สติดีเท่าไรยิ่งตั้งรากตั้งฐานได้เร็ว
วันที่ 22 สิงหาคม 2549 เวลา 8:15 น. ความยาว 52.15 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

สติดีเท่าไรยิ่งตั้งรากตั้งฐานได้เร็ว

ก่อนจังหัน

พระภูวัวก็มากอยู่นะ ๓๖ แต่อาหารนี่แน่ใจว่าพอ เราจัดเผื่อตลอด บางทีพระท่านอยู่ข้างๆ เป็นแห่งละสององค์สามองค์มาติดต่อขอกันไป แจกกันไป คือเราส่งซอกแซกไม่ได้ รถไปได้เฉพาะๆ ปีนเขาไปไม่ได้ แต่ก็เคยติดต่อกันอยู่ตลอดพระแถวนั้น พระกรรมฐานท่านอยู่ซอกแซกตามนั้นละ เช่นอย่างภูวัวมีหลายแห่ง เป็นจุดๆ พระ อยู่แห่งละสององค์สามองค์สี่องค์ อาศัยชาวบ้านเขาสองสามหลังคาเรือนอยู่ บ้านเขาไปอยู่ก็แบบอดอยากขาดแคลน พระก็พอดี ไปอยู่กับเขาแห่งละสององค์บ้างสามองค์บ้าง

พระกรรมฐานผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมนี้ท่านอยู่สะดวกสบาย การอยู่การกินใช้สอยท่านไม่ได้เป็นอารมณ์ มีอะไรมาพอยังอัตภาพให้เป็นไปวันหนึ่งๆ เพื่อบำเพ็ญธรรม เรื่องธรรมท่านถือเป็นเรื่องใหญ่โตมาก จิตจ่ออยู่ตรงนั้น อะไรจะลำบากลำบนไม่ได้มาเป็นอุปสรรค จิตพุ่งๆ นั่นละนักภาวนา เห็นไหมพระพุทธเจ้าของเราเสด็จออกทรงผนวชเป็นพระเจ้าแผ่นดินเป็นยังไง ก็เหมือนเทวดาตกจากสวรรค์ลงนรกนั่นแหละ ท่านเป็นอารมณ์อะไร

เพราะฉะนั้นพวกเราปฏิบัติอย่าให้กิเลสมันเอาสิ่งต่างๆ ที่เคยหรูหราฟู่ฟ่ามาอวดธรรมนะ มาอยู่ที่นี่ไม่สบายๆ สู้บ้านเราไม่ได้ กิเลสมันอวด อะไรจะสู้ธรรมได้ในโลกนี้มันไม่คิดมันไม่ว่า ถ้าจะออกมาปฏิบัติธรรมมันเอากิเลสตัวหยาบๆ มาอวดว่าเป็นของดิบของดียิ่งกว่าธรรม พวกเราก็เซ่อได้ติดร่างแหมันไป ท่านผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมท่านไม่ได้ยุ่งกับสิ่งเหล่านี้ พอยังชีวิต นั่นฟังแต่ว่ายังอัตภาพให้เป็นไปวันหนึ่งๆ เรื่องใหญ่ของท่านมุ่งต่อธรรมเพื่อแดนพ้นทุกข์ๆ พุ่งๆ จิตใจกำลังของใจอยู่ที่นู่นนะ ไม่ได้อยู่ที่นี่ อยู่ที่ไหนกินอะไรอยู่ไปกินไป

นั่นละผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรม ท่านไม่ได้มากังวลกับอาหารการกินดีหรือไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ใช้ไม่ได้นะ นักปฏิบัติเรานี้เหมือนกัน อาหารไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ ตัวไม่ดีนั่นไม่ดู บกพร่องตรงนี้ กิเลสเปิดทางบกพร่องให้ตลอดเวลา หลงตามมันไม่มีเข็ดหลาบ ผู้ปฏิบัติธรรมท่านไม่ได้มายุ่งกับสิ่งเหล่านี้ ท่านอยู่ไหนท่านอยู่ได้อยู่ไปสบาย แต่จิตกับธรรมไม่ห่างจากกัน ติดแนบๆ นั่นละผู้ทรงมรรคทรงผลท่านทรงอย่างนั้น ท่านไม่มาเหลือเฟือกับวัตถุต่างๆ  อยู่ก็ดีนอนก็ดี อะไรมีแต่ดีหมด เรื่องกิเลสหมูขึ้นเขียงดีทั้งนั้น ถ้าเป็นกิเลสดีทั้งนั้น ถ้าเป็นธรรมแล้วไม่สนใจ ผู้มุ่งธรรมแล้วปัดออกหมดท่านไม่ได้มายุ่ง

เพราะฉะนั้นโลกสามโลกอย่าเอาอะไรมาแข่งธรรม ยิ่งให้เห็นจ้าในหัวใจนี้ก่อน มองไปที่ไหนมันดูได้เมื่อไร เหมือนกองมูตรกองคูถ เอา พูดให้ชัดเจนกับใจดวงที่เลิศเลอสว่างจ้าครอบโลกธาตุ นิพพานเที่ยงในหัวอกของพระอรหันต์เป็นอย่างนั้น จ้าอยู่งั้น ทีนี้พวกเราไม่เห็นก็ตะครุบพวกมูตรพวกคูถ อันนั้นดีอันนี้ดีอยู่งั้นเอาไปแข่งธรรม ประสามูตรคูถแข่งหาอะไร ก็รู้กันอยู่แล้วว่ามูตรคูถ

ให้พากันตั้งใจปฏิบัติดัดใจของตัวให้ดี ใจนี่เป็นสำคัญมาก ต้องได้ฝึกทรมานใจก่อนอื่น ถ้าใจลงแล้วอะไรลงหมดดีหมด ถ้าใจเลวเลวหมด ขอให้ใจดี ธรรมนี้จ่อลงที่ใจ ท่านจึงแสดงว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา ทุกสิ่งทุกอย่างรวมลงที่ใจ ดีชั่วประการใดๆ อยู่ที่ใจ เพราะฉะนั้นใจจึงต้องได้รับการอบรมให้เหมาะสมกับธรรม แล้วก็เหมาะสมกับสิ่งดีงามทั้งหลายนั่นแหละ

ให้ดูใจตัวเองนะ ธรรมพระพุทธเจ้าสอนจ่อลงที่หัวใจ ใจเป็นมหาเหตุ ไม่มีศาสนาใด ไม่ได้เหยียบย่ำทำลายดูถูกเหยียดหยามที่จะสอนจ่อลงที่หัวใจคือมหาเหตุ มีพุทธศาสนาเท่านั้นที่จ่อลงๆ จุดนี้ ควรจะนำมาจ่อลงหัวใจเราบ้าง นี่ไปจ่อแต่ที่อื่น จ่อที่นู่นจ่อที่นี่ ไปหาเกาในที่ไม่คัน หมาขี้เรื้อนเขาเกาที่คัน อันนี้ไปหาเกาดะไปเลย จะว่าเก่งกว่าหมาขี้เรื้อนหรือเลวกว่าหมาขี้เรื้อนไปเทียบเอา มันหาเกาในที่ไม่คันแหละพวกเรา เกานั้นเกานี้ ที่คันๆ ควรจะเกาไม่ยอมเกา จำให้ดีนะ

พวกนี้พวกหมาขี้เรื้อนสู้ไม่ได้ ไปที่ไหนเกาดะ หมาขี้เรื้อนเขาเกาเฉพาะที่คันๆ พวกนี้พวกเกาดะ อะไรๆ เกาดะไปหมด เข้าใจ ถ้าเป็นเรื่องกิเลสนี้ดีหมด นี่เรียกว่าเกาดะ เข้าใจ เอาละพอ ให้พร

พูดถึงเรื่องความอดอยากนี้ การอยู่ในป่าบำเพ็ญธรรมนี้อดอยากตลอดไป แต่อะไรที่สะดุดใจปั๊บมันก็ไม่ลืมนะ ที่ไม่ลืมเราจำได้ อีตานี่คนหนึ่ง คือเขาย้ายบ้านเก่าเขาออกมาอยู่ตีนเขา สี่ห้าครอบครัว เขาพึ่งย้ายออกมา เป็นทางด่านขึ้นเขา เขามาตั้งครอบครัวที่นี่ตั้งที่นั่น ๕ แห่ง พอดีเราลงมาจากภูเขามาบิณฑบาตกับ ๕ ครอบครัวนี้แหละ เครื่องครอบครัวของเขาเขาย้ายมากองไว้ๆ เป็นแห่งๆ เขาจะมาปลูกบ้านปลูกเรือนที่นั่น เราก็ไปบิณฑบาตอาศัยเขา

มีอีตาคนหนึ่งน่าขบขันนะ เราไปบิณฑบาตกับห้าบ้าน เขาใส่บาตรให้แล้วก็มา ครอบครัวของแกนี้อยู่สุดท้ายที่เราจะขึ้นเขา ท่านบิณฑบาตได้อะไรไหมล่ะ แกว่างั้น ไหนขอดูบาตร แกดีนะใจถึงด้วย ท่านบิณฑบาตได้อะไรไหมล่ะ ไหนขอดูบาตร แกก็มาจับดูบาตร ตาย ไม่ได้อะไรเลย แกร้องก้ากขึ้นเลย ไม่ได้อะไรเลย สูๆ ขึ้นเลย เอา ตำพริก แกบอกเด็กสองสามคนให้ตำพริก ใส่ปึ๊งปั๊งๆ  แล้วแกก็เอาทัพพีไปตักปลาร้าลงใส่ครกตำพริกผสมกัน ปลาร้าดิบเข้าใจไหม เขาไม่ได้คิดนี่นะ ใส่ปึ๊งปั๊งๆ แล้วก็ห่อ แกละมาใส่เอง วางปึ๊บลงไป เออ อย่างนี้ค่อยยังช่วหน่อย แกพูดเราไม่ลืมนะ อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย กินข้าวเปล่าๆ ได้ยังไงแกว่า แกดีใจ

แต่หารู้ไม่ว่าปลาร้าดิบ ก็ไม่มีฆราวาสใครจะไปทำให้สุกใช่ไหม เราอยู่บนถ้ำภูเขาก็รู้กันอยู่แล้ว เราเอาน้ำใจเขา เข้าใจไหม พอไปแล้วก็เอานี้ออกวางแล้วก็กินข้าวเปล่าๆ มันขบขัน อย่างนี้ละถ้าไม่ลืมมันก็ไม่ลืม เออ อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย แกดีใจมาก กินข้าวเปล่าๆ ได้เรื่องอะไร อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย ขบขันดี

หลังจังหัน

ที่ว่าอีตาคนที่มาขอดูบาตรนี้ คือเขาย้ายมาจากบ้านเก่าเขาจะมาปลูกบ้านใหม่ทางนี้ ดูเหมือนย้ายกันมาแล้ว ๕ ครอบครัว  ยกครอบครัวมาวางไว้เป็นย่าน เขาจะปลูกบ้านเขา เรามาจากภูเขา อยู่ถ้ำโน้น มาบิณฑบาตห้าหลังคาเรือน ไม่งั้นต้องไปไกล ดูเหมือนตั้ง ๕ กิโล แต่จากนี้ไปถึงถ้ำเราไม่ไกล ประมาณ ๓ กิโล ถ้าเข้าไปหมู่บ้านใหญ่ ๕ กิโล เขายกครอบครัวพวกหม้อไหไตถาดอะไร เอามากองเป็นกองๆ กองละครอบครัว เขาจะปลูกบ้านที่นั่น

เรามาบิณฑบาตใน ๕ ครอบครัวนี้ อีตานี่อยู่สุดท้าย แกให้ลูกมาใส่บาตร แกยืนอยู่นั้น ไหนบิณฑบาตได้อะไรบ้างไหมล่ะแกว่า ก็ดีอยู่นะ ใจถึงดี มาก็มาดูบาตร เอ๊ย ไม่ได้อะไรเลยร้องโก้กขึ้นเลย เอา สู รีบ เราขบขันดีตรงนี้แหละ รีบเอาพริกมาตำ เอาครกมาโขลกลงไป แล้วเอาทัพพีไปตักเอาปลาร้าในไหมาเทลงในครก  ปลาร้าก็ปลาร้าดิบ นิมนต์รอก่อน อู๊ย ทำกุลีกุจอคึกคักๆ เราเอาน้ำใจ เอา สูรีบ ใส่กึ๊กกั๊กๆ เอาพริกมาเทลงในครกแล้วตำ แล้วเอาทัพพีไปตักปลาร้าในไหมาเทลงด้วยกัน ตำโป๊กเป๊กๆ นิมนต์รอก่อน ว่างั้นนะ เราก็ยืนรอ

เขาเอาทัพพีตักปลาร้าดิบมาใส่ครกตำก็เห็นอยู่ คือตามหลักพระวินัยห้ามไม่ให้ฉันของดิบ ปลาร้าดิบ ให้ไปทำสุกเองก็ไม่ได้นะ ท่านปรับโทษ อันโตวุฏฐะ อันโตปักกะ สามปักกะ อันโตวุฏฐะ เก็บไว้ภายในห้องไม่ได้...พระ อันโตปักกะ พระทำให้สุกภายในไม่ได้ สามปักกะ พระทำเองก็ไม่ได้ ทั้งสามอย่างนี้ห้ามฉันทั้งนั้น นั่นพระวินัย นี่ก็เห็นแกตักปุ๊บปั๊บๆ โขลกลงกึ๊กกั๊กๆ เอาใบไม้มาห่อแล้วใส่บาตร เราก็ยืนข้างๆ ต้นเสา พอใส่เรียบร้อยแล้ว เราถือเอาน้ำใจ จะบอกให้เขาหุงหรือทำให้สุกได้ยังไงไปบิณฑบาต พอเขาใส่ปุ๊บลงไป เออ อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย นี่ละที่ขบขันดี กินข้าวเปล่าๆ กินได้ยังไงคนเรา

เรารู้แล้วมันดิบ พอไปถึงถ้ำแล้วก็เอาออกจากบาตร เราก็กินแต่ข้าวเปล่าๆ เอาน้ำใจเขา ไม่ลืม อย่างนั้นละสิ่งที่จะไม่ลืมมันก็ติดหูติดตามา เอามาพูดได้ ถ้าอะไรมันลืมก็ผ่านไปๆ เอ้อ อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย คือแกห่อใส่บาตรเรา เอ้อ อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย กินข้าวเปล่าๆ มันกินได้ลงคอเหรอ แกไม่รู้นะที่แกใส่บาตรมันเป็นยังไง เพราะแกไม่รู้พระวินัยของพระ เรารู้อยู่แล้วก็รอ คือเอาน้ำใจเขา พอไปก็เอาออก ก็เห็นกันอยู่แล้วจำเป็นอะไรจะต้องไปเปิดออกดู อย่างนั้นละมันหากติดตาจำได้ เอาน้ำใจเขา เขาดีใจมาก พอวางของใส่บาตร เออ อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย แกดีใจ กินข้าวเปล่าๆ มันกินได้ลงคอหรือคนน่ะ เราไปก็กินข้าวเปล่าๆ แหละ ลงคอหรือไม่ลงคอก็กินจะว่าไง ก็มันมีอย่างนั้น ขบขันดี

นั่นละพระท่านผู้มุ่งอรรถมุ่งธรรมจริงๆ ท่านจะไม่กังวลกับอาหารการขบการฉันอะไรเลย คือจิตใจท่านอยู่กับธรรม มุ่งต่อธรรม พอยังอัตภาพหรือชีวิตให้เป็นไปวันหนึ่งๆ เพื่อได้ปฏิบัติบำเพ็ญธรรมเท่านั้นละ ท่านจึงไม่เป็นอารมณ์กับอะไร ทีนี้ฉันข้าวเปล่าๆ มันก็ไม่ง่วงนะ ฉันข้าวเปล่าๆ มันจะฉันได้มากอะไร แล้วก็ไม่ง่วง เดินตัวเบา ถ้ามีกับ เป็นกับชนิดที่ว่าดีตามโลกสมมุตินิยม ง่วง ทำให้ง่วงเหงา กับธรรมดาไม่ค่อยง่วง แต่มีนิดหน่อย ถ้ามีแต่ข้าวเปล่าๆ ไม่มีง่วงเลย ฉันข้าวเปล่าๆ ไม่ง่วง เดินจงกรมตัวเบาเลย มีกับมีง่วงบ้าง แต่ถ้ากับเป็นผัดๆ มันๆนี้ ไม่ได้นะ ตัวง่วงใหญ่ ก็จะไปผัดๆ มันๆ ที่ไหนก็ในภูเขา เข้าใจไหม แต่ก็มีง่วงอยู่บ้างถ้ามีกับ ถ้ามีแต่ข้าวเปล่าๆ ไม่ง่วง เดินจงกรมตัวเบา นั่งภาวนานี้เป็นหัวตอเลย คือมันไม่ง่วงมันก็ตรงแน่ว

จิตนี้คือตัวยุ่งที่สุด ไม่มีใครสอนในโลกอันนี้ มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว เป็นปฐมมหาฤกษ์ว่าอย่างนั้น มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวตรัสรู้แล้วนำธรรมมาสอนโลก สอนลงที่จิตใจ นั่นละตัวมหาเหตุมหาภัยอยู่ที่ใจ สอนจ่อลงตรงนั้นเลย ขึ้น มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา สิ่งทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยใจ ดีชั่วขึ้นอยู่กับใจเท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้นจึงให้ดูที่ตรงนั้น ท่านสอนลงที่ใจ ทีนี้นักภาวนาให้ดูใจ ถ้าอยากจะรู้กองไฟเผาหัวอกตัวเองให้ภาวนา ตั้งสติลงดูที่ใจ มันจะแสดงเหมือนน้ำเดือดพุ่งๆ สติดู พอสติจ่อเข้าไปนี้มันเดือดไม่ได้ มันก็ลงๆ สติดีเท่าไรนี้สงบลง แน่ว

         สติจึงเป็นสำคัญ ดีเท่าไรยิ่งตั้งรากตั้งฐานได้เร็ว ท่านสอนเรื่องภาวนา คือกองไฟเผาหัวอกสัตว์โลกอยู่ที่หัวใจ สัตว์โลกเอามนุษย์นี้เป็นแนวหน้าละ ให้ดูหัวใจตัวเอง ความคิดความปรุงนี่มันอยู่ไม่ได้นะ มันอยากคิดอยากปรุง เหมือนน้ำเดือด เดือดพล่านๆ ความอยากคิดอยากปรุงมันก็เดือดของมันอย่างนั้น เมื่อระงับลงได้ด้วยภาวนา มีสติเป็นสำคัญ แล้วมันจะสงบ จากสงบเป็นสมถะคือความสงบแล้วก็เป็นสมาธิ สงบด้วยความตั้งมั่น สงบด้วย แน่นหนามั่นคงด้วย เรียกว่าจิตเป็นสมาธิ

ทีนี้เมื่อจิตเข้าถึงขั้นสมาธิคือความแน่นหนามั่นคงแล้ว ความคิดความปรุงนี้จะไม่เกิด แน่ว รำคาญไม่อยากคิด แต่ก่อนไม่ได้คิดไม่ได้ มันรำคาญ มันดันออกมาอยากคิดๆ พอจิตสงบแล้วเอาหินทับหญ้าลงไว้ ความคิดความปรุงไม่อยากคิดนะ คิดรำคาญ อยู่แน่วความรู้อันเดียว แน่ว อยู่สักกี่ชั่วโมงจะเอาอะไรมารำคาญ ก็มันมีอันเดียวรำคาญกับอะไร สงบแน่ว นั่นเรียกว่าจิตเป็นสมาธิ เมื่อเป็นสมาธิหนักเข้าๆแล้วความคิดปรุงนี้เป็นเรื่องกวนใจ ให้อยู่อย่างนั้นกี่ชั่วโมงก็อยู่ได้ นี่ละที่ว่าผู้ติดสมาธิ คือไม่อยากคิดอยากปรุง อยู่อย่างนั้นสบาย ทีนี้จะออกทางด้านปัญญาไม่ออก มันกวนใจ ให้แน่วอย่างนั้นสบายดี ทีนี้ก็เป็นหมูขึ้นเขียงละที่นี่ นี่ละที่ว่าผู้ติดสมาธิ

ก็ไม่ใช่ใครละเรานี่เอาออกมาพูดเลย พ่อแม่ครูจารย์ตีหน้าผากเอา ถาม เป็นอย่างไรท่านมหาใจสงบดีเหรอ สงบดีอยู่ เราก็บอกสงบดี เราไม่รู้ว่าท่านจะมาไม้ไหนละซี  ก็บอกสงบดี ท่านก็นิ่งไป เดี๋ยวถามเป็นอย่างไรจิตสงบดีเหรอ สงบดี บทเวลาท่านจะเอา เป็นอย่างไรท่านมหาจิตสงบดีอยู่เหรอ ว่าสงบดี ท่านจะนอนตายอยู่นั้นเหรอ ขึ้นเลยทันที เปรี้ยงเลยนะ ท่านจะนอนตายอยู่นั้นเหรอ สมาธิหมูขึ้นเขียงรู้ไหม คำว่าสมาธินี้ท่านยกทิ้งหมดเลยนะ อย่างนั้นละท่านเอากับเรา ให้หาใหม่ หาด้วยปัญญามันก็รอบ อันนี้มีแต่สมาธิมันไม่รอบ

เพราะฉะนั้นท่านจึงว่าสมาธิทั้งแท่งเป็นสมุทัยทั้งแท่งท่านรู้ไหม ก็ยกสมาธิปาเข้าป่าหมดแล้ว สมาธิทั้งแท่งเป็นสมุทัยทั้งแท่งท่านรู้ไหมๆ ทางนี้ก็ยกขึ้นมารับท่าน ถ้าว่าสมาธิเป็นสมุทัยแล้วสัมมาสมาธิจะให้เดินที่ไหน เราตอบกับท่าน ท่านก็ซัดมา สมาธิพระพุทธเจ้าไม่ใช่สมาธิหมูขึ้นเขียงเหมือนของท่าน เอาแล้วนะ ซัดกันไป หมอบ พอท่านไล่ลงเขียง คือมันไม่อยากกระดุกกระดิก อยู่แน่ว สบายทั้งวันอยู่ได้ นี่เรียกว่าติดสมาธิ สบายในสมาธิ สบายแบบหมูขึ้นเขียง

ท่านให้ออกทางด้านปัญญาพิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์ แยกอสุภะอสุภัง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา ป่าช้าผีดิบผีตาย พิจารณาให้เป็นปัญญามันไม่ออก มันรำคาญ อยู่อย่างนี้แน่วทั้งวันก็อยู่ได้ นี่ติดสมาธิ ทีนี้พอท่านลากออกแล้ว ก็สมาธิมันพอตัว เรียกว่าจิตอิ่มอารมณ์ คำว่าสมาธินี้ก็หมายถึงว่าจิตอิ่มอารมณ์ ไม่อยากคิดอยากปรุงกับอะไรเลย อิ่มอารมณ์ ให้นำจิตที่อิ่มอารมณ์นี้ออกใช้ทางปัญญา ใช้ไปทางไหนมันจะไปทันทีๆ เพราะมันไม่หิวโหยอารมณ์ภายนอก พอจะดีดจะดิ้นแฉลบออกนอกทางปัญญาไป ให้พิจารณาทางด้านปัญญามันก็พิจารณาทางด้านปัญญา มันก็เปิดๆ ซิที่นี่ มันก็เปิดๆ ละ จิตเรามันอิ่มตัวถึงขนาดที่ว่าไม่อยากคิดอะไรเลย นั่งที่ไหนสบาย

นั่นละท่านลากออกจากนั้น เวลามันออกแล้วพิจารณาออกทางด้านปัญญามันเร็ว เพราะจิตอิ่มอารมณ์ ไสเข้าไปตรงไหนมันทำงานตามหน้าที่ๆ มันไม่แฉลบ ไสเข้าไปนี้มันหิวอารมณ์นั้น ไสไปนี้หิวอารมณ์นี้ จิตหิวอารมณ์ทำงานไม่เต็มตัว ดีไม่ดีเป็นสัญญาอารมณ์ไป ไม่ได้เป็นปัญญา ทีนี้จิตมันอิ่มอารมณ์คือจิตสงบตัวเรียบร้อยแล้ว ไสเข้าไปตรงนี้เป็นปัญญาออกมาทันทีๆ เลย มันขึ้นแล้วที่นี่ มันเร็วนะ เพราะมันพอตัวแล้วสมาธิของเรา เป็นแต่เพียงมันไม่ออกเฉยๆ ทีนี้พอออกทางด้านปัญญา ปัญญาก็จะพิจารณาอะไร ก็พิจารณาร่างกาย ท่านว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นี่เครื่องประดับร้าน เปิดเครื่องประดับร้านนี้ออก ภายในมีอะไรให้ไปดู นั่น

เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เปิดออกๆ เข้าไปหาหนัง ถลกหนังออก เอาทีนี้เป็นอย่างไรมีอะไร นั่นปัญญา พอหนังออกแล้วมันดูได้ไหมคน มีหญิงมีชายที่ไหน มีน่ารักน่าชอบใจที่ตรงไหน นั่นเปิดแล้วนะ จากนั้นก็เปิดเข้าไปๆ มันก็จ้าเข้าไป นี่ปัญญาออกละที่นี่ ความสว่างไสว ความแยบคายของจิตจะมาพร้อมๆ กัน ทีนี้มันซึมไปเลยปัญญา ปัญญารวดเร็ว ปัญญาสมาธิพอตัว อิ่มอารมณ์แล้วปัญญาออกได้เต็มตัวๆ ไม่มีอะไรมาแบ่ง คือความหิวโหยอารมณ์ไม่มี เรียกว่าจิตอิ่มอารมณ์ มันก็พุ่งๆ

ทีนี้พอมันออกทางด้านปัญญา ย้อนเข้ามาตำหนิสมาธิ เอ้อ สมาธินี่มันนอนตายอยู่เฉยๆ เจ้าของนั่นแหละที่ติดสมาธิ ออกไปทางด้านปัญญาแล้วกลับมาตำหนิสมาธิ สมาธินี่มันนอนตายอยู่เฉยๆ แก้กิเลสตัวเดียวก็ไม่ได้ มันไม่ได้แก้กิเลส ปัญญาต่างหากแก้กิเลส ทีนี้มันก็ไปทางปัญญา ไปแบบไม่หยุดไม่ถอย ไม่นอนทั้งวันทั้งคืน เอาละที่นี่พอออกทางด้านปัญญา ถึงขนาดนั้นนะ เราไม่ได้นอนก็บอกไม่ได้นอน มันนอนไม่ได้ นอนไม่หลับ พอออกทางด้านปัญญาแล้วมันเบิกกว้างๆ มันชวนให้พิจารณา พิจารณาตรงไหนมันซึมมันซาบ มันแยบคายไป ดูดดื่มไปเรื่อยๆ ลืมหลับลืมนอน นั่งก็นั่งพิจารณา นอนก็นอนพิจารณา มันจะเอาอะไรมาหลับ ก็อันหนึ่งทำงานอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายก็แจ้ง กลางวันยังจะไม่นอนอีก  คนอ่อนลงทุกวันๆ ร่างกายอ่อนลง

ขึ้นหาท่านอีก พูดถึงเรื่องติดสมาธิ เวลามันออกมันก็ออกอย่างนั้นๆ ที่พ่อแม่ครูจารย์ว่าให้ออกทางปัญญานี้มันออกแล้วนะ มันออกอย่างไร ท่านว่าอย่างนั้น ก็มันไม่ได้นอนทั้งวันทั้งคืน มันหมุนติ้ว นั่นละมันหลงสังขาร นั่นเอาแล้วนะ ทีนี้ก็มีแต่แย็บออกมาถ้าไม่พิจารณาก็ไม่รู้ นั่นละบ้าหลงสังขาร ย้ำเข้าไปอีก หมอบเลยคราวนี้ ไม่โต้ตอบท่าน แต่มันไม่ถอยนะ เวลามันจะตายจริงๆ มันอ่อนหมดนะ อ่อนในหัวอก คือสติปัญญามันจะหมุนของมันตลอดเวลา อ่อนภายใน นี่ละเข้าสมาธิเข้าตรงนี้ละ

พอมันอ่อนเปียกหมดแล้วทีนี้ให้หมุนเข้ามาสู่สมาธิ ถ้ามันไม่อยากเข้ามา มันเพลินทางด้านปัญญาให้เอาคำบริกรรมเข้ามา เช่นพุทโธก็ได้ ธัมโม หรือสังโฆ หรือคำใดก็ได้ พุทโธๆ คำเดียวๆ ให้จ่ออยู่ตรงนั้นด้วยสติ สตินี้มันออกทางด้านปัญญาไปหมด ทีนี้สติดึงเข้ามาหาสมาธิ ต้องได้เอาสติจับอยู่กับคำบริกรรม พุทโธๆ ก็แน่วลง พอจิตลงแน่วแล้วเหมือนถอดเสี้ยนถอดหนาม กระปรี้กระเปร่า สบายหมดเลย นี่จิตพักงาน ปัญญานั้นเป็นการทำงาน หยุดจากปัญญาเข้ามาสู่สมาธิเรียกว่าพักงาน ทีนี้จิตสบาย ถึงอย่างนั้นก็ตามต้องได้บังคับไว้ สติอ่อนทางนี้ไม่ได้มันจะออกทางปัญญา ต้องบังคับเอาไว้จนกระทั่งมันพอ พอแล้วก็ปล่อย ทีนี้ก็พุ่งเลยละ นั่น ท่านว่าสมาธิเป็นเครื่องรับทางสติปัญญาได้ดี แล้วมีกำลังวังชา ท่านจึงให้เดินทางปัญญาพักทางสมาธิเสมอกันไป เมื่อเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าให้พัก ถึงไม่ได้งานก็พักเอากำลัง เอากำลังเสียก่อน พอได้กำลังแล้วออก ผู้ภาวนาให้จำให้ดี ที่พูดมาแล้วนี้ผ่านมาหมดแล้วนะ ถูกสับมาพอแล้ว พ่อแม่ครูจารย์ละสับเอา

ทีนี้เวลามันได้ออกทางด้านปัญญา เรามันหมุนตลอดนะ เลยกลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ หมุนไปเองเลย ไม่มีหยุดมีถอย ซอกแซกซิกแซ็ก คุ้ยเขี่ยขุดค้นเรื่องของกิเลส มันอยู่ที่ไหนตามกันเลยๆ ทีนี้มันก็หมุนตลอด เวลามันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าให้พักสมาธิเสีย เอาพุทโธให้ยึดไว้ หรือคำบริกรรมคำใดก็ตามที่ถูกจริตนิสัยให้ยึดคำนั้นไว้อยู่คำเดียว เช่นพุทโธๆๆ สติตั้งไว้นี้ เดี๋ยวแน่วลง หยุดกึ๊กเลย นิ่ง นั่นจิตเป็นสมาธิ จิตพักงาน ทางด้านปัญญาไม่ก้าวเดิน พอทางนี้ได้กำลังแล้วออก พอออกแล้วก็ผึงเลยเชียว นี่ละเป็นวิธีการดำเนินที่ถูกต้องแม่นยำ ไม่ผิด มันออกทางด้านปัญญามันเพลิน เพลินฆ่ากิเลสแก้กิเลส

ทีนี้มันจึงได้คิดย้อนหลังไปถึงเรื่องกิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์โลก มันเป็นอัตโนมัติของมัน แต่ก่อนเราไม่เคยคิดนะ คือกิเลสทำงานบนหัวใจสัตว์นี้มันทำของมัน หมุนตลอดเวลาอยู่อย่างนั้นแหละ เราไม่รู้ มันทำงานเพื่อวัฏจักรของมัน ทีนี้พอสติปัญญาที่จะทำลายวัฏจักรให้ขาดสะบั้นลงไปด้วยสติปัญญาอัตโนมัตินี้ มันจึงทำงานเป็นอัตโนมัติ ฆ่ากิเลสโดยอัตโนมัติ มันจึงย้อนไปรู้ว่า อ๋อ กิเลสแต่ก่อนทำงานของมันเป็นอัตโนมัติเหมือนกัน กับปัญญาฆ่ากิเลสเป็นอัตโนมัติ มันก็วิ่งเข้าถึงกันปั๊บ ไม่เรียนมาจากไหน มันรู้ในตัวของมันเอง

จากนั้นมันก็หมุนของมันติ้วๆ อยู่กับใครไม่ได้เลย ถึงขนาดนั้นนะ ถึงขั้นสติปัญญาออกก้าวเดินแล้วอยู่กับใครไม่ได้ ต้องอยู่คนเดียวทั้งวันทั้งคืน หมุนกันอยู่ตลอดเวลา อยู่คนเดียวเท่านั้น นี่สติปัญญาอัตโนมัติ คือมันทำงานแก้กิเลสด้วยความอยู่คนเดียว สนุกทำการทำงาน ไม่เป็นน้ำไหลบ่า ไม่เกี่ยวกับคนนั้นอารมณ์นี้เข้ามายุ่ง มีแต่อันนี้พุ่งๆ มันออกเต็มที่แล้วก็ขาดสะบั้นไปเลย สติปัญญาอัตโนมัติกับมหาสติมหาปัญญาเข้าสัมพันธ์กันแล้วนี้กิเลสไม่มีอะไรตกค้างได้เลย โผล่ขึ้นมาขาดสะบั้นๆ

นี่ละเวลาสติปัญญามีกำลังก็เช่นเดียวกับเวลากิเลสมีกำลัง ตั้งสติไม่อยู่ ตั้งพับล้มผล็อยๆ นี่กระแสของกิเลสมีกำลังมาก สติตั้งไม่อยู่ ทีนี้เวลากำลังทางสติปัญญามีมากแล้วกิเลสโผล่มาไม่ได้นะขาดสะบั้นแบบเดียวกัน ขาดสะบั้นๆ จนกระทั่งขาดสะบั้นหมดเลยโดยสิ้นเชิง กิเลสคือตัวสมมุติ ยอดสมมุติคือกิเลส ละเอียดขนาดไหนก็คือยอดสมมุติ กวนอยู่ตามส่วนของมัน พออันนี้สิ้นซากลงไปหมดแล้วไม่มีอะไรกวนใจ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์หมดสิ่งกวนใจ เพราะเป็นสมมุติทั้งมวล เข้ามาถึงจิตตวิมุตติไม่ได้ นั่นละท่านว่าเป็นบรมสุข เหนือสมมุติความหมุนเวียนแล้ว ให้จำเอานะการปฏิบัติธรรม

พอถึงขั้นนี้แล้วเลิศเลอ อยู่ไหนเลิศหมด อยู่ที่ไหนไม่มีกำหนด กาลเวลา สถานที่ เวล่ำเวลา การเป็นการตาย คือมันพออยู่กับหัวใจ พออันนี้พอเลยสมมุติ ไม่ใช่พอธรรมดาเหมือนเราพอกับสิ่งนั้นพอกับสิ่งนี้ พอนี้พอเหนือสมมุติ เป็นบรมสุข นั่นเวลาถึงขั้นนั้นแล้วพอ จะไปหาที่ไหนหาธรรม นั่นละธรรมมีพอ กิเลสไม่พอ ได้เท่าไรไม่พอ เอาจนตายก็ไม่พอ ไปตั้งภพใหม่เอาอีก บืนบ้าอีก ถ้าเป็นธรรมแล้วพอ พากันจำเอา ให้ไปปฏิบัติ การพูดมาทั้งนี้พูดผ่านออกมาจากสนามรบแล้วนะ เราไม่ได้มาพูดเฉยๆ ออกมาจากบนเวทีที่ฟัดกับกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากหัวใจแล้วจึงนำมาพูดได้เต็มปากเต็มคำ ไม่มีสะทกสะท้านว่าจะผิดไป ให้ตั้งใจปฏิบัติตามนี้ ที่แนะตรงไหนให้จับให้ดีๆ เป็นการแนะที่ถูกต้องมาแล้ว เพราะดำเนินมาก่อนแล้ว จำ เอาละพอ

(ทองคำคุณชายปั๋มเอามาครับ) ทองคำที่อยู่ในกรุงเทพฯ มีจำนวน ๒๕ แท่ง แท่งละ ๑๒ กิโลครึ่ง รวมเป็น ๓๑๒ แท่งครึ่ง มีเศษอีก ๔ กิโล ๗ บาท ๖๕ สตางค์ (อันนี้เป็นทองบริสุทธิ์ครับ ๙๙.๙๙ เป็นทองที่อยู่ในธนาคารเก็บไว้เรียบร้อย) ยังไม่ได้เข้าคลัง อันนี้ยังนะ (ยังครับผม) จำนวน ๒๕ แท่งยังไม่ได้เข้าคลังหลวง เก็บไว้ที่ธนาคารก่อน ต่อจากนี้ก็เข้า ตั้ง ๒๕ แท่ง แท่งหนึ่ง ๑๒ กิโลครึ่ง ไม่ใช่เล่นนะ นี่ละได้เพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ อย่างนี้

สมบัติทั้งหลายที่พี่น้องทั้งหลายบริจาคนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีรั่วไหลแตกซึมไปไหนเลย เราเป็นผู้ควบคุมเองด้วยความบริสุทธิ์ใจด้วย ด้วยความเมตตาเต็มหัวใจด้วยต่อส่วนรวม คือชาติไทยของเรา เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามาหาเราแล้วจึงไม่มีคำว่ารั่วไหลแตกซึม ถึงกึ๊กๆๆ เลย มันถึงมีจำนวนมากขนาดนี้ เช่นทองคำได้ตั้ง ๑๑ ตัน กับ ๓๕๐ กิโลแล้วมัง (๓๕๓ กิโลครับ) ๓๕๓ กิโลเวลานี้ทั้งหมด นี่มันได้ขนาดนั้น ที่อยู่ในคลังหลวงเรียบร้อยแล้ว ๑๑ ตันกับ ๓๗ กิโลครึ่ง นอกจากนั้นเราได้ใหม่ ยังไม่เข้า แต่มันก็จะเข้าอยู่แล้ว

นี่ละไม่มีคำว่ารั่วไหลแตกซึม ไม่มีเลย ธรรมเป็นอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจำเอา ธรรมจะบริสุทธิ์สุดส่วน พิจารณาอะไรเรื่องอะไรๆ จะมีแต่ธรรมล้วนๆ พิจารณา ออกเป็นธรรมๆ ช่องแคบช่องกว้างออกเป็นธรรม ไม่ผิดไม่พลาดออกเรื่อยเลย แล้วดำเนินไปก็เรียบร้อยโดยลำดับมาอย่างนี้ ไม่มีที่จะได้ต้องติตัวเองว่าได้ผิดพลาดไปอย่างนั้นๆ หรือด้วยเจตนาอะไร หรือด้วยความเผลอประการใดก็ตามไม่มี นี่ละธรรมท่านรอบคอบขนาดนี้ สมบูรณ์แบบนะทองคำเราเข้าคลังหลวง ส่วนดอลลาร์ดูเหมือนสิบล้านกว่าที่เข้าคลังหลวง

ส่วนเงินสดไม่ได้เข้า เข้าที่ว่าซื้อทองคำสองพันกว่าล้าน เงินสดนะ ซื้อทองคำสองพันกว่าล้านเข้า จากนั้นออกหมดนะ ออกตลอดเงินสด อันนี้ก็ออกตามที่เราประกาศแล้ว ไม่เคลื่อน บอกว่าดอลลาร์นี้ต่อไปจะไม่ได้เข้าคลังหลวงนะ นี่เราบอก จะต้องได้มาหนุนช่วยเงินสดที่ออกช่วยโลกไม่เพียงพอ เนื่องจากเราหยุดการเทศนาว่าการช่วยโลกแล้ว รายได้ก็ไม่มี ทีนี้ดอลลาร์มีเท่าไรก็ต้องมาหนุนช่วยเงินสดที่ช่วยโลกมาตลอดนี่ ก็เป็นอย่างนั้นเวลานี้ ดอลลาร์มาช่วยเงินไทยออกช่วยโลก เพราะสร้างนั้นสร้างนี้ นี่ก็เริ่มแล้วภูเขียว ตึกอะไร (ตึกเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคเอดส์) ตึกภูเขียวดูเหมือนสองชั้น ก็อย่างนั้นแหละ เงินสดออกไปอย่างนี้ ตึกนั้นตึกนี้ โรงพยาบาลละมากที่สุด มีแต่เงินสดแล้วก็เอาดอลลาร์มาช่วยกันๆ ดอลลาร์จึงไม่ได้เข้าคลังหลวง เข้าเฉพาะทองคำ ทองคำนี้ร้อยทั้งร้อยตลอดไปเลย มีเท่าไรเข้าหมด ส่วนดอลลาร์นี้ไม่เข้าแหละ

(คณะศรัทธาจังหวัดลำปาง น้อมถวายสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชนแด่หลวงตา ตั้งอยู่ ณ บ้าน คุณคำแปะ สุภา อ.งาว จ.ลำปาง ออกอากาศด้วยคลื่นความถี่เอฟ.เอ็ม ๑๐๓.๒๕ MHz ออกอากาศตั้งแต่วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ระหว่างเวลา ๐๕.๐๐ น. – ๒๓.๐๐ น. ทุกวัน) มันเป็นกี่แห่งแล้ว (รายงานครั้งหลังว่า ๙๕ สถานี) นี่ละที่เราคิดไว้ผิดไหมล่ะ ที่ว่าเราประกาศออกป้างเลยว่า เอา เราจะช่วย เราจะเป็นผู้นำช่วยชาติฟื้นฟูชาติไทยของเรา บอกกลางๆ เลยชาติไทย คือฟื้นฟูทางด้านวัตถุ ข้าวของเงินทองทุกสิ่งทุกอย่างที่ล่มจมลงไป ฟื้นฟูขึ้นมา ขวนขวายหามาเพิ่มเพื่อให้มีปริมาณสูงขึ้น นี่อันหนึ่ง

พวกโลกจะเห็นตั้งแต่อันนี้ แต่เราไม่เห็นเพียงเท่านี้ อันนี้เพียงวัตถุเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่ที่โลกไม่เห็นนี้คือธรรม คราวนี้เป็นคราวที่ธรรมจะได้ออกสู่โลก เราคิดเรียบร้อยแล้ว วัตถุนั้นเพียงเล็กน้อย แต่โลกจะทราบก่อนหน้าทั่วถึงกันโดยเร็วด้วย ธรรมนี้จะไม่ทราบ แต่ธรรมนี้จะออกสู่หัวใจโลกกว้างขวางมากมาย นี่เห็นไหมล่ะออกเวลานี้ ๙๐ กว่าแห่งแล้ว ธรรมะจะออกสู่หัวใจโลก เมื่อธรรมะเข้าสู่หัวใจโลก หัวใจโลกจะมีความสงบร่มเย็น มีเหตุมีผล มีหลักมีเกณฑ์ มีที่ยับยั้งชั่งตัวได้ดี ถ้ามีธรรมเข้าไปตรงไหน ถ้าไม่มีธรรมเตลิดเปิดเปิงแหลกเหลวหมด

นี่ธรรมออกแล้วเห็นไหมล่ะ เราพิจารณาเรียบร้อย คนเดียวเรานั้นแหละ ไม่มีใครมาคิดละ เราคิดเอง ด้านวัตถุเราก็คิดเรียบร้อย ว่าโลกจะทราบก่อนทั่วถึงกัน ว่าวัตถุคืออะไรที่จะช่วย เช่นทองคำเข้าสู่คลังหลวงนี้ก็คือด้านวัตถุโลกทราบ แต่ธรรมะจะเข้าสู่ใจโลกไม่ได้คิด เราคิดหมดแล้ว ว่าธรรมะจะได้เข้าสู่ใจโลกคราวนี้แล ก็เข้าแล้ว ให้ท่านทั้งหลายจำเอา ถ้าธรรมะเข้าสู่ใจ เข้าสู่ใจจริงๆ ด้วยแล้วจะไม่มีอะไรเหมือน  ไม่มีอะไรเหมือนธรรมเข้าสู่หัวใจของโลก จิตใจนี้จะฟื้นฟูตัวเองขึ้นมา มีราค่ำราคา เป็นของแปลกประหลาดอัศจรรย์ขึ้นมา โดยที่เราไม่เคยคาดคิดตั้งแต่เกิดมา ก็พึ่งจะมาปรากฏเวลาสัมผัสสัมพันธ์กับธรรมโดยทางการบำเพ็ญจะทางใดก็ตาม เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องจิตตภาวนาที่ได้รับธรรมมาแล้วมาเป็นเครื่องบำรุงภาวนา จะสง่างามขึ้นภายในใจ ก็เป็นให้เห็นแล้วนี่ อย่างนั้นแหละ เอาละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก