สมมุติเป็นเครื่องขวางใจ
วันที่ 17 สิงหาคม 2549 เวลา 8:10 น. ความยาว 45 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

สมมุติเป็นเครื่องขวางใจ

         หนองบัวระเหวนี่ห่างจากชัยภูมิไปทางด้านตะวันตก ๓๓ กิโล คือที่นี่กันดารๆ ที่เราไปซอกแซกๆ ไปหาที่กันดารๆ ถ้าใกล้ถนนหนทางผ่านไปมาเกี่ยวข้องกับตลาดลาดเลพอสมควรแล้วเราไม่ค่อยไป เราจะไปที่ซอกแซกๆ อย่างหนองบัวระเหวนี้ก็อยู่ลึก เราไป ถึงดูเหมือนเที่ยงพอดี ได้โทรไปบอกเขา ออกจากนี้ดูเหมือน ๙ โมงเช้า กะว่าไปถึงหนองบัวระเหวน่าจะอยู่ในย่านเที่ยง ก็พอดีเที่ยง ไปนี้ยังไม่แล้วนะ ไปตระเวนเอาของตามตลาด หากเป็นอย่างนั้น

เราไปไหนเหมือนพ่อครัวแม่ครัวนะ ไม่ได้เหมือนครูเหมือนอาจารย์ ถ้าไปเป็นอย่างนั้นแหละ มันเป็นอยู่ในจิตคืออำนาจแห่งความเมตตา ไปไหนอันนั้นก็ดีอันนี้ก็ดี จนกระทั่งเขาบอกรถเต็มแล้ว ไม่มีที่ใส่ มีแต่ดีหมด กว่าจะไปโน้นก็จอดที่นั่นที่นี่ ผ่านเขาสวนกวางก็ไปเอาไก่หกเจ็ดสิบตัว ไปที่ไหนมองดูแล้วสั่งเขาไว้ตามสายทาง ถ้าเห็นผลหมากรากไม้ดีๆ ตรงไหนให้จอดรถซื้อเอาถ้ารถเรามีที่ใส่ เรื่องหนักคงไม่หนักเท่าไรนัก รถเราดี มั่นคง ไปจอดนั้นจอดนี้ไปเรื่อย แต่ขากลับมาพุ่งทีเดียวไม่จอดที่ไหนเลย แต่ไปนี้จอดตลอดๆ แปลกอยู่นะ เป็นเหมือนพ่อครัวแม่ครัวละ ไปที่ไหนอันนั้นก็ดีอันนี้ก็ดี แต่ไม่ลงรถ สั่งอยู่ภายในนั่น จนคนรถเขาจะตายเขาวิ่ง เราสั่งอยู่ภายใน ตาสอดออกไปสั่ง

ดูเหมือนเที่ยงพอดีถึงหนองบัวระเหว แต่ดูว่าคนรถเขาโทรไปบอกแล้ว พอเราไปถึงเห็นเขาจัดที่นั่งที่อะไรไว้เรียบร้อย เราไปเราก็ไม่ลง เขาจัดเก้าอ้งเก้าอี้ปูเสื่อปูอะไรไว้เราไม่ลง ให้เขาขนของลง เต็มรถนะไม่ว่าคันไหนๆ ต้องเต็มรถๆ พอไปถึงเขาก็รุมเข้ามาให้เราลง เราไม่ลง ไม่ลงละ โรงพยาบาลสู้รถไม่ได้ สู้ไม่ได้ยังไง ก็จะลงไปโรงพยาบาลมันต้องขึ้นต้องลงมันลำบาก เข้าใจไหม เรานั่งอยู่ในรถไม่ต้องขึ้นต้องลง สู้อันนี้ไม่ได้ แต่เราไม่บอก เราบอกเป็นปัญหาหรือตลก ไม่ลงละ โรงพยาบาลสู้รถเราไม่ได้ บางทีเขาก็มองดูหน้า เราก็เฉย บทเวลาจะทำทำได้ทุกแบบ

ถ้านั่งปั๊บลงไปเขารุมเข้ามานี่ก็บอกว่า เวลานี้ปิดงานแล้วอย่ามายุ่ง คือมันจ่อเข้ามาจะถามเรื่องนั้นเรื่องนี้ เราบอกปิดงานแล้ว ปิดปากไม่ทำงาน อย่ายุ่งเดี๋ยวจะฟาดปาก ไปที่ไหนมันหากเป็น พวกโรงพยาบาลรู้ทั้งนั้น ขนของลงตูมตามๆ แล้วมาเลย ดูเหมือน ๒ ชั่วโมง ๔๕ นาที ไกลอยู่นะ รถวิ่งนี่เราดูเข็มไมล์ถ้าทางดีๆ แล้วเห็นรถวิ่งพุ่งๆ มองดูเข็มไมล์ ๑๔๐ ก็มี ๑๓๐-๑๔๐ รถวิ่งเร็ว แต่เขาขับรถดี ทางก็สะดวกตรงแน่ว ไม่มีอะไรที่น่าระวัง มักจะถึง ๑๔๐  ,๑๒๐ เลยกลายเป็นพื้นไปเสีย นี่ก็ ๒ ชั่วโมง ๔๐ นาทีจากหนองบัวระเหวมา ไม่ใช่อะไร เพราะอำนาจความเมตตาสงสาร มันเป็นของมันอยู่ในๆ ลึกๆ ไม่ได้มาเป็นอยู่ข้างนอก กิริยานอกใครมองเข้ามาไม่ได้ กิริยาภายนอกจะตีปากเขา แต่ภายในมันไม่เป็น เขาก็รู้ละซิ มาก็ว่ากำลังปิดงาน ปิดปาก ไม่พูดอะไรอย่ามาถาม เดี๋ยวตีปากเอานะ

ก่อนจะไปก็พูดแล้วนี่ พูดนี้ก็ออกทั่วประเทศไทยเสียด้วย ออกจากนี้ไปก็จะไม่พูดอะไรอีก มันเหนื่อยพอแล้ว จึงบอกว่าปิดงาน ปิดปากไม่พูด ใครไม่อยากปากแตกอย่ามาถาม เดี๋ยวฟาดปากเอา เมื่อวานให้เขาเพียงสองหมื่น บางโรงเขาก็เอาเงินมาบริจาค พอเราไปจอดปั๊บเขาก็นำเงินมาบริจาคๆ เอาจริงเอาจังด้วยนะ เอามาๆ มีเท่าไรขนมา ไม่มีเงินตั้งแต่เช้าจนกระทั่งป่านนี้ เอามาๆ ให้อิ่มท้องเสียหน่อย คือมันหิวเงิน เหมือนจะเอาจริงเอาจังกับเงิน ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งป่านนี้หิวเงินจะตายแล้ว เอามาๆ

เขาก็ใส่ถาดปุ๊บปั๊บๆ พอเสร็จแล้วก็ยื่นให้โรงพยาบาลไป เราไปเงียบ อย่างภูเขียวนี่ก็เหมือนกัน รุมเข้ามา พอเต็มถาดแล้วก็เอาของเราใส่ปั๊วะเต็มนั้น ไปไม่ต้องนับ ไปนับเอง ออกแล้วไปเลย ทีแรกเอาจริงเอาจัง เอามากำลังหิวเงินตั้งแต่เมื่อเช้า ถ้าเป็นหิวข้าวมันจะตายนะคน หิวเงินก็เหมือนกัน เอามาๆ เขาเลยใส่ถาด คนนั้นใส่มาคนนี้ใส่มา พอเสร็จแล้วเอาเงินเราใส่ตูมตามๆ ให้พยาบาลไปนับเอง เราไปละ ไปเลย

สงสารทางโรงพยาบาล ขาดแคลนจริงๆ เขาบอกเดือนหนึ่งๆ แต่ละโรงๆ ต่างกัน หมื่นนึงนี้ไม่ค่อยต่ำแหละ หมื่นกว่าๆ สองหมื่นขึ้นสามหมื่น นี่หมายถึงโรงพยาบาลตามอำเภอจ่าย เพราะฉะนั้นเราจึงได้ให้เขาเฉลี่ยให้โรงละสองหมื่นๆ ไปเลย สูงบ้างต่ำบ้างไม่เป็นไร เฉลี่ยเอาตรงกลางให้สองหมื่นเพราะเป็นโรงพยาบาลอำเภอ โรงพยาบาลอำเภอบางแห่งก็ใช้มากจ่ายมาก เช่นบึงกาฬอย่างนี้ของเล่นเมื่อไร ภูเขียว หมอตั้งสิบกว่าคน บึงกาฬหมอตั้งสิบคน ฝั่งลาวยังข้ามมาอีกมาโรงพยาบาลบึงกาฬ ทางโน้นข้ามมาทางนี้ จ่ายมาก

ที่เราจะหวังอะไรไม่มีนะ แต่การทำหากทำอย่างนี้แหละ คืออำนาจความเมตตามันครอบไปหมดเลย จะหวังอะไรจากความเมตตานี้จริงๆ ก็ไม่เห็นมี มีแต่ความเมตตาสงสาร ให้ๆ ไปเรื่อย เจ้าของจะหวังเอาอะไรไม่เห็นมี ไม่หวัง จะว่ามันอิ่มตัวพอแล้วโดยหลักธรรมชาติก็ไม่ผิด เพราะไม่ต้องการอะไรนี่สามโลกธาตุนี้ นั่นละเวลามันพอ พอจริงๆ ธรรมะไม่เหมือนกิเลส กิเลสได้เท่าไรไม่พอ ได้เท่าไรไม่พอๆ ท้องจะระเบิดก็ระเบิดไป ไม่ได้เสียดายท้องเท่าความอยากที่ให้ได้มาๆ นี่ละอำนาจของกิเลส ได้เท่าไรไม่พอ ถ้าธรรมแล้วพอเป็นลำดับ เป็นลำดับของธรรม ขั้นสมาธินี้ก็พอ สงบร่มเย็น ไม่ดีดไม่ดิ้นไปไหน สงบเย็น

เพราะฉะนั้นผู้ภาวนาถ้ามีสมาธิดีๆ แน่นหนามั่นคงแล้ว เรียกว่าได้ฐานสมาธิแล้วจึงติดสมาธิ คือมันไม่อยากออก ความคิดความปรุงนี้ธรรมดาที่จิตยังไม่สงบ ไม่ได้คิดได้ปรุงเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ไม่ได้ มันกวนใจ ต้องคิดต้องปรุงยุ่งเหยิงวุ่นวายตลอด พุ่งๆ ความคิด อำนาจของสมุทัยคือกิเลสมันดันออกให้คิดให้ปรุง ทีนี้พอสมาธิระงับลงแล้วมันสงบเย็น คือน้ำดับไฟ สงบ เวลามันสงบมากเข้าๆ เลยความคิดนี้กวนใจ ไม่อยากคิดอะไรเลย ยิบแย็บขึ้นมาก็กวนใจ กวนความสงบแน่วอยู่นั้น จนกระทั่งว่านี่ละนิพพานอยู่ตรงนี้ เราเป็นแล้วนะ เวลามันสงบมากๆ นี้ ไอ้ที่แน่วอยู่เป็นอารมณ์อันเดียวเรียกว่าเอกัคคตาจิต-เอกัคคตารมณ์ มีอารมณ์อันเดียวแต่ผู้รู้เท่านั้น นั่นติด นั่งอยู่สักกี่ชั่วโมง เพลิน โลกอันนี้ไม่มีอะไร เหลือแต่ความรู้ที่แน่วอยู่นั้น ติดแล้วนั่นติดสมาธิ มันพอของมันเป็นระยะๆ

ออกจากสมาธิทางด้านปัญญา เอา เพลินทางด้านปัญญา เพลินแก้กิเลส นี่ละการเพลินแก้กิเลส เห็นประจักษ์กับนักภาวนา ความเพียรในธรรมทั้งหลายนี้ไปขึ้นอยู่กับภาวนา ความเพียรธรรมดาๆ ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง เราเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนานี้สงบร่มเย็น สงบร่มเย็นธรรมดาๆ ถ้าให้มันสงบแน่วจริง ๆ แล้วไม่ธรรมดา นั่งกี่ชั่วโมงก็ไม่สนใจกับอะไร คือมีอันเดียวเท่านั้น แน่ว ไม่มีสองกับอะไร นี่จิตเป็นสมาธิที่แน่นหนามั่นคง จากนั้นก็ติด ถ้าไม่มีปัญญามาดึงออกไม่ออก เราก็พ่อแม่ครูอาจารย์ดึงออก ตีตกเขียง เรามันสมาธิหมูขึ้นเขียง ท่านมาตีตกเขียงยังเถียงท่านว้อๆ เรายังไม่ลืมนะ

บทเวลาท่านจะเอาของเล่นเมื่อไร ท่านถามเรื่อย เป็นไงท่านมหาจิตสงบดีอยู่เหรอ บอกสงบดีอยู่ ท่านก็นิ่งไป ไม่รู้จะมาเมื่อไร จะมาไม้ไหนไม่รู้นะ สงบดีอยู่เรื่อยๆ บทถึงขั้นจะเอา เป็นไงท่านมหาสงบดีอยู่เหรอ สงบดีอยู่ ท่านจะนอนตายอยู่นั่นเหรอ ขึ้นเลยเปรี้ยงๆ สมาธิเหมือนหมูขึ้นเขียง ว่าอย่างนั้นละ ใส่เปรี้ยงๆ ยกทิ้งหมดเลยสมาธิ ให้หาใหม่ ท่านรู้ไหมว่าสมาธิทั้งแท่งเป็นสมุทัยทั้งแท่ง ท่านรู้ไหม ท่านปัดสมาธิออกหมด ให้หาด้วยปัญญา ท่านลึกซึ้งกว่านั้น เราได้แค่นี้ เอาเถียงท่าน ถ้าว่าสมาธิเป็นสมุทัยแล้ว สัมมาสมาธิจะให้เดินทางไหน ขึ้นแล้ว เถียงท่าน ท่านก็ใส่อีก

ออกมายังมางงตัวเองนะ ก็เรามามอบกายถวายตัวต่อท่านเต็มเม็ดเต็มหน่วยตั้งแต่มาถึง แล้ววันนี้มาขึ้นต่อสู้กับท่านเหมือนมวยแชมเปี้ยนได้ยังไง แต่เจตนามันไม่มีแหละไอ้เรื่องแพ้เรื่องชนะ คือเราก็มีความจริงอันหนึ่งมันก็เอา แม้แต่ปูยังยกก้ามมันขึ้นใช่ไหมล่ะ จะไปเหยียบปูไม่ได้นะมันยกก้ามมันขึ้น อันนี้มันก็ยกก้ามมันขึ้น มีแต่ก้ามมันก็ยกขึ้น ท่านก็ใส่เปรี้ยงๆ นี่เวลามันเถียงก็เถียง แต่เถียงนั้นเถียงหาความจริง มันไม่มีคำว่าแพ้ชนะละ ก็มอบท่านทุกอย่างแล้ว แต่หาความจริงในระหว่างการดำเนิน ถ้าลงแล้วมันเป็นอย่างนั้นนะนิสัยเรา ถ้าลงแล้วลงจริงๆ ถ้าไม่ลง ไม่ลง เพราะฉะนั้นจึงได้ถกเถียงกับท่าน

จนกระทั่งว่าครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ที่เป็นลูกศิษย์ของท่านมาดั้งเดิมแต่ก่อนนั้น มีองค์ไหนบ้างที่หัวแข็งเหมือนเรา บอกว่าไม่มี มีเรา พระที่ท่านทราบว่าไม่มี มีแต่เราซัดกันเรื่อยๆ กับท่าน คือหาความจริง คำว่ากล้าว่ากลัวมันไม่สนใจยิ่งกว่าความจริงที่ต้องการ เอาตรงนั้นนะ ใส่เปรี้ยงๆ ท่านใส่เรา อู๊ย หน้าผากแตกทุกที ถ้าหน้าผากแตกละหมอบด้วย หน้าผากแตกแล้วยังไม่แล้วหมอบราบ ยอม ทีนี้เอาละ เป็นอย่างนั้น

ออกทางด้านปัญญาก็เอาอีก มันผาดโผนนะเรา ท่านลากออกจากสมาธิ ออกทางด้านปัญญา ปัญญาต่างหากแก้กิเลส สมาธิไม่ได้แก้กิเลสนะ ท่านจะนอนตายอยู่นั่นเหรอ ท่านไม่เอาธรรมดานะ คือที่ว่าพูดอย่างนี้จะว่าท่านพูดหยาบโลนไม่มีนะ ความเด็ดของธรรมให้ถึงกับความจริง ถ้ามันถึงใจแล้วมันถอยละ เราถ้าถึงใจยอมเลย นั่น ถ้าไม่ถึงมันซัดกันอยู่นั้นนะ เพราะฉะนั้นท่านกับเราจึงไม่เคยพูดธรรมดา ท่านรู้นิสัย

ถ้าพูดธรรมดานี้เหมือนพ่อแม่กับลูก ท่านกับเราเหมือนพ่อกับลูก อยู่ธรรมดาเหมือนพ่อกับลูก พอหันธรรมะเปรี้ยงทันทีเลย ท่านไม่มีอ่อน ไม่ว่าที่ใดเหมือนกันหมดเลย ถ้าพูดธรรมะกับเราจะไม่มีอ่อน เปรี้ยงๆ เลย ทางนี้ก็ซัด มันก็พอดีกันกับทางนี้ก็หัวดื้อ ดื้อหาเหตุหาผล ถ้ามันไม่ลงไม่ลงจริงๆ นะจิต คาราคาซังอย่างนั้นละ สะเทินน้ำสะเทินบก จะลงไหนมันก็ลงไม่ได้ ร่อนไปร่อนมา ถ้าลงใจปั๊บนี้ผึงเลยทันที มอบหมดๆ เป็นอย่างนั้น

ท่านรู้นิสัย นิสัยมันผาดโผน หาความจริงความจัง มีแต่ท่านทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจึงเทิดทูนสุดหัวใจเลยพ่อแม่ครูจารย์มั่น ตั้งแต่ขั้นสมาธินี้ไป ท่านก็ซัดไล่หมูลงเขียง ถึงขั้นปัญญาก็มันหลงสังขาร นั่นเห็นไหมล่ะ คือเวลามันออกทางปัญญามันไม่นอน ทั้งวันทั้งคืนมันไม่นอน มันนอนไม่หลับ มันหมุนกันอยู่ตลอดเวลา มีแต่ร่างกายนอน แต่จิตระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่บนหัวใจนี้มันไม่ได้นอน มันหมุนติ้วๆ ซัดกัน สุดท้ายก็ลุกขึ้นมา นั่งก็ฟัด เดินก็ฟัด สุดท้ายแจ้ง ถึงขั้นมันออกแล้วเป็นอย่างนั้น

นี่ถอดออกมาจากจิตตภาวนา เป็นความจริง ความเพียรนี้เวลาถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัติแล้วเพียรนี้ไม่มี จะมีแต่ว่าเพียรเพื่อพ้นทุกข์เท่านั้น แต่เพียรระหว่างทางไม่มี ได้รั้งเอาไว้ๆ มันหมุนของมันตลอดเวลา เดินจงกรมแต่ก่อนเราก็เห็นในตำรามี พระโสณะท่านเดินจงกรม มีความเพียรกล้า เดินจงกรมฝ่าเท้าแตก ในตำราเราก็ฟังไป จะลงความเชื่อก็ไม่เห็นลง จะไม่เชื่อก็ไม่ใช่ อยู่ธรรมดา มันยังไม่ปักลึก มันยังไม่เอาจริงเอาจัง แต่พอก้าวถึงขั้นสติปัญญาอัตโนมัตินี้แล้ว นี่ลงแล้วนะ ที่ว่าฝ่าเท้าแตก ไม่แตกได้ยังไง ลงทางจงกรมเมื่อไรไม่มีเวล่ำเวลา เช้าสายบ่ายเย็นไม่มีเลย เดินอยู่อย่างนั้นตลอด กลางคืนเหมือนกัน กลางวันเหมือนกัน มันจะไม่แตกได้ยังไงฝ่าเท้า ก็เดินอยู่ตลอด

ทีนี้ลงแล้ว มันลงตอนเจ้าของเป็น แต่เจ้าของไม่ฝ่าเท้าแตก หากเป็นพยานกัน เวลามาพักฝ่าเท้านี้มันออกร้อนเหมือนไฟลนนะ ออกร้อนหมดเลย โอ๊ะ ฝ่าเท้าเราแตกเหรอ ก็จับเท้ามาดูจริงๆ เอาเท้ามาดูก็ไม่เห็นมันแตก พอลูบฝ่าเท้า โห มันเสียว ทั้งเจ็บทั้งเสียว มันกำลังจะทะลุถึงเนื้อ คือหนังมันบางพอแล้ว คำว่าแตกไม่ได้แตกนี้นะ มันทะลุเข้าไปถึงเนื้อ ท่านเรียกฝ่าเท้าแตก นี้เราก็ยังไม่ถึง พอลูบนี้มันเสียวๆ โอ้ นี่ฝ่าเท้ามันจะแตกนะนี่ ลงแล้วลงพระโสณะ ท่านเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก

ไม่แตกได้ยังไง ถ้าลงได้ลงทางจงกรมแล้วกี่ชั่วโมงไม่เคยสนใจ ไม่มีอะไรเข้ามายุ่งได้เลย มีแต่กิเลสกับธรรมฟัดกันบนหัวใจ เดินจงกรมนี่ตาฝ้าตาฟาง เดินซุ่มซ่ามๆ ชนป่าโครม เอ้าออกมา คือตามันมืดหมด จิตมันไม่ออกไปทางตา มันหมุนอยู่ภายใน ทีนี้เวลาเดินไปซุ่มซ่ามๆ เข้าป่าโครมคราม เอา เข้าป่าถอยออกมา คนเขาเห็นเขาจะว่าบ้านะ ความจริงคือกิเลสกับธรรมฟัดกันอยู่ภายใน เลยกลายเป็นหูนหนวกตาบอด ไปที่ไหนมันตาฝ้าตาฟางไปหมด คือจิตมันหมุนอยู่ภายใน

นี่ละความเพียรอัตโนมัติที่จะฆ่ากิเลสให้ม้วนเสื่อเป็นอย่างนั้น ไม่มีถอย ถึงขั้นนี้แล้วถอยไม่ได้เลย ตายก็คอขาดไปตามๆ กัน ให้ถอยไม่มี จิตถึงขั้นนี้ที่เรียกว่าความเพียรอัตโนมัติ จากนั้นเป็นมหาสติ-มหาปัญญา ยิ่งเลยทีเดียว มันจะตายจริงๆ ก็ต้องพักสมาธิ ต้องหักเข้ามาพักด้วยพุทโธ เราไม่ลืมนะ บังคับให้มันพักสมาธิเฉยๆ ทั้งๆ ที่สมาธิก็ชำนาญเสียพอ แต่เวลาจะบังคับเข้ามาพักสมาธินี้กำลังของปัญญาแรงกว่า มันดึงออกทางด้านปัญญา มันไม่ยอมให้พัก เห็นว่ามาพักนี้ไม่ใช่แก้กิเลส ปัญญาต่างหากแก้กิเลส มันก็หมุนทางด้านปัญญา ต้องได้เอาพุทโธมาบังคับ

พุทโธนี้ถี่ยิบ คำว่าเผลอมันพูดไม่ได้นะสติปัญญาขั้นนี้ แต่พอรามือนิดหน่อย พอสติอ่อนปั๊บมันจะวิ่งถึงปัญญาทันที ปัญญาออกทางนั้น ต้องได้เข้มแข็งต่อคำบริกรรมพุทโธๆ เข้มแข็ง แล้วก็แน่วลง จิตเข้าสมาธิหยุดกึ๊กเลย งานการที่หมุนติ้วอยู่ทางด้านปัญญาหยุดหมด มีแต่สมาธิแน่ว เหมือนถอดเสี้ยนถอดหนามนะ สงบเย็น ได้กำลังเสียก่อน บังคับไว้นั้น ไม่งั้นมันจะออกทางด้านปัญญา กำลังทางด้านปัญญายังหนักมากกว่ากำลังสมาธินะ แม้จะมีความสุขความสบายขนาดไหนยังสู้ความเพลินทางปัญญาไม่ได้

ทีนี้พอปล่อยพับนี้ผึงเลยเชียว เหมือนกับมีดได้ลับหินแล้ว คนมีกำลังวังชาแล้ว  ไม้ชิ้นนั้นแหละฟันนี้ขาดสะบั้นไปเลย แต่ก่อนไม่ทราบเอาทางสันทางคมลง แต่เวลามันมีกำลังพอแล้วใส่ฉับๆ ขาดสะบั้นๆ ท่านจึงสอนให้พักสมาธิ ถึงไม่ได้งานก็ต้องพัก เพื่อเอากำลังทางสมาธิออกทางด้านปัญญา เมื่อมันเดินผ่านมาแล้วมันก็รู้เอง เอาจนทะลุเลย มันหมุนของมันอยู่ตลอดเวลานี้จนเกิดความรำคาญเหมือนกันนะ โห นี่เราคิดไว้แต่ก่อนเวลาจิตล้มลุกคลุกคลาน ภาวนาไม่ได้เรื่องได้ราว เราก็ปลอบโยนตนเองว่า เอา พยายามไปเสียก่อนเถอะ เวลามีกำลังวังชาแล้วมันจะค่อยเป็นค่อยไป ราบรื่นไปเรื่อยๆ

ทีนี้ความเป็นจริงกับความคาดคะเนไม่ได้เหมือนกัน บทเวลาถึงขั้นได้สติปัญญาแล้วมันยิ่งไปใหญ่เลย ว่ามันจะสบาย มันสบายอะไรมันไม่นอนทั้งวันทั้งคืน มันสบายอะไรอย่างนั้น จนกระทั่งกิเลสขาดสะบั้นลงไปหมดโดยสิ้นเชิงไม่มีสิ่งใดเหลือ ดังที่เราเคยว่า แต่ไม่สำคัญนะว่าเฉยๆ ตอนนั้นกิเลสมันว่าง สติปัญญาคุ้ยเขี่ยหาที่ไหนก็ไม่เจอ มันว่างไปหมดเลย หือ มันไม่ใช่เป็นพระอรหันต์น้อยๆ ขึ้นมาแล้วเหรอ ว่าเฉยๆ ยังไม่ได้สำคัญตนว่าเป็นอรหันต์แหละ คือมันว่างก็ว่าเอาตอนมันว่าง สักเดี๋ยวกิเลสโผล่ขึ้นมาก็ซัดอีกๆ

จนกระทั่งถึงขั้นมันม้วนเสื่อ พอมันขาดสะบั้นผางลงไปนี้ อรหันต์น้อยก็ไม่ถาม อรหันต์ใหญ่ก็ไม่ถาม ไปหมดทั้งสองเลย ไปด้วยกันเรียบเลย นั่นเวลามันตัดสินใจของมัน สนฺทิฏฺฐิโก ขั้นสุดท้ายผางทีเดียวหมดเลย ทีนี้ความเพียรที่หมุนตัวเป็นเกลียวไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืนนั้นมันยุติเองนะ ก็งานเสร็จแล้วจะไปทำอะไรอีกใช่ไหมล่ะ พองานเสร็จมันก็ปล่อยมือ ทำงานทำการอะไรมันก็ปล่อยมือ อันนี้พองานเสร็จมันก็รู้เองปล่อยมือพรึบ ว่างที่นี่ว่างหมดเลย ไม่มีอะไรละที่นี่มาขวางใจ ขึ้นชื่อว่าสมมุติเป็นเครื่องขวางใจ สมมุติคือกิเลส กิเลสนั้นแหละเป็นตัวสมมุติโดยแท้ ละเอียดขนาดไหนก็เป็นก้างขวางคออยู่นั้นละ พออันนี้ม้วนไปหมดแล้วไม่มีอะไรมาขวาง ขึ้นชื่อว่าสมมุติทั่วแดนโลกธาตุไม่มีเข้ามาขวางใจ ที่ขวางใจก็คือกิเลสนั้นแหละ เท่านั้นแหละ ปฏิบัติซิ

นี่พูดอย่างสดๆ ร้อนๆ ให้ผู้ฟังทั้งหลายฟัง ออกมาสดๆ ร้อนๆ ไม่ได้ลูบคลำเฉยๆ อ่านจากตำรับตำราแล้วก็มาลูบคลำพูดกันไปๆ ไม่ ว่างั้นเลย เวลามาปฏิบัติมันรู้จริงเห็นจริงมันเป็นสมบัติของตัวเป็นลำดับ ภาคปฏิบัติรู้เห็นอะไรเป็นสมบัติของตัวเป็นลำดับ แต่การจำมานี้ไม่เป็นสมบัติ มีแต่ความจำมันหลงลืมไปได้ แต่ถ้าธรรมชาติที่เราปฏิบัติมันรู้เห็นขึ้นมานี้เป็นสมบัติของตนด้วยๆ ละกิเลสไปเรื่อยด้วย เป็นอย่างนั้นมันมาเป็นในใจแล้วจะไปถามใคร มันก็ชัด พูดออกมาอย่างฉะฉานไม่มีคำว่าสะทกสะท้านว่าจะผิดไป

เรานี่รู้สึกจะพิสดารอยู่นะถ้าพูดถึงเรื่องปัญญาก็ดี ปัญญานี่พิสดารมากทีเดียว ไม่หลับไม่นอนๆ จนพ่อแม่ครูจารย์มั่นรั้งเอาไว้ๆ ส่วนมากมีแต่ท่านรั้งเอาไว้ คือมันผาดโผน ท่านรู้นิสัยผาดโผน เช่นเรานั่งสมาธิตลอดรุ่งๆ ท่านก็รั้งเอาไว้ ดังที่เราเคยพูดสารถีฝึกม้า พอขึ้นไปกราบปั๊บๆ ท่านยกขึ้นมาแล้ว ม้าตัวไหนที่มันคึกมันคะนองมาก ไม่ฟังเสียงการฝึกฝนของเจ้าของแล้วเขาต้องฝึกทรมานเอาอย่างหนัก ไม่ควรกินหญ้าไม่ให้มันกิน ไม่ควรกินน้ำไม่ให้กิน แต่การฝึกฝึกอย่างหนัก นั่นท่านว่า เอาจนกระทั่งม้านี้ลดพยศลงๆ การฝึกเขาก็ลดลงๆ จนกระทั่งม้านี้ใช้การใช้งานได้แล้ว การฝึกอย่างนั้นเขาก็ยุติไป เพียงเท่านั้นละท่านพูด

แต่เราเข้าใจแล้วท่านพูด มันเสียดายดังที่ว่าละ ไอ้หมาตัวนี้มันฝึกยังไง อยากให้ท่านว่าอย่างนั้นมันถึงไม่รู้จักประมาณ ก้นแตกมันยังไม่รู้ ท่านพูดเท่านั้นละ เรียกว่าท่านรั้งเอาไว้ ถ้านั่งนั่งตลอด เอาจริงเอาจังมาก พอท่านพูดอย่างนั้น หยุด เราไม่เคยนั่งตลอดรุ่งอีกนะ นี่ยอมรับท่านแล้วนั่น พอท่านพูดอย่างนั้นจิตของเรานี่ก็เหมือนม้า การฝึกทรมานก็สติปัญญาฝึกทรมาน ทีนี้เวลาจิตของเรามีความละเอียดเข้าไปโดยลำดับไม่ดื้อด้านไม่คึกไม่คะนองมาก การฝึกทรมานก็ต้องลดลงตามส่วนๆ ถูกต้อง พอท่านพูดอย่างนั้นมันก็เข้าถึงจิตเราปั๊บเลย

เรานี้พิสดารอยู่ แต่ก็ดีอย่างหนึ่งเวลาออกพูดอย่างนี้จะว่าติดหรือไม่ติดมันไม่สนใจนะ ก็มันเบิกกว้างมาพอแล้วตั้งแต่ปฏิบัติ คุ้ยเขี่ยขุดค้นเอาเสียจน เรียกว่ามันพิสดารมากผาดโผนมาก การใช้สติปัญญาอะไรๆ นี้ผาดโผนมากเชียว  เวลามาใช้นี่มันก็เป็นประโยชน์มากอยู่ การเทศนาว่าการไม่เคยคิดว่าจะอัดจะอั้นจะติดจะคาเรื่องการเทศนาว่าการ มันโล่งหมดโลกธาตุนี่ พูดให้ชัดๆ เสีย มันจะเอาอะไรมาติดว่างั้นเลย เหล่านั้นเป็นสมมุติ อันนี้เป็นวิมุตติผ่านไปหมดแล้ว มันจะไปติดอะไรล่ะ พูดให้มันชัดๆ อย่างนี้

เพราะฉะนั้นจึงว่าคำว่าติดว่าคาที่ไหนอย่ามาถาม ฟาดปากเอานะ ขอให้มีเหตุผลเข้ามาเถอะน่ะ เหตุผลเข้ามาที่ควรจะหนักเบานี้มันจะออกรับกันทันทีๆ เลย ถ้าไม่มีก็เหมือนไม่มี ถ้าไม่เกิดประโยชน์นี้แม้แต่ดึงออกก็ไม่ออก ครั้นจะพูดให้ฟังอะไรนี้ ตอบรับไปแล้วเป็นประโยชน์อะไรไม่เกิด ไม่เกิดก็เฉย ไม่ตอบ ถ้าควรจะออกนี้ ควรจะทุ่มมันพุ่งของมันเลย เอาละให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก