โลกมีแต่ความสกปรกโสมม
วันที่ 23 สิงหาคม 2549 เวลา 8:15 น. ความยาว 29.34 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

โลกมีแต่ความสกปรกโสมม

         นี่ก็พึ่งผ่านจากโนนสะอาดไป สร้างตึกใหญ่ นั่งรถผ่านไปก็เห็นเขาเขียนหลวงตามหาบัว ไม่ทราบเขียนหาอะไร เราไม่เคยสนใจกับสิ่งเหล่านี้ ที่เขาเขียนเขาเขียนลับหลังนะ เราบอกแล้วว่าอย่ามายุ่งๆ มันมีอยู่เรื่อยๆ อย่างรถยนต์ก็เหมือนกันบริจาคโดย...รถส่งคนไข้โรงพยาบาลต่างๆ เพราะมันมากต่อมาก รถนี้เป็นร้อยๆ คันไม่ใช่ธรรมดา หลายร้อยคัน รถเขาเรียกแอมบูแลนซ์หรืออะไร รถโรงพยาบาลต่างๆ เขาเขียนใส่ข้างจนได้ เราบอกไม่จำเป็นแต่เขาก็เขียนจนได้นั่นแหละ

ตึกที่โนนสะอาดเขาเขียนหลวงตามหาบัว นั่น ๒๒ ล้าน อีกหลัง ๘ ล้าน พอดีเป็น ๓๐ ล้าน มีอยู่สองหลัง สร้างหลังเล็กเสร็จแล้วก็ขึ้นหลังใหญ่ โนนสะอาด ดูว่าให้กำแพงด้วย ให้หมดเลย หมออ้วนเป็นหมอรับใช้ในวัดนี้เป็นประจำ เอะอะสั่งอะไรๆ ต้องหมออ้วนสั่งทั้งนั้นๆ เลย คอยให้ความสะดวก เราเลยว่าขัดข้องอะไรให้บอกมาเราจะให้ เขาไม่กล้าบอก เปิดโอกาสเท่าไรก็ไม่กล้าบอกๆ สุดท้ายเราก็ได้เข้าตามห้องทำงานโรงพยาบาลห้องต่างๆ ไปไล่เบี้ยเอาเลย เครื่องมือจำเป็นอะไรๆ ไล่เบี้ย จำเป็นอะไรๆ ก็เอาออกมาๆ แล้วให้สั่ง เพราะฉะนั้นโรงพยาบาลโนนสะอาดรู้สึกจะได้มากกว่าเพื่อน ไม่ใช่โรงพยาบาลขอนะ เราเป็นผู้ให้เอง ถามเท่าไรก็ไม่กล้าตอบเราเลยเข้าตามห้องเลย ห้องต่างๆ จำเป็นอะไรๆ สั่งออกมาเลย

อย่างตึกนี่ก็เหมือนกัน ตึกใหญ่ทั้งสองหลังนี่ เราบงการเองเลยเทียว คือเขาเกรงใจมาก หมอนี้เป็นหมอรับใช้ทางวัดนี้มาประจำ ไม่ว่าจะโรงพยาบาลใดมีความจำเป็นอะไรๆ ต้องติดต่อมาทางนี้ ทางนี้ก็ต้องสั่งทางหมออ้วนไปหมดเลย แม้ที่สุดทางเวียงจันทน์เกี่ยวกับตาก็เหมือนกัน หมออ้วนรับหมดเลย โรงพยาบาลเวียงจันทน์เกี่ยวกับตากับอย่างอื่นๆ ผู้นี้หนักมากอยู่เราจึงอนุเคราะห์ ในส่วนที่ควรอนุเคราะห์ก็ให้ๆ อย่างตึกที่เขาเขียนไว้ตัวใหญ่ๆ หลวงตามหาบัว นี้ นั่นก็เราละสร้างให้ แต่ไม่ต้องการ เอามาเขียนหาอะไร โมโห..เรา พระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวชทรงบำเพ็ญ ก็ไม่เห็นได้ติดประกาศอะไรเลย จนถึงขั้นสลบไสลจึงได้ตรัสรู้ว่าไงพระพุทธเจ้า ไม่เห็นโฆษณาให้ใครติดประกาศ

วันนี้ก็จะต้องไปโรงพยาบาล คือวันราชการจะไปโรงพยาบาลโรงนั้นโรงนี้เรื่อยไป ถ้าวันเสาร์วันอาทิตย์มักจะไปตามวัด วันราชการไปตามโรงพยาบาลต่างๆ เมื่อวานนี้ก็ไปโรงพยาบาลภูพาน พอดีชนเดือนปั๊บก็ไปเลยไปให้โรงพยาบาลภูพาน อยู่ลึกๆ กลางเขา เราก็ได้ไปช่วย ช่วยหลายอย่างเหมือนกันโรงพยาบาลนี้ จากนั้นมาก็หนุนอาหารการกินตลอดมา ไปทางสี่แยกสมเด็จก็ใช่ โรงพยาบาลสมเด็จ ไปทางกาฬสินธุ์ ช่วยไปหมด โรงพยาบาลทางกาฬสินธุ์รู้สึกจะมากกว่าเพื่อน น่าจะขาดแคลนมากอยู่ ที่มาติดต่อโกดัง พระท่านจดไว้เรียบร้อยวันไหนโรงไหนมาๆ โรงไหนอยู่จังหวัดไหนก็รู้หมด กาฬสินธุ์รู้สึกจะขาดแคลนมากอยู่ โรงพยาบาลอำเภอต่างๆ ในจังหวัดนั้นมามากกว่าเพื่อน ส่วนตัวจังหวัดไม่มาละ อำเภอของจังหวัดนั้นๆ มาอยู่เสมอ

เราจัดมาไว้เต็มตลอดนะ เขาว่าน้ำตาลจะขาดตลาด อู๊ย เราไม่ได้เอามากมายอะไรนักพอจะกลัวขาดตลาด เขาซื้อกันทั้งโลกกลัวขาดตลาดอะไร ประสาวัดป่าบ้านตาดมาเอากี่ถุงจะขาดตลาดได้ไง ขู่เขา คือเราไปเอามาแต่ละครั้งนี้ฟาดเต็มรถมาเลยไม่ใช่น้อยๆ กระสอบละ ๕๐ กิโล โรงไหนมาให้โรงละกระสอบๆ ทุกโรง เวลาไปก็เติมน้ำมันให้ทุกคันรถ เต็มถังๆ ให้หมดเลย นี่ละเราอนุเคราะห์โลก มันเป็นอยู่ในหัวใจนี่

พูดจริงๆ ก็ไม่เคยคิดเคยคาดว่ามันจะรู้จะเห็นจะเป็น มันรู้มันเห็นมันเป็นขึ้นมา ก็พูดตามหลักความจริงจะผิดไปไหน พอจะว่าโอ้ว่าอวด โอ้อวดอะไรก็เอาความจริงออกมาพูด พระพุทธเจ้าสอนโลกก็เอาความจริงมาสอน อันนี้สอนโลกหรือสอนใครก็ตามก็เอาความจริงมาสอนจากธรรมอันเดียวกันจะผิดไปไหน มันเป็นอยู่เรื่อยนะจิต ทางนี้ได้ตบเอาไว้ คือว่าขัดต่อธรรม คือธรรมจะออกเลยๆ อันหนึ่งโลกมันหนาแน่น สกปรกมากต่อมาก เหมือนคลื่นมหาสมุทร คลื่นความสกปรกของกิเลส ธรรมดันไว้ๆ

ทีนี้เวลาธรรมจะออกเราปิดเอาไว้ไม่ให้ออก ถ้าเปิดออกรับกันกับคลื่นของกิเลสนี้โลกแตก พูดจริงๆ นะ หลวงตาบัวนี้ละจะออก โลกแตกโลกชาวพุทธเมืองไทยเรา  จิตใจมันมีแต่ความสกปรกโสมมเต็มบ้านเต็มเมือง เอาธรรมจับนี้มันดูไม่ได้นะ พูดให้มันชัดเจนเสียบ้าง นี้ละเราก็ไม่เคยรู้เคยเห็นเคยเป็น เวลามันเป็นขึ้นมามันก็เป็นมันก็เห็นอยู่อย่างนั้นปิดไม่ได้จะว่าไง เหมือนอย่างตาเราเห็นอยู่นี่มีหรือไม่มี นี่ละความรู้ที่มันออกไปเป็นแบบนั้น มองดูโลกมีแต่ความสกปรกโสมม จะกัดจะฉีกกันด้วยวิธีการต่างๆ ล้วนแล้วแต่เรื่องของกิเลส ธรรมไม่มีเลย นี่ที่มันสสดสังเวช

เพราะฉะนั้นถึงว่าเอาเสียบ้าง วงราชการต่างๆ พวกนี้พวกตะกละตะกลาม เหมือนปล่อยหมาเข้าถาน ถ้าได้ปล่อยเข้าถานจับหางดึงออกหางขาดมันไม่ยอมออก มันยังไม่อิ่ม แล้วไม่อิ่มตลอด ตายอยู่ในถานนั่นด้วยนะพวกนี้น่ะพวกวงราชการต่างๆ ท้องเป้งๆๆ สะแตกตับปอดประชาชน นี่ละเปิดออกให้ฟังเสียชัดเจน เอา ใครจะคอหลวงตาบัวไปตัด ตัด ก็มันรู้อยู่ในหัวใจนี่ จะให้ว่าไง ปิดไม่อยู่ ถึงเวลาเปิดเปิดอย่างนี้แหละจะให้ว่าไง

ถ้าไม่เปิดก็รู้เหมือนไม่รู้ เห็นเหมือนไม่เห็นธรรมดา ไม่ได้เป็นอารมณ์และไม่ได้ข้องแวะกับผู้ใด ไปหนักกับผู้ใด ยกโทษยกกรณ์ผู้ใด ไม่มี ว่าไปตามหลักความจริงอย่างนี้ จึงเรียกว่าธรรมเสมอ มันสกปรกขนาดนั้น เมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ เมืองพุทธหรือเมืองเปรตเมืองผี เมืองกินไม่อิ่มไม่พอ เมืองหมาเข้าถาน เมืองไทยเรานี่เวลานี้ ตัวใหญ่ๆ ในวงราชการพาเป็น ตับปอดประชาชนจนจะไม่มีเหลือ ถ้าใครได้เข้าถานแล้วจับหางดึงออก หางขาดมันไม่ยอมออกพวกนี้น่ะ เหมือนปล่อยหมาเข้าถาน เลอะเทอะขนาดนั้นละ สกปรกมาก เอาธรรมจับมันดูกันไม่ได้เลย

นี่เปิดเต็มที่ในหัวใจเราไม่มีอย่างนั้น สะอาดเต็มที่ครอบโลกธาตุ จึงได้กล้ามาพูดละซี เราปฏิบัติมาแทบเป็นแทบตาย พูดให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ ๙ ปีเต็มๆ ตั้งแต่พรรษา ๗ พอหยุดจากการเรียนแล้วปั๊บก็เข้าหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นเลย หามรรคหาผลจริงๆ ไม่ใช่หาธรรมดา อ่านมรรคผลนิพพานอ่านอยู่มันก็ยังสงสัย ส่วนใหญ่เชื่อ ส่วนย่อยมันแบ่งกิน มรรคผลมีหรือไม่มีนา นาอยู่อย่างนั้น หาตัวยืนยัน หาผู้ยืนยัน ท่านผู้ใดจะมายืนยันมรรคผลนิพพานยังมีอยู่แล้ว เราจะกราบไหว้มอบกายถวายตัวแก่ท่านผู้นั้น แล้วทีนี้เราจะเอาตายเข้าว่าเลย นี่ละที่มันเอากันเอาอย่างนี้

เข้าไปหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นท่านก็กางเรดาร์ไว้เลย เปรี้ยงทันทีเลย เราลืมเมื่อไร ท่านมาหาอะไร ท่านมาหามรรคผลนิพพานเหรอ ขึ้นเลย เปรี้ยงๆ คือท่านกางเรดาร์ไว้รับกับเจตนาของเราที่ไปอย่างแรงกล้าต่อมรรคผลนิพพาน หาความจริงอย่างนั้น หาท่านผู้ตัดสินเป็นผู้ยืนยันที่เราจะสละชีวิตเพื่อมรรคผลนิพพานคือใคร นั่น พอเข้าไปหาท่านท่านก็กางเรดาร์แล้วก็ใส่เปรี้ยงรับกันเลย ท่านมาหามรรคผลนิพพานเหรอ แล้วก็ชี้ไป ต้นไม้ภูเขาไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน เอาแล้วนะ

ชี้ทั่วแดนโลกธาตุไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่ธรรม ธรรมแท้กิเลสแท้อยู่ที่ใจ  นั่นลงที่นั่น เอา ให้ท่านบุกเบิกตรงนี้ขึ้นมา ท่านจะได้รู้ได้เห็นสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมดภายในใจด้วยจิตตภาวนา เราลืมเมื่อไร ท่านใส่เปรี้ยงๆ หมดที่ว่าสงสัยมรรคผลนิพพาน ทั้งๆ ที่กิเลสมีอยู่ในหัวใจ มันน่าจะสงสัยมรรคผลนิพพาน เปิดหมดเลย นั่นละมันถึงได้สละชีวิตจิตใจเต็มเม็ดเต็มหน่วย เอาจนจะเป็นจะตายก็เคยพูดแล้ว บางแห่งเขาตีเกราะประชุมไปดู เขาว่าเราตายแล้วอยู่ในป่าในเขา ที่อื่นเราก็ทำ แต่เมื่อเขาไม่ตีเกราะไม่ประกาศโฆษณาต่อกันเกี่ยวกับเรื่องของเราที่อดข้าวไม่ฉันจังหงจังหันนั้น เขาประกาศนะ

ผู้ใหญ่บ้านเขาตีเกราะประชุมกันกลางคืน ใครเห็นว่ายังไงพระองค์นี้น่ะ มาอยู่กับเรากี่เดือนแล้วนี้ไม่ทราบกี่วันด้อมๆ มาบิณฑบาตทีหนึ่ง หายเงียบๆ อยู่อย่างนี้มานานแล้ว ท่านไม่ตายแล้วหรือ พวกเรากินวันละสามมื้อสี่มื้อยังทะเลาะกัน นี่ท่านกี่วันท่านถึงด้อมๆมา ถ้าท่านไม่ตายท่านไม่โมโหโทโสอยู่หรือ ไปดูนะ ว่าอย่างนี้ผู้ใหญ่บ้าน แต่ก็มีข้อแม้อันหนึ่งไปให้ระวังนะ พระองค์นี้ไม่ใช่พระธรรมดา เป็นมหานะ ไปดีไม่ดีท่านจะเขกหน้าผากเอา ส่วนผู้ใหญ่บ้านไม่ไป กลัวท่านว่าอย่างนั้น คือเวลาท่านมาบิณฑบาตดูลักษณะท่าทางน่ากลัว ทีนี้เปิดออกมาละ เขาบอกว่าท่านเดินมาบิณฑบาตดูลักษณะท่าทางน่ากลัว เราก็ไม่พูดกับใครละ แต่เขาบอกว่าน่ากลัว ผู้ใหญ่บ้านบอกเราไม่ไป เราไม่ลืม ที่เขาทำอะไรเราก็บอกตามความจริง เขาทำอย่างนั้นจริงๆ

นี่ละความสละชีวิต ตั้งแต่ได้รับโอวาทถึงใจจากพ่อแม่ครูจารย์มั่นแล้วเอาตายเข้าว่าเลย อย่างไรให้ได้มรรคผลนิพพานในชาตินี้ ให้ได้เป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ อย่างอื่นไม่เป็น เอาตายเข้าว่าเลย นั่น เพราะฉะนั้นมันถึงได้หนักละซีเรื่องความพากความเพียร ขนาดเขาตีเกราะประชุมเขาว่าเราตาย นั้นละอำนาจแห่งความอุตส่าห์พยายาม ความสละเป็นสละตายต่อมรรคผลนิพพานด้วยความชอบธรรม มันก็ถูกละซีความชอบธรรม ปฏิบัติถูกต้อง ตามธรรม สละชีวิตจิตใจด้วยความเป็นธรรมๆ ไม่ผิดพลาด ไม่เสียหาย ผลก็ได้มาเป็นลำดับจนกระทั่งเป็นที่พอใจ

สุดท้ายก็ฟ้าดินถล่ม วาระสุดท้ายฟ้าดินถล่มบนหลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ ลืมเมื่อไร บอกจนกระทั่งเวล่ำเวลา เพราะมันถึงใจทุกอย่าง ห้าทุ่มเป๋งเลยมาดูนาฬิกา พอเรื่องราวที่ฟ้าดินถล่มสงบลงไปแล้วจึงมาดูนาฬิกาห้าทุ่มพอดี วันที่นั้นเราไม่รู้ เขาไปเทียบกัน ความจริงมันเป็นแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๖ ตอนเช้ามาก็ ๑๕ ค่ำ แรม ๑๔ ค่ำเดือน ๖ วัน ตอนเช้ามาก็เป็นวันดับเดือน ๖  ๒๔๙๓ เขามาเทียบนาฬิกาว่าตรงกับวันที่ ๑๕ เราก็เลยว่าตามเขา แต่หลักความจริงที่เราจำได้ก็คือแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๖

นั่นละข้าศึกตัวใหญ่ๆ ที่พาให้เราเป็นเราตายไม่หยุดไม่ถอยคือกิเลส ตัวนี้หนักมากทีเดียว ไม่มีอะไรหนัก โลกอันนี้ไม่มีอะไรหนักเกินกิเลส ฉลาดแหลมคมเกินกิเลส เพราะฉะนั้นการรบกับกิเลสจึงหนักมาก เวลากิเลสขาดสะบั้นลงไปแล้วแก่ท่านผู้ใด ท่านจึงว่า วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำก็คือการแก้กิเลส อยู่จบก็คือว่าฆ่ากิเลสจบลงไปเรียบร้อยแล้ว งานอื่นใดที่ยิ่งกว่านี้ไม่มี มีงานฆ่ากิเลสเท่านั้นได้เสร็จสิ้นลงไปเรียบร้อยแล้ว นั่น ประกาศวาระสุดท้ายของท่านผู้ปฏิบัติธรรม ได้ฟาดกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากหัวใจ จากนั้นมาไม่เห็นมีข้าศึกอะไร ไม่มี มีกิเลสเท่านั้น

ถ้าว่าสมมุติ กิเลสเป็นยอดสมมุติ กิเลสขาดลงไปแล้วไม่มีสมมุติอันใดเข้าไปแฝงใจ แทรกใจ แม้เม็ดหินเม็ดทรายไม่เคยปรากฏว่าได้เอะใจว่าอ้าว ก็นึกว่าเรื่องราวมันเสร็จสิ้นลงไปแล้วกิเลสมันโผเผมาจากไหนมันถึงมาปรากฏนี้ไม่เคยมี จึงเรียกว่าสิ้น จะทำอะไรให้มีขึ้นมาก็ไม่มีจึงเรียกว่าสิ้น อย่างกิริยาท่าทางที่แสดงออกมานี้เหมือนจะกัดจะฉีกอะไรก็ตาม ก็มีแต่พลังของธรรมๆ กิเลสไม่มี แล้วจะเอาโทษมาจากไหน ไม่มี มันเปิดอยู่ในหัวใจ โทษไม่มีทำอะไรให้มีโทษก็ไม่เป็น เพราะไม่มีโทษ ออกแต่คุณแต่ธรรมล้วนๆ ออกมานี้

นี่ละการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าแล้วจะจ้าขึ้นมาอย่างที่ว่า ใครไปคาดไปคิดเมื่อไร มันก็เป็นขึ้นมาได้ ทีนี้เวลาเป็นขึ้นมาแล้วมันรู้มันเห็นเต็มหัวใจจะไม่ให้พูดได้อย่างไร รู้ก็รู้เต็มหัวใจ เห็นเต็มหัวใจ ทุกอย่างเต็มอยู่ในหัวใจ ประกาศลั่นอยู่ในหัวใจทำไมจะออกไม่ได้ล่ะ เวลามันไม่รู้มันออกไม่ได้ก็มันไม่มี เวลามันมีจะให้ว่ายังไง มันมีเท่าไรมันก็ออกได้ทั้งนั้นๆ เรื่องธรรมพระพุทธเจ้า ให้พากันปฏิบัตินะ เวลานี้เมืองไทยเราเมืองพุทธมันมีแต่เมืองส้วมเมืองถาน มันไม่มีอรรถมีธรรมแทรกอยู่ในหัวใจ

พูดแล้วเราสลดสังเวช จึงได้พูดว่าสกปรกที่สุดคือเมืองไทยเราที่เป็นเมืองพุทธ มันพุทธอะไรจึงเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่เอาเรื่องพระพุทธเจ้าไปประกาศว่าเป็นเมืองพุทธเราก็ไม่ว่าอะไร อันนี้ว่าเป็นเมืองพุทธ ถือพุทธศาสนา แล้วมันเป็นอะไรพุทธศาสนากับความเป็นของอยู่ชาวไทยเราที่ปฏิญาณตนว่าเป็นพุทธ มันเหมือนเปรตเหมือนผี เหมือนยักษ์เหมือนมาร เลวร้ายยิ่งกว่าเมืองเขาไม่มีพุทธเสียอีก มันน่าทุเรศนะ สกปรกมากที่สุดเมืองพุทธเรา ไม่มีใครหันหน้าเข้าอรรถเข้าธรรม โอ่อ่าฟู่ฟ่ามีแต่เรื่องกิเลสทั้งนั้น

อย่างแต่งตัวเต็มยศออกมา ผู้ใหญ่จูมสู้ไม่ได้ แต่งตัวเต็มยศออกมานี่ผู้ใหญ่จูมสู้ไม่ได้ เข้าใจไหม ปลัดอำเภอคำชะอีเขาว่า ผู้ใหญ่จูมเวลาแต่งตัวข้าหลวงสู้ไม่ได้ แต่เวลาเขียนหนังสือเหมือนไก่เขี่ย อันนี้มันก็แบบเดียวกันแต่งตัวผู้ใหญ่จูมสู้ไม่ได้ เมืองไทยเรานี่ แต่งตัวนี้เก่งกว่าผู้ใหญ่จูม สู้ไม่ได้ แต่เวลาความประพฤติเหมือนไก่เขี่ย ความประพฤติเหมือนไก่เขี่ยมันดูไม่ได้นะ แล้วก็เอามาให้เราอ่านเราเองเราก็อ่านไม่ออก ต้องอ่านว่าอืออาๆ ขำ มันชัดตัวเดียว ขำ นามสกุลผิวขำ ผิว เท่านั้นก็อ่านไม่ออก อ่านออกคำเดียวสุดท้าย ขำ ให้เราอ่าน ผู้เอาจดหมายมานั่นละ ผู้ใหญ่จูมเขียนจดหมายส่งมาหาเรา เรามาดูมันอ่านไม่ออก เราก็เหน็บไว้ข้างหลังที่ฉันจังหัน

พอดีสองสามวันแกมา ท่านอาจารย์ได้รับจดหมายผมแล้วยัง ได้รับแล้ว เป็นยังไงล่ะอ่านออกไหม ทำไมอ่านไม่ออกวะ จะดัดกันเท่านั้นละ ทำไมอ่านไม่ออก พอว่าเราก็คว้าจดหมายออกมานี้ เอา ลองอ่านให้ผมฟังดูซิ แกไม่เชื่อแกเลยนะ ผู้เขียนจดหมายก็อ่านไม่ออก ลองอ่านให้ผมฟังดูซิ เราก็เลยอ่าน เราก็ว่าอืออาๆๆ ขำ เราว่าอย่างนี้ อ้าว ทำไมถึงอ่านอย่างนั้น ก็เขียนอย่างนี้ นั่นซัดกันแล้วนะนั่น มันเขียนมันอ่านไม่ออก ก็อืออาๆ ภาษาหนังสือ มันอืออาๆ ก็ต้องอ่านว่าอืออาๆ มันชัดที่ ขำ ผิวขำ ผิวอ่านไม่ออกนะ ขำ ก็ต้องอ่านว่าอืออาๆ ขำ อู๊ย ทำไมถึงอ่านอย่างนี้ ก็เขียนอย่างนี้นี่นา มองหน้า ขบขัน ดัดมันเสียบ้างซี

เวลาแต่งตัวข้าหลวงสู้ไม่ได้ อันนี้เมืองไทยเราก็เหมือนกัน เวลาแต่งตัวขึ้นมานี้ผู้ใหญ่จูมสู้ไม่ได้ แต่ความประพฤติของมันเหมือนไก่เขี่ย ความประพฤติเหลวแหลกแหวกแนวเลวร้ายยิ่งกว่าไก่เขี่ยอีก ผู้ใหญ่จูมเขียนหนังสือเหมือนไก่เขี่ย ความประพฤติของวงราชการเมืองไทยเราที่เป็นหัวหน้าเหมือนไก่เขี่ย เลวขนาดนั้นเวลานี้  ดูหรือยังวงราชการ นี่เอาธรรมมาประกาศสอน ไม่ได้มาพูดเฉยๆ ดูถูกเหยียดหยามกัน เราเอาความจริงมาพูด พูดเป็นอรรถเป็นธรรม ไม่ใส่ร้ายป้ายสีต่อผู้ใด ธรรมพูดอย่างตรงไปตรงมา เอาไปฟังซิ

เราเป็นลูกชาวพุทธทำไมเก่งยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า เหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปทุกผู้ทุกคน ผู้ใหญ่ผู้น้อยเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปด้วยการฝ่าฝืนธรรม ไม่มองดูธรรม ไม่มองดูศาสนานั้นแหละ พวกนี้พวกเหยียบหัวพระพุทธเจ้าคือชาวพุทธในเมืองไทยเรา เอาไปพิจารณานะ เมืองไทยนี้เลวมากๆ ลงทุกวันๆ ศาสนาก็เลิศเลอมาตลอด แล้วมันเอาแต่ความเลวร้ายไปป้ายศาสนาเหยียบหัวพระพุทธเจ้าไป เลยดูไม่ได้นะเวลานี้ เอาละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก