ฝึกหัดนิสัย
วันที่ 24 สิงหาคม 2549 เวลา 8:15 น. ความยาว 38.01 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

ฝึกหัดนิสัย

ก่อนจังหัน

ในศาลาใหญ่นั่นน่ะ ใครไปขนไม้ขนขอนมาจากไหน ขอนซุงขอนซิงเอามาเต็มไว้ที่ศาลาใหญ่นั่น ใครเอามาทำอะไร ตอไม้อะไรขนเข้ามากองอยู่นั้น ฟาดเข้าป่าให้หมดใครมาทำลายวัด เราเป็นคนรักษาวัด ไอ้วัตถุนี่มันพิลึกนะเหยียบธรรม วัตถุเหยียบธรรมเวลานี้กำลัง มันไปขนมาจากไหนก็ไม่รู้มากองไว้ที่นั่น เราออกไปเห็นตอนบ่ายเมื่อวาน เอาหนีให้หมด วัตถุนี่มันพิลึกนะมันเหยียบธรรม ไปที่ไหนเต็มไปหมดศาลาเมื่อวานนี้ ขอนไม้ตอไม้อะไรอยู่ที่ศาลาเอาออกให้หมดอย่าเอามายุ่ง

ทำอะไรๆ ให้ปรึกษาเราบ้างนะ อย่ามาทำสุ่มสี่สุ่มห้า เหยียบย่ำทำลายไปหมด วัดนี้มีหัวหน้ามีผู้เป็นเจ้าของ อย่ามาทำสุ่มสี่สุ่มห้า เลอะไปหมดเวลานี้ พวกนี้มันเข้ามาเหยียบทำลายศาสนา มันไม่ได้เข้ามาส่งเสริม ไปที่ไหนเห็นเลอะๆ เทอะๆ ไปหมด จำเป็นต้องได้ไป ขี้เกียจเท่าไรก็ไป ด้อมๆ ไปดูนั้นดูนี้ ดูที่ไหนเจอที่นั่นๆ เมื่อวานนี้ก็ไปเจอที่นั่น ให้เอาออก มันไปเอามาจากไหนก็ไม่รู้ ไอ้พวกวัตถุนั่นละเกลื่อนโลกสกปรก ธรรมในหัวใจมันไม่มี ให้ธรรมจ้าในหัวใจลองดูซิ กับวัตถุเหล่านี้ต่างกันอย่างไร วัตถุเหล่านี้เหมือนมูตรเหมือนคูถ ธรรมเหมือนทองทั้งแท่ง เราอยากให้พากันบำเพ็ญดูหัวใจเจ้าของบ้างซิ มันดูตั้งแต่ข้างนอกๆ ไม่ได้ดูข้างใน ไปที่ไหนมีแต่พวกเลอะๆ เทอะๆ ทั้งนั้น มันเอาอะไรเข้ามากองที่ศาลาข้างนอกนั้นน่ะ มันไม่ได้บอกนะมันขนเข้ามาๆ

พวกล้างถ้วยล้างจานเหมือนกัน มันขยันแต่กินนะพวกนี้ ล้างถ้วยล้างจานแถวนั้นเลอะๆ เทอะๆ ตอนเย็นเรามาดู ล้างถ้วยล้างจานมันไม่ได้ล้างนะ มันกินแล้วหนีไปไหนไม่รู้อยู่แถวนั้น เรามาดูแทบทุกเย็นนะ มาเที่ยวดูนั้นดูนี้ มันมากินเฉยๆ พวกนี้น่ะ มันไม่มาสนใจกับอรรถกับธรรมอะไร สนใจแต่ท้องแต่ปากเจ้าของ มันดูไม่ได้นะ เข้ามาเลอะเทอะอีก ที่ล้างถ้วยล้างจาน เห็นแต่ความสกปรกเต็มไปหมด ได้นำมาพูดอยู่นี้

หลังจังหัน

ท่านอาจารย์คำดีท่านสอนพระ คือท่านฝึกนิสัยใหม่หมดท่านเล่าให้เราฟัง นิสัยท่านสุภาพเรียบร้อยมากทีเดียว เรานึกว่าเป็นนิสัยเดิมท่าน เราก็ได้ชมนิสัยท่านเรียบราบมากทีเดียว เวลาสนิทกันนานๆ เข้ามาแล้วท่านเลยเล่าให้ฟัง ท่านบอกว่า กิริยาอาการที่ผมใช้อยู่ทุกวันนี้ผมฝึกหัดใหม่นะท่านมหา ไม่ใช่นิสัยเก่าผม นี่เราได้ชมว่าท่านฝึกได้เรียบจริงๆ เป็นใหม่ขึ้นมาหมด ฝึกหัดนิสัยได้ใหม่หมดเลย แต่ก่อนผมนิสัยวู่วาม ให้ทันใจ ใจร้อน อะไรพอขว้างขว้าง อะไรพอปาปา ต้นเหตุที่จะมาให้ผมดัดนิสัยผมอย่างเด็ดขาดเกิดขึ้นจากเณร ที่วัดศรัทธารวม โคราช

ท่านพักอยู่วัดศรัทธารวม เขาถวายผ้ามาแล้วเณรเย็บเป็นผ้าสบง ทีนี้เณรเย็บผิด เอามาดูก็ผิดจริงๆ พอเห็นเย็บผ้าผิดท่านก็เลยฉีกต่อหน้าเณร ผ้าใหม่ๆ นะ ท่านฉีกผ้าต่อหน้าเณรเลย ท่านไม่สนใจตามนิสัยดั้งเดิมของท่านเป็นอย่างนั้น ผ้าใหม่ๆ เย็บผิดเท่านั้นฉีกเลย เณรไปนั่งแอบอยู่ต้นเสา ไปร้องไห้อยู่ต้นเสานู้น ท่านไปเห็นไปเจอเข้า เณรที่เย็บผ้าผิดถูกเราทำประชดฉีกผ้านี้ ไปนั่งอยู่ข้างต้นเสาร้องไห้อยู่นั้น เลยไปสะดุดใจอย่างแรง ว่าเณรนี่ได้ร้องไห้เสียใจหรืออะไรก็ไม่รู้แหละ เกิดจากเหตุที่เราฉีกผ้าที่เณรเย็บผิดนั่นต่อหน้าต่อตาเณร เณรเลยไปนั่งแอบต้นเสาร้องไห้

นั่นละท่านนำมาดัดท่าน ท่านว่าอย่างนั้น ท่านเล่าให้เราฟังเอง เรื่องเหล่านี้มันก็มีผิดมีพลาดได้ เย็บสบงจีวร ไม่ว่าอะไรผิดพลาดได้ทั้งนั้น แต่ก็ไม่มีอะไรเสียหาย ผิดพลาดก็ธรรมดาๆ ความเสียหายมาอยู่ที่เราทำเวลานี้ เอาผ้าที่เย็บผิดนั่นน่ะมาฉีกต่อหน้าต่อตาเณร ผ้าไม่เสีย มันเสียเรา ว่าอย่างนั้นนะ นี่ถ้าเราไม่ฝึกหัดนิสัยใหม่นิสัยนี้จะไปใหญ่ จะทำให้เสียพระทั้งองค์คือเรานี้เอง ตั้งแต่นี้ต่อไปนิสัยอย่างนี้เราจะไม่เอามาใช้เป็นอันขาด เราจะฝึกหัดนิสัยใหม่หมดเลย นิสัยเก่าตัดขาดสะบั้นไปเลย เอานิสัยเรียบร้อยดีงามมาใช้ ท่านว่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้นผมถึงมีนิสัยอย่างนี้ท่านมหา นิสัยเดิมผมไม่ได้เป็นอย่างนี้ ท่านก็เล่าให้ฟัง เพราะนิสัยท่านเรียบร้อยมาก

ทีนี้ก็เกี่ยวมาถึงเราละที่นี่ เวลาจะเทศน์คือท่านไม่ดุ ตั้งแต่ท่านฝึกนิสัยแล้วท่านไม่เคยดุพระดุเณร ดุใครก็ตามไม่เคย เรียบตลอดเวลา เพราะท่านฝึกได้ เรียกว่าได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย เณรนั่นละเย็บผ้าผิดมาเป็นครูสอนท่านอย่างเอก ท่านว่าอย่างนั้น ทีนี้เวลาท่านสอนพระเณรของท่าน เพราะท่านไม่ดุแล้วนี่ พระทั้งหลายท่านก็เล่าให้ฟังมาตลอด องค์ท่านเองท่านก็เล่า ว่าก่อนเทศน์หรือว่าหลังเทศน์เรื่องของเราจะมา ไม่อยากจะพูดว่าแทบทุกครั้ง อยากจะพูดว่าทุกครั้งไป ว่าอย่างนั้น พระเณรเหล่านี้ถ้าไปอยู่กับท่านมหาบัวแล้วไม่ถึงสามวัน ถูกท่านไล่ออกจากวัดทั้งหมด คือท่านไม่ดุ แต่ท่านมหาบัวเป็นอย่างไร เพียงเท่านั้นก็เทียบกันแล้ว ว่าไปอยู่กับท่านไม่ถึงสามวันจะถูกท่านขับไล่ออกจากวัดหมดนั่นแหละ ท่านว่าอย่างนั้น

นี่ท่านพูดเรื่องพระเรื่องเณรที่จุ้นจ้านโกโรโกโสอยู่กับท่าน ท่านไม่ดุ ถ้าไปอยู่กับท่านมหาบัวแล้วไม่ถึงสามวัน ท่านว่า ท่านพูดจนติดปากจริงๆ มันเป็นในจิตของท่าน ใครๆ ก็เล่าให้ฟังอย่างนั้น ว่าไม่ก่อนก็หลังเทศน์เรื่องของเราจะขึ้นสอนพระอยู่ตลอด พูดถึงเรื่องของเรานำมาสอนพระ คือท่านไม่ดุแล้ว ดุก็มีแต่เราองค์เดียวดุ ทีนี้ก็พอดีนิมิตท่านสำคัญมาก ปรากฏในภาวนาไม่ผิดพลาดนะ ที่อยู่วัดศรีฐานแต่ก่อนเป็นวัดป่าจริงๆ เขาเรียกสามเหลี่ยมไปขอนแก่นนั่นน่ะ ที่แยกไปทางชุมแพ แยกไปทางโคราช แยกไปทางไหน สามเหลี่ยมใหญ่นั่นน่ะ แต่ก่อนเป็นดงทั้งหมด วัดป่าศรีฐานอยู่ตรงนั้นแหละ

เราไปเรายังจำได้ ปีพ.ศ. ๒๔๙๕ ขโมยหนีจากหมู่เพื่อนไป หาอุบายมาเยี่ยมโยมแม่ เพราะรำคาญพระเณรรุม หาอุบายมาเยี่ยมโยมแม่ ก็มาพักอยู่กับโยมแม่เพียงสองคืนเท่านั้นเอง เราเปิดไปขอนแก่นคนเดียว ทีนี้ท่านได้นิมิตนะ ตื่นเช้ามาท่านพูดว่า เออ เมื่อคืนนี้ได้นิมิตสำคัญๆ เร็วๆ นี้แหละจะมีพระองค์สำคัญมาวัดเราจนได้ เร็วๆ นี้นะ ท่านเลยจัดให้พระไปอยู่เวรที่ศาลา ศาลาวัดป่าศรีฐานเป็นป่าจริงๆ จะมีพระองค์สำคัญมาให้ได้คุยธรรมะกับท่านเร็วๆ นี้ เลยจัดพระมาเฝ้าศาลา ถ้ามีพระกรรมฐานมาจากที่ไหนก็ตาม อย่างไรขอให้ได้พบกับเราเสียก่อน

พอเราไป ก็ไปองค์เดียวนี่ สะพายบาตรไปองค์เดียว พระก็ไม่รู้ว่าเราเป็นใคร จำได้ว่าชื่อพระฮวด พระองค์นี้ที่ถูกท่านอาจารย์สั่งให้มาเฝ้าศาลา เฝ้าคอยดูพระกรรมฐานที่จะมาที่นี่ แล้วได้นำไปหาท่าน กราบท่าน เพราะท่านได้นิมิตว่าท่านจะได้พูดธรรมะกับองค์สำคัญๆ เร็วๆ นี้ ท่านว่าอย่างนั้น ผมก็เลยมาเฝ้าตามที่ท่านสั่ง แกก็เล่าสะเปะสะปะไป แล้วก็ไม่รู้ใครเป็นใคร เราเป็นใคร เราก็มีแต่คอยหลบคอยซ่อนตลอด จะเปิดง่ายๆ ได้เหรอ ท่านก็พูดสะเปะสะปะไปตามภาษาของแก เป็นพระบวชใหม่ได้สองพรรษา

ทีนี้ว่าให้มานั่งเฝ้าศาลา เราก็ดูที่ศาลา ศาลามีสิ่งที่เป็นสาระสำคัญอะไรๆ บ้าง คือท่านหาอุบายให้พระมาเฝ้าศาลา แต่มีอะไรอยู่ภายในนั้น โดยอ้างเหตุว่าพระสำคัญอย่างไรก็ได้ เราดูไปตามศาลาก็ไม่เห็นมีอะไร ถ้าว่ากระโถนก็เป็นไม้ไผ่ ไม้ไผ่ตัดเป็นกระโถนๆ เราดูไปที่ไหนไม่มีอะไร ก็คงสมเหตุสมผลแหละ เรานึก พอคุยไปคุยมาก็มาถามชื่อเรา ถามไปทำไม ก็อ้างเหตุผลดี ก็เวลาไปหาครูบาอาจารย์มีครูบาอาจารย์มาเยี่ยมนี้ไปหาท่านก็ต้องบอกชื่อบอกเสียงท่าน ถ้าไม่บอกชื่อก็ไม่ได้ ก็มีเหตุผลแล้ว ตกลงเราก็เลยบอกว่า บัว เหอ อาจารย์มหาบัวเหรอ บอกว่าใช่แล้ว โอ๊ย ท่านพูดถึงทุกวัน ทีนี้ยิ่งพันเลย

พอไปถึงท่านแล้วตอนกลางคืนคุยกัน ทีนี้ตอนเช้ามานี่ละมันขบขันนะ คือเรานี่เหมือนว่าตัวเสนียดจัญไร ไปไหนมักจะเป็นอย่างนั้น พระอยู่กับท่านก็เป็นนิสัย ครูบาอาจารย์ไม่ดุไม่ด่าพระเณรก็ใช้กิริยามารยาทอิสระนั่นแหละ จะเรียกว่าโกโรโกโสสำหรับผู้ปฏิบัติดีงามก็ได้ แต่ไม่ได้เสียหาย ก็เป็นกิริยาของพระที่ครูบาอาจารย์ไม่ดุมันก็เพ่นพ่านบ้าง นี่ละที่มันชัดเจนมาก เราก็หูดี พอตอนเช้ามาท่านนั่งอยู่ตรงนั้น เป็นองค์หัวหน้า เราองค์ที่สอง

ทีนี้เวลาพระเณรเอาปิ่นโตเอาหม้ออะไรเข้าไปหาท่าน เวลาเข้าไปจัดอาหารอะไรๆ ถวายที่บาตรท่าน พอพระเณรก้มหัวเข้าไปนี้ท่านกระซิบพระเณร รู้ไหมเสือนั่น ท่านว่า เสืออยู่ข้างหลังรู้ไหม ท่านกระซิบ ทีนี้เรามันหูดีมันฟังได้ทุกอย่าง องค์ไหนไปก็ตามถ้าเข้าไปหาท่านรู้ไหมเสืออยู่ข้างหลังนั่น ว่าอย่างนั้นเลย ท่านกระซิบเรื่อย กระซิบบอกว่าเสืออยู่ข้างหลัง มันขบขันดีนะ ให้ระวังนะ เสือนะนั่น องค์ไหนเข้าไปหาท่านแล้วออกมาก็เรียบไปๆ พอวันหลังเรียบหมดวัดเลย คงกลัวเสือ มันขบขันดี

นี่ละเป็นอย่างนั้นละท่านอาจารย์คำดี เรื่องเสือ หูเราก็ดี ท่านกระซิบพระที่เข้าไปหาท่าน เตือนให้ได้สติสตังระมัดระวังกิริยามารยาท ที่ท่านว่าเสือนะอยู่ข้างหลังรู้ไหม ก็เสือแบบนั้นละ มันขบขัน พอวันหลังมานี้เรียบหมดวัดเลยพระ มันหากเป็นเองของมันนั่นละ พูดถึงเรื่องท่านอาจารย์คำดี เวลาท่านเทศนาว่าการตั้งแต่ท่านฝึกหัดนิสัยใหม่เรียบร้อยแล้วท่านไม่เคยดุเคยด่าใครเลย กิริยานี้เรียบเหมือนผ้าพับไว้ คนที่ยังไม่เคยรู้จักนิสัยเดิมท่านต้องยอมรับว่าท่านสุภาพมาก เวลาท่านเล่าให้ฟังถึงได้รู้เรื่อง

อย่างเรานี่ เราก็ยอมรับทันทีว่าท่านสุภาพมาก แต่เวลาท่านเล่าให้ฟังท่านฝึก นั่น ฝึกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์คือท่านอาจารย์คำดี กิริยาดุด่าว่ากล่าวไม่มีเลย เพราะฉะนั้นท่านถึงมักยกเอาเรื่องเราขึ้นในท่ามกลางสงฆ์เสมอ ก่อนเทศน์บ้าง ทีหลังเทศน์บ้าง ยกเราเป็นคติตัวอย่าง พูดง่ายๆ ว่าอย่างนั้น ท่านอาจารย์มหาบัวท่านเป็นพระที่จริงจังต่อหลักธรรมหลักวินัย เคลื่อนคลาดไม่ได้ เรียบร้อยหมดทุกอย่าง ท่านก็ชี้แจงให้ฟังอย่างนั้นเรื่อยๆ แล้วดุเด็ดทุกอย่าง เพราะฉะนั้นเวลาพระเณรเข้ามาท่านตอนจังหันท่านถึงกระซิบว่าเสืออยู่ข้างหลัง เสือรู้ไหม เสือแบบนี้แหละ เข้าใจไหม เสืออยู่ข้างหลังรู้ไหม พอวันหลังมานี่พระเณรเรียบหมดเลย

อันนี้เราก็ยอมรับว่าเป็นความจริง มันมาเลอะๆ เทอะๆ ที่วัดป่าบ้านตาด เลอะจริงๆ มันมีอะไรพาให้เลอะ ดูเอา อยู่แต่ก่อนเป็นอย่างที่ว่า เคลื่อนคลาดอะไรไม่ได้เลย แม่นยำๆ เด็ดขาด ถูกต้องตามหลักธรรมหลักวินัย ไม่คลาดเคลื่อนเลย เรียบตลอด ปรกติที่เคยปฏิบัติมาและนำเพื่อนฝูงมาก็แบบนั้น ทีนี้มาที่นี่มันเลยเลอะเทอะไปหมด (มีรถบรรทุกกำลังนำของมาลงที่โกดัง) รถใครไปจอดอยู่ที่ข้างๆ ครัว ให้เอารถออก ข้างครัวนั่น  มีรถใหญ่จะเข้ามันเข้าไม่ได้นะ รถใครจอดอยู่ข้างครัวน่ะให้ถอยออกเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวรถใหญ่จะเข้าไปหาโกดังบรรทุกสิ่งของ คนอื่นบอกไม่ได้ละ ต้องบอกว่าเสือน่ะบอก ต้องบอกให้ว่าเสือละบอกมันถึงได้ ถ้าว่าเสือละกลัว

ท่านอาจารย์คำดีท่านกระซิบพระ เรายังไม่ลืม พระเณรก้มเข้าไปหาท่านจัดหม้อนั้นหม้อนี้ ท่านกระซิบ เราไม่ลืม ก็หูเราดีอยู่นี่ เสือนะนั่น ให้ระวังนะเสือ โฮ้ เรานี้ก็เป็นเสือทั้งตัวหรือนี่ ระวังนะเสือ ท่านกระซิบกับพระ ท่านว่าเราจะไม่ได้ยิน ก็เราหูดีเราฟังทุกอย่าง พระองค์ไหนเข้ามานั่นแล้วออกไปเรียบๆๆ เลย ท่านกระซิบพระมา ทีนี้วันหลังมาเรียบทั้งวัดเลย คือท่านไม่ดุ เรามันนักดุนักเด็ด มันก็เข้ากันไม่ได้ อย่างที่ว่าเสือก็เสือแบบนี้ เสือแบบที่ว่า เสือรู้ไหม ขบขันดี

รถเข้าไปแล้วเหรอ จะขนของเข้าไปในโกดัง เพราะโกดังนี้ของเต็มตลอดนะ เรียกว่าโรงพยาบาลเป็นที่หนึ่ง ของสำหรับโรงพยาบาลต่างๆ ที่มาประจำวันๆ เมื่อวานนี้ก็ดูเหมือนสี่หรือห้าโรง อย่างนั้นเป็นประจำ วันละสี่โรงห้าโรงๆ ที่สูงสุดแค่เก้าโรง วันหนึ่งที่มารับเอามากที่สุด เก้าโรงลงมา ไม่ถึงสิบโรง เป็นประจำ เมื่อวานนี้ก็ดูเหมือนสี่โรง เมื่อวานนี้เราไปจังหวัดชัยภูมิ อำเภอคอนสวรรค์ ไปไกล แต่ไม่ถึงชัยภูมิ เอาของไปส่ง

เราไม่ลงรถนะ ไม่ว่าจะไปโรงพยาบาลใด เขานิมนต์ให้ลงไม่ลง เขาก็รุม ปูเสื่อปูอะไร เราก็นั่งอยู่บนรถให้ขนของออก พอขนของออกหมดแล้วเราก็ไปเลย ไม่ลงนะ ไม่ว่าไปโรงพยาบาลไหนเหมือนกันหมด ก็จะลงหาอะไร ถ้าลงไปนี่คุยโม้กัน มันจะตาย เพราะเราเบื่อพอแล้ว เห็นไหมนี่พูดกับแขกกับคนตั้งแต่ตื่นนอน แล้วไปนั้นยังจะไปโม้อีก มันก็ตายละซี จึงไม่ลง บางทีก็บอกว่าไม่ลง โรงพยาบาลสู้รถเราไม่ได้ ไปอย่างนั้นก็มี แต่ไม่บอกนะเงื่อน เหตุผลเป็นยังไง ไม่ลงโรงพยาบาลสู้รถเราไม่ได้ ไปเลย จะหมายความว่าอย่างไรเขาไม่เข้าใจ แต่เรามีความหมาย คือรถเราไม่ต้องลง ถ้าไปลงโรงพยาบาลต้องลงแล้วต้องขึ้น ตะเกียกตะกายจะตาย เพราะฉะนั้นจึงว่าโรงพยาบาลสู้รถเราไม่ได้ เรานั่งอยู่ในรถเราไม่ต้องลง มันก็สบาย อันนี้ดีกว่านั้น นั่นความหมายเท่านั้นแหละไม่เอามาก ไปไหนจึงไม่ลง ไปเรื่อยๆ

วันธรรมดาไปโรงพยาบาล ถ้าวันเสาร์-อาทิตย์มักจะไปตามวัด ถ้าวันราชการไปตามโรงพยาบาล วันนี้ไปโรงนั้น วันนั้นไปโรงนั้น เมื่อวานนี้ไปคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ ไกล ทาง ๒๐๐ กว่ากิโล รถวิ่ง ๒ ชั่วโมง ๒๐ นาที รถเรามันแข็งแรงด้วย วิ่งเร็วเท่าไรก็ได้ (รถมาเมื่อกี้นี้เอาข้าวสารเหนียว ๓๐๐ ข้าวเจ้า ๓๐๐ โรงสีเทียมศักดิ์ อุดร) ถึงเขาไม่มาก็ตาม เราจะขาดไม่ได้เลย ต้องให้เต็มโกดังตลอด ทุกอย่างที่เราจัดไว้เพื่อโรงพยาบาล ที่เป็นพื้นฐานก็คือ น้ำปลา น้ำมันพืช ขนมปัง น้ำตาล นี่เป็นพื้นฐานให้ได้ทุกคันรถเลย เราจำได้เท่านั้น

(พวกสื่อข่าวทีวีจะขอสัมภาษณ์ลูกศิษย์ในวัดเป็นอย่างไร) สัมภาษณ์อะไร พวกหนังสือพิมพ์มันหากินนะ เราไม่ได้หากิน เราหาธรรม อะไรอย่าบอกสุ่มสี่สุ่มห้านะ ไม่ได้นะพวกนี้ เราเข้าในธรรมแล้วเป็นเรื่องธรรมไปเลย อย่าให้เรื่องโลกเข้ามาแฝง เข้าใจ เราไม่ยากละกับใครก็ดี ไม่ยากทั้งนั้น ราบไปเลยทั่วแดนโลกธาตุ อ้าว พูดจริงๆ ที่เราพูดอยู่นี้เราไม่มีอะไรกับโลกธาตุนี้เลย เหนือไปหมด ธรรมทั้งหลายเหนือหมด เพราะฉะนั้นการพูดท่านทั้งหลายก็ฟังเอาซิ สำเนียงหรือสำนวนโวหารการพูดการจามีสะทกสะท้านหวั่นไหวที่ตรงไหน ก็คือว่าไม่มีว่างั้นเถอะ เหนือหมดทุกอย่าง พูดออกมานี้ด้วยความเมตตาล้วนๆ ไม่ได้มีกิเลสที่แฝงว่าเป็นอำนาจบาตรหลวงป่าๆ เถื่อนๆ มาด้วยเลย ไม่มี มีแต่เรื่องอรรถเรื่องธรรม จะเด็ดจะขาด เฉียบขาดขนาดไหน เป็นเรื่องของอรรถของธรรมที่จะเป็นประโยชน์แก่โลกเท่านั้นแหละ ทีนี้ให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก