จิตที่มีธรรมซักฟอกแล้วไม่เกิดไม่ตาย
วันที่ 11 เมษายน 2549 เวลา 18:50 น. ความยาว 67.3 นาที
สถานที่ : กุฏิกลางน้ำ สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

เทศน์อบรมฆราวาส

ณ กุฏิหลวงตา สวนแสงธรรม กรุงเทพฯ

เมื่อค่ำวันที่ ๑๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

จิตที่มีธรรมซักฟอกแล้วไม่เกิดไม่ตาย

วันนี้ไปโพธาราม ตอนเที่ยงแล้วไปเยี่ยมท่านสงบ วัดนั้นดี เรียกว่าไม่เปลี่ยนแปลงอะไรต่ออะไร ต้นไม้ร่มเย็น กลางคืนกลางวันเดินจงกรมได้ตลอด ร่มเย็นดี ต้นไม้ชุ่มเย็นวัดที่โพธาราม ท่านสงบนี้ก็ออกจากวัดป่าบ้านตาดมาแล้วก็มาอยู่ที่นั่น ก็รู้สึกว่าสืบทอดได้ดี ไม่หรูหราฟู่ฟ่า เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องศาสนา ศาสนธรรมนะ ศาสนวัตถุเต็มบ้านเต็มเมืองมาขึ้นแทนศาสนธรรม ท่านทั้งหลายดูเอา นี่เอาหลักเกณฑ์มาพูด ไม่ได้มาพูดหลอกๆ หลอนๆ

ศาสนธรรม ผู้ปฏิบัติธรรมสำหรับวัดแล้วไม่มีอะไรหรูหราฟู่ฟ่า ความหรูหราฟู่ฟ่าอยู่กับศีลกับธรรม ข้อวัตรปฏิบัติ สติปัญญา ความสงบสงัด ความระมัดระวัง นั่นคือศาสนธรรม ผู้ปฏิบัติแล้วจะหนักทางด้านศาสนธรรม คือความประพฤติปฏิบัติทางด้านจิตใจ กิริยาอาการทุกอย่างมากยิ่งกว่าที่จะไปสนใจกับด้านวัตถุ สร้างนั้นสร้างนี้ยุ่งไปหมด นี้ไม่ใช่ศาสนา เป็นศาสนวัตถุ เป็นวัตถุเคลือบแฝงกับศาสนาไป ทีนี้คนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็ถือว่านั้นเป็นศาสนาไปหมด ที่ไหนหรูหราฟู่ฟ่า อย่างโบสถ์อย่างนี้ก็ไม่มีในครั้งพุทธกาล การลงอุโบสถสังฆกรรมนี้ลงที่ไหนๆ ได้หมด สีมามี ๗-๘ สีมา เขตแดนที่พระจะลงอุโบสถ

ท่านไม่ได้บอกว่าต้องสร้างโบสถ์เท่านั้นหลังเท่านี้หลัง สิ้นเงินไปเท่านั้นเท่านี้จึงจะสำเร็จเป็นสังฆกิจสังฆกรรมได้ ไม่มีในพระวินัย เพราะสังฆกรรมนี้เป็นเรื่องของพระวินัย ลงที่ไหนได้ทั้งนั้นในสีมา ๗-๘ ประเภท ลงได้ทั้งนั้น ต้นไม้ร่มไม้ที่ไหนลงได้ อย่างในวัดนี้ลงที่ไหนก็ได้ นี่ละแบบแผนตำรับตำราจริงๆ ทีนี้สิ่งที่เคลือบแฝงเข้ามาก็คือสร้างโบสถ์สร้างวิหาร วัดไหนไม่มีโบสถ์วิหารใหญ่โตรโหฐาน วัดนั้นเหมือนไม่ใช่วัด เป็นของปลอมไปหมด เป็นของจริงตั้งแต่มีโบสถ์มีวิหารเครื่องก่อสร้างประดับประดาตกแต่งหรูหราฟู่ฟ่าไปอย่างนั้น นั่นคือศาสนา สมัยปัจจุบันเป็นอย่างนี้

สมัยพระพุทธเจ้าไม่มีอย่างนี้ เอามายันกันเลยเทียว ตำรับตำราเรียนมาทุกคนรู้ทุกคน แต่จะปฏิบัติตามหรือไม่เท่านั้นเอง ถ้าเอาตามความต้องการของกิเลสก็เป็นได้อย่างที่เห็นนั้นแหละ ทีนี้ผู้ที่มาเห็นก็ไม่ทราบว่าอะไรเป็นของจริงอะไรเป็นของปลอม ไปที่ไหนก็มีแต่แบบเดียวกัน ปลอมแบบเดียวกันหมด เลยหรูหราฟู่ฟ่าไปทางด้านวัตถุ เรื่องความประพฤติ เรื่องศีลเรื่องธรรม เรื่องการประกอบความพากเพียร ระมัดระวังรักษาตัวเพื่อความดีงามเข้าสู่ใจไม่มี นี่ละศาสนธรรมแท้อยู่ที่นี่

อยู่ในป่าในเขาอยู่ที่ไหนก็ตาม ความระมัดระวังตัวเป็นกิจจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติทั่วหน้ากันสำหรับพระเรา จิตใจมุ่งต่อมรรคต่อผล ต่อแดนสวรรค์นิพพานตลอด ไม่ได้มามุ่งลาภยศสรรเสริญ เป็นชั้นนั้นชั้นนี้อย่างปัจจุบันนี้ นี่มันกาฝากแฝงธรรม แฝงเข้ามาแล้วก็กัดธรรมทำลายธรรม ทำลายศาสนาที่แท้จริงให้แหลกเหลวไปหมด ยศของพระก็คือพระเต็มตัวแล้ว เอา ประดับเข้าไปด้วยศีล ประดับเข้าไปด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา วิชชา วิมุตติหลุดพ้น ด้วยความพากเพียรเต็มเม็ดเต็มหน่วย นี่ละยศของพระ

หาพระที่ไหน พระก็แปลว่าประเสริฐ ชื่อว่าพระก็แปลว่าประเสริฐอยู่แล้ว มีชื่อมีนามแล้ว ไปหาตั้งยศตั้งแย็ดมาจากที่ไหนมาประดับประดา แล้วกลายเป็นเรื่องเอาเครื่องประดับไปประดับศพคนเป็นพระเป็นนั้น มีแต่ยศถาบรรดาศักดิ์รอบเป็นกาฝากเครื่องลืมตัว เหยียบย่ำทำลายอยู่ตลอดเวลา พระของพระพุทธเจ้าแท้ที่เป็น สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราท่านไม่เดินอย่างนั้น ท่านเดินตามแบบตามฉบับ พอบวชแล้วไล่เข้าในป่าในเขา ดังที่เคยพูดแล้วพูดเล่า เพราะเป็นธรรมจำเป็นมากสำหรับพระเราที่จะนำตัวเอง และโลกสงสารให้เป็นไปเพื่อความสงบเย็นใจ ต้องนำด้วยศีลด้วยธรรมถูกต้องดีงามตลอด จึงว่าเป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ อยู่ที่ไหนท่านอยู่ได้ พระท่านมุ่งอรรถมุ่งธรรม มุ่งมรรคผลนิพพานแล้ว อยู่ที่ไหนอยู่ได้ทั้งนั้น ไม่เห็นมีหรูหราฟู่ฟ่าที่ไหน ไม่ปรากฏในตำรา

เวลาพระเจ้าพระสงฆ์เข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้าทรงรับสั่งว่าเป็นอย่างไร ไปอยู่ในป่านั้นเป็นอย่างไร เขาลูกนั้นเป็นอย่างไร ถ้ำนั้นเงื้อมผานั้นเป็นอย่างไรการภาวนา ถามลงจุดนี้นะ ท่านไม่ได้ถามว่าเป็นอย่างไรวัด โบสถ์ได้กี่หลัง วิหารได้กี่หลัง ประดับประดาตกแต่งพอแล้วหรือยัง ยังไม่พอขาดอะไรบ้าง ท่านไม่เห็นถามอย่างนั้น นี่มันเป็นเรื่องโลกเรื่องสงสารไปแล้ว เรื่องธรรมแท้ถามตั้งแต่เรื่องความประพฤติทางด้านศีลธรรม มีจิตตภาวนาเป็นสำคัญ พอเข้ามาปั๊บเป็นอย่างไรอยู่ที่นั่นการภาวนาสะดวกดีเหรอ แล้วทางนั้นก็กราบทูลท่าน เรื่องราวอะไรท่านก็ทรงแนะนำสั่งสอนเรื่อย มีแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมล้วนๆ

เรื่องการก่อการสร้างแทบว่าไม่มี แต่จะปฏิเสธว่าไม่มีทีเดียวก็ไม่ได้ แม้แต่นกแต่หนูเขายังมีรวงมีรัง คนก็ออกมาจากมนุษย์มาบวชเป็นพระก็ต้องมีที่พักที่อยู่ที่อาศัย แต่ให้เป็นที่พักที่อยู่ที่อาศัย ให้เหมาะกับธรรมวินัยของพระเท่านั้นเป็นที่พอใจ ถูกต้อง ไม่ได้แบบหรูหราฟู่ฟ่า เอาแต่วัตถุมาอวดกัน แล้วโลกนี้ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ แม้ที่สุดวัด ก็ตั้งชื่อว่าวัด ผู้ที่ครองวัดก็คือพระ วัดนั่นเลยกลายเป็นส้วมเป็นถาน พระกลายเป็นมูตรเป็นคูถไปหมด ด้วยการปฏิบัติเหลวแหลกแหวกแนว ไม่ตรงต่ออรรถธรรม ต่อธรรมต่อวินัย ทำตัวเลอะเทอะเท่ากับมูตรกับคูถ สถานที่อยู่ที่เรียกว่าวัดก็กลายเป็นส้วมเป็นถานไป พระเณรที่ปฏิบัติตนเหลวแหลกแหวกแนวก็กลายเป็นมูตรเป็นคูถไปหมด มันเป็นมูตรเป็นคูถไปโดยไม่รู้สึกตัว ใครๆ ตาก็เห็นทุกคน ดูทุกคน ดูเอา

นี่ภาษาธรรมต้องพูดอย่างนี้ ไม่พูดอ้อมค้อม ไม่มีโมกโขโลกนะ เกรงอกเกรงใจกัน เกรงอะไรเกรงเรื่องความผิดความพลาด ไปเกรงมันอะไร เราบวชมาเพื่อปฏิบัติ เพื่อกำจัดสิ่งที่เป็นภัยเหล่านี้ยังจะไปเกรงมันอะไร กิเลสเป็นภัยต่อหัวใจของสัตว์โลก เราบวชมาเพื่อศีลเพื่อธรรมที่จะนำมากำจัดสิ่งเหล่านี้ อะไรที่เป็นภัยปัดออกๆ ฟันขาดสะบั้นไปเลย อย่างนั้นถึงถูกต้อง เวลานี้ศาสนาเหลือแต่วัตถุเต็มบ้านเต็มเมือง ไปที่ไหนมีแต่วัตถุ เรื่องการประกอบศีลธรรมนี้ที่สุดเดินจงกรมเราพูดว่าไม่มี อยากว่าอย่างนั้น ตามวัดต่างๆ จะไม่มีทางจงกรมที่ภาวนา ย่นเข้าไปถึงวงกรรมฐาน กรรมฐานขี้เกียจก็ไม่มีทางจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเพื่อชำระกิเลสเลย มันหดเข้ามาย่นเข้ามาอย่างนั้นทุกวันนี้

มันน่าทุเรศนะ ศาสนาซึ่งเคยให้ความร่มเย็นแก่โลกมานานแสนนานตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมา ให้ความร่มเย็นแก่ทั้งฝ่ายพระเจ้าพระสงฆ์ทั้งฝ่ายประชาชน เลยหาไม่มีเสียแล้วเดี๋ยวนี้ แทบไม่มี เพราะไม่มีใครเสาะแสวงหาธรรมที่เป็นความร่มเย็นมาชะโลมจิตใจพอให้เกิดความสุขสงบเย็นใจ สว่างไสวภายในใจ ใจเป็นของเล็กน้อยเมื่อไร ถูกปิดบังหุ้มห่ออยู่ด้วยกิเลสตัณหา ด้วยเรื่องส้วมเรื่องถาน ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลงเหล่านี้ จนมองหาใจไม่เห็น กิริยาที่แสดงออกมีแต่ขี้ทั้งนั้นออกมา ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง ราคะตัณหา เป็นมูตรเป็นคูถเต็มหัวใจ ออกมาให้ความสง่างามที่ไหนไม่มี

ถ้าเป็นธรรมจ้าอยู่ภายในใจ ท่านเป็นผู้ปฏิบัติจริงๆ ท่านไม่ได้สนใจกับด้านวัตถุหรูหราฟู่ฟ่าอะไร ความเป็นอยู่ปูวายของผู้ปฏิบัติจะขัดข้องขาดเขินตลอดไปเลย คือท่านไม่สนใจ ไปอยู่ที่ใดบ้านใดๆ ก็ตาม บ้านน้อยบ้านใหญ่บ้านไหนท่านจะอยู่พออาศัยบำเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อชำระจิตใจตามทางของศาสดาเท่านั้น ท่านไม่ได้อยู่ด้วยความหรูหราฟู่ฟ่าแบบโลกๆ แบบกิเลสตัณหานั้นเลย ดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่ว่าท่านว่าเรามันพอๆ กัน ศาสนาเลยมีแต่ชื่อ กิเลสเป็นเจ้าการเจ้างานเจ้าอำนาจบาตรหลวง ครอบศาสนาไปหมดในพระในเณรผู้ปฏิบัติ เลยไม่มีศาสนาติดตัว มีแต่เรื่องกิเลส แย็บออกไปก็พวกยศพวกลาภ พวกสรรเสริญเยินยอ โลกามิส ต้องการความเคารพนับถือยกย่องสรรเสริญไปอย่างนั้นเสีย

จิตใจของเรามันหมอบอยู่นั้น ฟื้นขึ้นมาซิ มันหมอบเพราะอะไร ก็เพราะความโลภ ความโกรธ ราคะตัณหา ซึ่งเป็นขี้ทั้งสามสี่กองนี้ละปกคลุมจิตใจ จึงหาราค่ำราคาไม่ได้ เวลาเปิดนี้ออกด้วยความพากเพียร ท่านว่าภาวนา นี้สำคัญ การภาวนาเป็นสิ่งที่เปิดสิ่งรกรุงรังที่น่าเกลียดทั้งหลายนี้ออกเป็นลำดับลำดา ใจก็ค่อยมีความสงบร่มเย็น สง่างามขึ้นมา เพราะสิ่งเหล่านี้ปกปิดความสง่างามของใจให้ปรากฏขึ้นไม่ได้ จิตใจห่อเหี่ยวตลอด เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ตน ทั้งฝ่ายพระทั้งฝ่ายฆราวาส ไม่มีใครมองหาอรรถหาธรรมมาเป็นเครื่องชำระซักฟอกเลย ปล่อยให้ใจถูกทรมานอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา

ใจไม่มีธรรม ไม่มีศาสนาเป็นอย่างนั้น มีแต่กิเลสเป็นเจ้าอำนาจบาตรหลวง จึงทำจิตใจให้เดือดร้อนวุ่นวาย มองไปซิมองทั่วโลกเห็นเป็นแบบเดียวกันนี้หมด เราจะว่าบ้านใดเมืองใดเจริญรุ่งเรือง มันเจริญอะไร นอกจากคนตาบอดเสกสรรกันด้วยความตาบอดของตน แล้วหลงกันไปเท่านั้น มีแต่อันนั้นดีอันนี้ดี เจ้าของเลวมันไม่ได้ดูเจ้าของ ดีดดิ้นไปตามสิ่งที่ว่าดีๆ เจ้าของมันเลว ทั้งๆ ที่มันไม่ดีแหละ มันไม่สมหวัง ดีดไปดีดมา มีแต่ความทุกข์ความร้อน ได้มาเท่าไรก็ไม่พอใจ อยากได้มาก อยากได้เท่านั้นเท่านี้แล้วจมไปๆ เพราะกิเลสหลอก

เรื่องอรรถเรื่องธรรมต้องมีความรู้จักประมาณประจำตน รู้จักตน รู้จักประมาณประจำตน ไม่ดีดไม่ดิ้นให้เกินเหตุเกินผล คนเราก็สะดวกสบาย ถ้าดีดดิ้นให้เกินเหตุเกินผลแล้วจมทั้งนั้นแหละ หาความสุขไม่ได้ ว่าโลกเจริญมันเจริญที่ไหน เอาธรรมจับดูมันไม่มี กว้างแสนกว้างขนาดไหนก็มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้กันตลอดเวลา นอกจากเผาไหม้ตนเองแล้วก็กระจายออกไปไหม้ผู้อื่นกว้างขวางไม่มีประมาณ ไหม้ไปหมด ด้วยอำนาจของกิเลสนี้แหละ แล้วใครว่ามั่งมีดีเด่นขนาดไหน ถ้าไม่มีธรรมแล้วอย่าเอามาอวดนะ สิ่งเหล่านั้นคือฟืนไฟจะเผาไหม้ตัวเองสดๆ ร้อนๆ นั้นแหละ

ถ้ามีธรรมแล้วเป็นประโยชน์ทั้งหมด มีมากมีน้อยแบ่งสันปันส่วนจัดทำอะไรๆ นี้ถูกต้องพอเหมาะพอดีทุกอย่าง นั่นชุ่มเย็น มั่งมีศรีสุขก็เป็นบุญเป็นคุณแก่เจ้าของ เพราะมีธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองรักษา ถ้าให้กิเลสรักษาแล้วมีเท่าไรความทุกข์มีเท่านั้นแหละ คนมั่งมีศรีสุขเป็นเศรษฐีกุฎุมพีกับตาสีตาสาอยู่ตามท้องนา ความทุกข์ไม่ได้ผิดกัน ยิ่งผู้มั่งมีศรีสุขเท่าไรยิ่งเป็นผู้ดีดผู้ดิ้น ผู้ก่อฟืนก่อไฟเผาตน การงานไม่มีหยุดยั้งนอนไม่หลับก็มีมากมาย ตาสีตาสาเขาอยู่ตามท้องนาเขานอนหลับสบายๆ เขาไม่ได้เป็นทุกข์มากอะไรนัก ถ้าว่าติดหนี้ติดสินเขาก็ไม่ค่อยติดหนี้ติดสิน แต่มนุษย์ตัวหยิ่งๆ นั่นซิมันติดหนี้ติดสินจนมองหาตัวไม่เห็น ระโยงระยางเต็มไปหมด ท้องฟ้ามหาสมุทรมีแต่ตาข่ายแห่งความติดหนี้ซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้ก่อฟืนก่อไฟเผาตนทั้งนั้น ก็ยังพอใจ

นี่ละเรื่องอำนาจของกิเลสตัณหา พากันพิจารณาบ้างซิ เราเกิดมาเราเอาอะไรมา ก็มีแต่ตัวล่อนจ้อนมาเท่านั้น สิ่งภายนอกอาศัยอะไรเราก็อาศัยไป พอให้เป็นความสุขความเจริญ อย่าดีดอย่าดิ้นเลยโลกเลยสงสาร มันจะจมยิ่งกว่าโลกเขาไป ถ้าไม่มีธรรมจมทั้งนั้น ใครอย่าเอากิเลสมาอวดธรรม ไม่มีทาง อวดเท่าไรจมไปเท่านั้นๆ ธรรมเป็นของสำคัญมาก จึงขอให้พากันรู้จักประมาณ การได้การเสียมีมาดั้งเดิมแต่กาลไหนๆ การประพฤติตัวมีธรรมแล้วย่อมอยู่ได้ในท่ามกลางแห่งความได้ความเสีย อยู่ได้สบาย ถ้าไม่มีธรรมแล้วจมไปด้วยกันทั้งเขาทั้งเรา ไม่มีใครว่าดีแหละ มันดีตั้งแต่ลมปากเฉยๆ ส่วนภายในหัวใจมันไม่ได้ดี

ถ้าไม่มีธรรมใครอย่าอวดว่าเก่งกล้าสามารถ ไม่มีทาง ถ้ามีธรรมเย็นได้ทั้งนั้น คนทุกข์ก็มีความสงบร่มเย็น มีหลักใจเป็นที่ยึดที่เกาะ คนมั่งมีศรีสุขสมบัติก็เป็นหลักอันหนึ่ง เครื่องประกันชีวิตของตน จิตใจที่มีธรรมก็เป็นเครื่องประกันชีวิตของตนให้มีความสงบร่มเย็น ตายแล้วไม่ต้องถามหาสวรรค์ พรหมโลก นิพพาน บุญกุศลที่สร้างมาแล้วนี้นี่คือหลักใจ เป็นที่พึ่งที่เกาะของใจไปได้สบาย สมบัติก็ปล่อยไว้ตามสภาพของมันเสีย เพราะผู้มีธรรมย่อมรู้รอบขอบชิดไว้เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็จะต้องพลัดพรากจากสิ่งเหล่านี้อยู่โดยดี

         เราจึงต้องสร้างความดีงามไว้สำหรับใจให้เป็นสมบัติประจำตน เวลาตายแล้วไม่ต้องนิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา ให้ลำบาก กุสลาคือความเฉลียวฉลาด  ประกอบบำเพ็ญความดีงามใส่ตนแล้วก็เป็นความดีขึ้นมา พร้อมกับเป็นที่พึ่งฝากเป็นฝากตายของตนได้ตลอดไป นี่ละศาสนาท่านสอนอย่างนี้ เราเป็นลูกชาวพุทธควรจะคิดจะอ่านบ้าง อย่าเป็นบ้ากับเรื่องกิเลสตัณหาเอานักหนาเลย มันผิดวิสัยกับเราเป็นชาวพุทธ เขาไม่มีศาสนาเลย เขาดีดเขาดิ้นก็เป็นอีกประเภทหนึ่ง เรามีศาสนาเครื่องแก้ทุกข์แก้ภัยแต่ไม่นำมาประพฤติปฏิบัติเพื่อแก้สิ่งเหล่านี้ มิหนำซ้ำยังสั่งสมสิ่งเหล่านี้ให้มากมูนเช่นเดียวกับโลกเขา ก็เป็นทุกข์มากกว่าโลกเขาไปอีกมันน่าตำหนินะ ขอให้พากันพิจารณา

         ร่างกายนี้ทุกคน นั่งอยู่นี้ไม่มีเว้นแม้แต่รายเดียวที่จะไม่ตาย ผู้เทศน์อยู่เดี๋ยวนี้ก็จะตาย ลมหายใจสิ้นแล้วตายทั้งนั้นๆ เวลาจะตายให้สร้างความดีงามไว้สำหรับตน ให้มีหลักเกณฑ์ต่อจิตใจ เพราะใจนี้ไม่เคยตาย ไม่เคยฉิบหายแต่ไหนแต่ไรมา ไม่มีคำว่าตายแล้วสูญ เป็นเรื่องของกิเลสหลอกโลกต่างหาก คำว่าสูญไม่มี จอมปราชญ์ทั้งหลายพูดเป็นเสียงเดียวกัน คือพระพุทธเจ้า ตายแล้วต้องเกิดถ้ามีเชื้อพาให้เกิดอยู่ เว้นแต่พระอรหันต์ท่าน ทุกฺขํ นตฺถิ อชาตสฺส ทุกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่เกิด ผู้ไม่เกิดคือผู้สิ้นกิเลสแล้ว ไม่มีเชื้อแห่งความเกิด ความตายจะติดตามมาได้อย่างไร ความเกิดไม่มี

         นั่นละเชื้อแห่งความเกิดดับสนิทแล้วคือพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ท่าน กระจ่างแจ้ง เวลาตายลงไปแล้วจิตดวงนี้ก็เป็นธรรมธาตุไปเลย ธรรมธาตุสง่างาม เป็นธรรมธาตุไปเลยไม่มีคำว่าสูญ นี่ละลงได้สร้างให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว อยู่ไหนรู้หมดเลยเจ้าของไม่มีความเดือดร้อน เรื่องอารมณ์อะไรที่เป็นสมมุติทั้งมวลที่เคยก่อกวนมานั้นหมดโดยสิ้นเชิง ในจิตของพระอรหันต์ไม่มี มีแต่วิมุตติหลุดพ้นว่างเปล่าอยู่ทั่วโลกธาตุ นั่นละจิตเมื่อบำเพ็ญให้เต็มเหนี่ยวแล้วไม่สูญ เป็นอย่างนี้แหละ ผู้ที่สร้างบาปสร้างกรรมทั้งหลายก็ไม่สูญเหมือนกัน ว่าทำบาปไม่ได้บาป ทำบุญไม่ได้บุญ ตายแล้วสูญ มันมีแต่ลมปากของกิเลสหลอกคนโง่ให้หลงตาม ครั้นตายไปแล้วมันไม่สูญ

         ทำบาปไม่เป็นบาป นี่เป็นคำพูดเป็นลมปากเฉยๆ แต่หัวใจผู้สร้างหอบตั้งแต่บาปแต่กรรมเข้าสู่หัวใจ ตายแล้วจมลงไป ใจต่างหากที่กิเลสหลอกมันว่าตายแล้วสูญ ธรรมชาติเป็นหลักความจริงแล้วตายไม่ได้สูญ ไม่มีคำว่าสูญ ใจทุกดวงไม่มีสูญ ตายแล้วเกิดๆ ก็คือถือเอาร่างนั้นแหละที่ใจเข้าไปปฏิสนธิวิญญาณ เข้าไปแทรกอยู่ในร่างนั้นๆ ไม่ว่าร่างสัตว์ร่างบุคคลก็เรียกว่าเกิด หมดสภาพแล้วก็เรียกว่าตาย ใจก็ออกจากร่างนั้นไปตามบุญตามกรรมของตนที่มีมากน้อย อยู่อย่างนี้ตลอดไป จึงเรียกว่าวัฏวน มันวนไปวนมา ภพสูงภพต่ำ ภพน้อยภพใหญ่ ภพไหนๆ ใจนี่เป็นนักท่องเที่ยวไปเที่ยวซอกแซกเกิดได้หมด นรกอเวจีที่ไหนก็เหมือนกัน มันไปได้ทั้งนั้น อำนาจแห่งกรรมดีกรรมชั่วพาให้ไปได้

         จึงต้องให้สร้างความดีเข้าสู่ใจ กรรมดีนี้จะสนับสนุนเราไปสู่สถานที่ดี คติที่งาม เวลาทำลงไป เฉพาะอย่างยิ่งจิตตภาวนาเป็นที่รวมแห่งบุญกุศลทั้งหลายที่เราสร้างมามากน้อย จะไหลลงสู่ทำนบใหญ่คือจิตตภาวนา เมื่อไหลลงไปนั้นแล้วไปรู้แจ้งเห็นชัดภายในใจของตัวเอง บุญมีมากมีน้อยจะรู้กับนักภาวนาที่มีหลักใจเรียบร้อยโดยลำดับไปแล้ว ประจักษ์ใจๆ จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นไปจากจิตใจหมดไม่มีอะไรเหลือเลย มีแต่ธรรมธาตุล้วนๆ สว่างจ้าครอบโลกธาตุ นั้นคือพ้นแล้วจากความเป็นความตายต่อไป จิตนี้ก็ไม่ได้สูญ แต่พ้นจากความเกิดความตายที่กิเลสพาเกิดพาตายอยู่นั้น

         จิตที่มีธรรมชำระซักฟอกเรียบร้อยแล้วไม่เกิดไม่ตาย ไม่สูญ บรมสุขอยู่ที่จุดนั้นหมด นี่คือองค์ศาสดาเป็นผู้สั่งสอนไว้ ไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญาหูหนวกตาบอดมาสอนโลก ท่านทั้งหลายฟังให้ดีนะ เรื่องกิเลสตัณหาที่เราเชื่ออยู่ทุกวันนี้ มันเรื่องตาบอดหูหนวกทั้งเขาทั้งเรา เชื่อกันได้ง่าย ถ้าความรู้ของจอมปราชญ์ผู้ฉลาดแหลมคมมาสอนมันไม่อยากเชื่อ เพราะฉะนั้นคนจึงไปในทางที่ถูกที่ดีได้น้อยมาก แต่ไปทางที่ชั่วตามอารมณ์ของกิเลสทั้งเขาทั้งเรานั้นเชื่อได้ง่าย ทำได้ง่าย ไปได้ง่าย จมได้มาก ผู้ที่จะขึ้นนี้มีน้อย

         ดังที่ท่านแสดงไว้ พระอานนท์ทูลถามว่าสัตว์โลกเวลาตายแล้วผู้ที่จะไปสวรรค์ นิพพานนั้นมีจำนวนมากน้อยเพียงไร พระองค์ก็ยกโคทั้งตัวมาเลย โคตัวหนึ่งขนมันเต็มตัว เขามันมีสองเขา ท่านยกข้อเปรียบเทียบจำนวนมากกับน้อย เทียบกับขนโคกับเขาโค ผู้ที่จะไปสู่ทางต่ำเกิด แก่ เจ็บ ตาย ลงนรกอเวจีนี้มีจำนวนเท่ากับขนโค แต่ผู้ที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ไปเป็นลำดับไปสวรรค์ถึงนิพพานนั้นเท่ากับเขาโค มีน้อยมาก ท่านเทียบไว้อย่างนั้น นี่พูดเป็นส่วนรวม

         ทีนี้ใจของเราที่คิดในเรื่องชั่วช้าลามกไม่ดีทั้งหลายทุกวันนี้ ที่ไม่ได้อบรมนี้มันเท่ากับขนโค คิดทางชั่วช้าลามกทางต่ำนั้นเท่ากับขนโค มันคิดได้ทุกขณะทุกเวล่ำเวลา ที่จะคิดเพื่อความดีงามทั้งหลายนั้นเท่ากับเขาโค คิดน้อยมาก คิดทางกุศลศีลทานที่จะทำตัวให้ดิบให้ดีนั้น เท่ากับเขาโคเท่านั้น นี่ย่นเข้ามาหาตัวของเราอีก ทีนี้พลิกตาลปัตร เราฝึกฝนอบรมตัวของเราโดยลำดับลำดา สร้างคุณงามความดีรวมลงในจุดจิตตภาวนา จนกระทั่งจิตใจมีความสามารถแก่กล้าเป็นลำดับลำดาแล้ว จิตที่จะคิดไปในทางชั่วช้าลามกนั้นเท่ากับขนโค แต่จิตที่จะพุ่งตัวให้หลุดพ้นจากทุกข์โดยลำดับลำดานั้นเท่ากับขนโค ความคิดในทางดิบทางดีมากยิ่งกว่าความคิดในทางที่ชั่ว

         นั่นละการบำเพ็ญมันกลับตาลปัตรกันอย่างนี้ จนกระทั่งถึงที่สุดวิมุตติแล้วความคิดทางชั่วไม่มีเลย หมดโดยสิ้นเชิง นั่นเป็นอย่างนั้น ท่านเทียบเอาไว้ เอามาเทียบเราซิ ท่านพูดกลางๆ ว่าสัตว์ตายแล้วที่ไปทางต่ำนี้เท่ากับขนโค ที่จะไปทางสูงเท่ากับเขาโค จิตใจของเราที่ไม่ได้รับการอบรมมันวุ่นวายลงไปทางต่ำนี่เท่ากับขนโค แต่ที่จะคิดหาความดีงามเพื่อตัวเองนั้นเท่ากับเขาโค เวลาได้รับการฝึกฝนอบรมตนให้ดีขึ้นเป็นลำดับลำดา จิตใจมีความสามารถแก่กล้า มีอรรถมีธรรมเต็มใจเข้าไปโดยลำดับลำดาแล้ว ทีนี้ความคิดในทางที่ชั่วเท่ากับเขาโค แต่ความคิดในทางที่ดีที่จะทำตนให้หลุดพ้นจากทุกข์เท่ากับขนโคแล้วที่นี่ พลิกกันไปๆ

         นี่ละเป็นข้อเปรียบเทียบอย่างแน่นอนไม่ผิด จิตของเราดวงเดียวๆ นี้ เวลาคิดทางชั่วเป็นขนโคก็มี เวลามีกำลังในทางที่ถูกดีงามซึ่งเราได้เคยสร้างมาจนมีกำลังแล้ว ที่จะคิดในทางชั่วเท่ากับเขาโค คิดในทางดีเท่ากับขนโค พลิกกันไปอย่างนั้นๆ จนกระทั่งไม่มีเขาไม่มีขน หมด ขนโคก็ไม่มี เขาโคก็ไม่มี พ้นแล้ว ในหัวใจนี่ไม่มีอะไรจะเป็นแง่เป็นเขาเป็นขนขึ้นมา เพราะความชั่วช้าลามกขาดสะบั้นไปหมด ความดีก็ละไปหมดแล้ว ปุญญปาปปหินบุคคล ท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วคือละทั้งบุญทั้งบาปไปโดยสิ้นเชิง เขาก็ละ ขนก็ละ เป็นสมมุติทั้งมวล เหลือแต่ความบริสุทธิ์ธรรมธาตุล้วนๆ

         อันนี้ไม่เรียกว่าเขาว่าขนโค ให้มันถึงอย่างนั้นซิ เวลาปฏิบัติแล้วหากรู้เองในจิตใจ ไม่เช่นนั้นพระพุทธเจ้าท่านจะทรงแสดงไว้อย่างไรว่า สนฺทิฏฺฐิโก ผู้ปฏิบัตินั้นแลจะรู้ผลงานของตนโดยลำดับลำดา ผลงานจนกระทั่งถึงที่สุดวิมุตติ สนฺทิฏฺฐิโก ก็ประกาศสุดยอดขึ้นมาว่าสิ้นแล้วเรื่องภพเรื่องชาติ เรื่องกิเลสตัณหา ความเกิดแก่เจ็บตายไม่มีเหลืออีกแล้ว เรียกว่า     สนฺทิฏฺฐิโก ขั้นสุดยอด รู้ประจักษ์ภายในจิตใจ ดังพระอรหันต์ท่าน ท่านจะไปถามพระพุทธเจ้าหาอะไร สนฺทิฏฺฐิโก ท่านประกาศท่านมอบให้แล้ว มาปฏิบัติ สนฺทิฏฺฐิโก จะรู้ผลงานของตนตั้งแต่ต้นโดยลำดับลำดาจนกระทั่งถึงวิมุตติหลุดพ้น เป็นสนฺทิฏฺฐิโก ขั้นสุดยอดขึ้นมา ประกาศป้างภพชาติสิ้นแล้ว กิเลสสิ้นแล้ว ไม่มีอะไรเหลือ ท่านเป็นอย่างนั้นการปฏิบัติตน

         ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้สดๆ ร้อนๆ ขอให้ท่านทั้งหลายนำไปปฏิบัติ เวลานี้มีแต่กิเลสสดๆ ร้อนๆ ตลอดเวลาในหัวใจของสัตว์โลก ธรรมะนี่ครึล้าสมัยไม่มีใครเหลียวแล เพราะฉะนั้นคนจึงหมดราค่ำราคาไป ทั้งๆ ที่ตนสำคัญตนว่าดิบว่าดีนั้นแหละ มันหมดราค่ำราคาอยู่ภายในหัวใจ หัวใจไม่มีธรรมแล้วหมดค่าหมดราคานะ อย่างอื่นจะมีเท่าไรไม่สามารถที่จะนำตนให้พ้นจากทุกข์ได้เหมือนบุญเหมือนกุศล คือคุณธรรมทั้งหลาย ให้พากันสร้างคุณธรรมเข้าสู่ใจทุกคน

         ศาสนาพระพุทธเจ้าสดๆ ร้อนๆ อย่าปล่อยให้หลุดมือไปนะ ชาตินี้เป็นชาติที่เหมาะสมแล้วได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้วได้ปฏิบัติ ท่านสอนอย่างไรให้นำไปปฏิบัติเพื่อฝึกหัดตนเองนั้นละ ฝึกหัดได้แล้วผลดีจะเป็นของเราเอง ไม่มีพระพุทธเจ้าพระองค์ใดมาแบ่งสันปันส่วน ท่านผู้สอนท่านสอนเพื่อเรา เรานำมาปฏิบัติผลดีก็เพื่อเราทั้งนั้นๆ หลุดพ้นจากทุกข์ก็คือเรา ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ อย่าพากันโลเลโลกเลกไปตามโลกตามสงสารจนเกินเหตุเกินผล ตายแล้วไม่มีป่าช้า ไม่มีสถานที่พักที่อยู่อาศัย มีแต่จมอย่างเดียวๆ นี้เรายังกล้าจะตายอยู่เหรอ

         พระพุทธเจ้าบอกแล้วว่าบาปมีบุญมี นรก สวรรค์มี เราไม่เชื่อพระพุทธเจ้า เราจะเชื่อใคร เชื่อเราก็จะพาจมอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วนี่ ยิ่งไม่เชื่อพระพุทธเจ้าด้วยแล้วหมดทาง มีแต่ลมหายใจฝอดๆ เกิดประโยชน์อะไร ประสาลมหายใจ ลมอยู่บนท้องฟ้ามันมากยิ่งกว่าลมหายใจนี้ ถ้าวิเศษลมบนท้องฟ้ามันวิเศษไปแล้ว อย่ามาว่าแต่ลมหายใจเราเลย ลมหายใจไม่มีอรรถมีธรรมหมดคุณค่าหมดราคา ให้พากันตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เมื่อลมหายใจมีอยู่ให้สืบต่อกันด้วยความดิบดีทั้งหลาย แล้วสมบัติทั้งหลายจะเป็นที่พึงพอใจในตัวของเราเอง วันนี้พูดเพียงเท่านี้แหละ เหนื่อยมาก เอาละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก