ใจบริสุทธิ์อะไรออกไปก็บริสุทธิ์หมด
วันที่ 19 กรกฎาคม. 2549 เวลา 8:00 น. ความยาว 23.42 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

ใจบริสุทธิ์อะไรออกไปก็บริสุทธิ์หมด

         เมื่อวานนี้ประชาชนพระเณรมามาก ไม่ได้นับดูว่าเป็นสักเท่าไร พระดูว่าจำนวนเป็นพันๆ นะ (๒,๕๐๐ ครับ) นั่น พระเมื่อวาน ๒,๕๐๐ ส่วนประชาชนยิ่งมาก ศาลาหลังนั้นเรียกว่าไม่พอ ประชาชนเต็มอยู่ข้างนอก ท่านเจ้าคุณวัดโพธิสมภรณ์ แต่ก่อนท่านเป็นเจ้าคณะภาค เดี๋ยวนี้ท่านลาออกแล้ว ความเกี่ยวโยงกับบรรดาพระเณรทั้งหลายก็เคยมีมาตั้งแต่สมัยท่านเป็นเจ้าคณะภาค ทีนี้เวลาติดต่อสื่อสารกันกับบรรดาพระทั้งหลายก็สะดวก เมื่อวานท่านก็มา

ธาตุขันธ์มันไม่เอาไหน ดูซิฉันจังหันเมื่อเช้านี้ ดูว่าทั้งฉันด้วยทั้งขนใส่ย่ามด้วย ย่ามแทนพุง เข้าใจไหม ฉันมากขนาดไหนแต่แล้วกำลังไม่เห็นมีมันแปลกอยู่ ถ้ายังหนุ่มน้อยฉันอย่างนี้เตะภูเขาทั้งลูกพังเลย กำลัง คิดดูเราอดอาหารไปบิณฑบาตในหมู่บ้านเขา ทางสามสี่กิโล เวลาไปไปถึงครึ่งทางไปไม่ไหว ต้องนั่งพักตามทาง เวลาอดอาหารไปอ่อนเพลียมาก เดินไม่ถึงหมู่บ้านเขา ทั้งๆ ที่เรากำหนดดูว่าจะพอถึงหมู่บ้านเขา รีบไปเสีย ไปถึงครึ่งทางไปไม่ไหวแล้ว นั่งเจ่าอยู่นั้น นี้หมายถึงธาตุขันธ์

ส่วนจิตไม่ได้เป็น จิตมันเหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้า ผ่อนอาหารเท่าไรยิ่งดีดๆ ตัวอ่อนเปียกๆ ตอนอดอาหาร พอฉันจังหันเสร็จแล้วดีดผึงเลย เห็นไหมล่ะ กำลังมารวดเร็ว กำลังเมื่อยังวัยหนุ่มเป็นอย่างนั้น พอฉันเท่านั้นกำลังมาอย่างรวดเร็ว ดีดผึงๆ เลย นั่นมันต่างกัน ทุกวันนี้ฉันเท่าไรก็ฉัน มันไปไหนหมด....กำลัง ไม่เห็นมีกำลัง มันแปลกตรงนี้ เรามาพิสูจน์ดูตัวเอง แม้แต่เรายังหนุ่มน้อยเราก็ไม่เคยฉันจังหันอย่างนี้ คือไม่เคยฉันจังหันตามอารมณ์ของใจที่ชอบ ฉันให้มากให้พอให้อิ่ม เราไม่เคย บังคับตลอดเวลา

เวลาหนุ่มน้อยก็เป็นเวลาเราเร่งความเพียรเสีย การเร่งความเพียรกับฉันมากๆ มันก็เข้ากันไม่ได้ซิ ต้องตัดทางอาหารลงๆ เพื่อให้กำลังใจขึ้น ถ้ากำลังกายขึ้นแล้วทับใจ ทับธรรมในใจไม่สะดวก จึงฉันให้อิ่มหนำสำราญตามใจชอบไม่ได้ เรียกว่าธาตุขันธ์นี่ต้องถูกบังคับตลอดเวลา นี่สำหรับเราเอง ส่วนพระองค์อื่นเราก็ไม่ถามถึงละ เพราะเรารับผิดชอบเราเองทั้งด้านส่วนร่างกายและด้านอรรถธรรมภายในใจ อะไรได้อะไรเสียดูแลอยู่ เป็นความรับผิดชอบของเราทั้งสอง ร่างกาย จิตใจ

อย่างทุกวันนี้ฉันมากขนาดไหน แล้วมันไปไหนหมดกำลัง ไม่เห็นมี เวลามันหมดเป็นอย่างนั้นละกำลัง ฉันลงไปแทนที่จะเป็นโอชารสซึมซาบทั่วร่างกายให้มีกำลังมันกลับไม่เห็นมี เราก็ได้พิจารณา เอ๊ ทำไมเป็นอย่างนี้ ธาตุขันธ์อันนี้ของเก่าตั้งแต่เล็กจนโตมาขนาดแก่ขนาดนี้ การขบการฉันก็สังเกตเรื่อยมา การฉันตอนบวชเป็นพระออกปฏิบัตินี้หนักแน่นมากในการฝึกเจ้าของ ฝึกมาก หนักแน่นมาก ฉันจังหันไม่ค่อยอิ่มให้พอตามใจชอบแหละ พอประมาณแล้วกดเอาไว้ หยุดๆ อยู่อย่างนั้นเพื่อเปิดทางให้ธรรมะเกิดขึ้น เจริญได้สะดวกสบาย

เรื่องอาหารเกี่ยวกับกำลังทางร่างกาย ถ้าฉันมากไปนี้กำลังทางร่างกายมีมาก มันทับทางด้านจิตตภาวนาไม่สะดวก อย่าว่าแต่พื้นๆ ที่เราฝึกหัดนี้เลย ไปถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติหมุนตัวเป็นเกลียวไปเลย โดยไม่มีคำว่าความเพียร มันหมุนของมันไปอย่างนั้น อดอาหารนี่ช่วยได้ตลอด มันยิ่งคล่อง ถ้าเราฉันมากมันก็หมุนของมันไปเองเหมือนกันแต่เชื่องช้า เหมือนรถบรรทุกของหนักมันก็วิ่งเหมือนกัน แต่รถของเต็มคันรถกับรถเปล่าๆ วิ่งต่างกันใช่ไหมล่ะ นี่เป็นลักษณะนั้นแหละร่างกายของเรา

เวลาจิตมันหมุนของมันมันหมุนจริงๆ จึงเรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติ คือมันเป็นไปของมันเอง หมุนตลอดเวลาไม่มีหยุด บางคืนมันเพลินของมันจนกระทั่งนอนไม่หลับ นอนมันก็ทำงานของมัน หมุนอยู่ภายใน นอนว่าจะให้หลับ อันนั้นมันไม่ยอมนอนด้วยมันหมุน แล้วขึ้นนั่งก็ยิ่งฟัดกันใหญ่เลย เดินจงกรมก็ฟัดกันใหญ่ นอนว่าจะพักมันไม่พักมันฟัดกัน สุดท้ายแจ้งสว่าง เวลาเราฉันจังหันมันรู้นะ ฉันจังหันมันก็หมุนของมันแต่เหมือนรถหนักวิ่ง มันไม่คล่องตัว ต่างกันขนาดนั้นนะ เพราะฉะนั้นการผ่อนอาหารจึงสำคัญไปตลอดสายสำหรับนักภาวนา เราเป็นอย่างนั้นก็ได้นำมาเล่าให้ฟัง เพราะสิ่งเหล่านี้เราผ่านหมด

ตอนมีกำลังวังชายังหนุ่มน้อย แทนที่จะได้ขบได้ฉันตามความสะดวกสบายไม่นะ ต้องถูกบังคับ ในระยะนั้นยิ่งบังคับมาก เร่งต่ออรรถต่อธรรมก็เร่งมาก จึงจะมาถือธาตุขันธ์การอยู่การกินเป็นใหญ่กว่าธรรมไม่ได้ ต้องธรรมออกหน้าตลอดๆ ธรรมออกหน้าก็ต้องได้ทรมานทางร่างกาย ผ่อนอาหารลงไปทุกอย่างมันคล่องตัวๆ การภาวนามันพิสูจน์ตัวเองได้ชัดเจนมากทีเดียว เวลามันรู้มันก็รู้อย่างที่ว่าไม่เคยรู้ภายในใจ เรามีแต่ผิวเผินรู้เห็นกันตามหูตาจมูกลิ้นกายเพียงเท่านี้ รู้ภายในใจละเอียดกว้างขวางกว่านี้มากมายนะ แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะนำมาพูด รู้แล้วก็ผ่านไปๆ มันรู้ของมันอยู่อย่างนั้น

อย่างที่ว่าสติปัญญาอัตโนมัติ ความเพียรหมุนติ้วๆ แล้ว เวลาฉันจังหันมากนี้มันช้าเหมือนกัน หมุนแต่ช้า พอผ่อนอาหารลงไปดีด มันช่วยได้ทุกด้านตั้งแต่คืบคลานจนกระทั่งถึงมันหมุนของมันเอง การผ่อนอาหารนี้ช่วยได้ตลอดเลย สติละสำคัญนักภาวนา สติจะดีมากน้อยเพียงไรนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาหารเหมือนกัน ถ้าลงได้ฉันมากไปสตินี้มันจะจับไม่ติดเกาะไม่ติด เดี๋ยวตก พลาดๆ พอตัดทางอาหารเข้าไปสติแน่วๆ อดวันหนึ่งความง่วงเหงาหาวนอนก็ยังมี ถ้าธรรมดาความง่วงมันมาเป็นที่หนึ่งละ แต่พออดอาหารปั๊บนี้ความง่วงจะเบาลงเริ่มเบาลง ถึงสองวันสามวันไปแล้วความง่วงไม่มี ความง่วงมาจากอาหาร เวลาอดอาหารไปหลายวันเท่าไรความง่วงไม่มี นอนทั้งคืนนี้เพียงสองชั่วโมงพอแล้ว กับการอดอาหารของธาตุขันธ์เราพอกัน ไม่รบกวนในการหลับนอน

สำหรับเราเองเคยทำตามกำลังของเรา ในฐานะที่มาเป็นครูเป็นอาจารย์สอนหมู่เพื่อนประชาชนนี้ก็ได้นำมาแสดง องค์อื่นท่านก็ทำเหมือนกันแต่ท่านไม่ได้มาสั่งสอนใครก็เหมือนกับท่านไม่ทำ ความจริงท่านก็ทำตามกำลังของท่านเหมือนกันนั้นแหละ แต่เรามันมาขึ้นในฐานะเป็นครูเป็นอาจารย์สอนคน ก็ต้องนำมาใช้เพื่อเป็นคติเครื่องเตือนใจของผู้ฟังทั้งหลายนั้นเอง ไม่ได้เพื่อโอ้เพื่ออวดอย่างนั้นไม่มี เพราะอะไร ก็เพราะอำนาจแห่งความเมตตามันเหนือทุกอย่างจะมาโอ้มาอวดหาอะไร ความเมตตาต่างหากพูด จะเด็ดเดี่ยวเฉียบขาดขนาดไหนก็เป็นไปด้วยความเมตตาล้วนๆ กิเลสไม่มาแฝงเลย

ให้ทราบเสียว่ากิเลสมันหมดมันเบาไปขนาดไหน เราลองดูเวลาสิ่งภายนอกมากระทบใจ ใจเป็นยังไง ถ้ายังมีกิเลสมากน้อยมันจะแสดงตามส่วนของมัน ทีนี้เอาเสียให้หมดจริงๆ กิเลสไม่มีเหลือในใจเลย มันจะฟ้าดินถล่มตายก็ตายไปเฉยๆ กิเลสที่ว่าโกรธโมโหโทโสไม่มี นั่นจึงเรียกว่ามันสิ้น เข้าใจไหมล่ะ คือหาที่ไหนก็ไม่เจอจึงเรียกว่าสิ้น ถ้ายังหาเจออยู่ก็ไม่เรียกว่าสิ้นได้ละ นั่นละจิตที่มันสิ้นแล้วหาอะไรก็ไม่หา เหมือนฟ้าดินถล่มเวลาท่านเทศนาว่าการ อย่างพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้เหมือนฟ้าดินถล่ม มีแต่ธรรมล้วนๆ นะนั่น เด็ดเท่าไรๆ มีแต่ธรรมทั้งนั้นออกล้วนๆ เลยเทียว นั่นละพลังของธรรมออก

เวลาอยู่กับท่านนานๆ เราก็ปรับตัวของเราตลอดภาวนาตลอด ก็ค่อยเข้าอกเข้าใจ เข้าใจไปจนกระทั่งถึงว่าท่านจะเด็ดขนาดไหนดุเดือดขนาดไหน เป็นเรื่องอำนาจของธรรมออกทั้งนั้น ไม่มีกิเลสตัวโมโหโทโสเคียดแค้น มีแต่พลังของธรรมพุ่งๆ เลย นั่นละใจบริสุทธิ์อะไรออกไปก็บริสุทธิ์หมด ถึงกิริยาท่าทางจะแสดงอาการอย่างไรออกไปจากใจก็เป็นความบริสุทธิ์เหมือนใจ นั่นเป็นอย่างนั้น ถ้าใจมัวหมองมากน้อยมันก็ส่ออยู่ในนั้นแหละ ถ้าใจบริสุทธิ์เสียโดยสิ้นเชิงไม่มีอะไรเหลือ จะแสดงอาการอะไรก็สักแต่ว่าเป็นเครื่องมือของธรรมไปเท่านั้น จะเด็ดจะเดี่ยวเหมือนอย่างเขาไสกบก็ไส ฟันโป๊กๆ ก็ฟัน แต่เพื่อประโยชน์แก่สิ่งที่เขาทำใช่ไหม ไสกบไม้นี้ก็เพื่อประโยชน์กับไม้อันนี้ ฟันโป๊กๆ ก็เพื่อประโยชน์กับไม้อันนี้ อันนี้การแนะนำสั่งสอนก็เหมือนกันเลย วันนี้พูดมากไม่ไหว มันมากระทบกระเทือนหู หูอื้อ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก