้นมาภายในจิตใจจากการแสดงธรรมนี้ไม่มี แต่ทีนี้มีในหัวใจ อันนี้จะเป็นเรื่องใหญ่โต แล้วก็ใหญ่โตเห็นไหมทุกวันนี้ วิทยุออกทั่วประเทศไทยแล้วนี่ วัตถุก็ค่อยหยุดไปๆ แต่เสียงธรรมนี้ไม่หยุด ออกไปเรื่อยๆ ก็อย่างนี้แล้ว เสียงธรรมเข้าสู่ใจใจชุ่มชื่นเบิกบานยิ้มแย้มแจ่มใสมีที่ยึดที่เกาะ ใจมีธรรมมีที่ยึดที่เกาะ ใจไม่มีธรรมสมบัติเงินทองข้าวของไม่ได้ประมาทนะ เป็นภาค แยกเป็นภาคๆ สมบัติเหล่านั้นเป็นได้สองทาง

ทางหนึ่ง เอามาใช้สำหรับชีวิตจิตใจธาตุขันธ์ของตนความเป็นอยู่ปูวาย

อันที่สอง แยกออกไปทำบุญให้ทาน อันนั้นก็เป็นสมบัติของใจไปเลย อันนี้ไม่เป็น เป็นสมบัติของธาตุขันธ์ธรรมดา เมื่อธาตุขันธ์สิ้นลมไปแล้วหมดสภาพอันนั้นก็หมด ขาดกันเท่านั้น แต่ทีนี้ส่วนที่แยกมาทำบุญให้ทานอันนี้ แยกอันนี้เข้าสู่จิตใจทั้งหมด อันนี้ติดเจ้าของไปเลย อันนั้นไม่ติด อยู่กับธาตุขันธ์ธาตุขันธ์พังอันนั้นก็พัง ส่วนจิตใจไม่เคยพัง บุญกุศลทั้งหลายที่เราสร้างมาจึงติดกับใจนี้ไปๆ นี้เป็นคำของศาสดาสอนไว้ จำให้ดีนะ

ตายแล้วสูญไม่มี ตายแล้วเกิดมีตลอดทั่วโลกดินแดน คำว่าตายแล้วสูญไม่มีในจิตดวงนี้แม้ดวงเดียวไม่มี จะไปตกนรกหมกไหม้ตั้งกี่กัปกี่กัลป์ยอมรับว่าทุกข์ ทุกข์ขนาดไหนยอมรับว่าทุกข์ แต่ไม่ยอมฉิบหายคือใจดวงนี้ โลกอันนี้มันเป็นโลกอนิจจัง ไม่เปลี่ยนช้าก็เปลี่ยนเร็วอยู่งั้น ตกนรกกี่กัปกี่กัลป์มันก็เปลี่ยนมาได้ เพราะกฎอนิจจังติดอยู่ในนั้น เปลี่ยนช้าก็เปลี่ยน พ้นขึ้นมาๆ นี้ จากนี้ก็ดีด ดีดในทางที่ดี ส่งเสริมความดีเข้าไป แล้วดีดก็ดีดผึงถึงนิพพานเที่ยง จิตดวงนี้เองเป็นธรรมธาตุ ที่ว่านิพพานเที่ยงคือจิตดวงนี้ จิตดวงไม่สูญนี้ละ เป็นนิพพานเที่ยงขึ้นมา ไม่เคยสูญ ไม่มีคำว่าสูญ

ใครอย่าไปคิดนะว่าตายแล้วสูญ โลกเขาเกิดตายกันทั่วดินแดน วัฏวนนี้มีแต่โลกเกิดตาย ไม่มีโลกตายแล้วสูญ อย่าไปอุตริคิดนะ จะเผาตัวเองให้สร้างแต่บาปแต่กรรม ตายแล้วหมดหวังๆ เพราะตายแล้วสูญนี้ไม่ได้เกิด อยากทำอะไรก็ทำๆ โกยเอาตั้งแต่ความชั่วช้าลามก ตายแล้วมันไม่สูญ ความชั่วนี้ละมันจะไปเผาเจ้าของ พากันจำ นี่ว่าเทศน์ว่าหยุดไปแล้ว มาแล้ว (หลวงตาคะ ถวายทอง ๓ บาทค่ะ แล้วก็มีเช็คด้วยค่ะ ลูกสาวมาถวาย มีแยกด้วยนะคะ) ไหนฟัง ถวายทองคำหนัก ๓ บาท เช็คเงินสดถวายหลวงตาใช้ตามอัธยาศัย ๑๐๐,๐๐๐ บาท เช็คเงินสดทำเครื่องมือแพทย์ ๕๐,๐๐๐ บาท เช็คเงินสดสร้างเจดีย์วัดอโศการาม ๒๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งหมดเป็นเงิน ๑๗๐,๐๐๐ บาท (สาธุ)

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก