จิตไม่ไปยุ่งเสียอย่างเดียวก็ว่างไปหมด
วันที่ 4 กันยายน 2549 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

จิตไม่ไปยุ่งเสียอย่างเดียวก็ว่างไปหมด

ก่อนจังหัน

         พระมาฉัน ๓๐ ที่ภูวัว ๓๖ อันนั้นก็คล้ายคลึงกัน ไม่ใช่ท่านมาฉันทุกวัน ท่านไม่ได้มาฉันครบแหละ องค์ไหนอยากออกมาก็มา ไม่อยากมาก็อยู่อย่างนั้นแบบเดียวกัน..กรรมฐาน ท่านหนักภาวนามากกว่าอย่างอื่น คือการภาวนามันเป็นอย่างไรถึงมาเกี่ยวกับอาหาร เป็นเรื่องที่น่าคิด ถ้าผู้ต้องการใช้ความคิดเพื่อความฉลาด ถ้าผู้ไม่ใช้อะไรเลยก็แบบหมูกินไปอิ่มไปนอนไป  ไม่เกิดประโยชน์ ผู้ใช้ความคิดนี้อาหารสำคัญมาก เวลาฉันไปมากมันมีกำลังมาก เสริมร่างกาย ทับธรรมคือทับจิต

         เพราะฉะนั้นท่านถึงได้ผ่อน อด มีผ่อนมีอดแล้วการภาวนาก็ค่อยดีขึ้น สังเกตทางจิตเสียมากทีเดียว คือเรื่องจิตนี้พยุงมากนะ แต่ลดนั้นเร็ว ที่จะให้ลดตัวลงนั้นเร็ว ฟื้นขึ้นยาก จึงต้องได้พยุงทางด้านจิตใจ ส่วนร่างกายนี้เราจะให้ขึ้นเมื่อไรก็ได้ ยากอะไร ก็เคยพูดให้ฟังแล้ว ไปบิณฑบาตในหมู่บ้านเขาไม่ไปถึงหมู่บ้าน ถึงแค่กลางทาง ทั้งๆ ที่เราคิดว่าจะพอถึงหมู่บ้านเขา พอไปถึงครึ่งทางไปไม่ได้แล้ว ก้าวขาไม่ออก ต้องนั่งพักนั้นเสียก่อน นี่เวลามันเพลียร่างกายนะ

พอไปบิณฑบาตออกมาฉันอะไรก็ตามเถอะ อาหารนี่มีกำลังรวดเร็วกับร่างกายที่กำลังหนุ่มน้อยนะ พอฉันเสร็จเท่านั้นออกจากนี้ไปม้าแข่งสู้ไม่ได้ ดีดผึงเลยเชียว เวลาจะลงไปนี้ไปไม่ถึงบ้านเขา กำลังหมด แต่พอฉันเสร็จแล้วเท่านั้นมานี้ดีดผึงเลย นั่นเร็วนะ แต่ใจนี้ไม่ได้เร็ว จึงต้องพยุงเอามากทีเดียวทางด้านจิตใจ ท่านผู้ทรงมรรคทรงผลมาเป็นสรณะของพวกเราล้วนแล้วแต่เป็นนักพินิจพิจารณาใคร่ครวญ ไม่ใช่สักแต่ว่าๆ มันเกิดประโยชน์อะไร มันก็แบบโลกเขา ธรรมนี้ละเอียดลออมากทีเดียว โลกเขามันละเอียดไปทางกล่อมสัตว์โลก แต่หยาบไปทางที่สัตว์โลกติดเบ็ดมันแล้วจมไปเลยๆ มันต่างกัน กิเลสกับธรรมต่างกันมากทีเดียว

พระที่อยู่ที่นี่จึงต้องได้ใช้ความระมัดระวัง วันนี้ก็หายไปหลายองค์แล้ว ท่านไม่ฉัน ถ้าไม่ฉันแล้วภาวนาตลอดเลย ด้วยเหตุนี้เองท่านองค์ใดที่ไม่ฉันวันนั้นเราให้อิสระเต็มตัว คือไม่ให้มาทำข้อวัตรปฏิบัติเกี่ยวข้องกับเพื่อนฝูงที่เป็นความสามัคคี เราสั่งขาดไปเลยทีเดียว ให้เป็นเอกเทศของตัวเอง เป็นอิสระเต็มที่ที่จะได้ควบคุมจิตใจด้วยสติ สตัง เรียกว่าความเพียรติดต่อสืบเนื่องกันไป ผู้ใดที่อดอาหารแล้วผู้นั้นให้อยู่เอกเทศเลย นี่เราประกาศมาตั้งแต่เริ่มสร้างวัดที่มาอยู่กับหมู่กับเพื่อน เราอยู่ลำพังเราไม่ประกาศใครแหละ มาอยู่กับหมู่เพื่อนก็ต้องได้ประกาศให้หมู่เพื่อนฟัง นี่ทำมาอย่างนี้

สำหรับวัดป่าบ้านตาด เราได้พาหมู่เพื่อนตะเกียกตะกายตามหลักธรรมหลักวินัยไม่มีเคลื่อนคลาดเลย เพราะฉะนั้นอะไรเข้ามาขวางหูขวางตามันถึงสะเทือนใจ สะเทือนใจก็คือสะเทือนธรรมวินัยซึ่งอยู่กับใจนั้นแหละ จึงต้องได้เตือนกันๆ ดังประชาชนเขาเข้ามาในวัดเรานี้ นี่เขาเป็นเกียรตินะกิเลส เกียรติใหญ่เกียรติโตนะเกียรติกิเลส แห่กันเข้ามาในวัดนี้ เข้ามาดูวัดดูวา วัดนี้เป็นอย่างไร วัดนั้นเป็นอย่างไร เหมือนเข้ามาตรวจราชการงานเมือง มาให้คะแนนวัดคะแนนพระ ตัดคะแนนวัดคะแนนพระ วัดนี้เป็นอย่างไรถ้าไม่ดีๆ ตำหนิติเตียน ออกไปไปตำหนิ ถือว่าเราเป็นยศใหญ่ อำนาจใหญ่ นี่กิเลสมันเข้ามา หาได้รู้ไม่ว่าพระหรือธรรมท่านดูตับตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้เองเราจึงไล่ไม่ให้เข้ามายุ่ง พอห้าโมงแล้วใครเข้ามาไม่ได้ ถ้าไม่มีกิจจำเป็นจริงๆ เราเจอเองไล่เองเลย ไม่มีอะไรเหนือธรรม ถ้าไม่มีผู้รักษาแล้วธรรมจม กิเลสเหยียบแหลก ต้องมีผู้รักษา การมีผู้รักษาจึงต้องเข้มงวดกวดขันดังที่ว่านี้ นั่นละเขียนประกาศไว้แล้วมันอ่านเมื่อไร มันไม่ได้สนใจ ที่นี่เป็นวัด เป็นสถานที่ภาวนาเพื่อความสงบใจ ไม่มีกิจจำเป็นไม่ควรมาเที่ยวเพ่นพ่าน บอกชัดเจนมันฟังเมื่อไร ผู้มันหนามันหนาจริงๆ กิเลสมันหนา เข้ามานี้เหยียบวัดเหยียบวาเหยียบพระเหยียบเณร พระทั้งหลายท่านไม่ค่อยพูดละ ท่านเกรงอกเกรงใจกิเลส แต่ธรรมแล้วไม่เกรง

นี่เรานำธรรมออกไปแล้วไม่เกรงใคร ไม่มีอะไรเหนือธรรมในโลกนี้ ธรรมเลิศเลอสุดยอดไม่มีอะไรเสมอแล้ว เอา เทิดธรรมให้ดี สิ่งเหล่านั้นปัดออกๆ นี่ผู้หาสาระจะเป็นประโยชน์แก่ตน แล้วเวลาเป็นประโยชน์แก่ตนแล้วสั่งสอนเพื่อนฝูงประชาชนทั้งหลาย จะได้รับผลประโยชน์ติดต่อกันไปเรื่อยๆ เรื่องเกรงใจกิเลสมีประโยชน์อะไร โลกเกรงใจกิเลส กิเลสมันหนามันแน่น อำนาจบาตรหลวงใหญ่โต ธรรมนี่ต้องหมอบๆนะ ท่านทั้งหลายดูเอา ที่พูดเหล่านี้เอาความจริงมาพูด

เช่นอย่างวัดป่าบ้านตาดนี้มาไม่เข้าเรื่องเข้าราว มาสุ่มสี่สุ่มห้า มาแบบเกียรติกิเลสนั่นละ เราไล่ออกจากวัดเลย อย่าเข้ามาสกปรก พวกนี้พวกสกปรก ธรรมท่านสะอาดของท่าน ท่านรักษาอยู่นี่มายุ่งทำไม นอกจากนั้นก็ติดป้ายไว้เห็นไหมล่ะ ประตูวัดนั่น ที่นี่เป็นวัด เป็นสถานที่ภาวนาเพื่อความสงบใจ ไม่มีกิจจำเป็นไม่ควรมาเที่ยวเพ่นพ่าน บอกแล้วอย่างชัดเจน ผู้มันหนามันก็หนาอย่างนั้น มันไม่อ่านนะ เลวขนาดนั้นมนุษย์เราทุกวัน นับวันหนาขึ้นทุกวันๆ จิตใจของคน ถ้ากิเลสได้เข้าเหยียบตรงไหนเป็นส้วมเป็นถานไปตามๆ กันหมด คุณค่าราคาของใจไม่มี ถ้าลงกิเลสเข้าตรงไหนเลอะเทอะไปหมดนั่นละ

ให้พากันจำเอานะ ไม่มีใครสอนอย่างเรา เที่ยวไปทั่วประเทศไทย ไม่ใช่คุยไม่ใช่โม้ ไม่มีใคร เขาเกรงเรา เราเกรงเขา กิเลสเกรงกิเลส ไปอย่างนั้นละ ธรรมไม่เกรง ถ้าธรรมเกรงสอนโลกไม่ได้ กิเลสมันหนาแน่น อะไรจะไปสู้กิเลส มีธรรมเท่านั้นปราบกิเลสได้ นอกนั้นไม่มี จึงต้องเอาธรรมออก เอาละให้พร

หลังจังหัน

วันนี้คงไม่พูดอะไรมากนักละ คือมันเพลียมาตั้งแต่วานนี้แล้ว ขึ้นเวทีตั้งแต่บ่ายสองโมง มาถึงที่นี่บ่ายสองโมง พวกแขกนัดมาเวลานั้นเวลานี้เรื่อย แต่เราลงมาที่นี่บ่ายสองโมงก็พอดีกับแขกเต็มศาลา พร้อมทั้งพระทางจังหวัดเลย พระมีหลายวัด เจ้าคณะอะไรๆ พามาที่นี่ ก็เลยเทศน์อบรมพระให้ได้เป็นคติ จากนั้นก็เกี่ยวข้องกับประชาชน เทศน์สอนพระนี้เรียกว่าเทศน์ให้เป็นคติจริงๆ พระมามากเมื่อวานนี้

คือเราอยากจะให้ผู้นำศาสนามาเป็นขั้นเป็นตอน พระก็นำศาสนามาแบบพระ ถูกต้องตามหลักธรรมหลักวินัยมาดำเนิน เป็นคติตัวอย่างแก่พระแก่เณรตลอดไป แล้วประชาชนเขาก็จะได้เห็นตัวอย่างอันดีงามเช่นเดียวกัน ทางศาสนาเฉพาะพุทธศาสนานี้พระเป็นผู้สำคัญนำหน้าประชาชนให้เขาเดินตามหลัง พระนำถูกต้องตามแบบตามฉบับที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเอาไว้ มีแบบมีฉบับแล้วก็เดินตามแบบตามฉบับ

ผู้ตักตวงเอามรรคผลนิพพานตามที่ประทานพระโอวาทเอาไว้ พร้อมทั้งเหตุทั้งผล ก็ตักตวงไปเรื่อยๆ  เพราะผลมีอยู่กับเหตุ มรรคเป็นต้นเหตุ ดำเนินมรรคให้ดี ทางดำเนินถูกต้องแล้วก็ถึงจุดที่หมายๆ และผู้ดำเนินก็ได้ผลประโยชน์ ผู้ดำเนินตามก็ได้แนวทางที่ถูกต้องดีงามไปปฏิบัติ

มันเลอะๆ เทอะๆ ไปหมดแล้วนะ ทางบ้านทางเมืองก็ไม่ทราบอะไรเป็นกฎเป็นเกณฑ์เป็นกฎหมายบ้านเมือง มันกลายเป็นกฎหมอยไปหมดเวลานี้ กฎหมายบ้านเมืองเมืองไทยเราแทบว่าไม่มี มันมีแต่กฎหมอยทั้งนั้นเต็มบ้านเต็มเมือง กฎเลอะเทอะ กฎเอาตามชอบใจเขาเรียกกฎหมอย นี่มีเต็มบ้านเต็มเมือง คนไปที่ไหนก็เลยกลายเป็นคนกฎหมอยไปหมด ไม่มีกฎหมายเป็นเครื่องบังคับให้ถูกต้องดีงาม พองามตางามใจบ้าง แล้วมองเข้าไปพระอีก พระก็แบบเดียวกันอีก มีแต่หัวโล้นๆ ผ้าเหลืองคลุมเอาไว้ ผ้าเหลืองอยู่ในตลาดน้อยเมื่อไร เต็มไปหมด อยู่ที่ไหนก็มี เอามาครองมาห่มก็ห่มไปอย่างนั้น ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามหลักธรรมหลักวินัยแล้วหาความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ หาความดีงามไม่ได้ ต้องเอามาปฏิบัติ

หลักธรรมหลักวินัยเป็นเครื่องประดับ ยึดอันนั้นเข้ามาสู่ตัวเอง เครื่องบริขารใช้สอยซึ่งเป็นเครื่องหมายของพระก็คือผ้าเหลือง บริขาร ๘  นี่ละสมบัติของพระแท้มีบริขาร ๘ เท่านั้น นี่ละความจำเป็นที่พระพุทธเจ้าประทานให้ ไปที่ไหนติดตัวไปเลย บริขาร ๘ คืออะไร ผ้าสังฆาฏิ จีวร สบง บาตร กล่องเข็ม มีดโกน ธมกรกกรองน้ำ ประคตเอว นี่เป็นสมบัติประจำตัวของพระ ไปไหนไม่พะรุงพะรัง เข้าดำเนินเดินป่าเดินเขาไปได้อย่างสะดวกสบาย การประกอบศีลธรรมเป็นไปด้วยความราบรื่นดีงาม ตัวเองก็ชื่นใจ นี่ละอะไรที่พระพุทธเจ้ามอบให้แล้วนำมาประดับตนจะสวยงามทุกอย่างเลย ไม่มีอะไรที่ว่าครึว่าล้าสมัย มีแต่ล้ำยุคล้ำสมัยตลอดมา ธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่เคยว่าธรรมนี้ครึล้าสมัย นอกจากกิเลสเข้าไปเหยียบย่ำทำลายธรรมเสียเท่านั้นเองในบุคคลแต่ละคน จนกลายเป็นคนหมู่มากทำลายแหลกไปหมด

มนุษย์เราขอให้มีกฎมีเกณฑ์ มีกฎหมายบ้านเมืองเป็นเครื่องปกครองส่วนรวม กฎเกณฑ์เป็นสมบัติของตัวเอง จะนำมาปฏิบัติเพื่อความสวยงามในตัวเองและครอบครัวเหย้าเรือน สมาคมนั้นสมาคมนี้ ให้มีความดีงามเป็นกฎเกณฑ์สำหรับตัวเองทุกคน เข้าสมาคมกันก็สวยงาม สมาคมนี้ขี้เหล้า สมาคมนี้ขี้ยา สมาคมนั้นฝิ่นกัญชายาเมา สมาคมนั้นยาเสพย์ติด เลอะไปหมดเลย ไม่มีความหมายนี่น่ะ ตัดอันนี้ออกให้หมด ไม่มีใครฉลาดเกินมนุษย์แหละ นำมาใช้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่มนุษย์และสังคมมนุษย์ แล้วจะสวยงามไปตามๆ กัน

อันนี้มันไม่มีกฎมีเกณฑ์อะไรเลยไม่ว่าทางฆราวาส ไม่ว่าทางพระ ไม่ได้ตำหนิเขาตำหนิเรา มันพอๆ กัน มองดูพระดูเณร กับคัมภีร์ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนมันมีติดตัวมาไหม ดูเท่านั้นก็รู้ ถ้าไม่ติดตัวแล้วก็ล่อนจ้อนมาเลย เหมือนหมาขี้เรื้อนไม่มีคุณค่าอะไร วัดนี้จึงได้เข้มงวดกวดขัน มันเลอะเทอะมานาน ตั้งแต่ ๔ โมงครึ่งไปแล้วไล่ออกหมดไม่ให้เข้ามาอยู่ เวลานี้ใครมาถ้าเจอกับเราแล้วหมอบ เราไม่มีเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมอะไร ธรรมเหนือหมด เอาความถูกต้องดีงามมาสอน ไม่ได้สอนเพื่อความเสียหาย ไล่ออกจากวัดก็ไล่ไปเพื่อความดีงามของผู้นั้น เราไม่ได้ไล่แบบสาปแช่งอะไรไป

ถ้าเรามาเจอเองก็สอน ถามหาเหตุหาผลที่เข้ามา มาอะไร ไม่มีเหตุมีผลไล่ออกเดี๋ยวนั้นเลย วัดนี้มีหลักมีเกณฑ์มีข้อปฏิบัติ ท่านมีขอบมีเขต ไป อย่าเข้ามายุ่ง เขียนติดไว้เห็นไหมนั่น เราบอกเองด้วย นั่นไปอ่านเอาถ้าไม่เห็น อย่าหลับหูหลับตามา บอกอย่างนี้เลย นานๆ จะได้เจอทีหนึ่ง ถ้าเราเจอแล้วก็ธรรมกถึกขึ้นเลย นักเทศน์ขึ้นเปรี้ยงๆ เลย เพราะไปที่ไหนมันมีแต่ความเลอะเทอะ เข้ามาในวัดนี้ดูได้เมื่อไร เจ้าของยังโอ่อ่าฟู่ฟ่ามา ภาคภูมิใจว่ามาวัดมาวา ประหนึ่งว่าจะมาให้คะแนนวัดให้คะแนนพระ ตัดคะแนนพระ เป็นอย่างนั้นนะ คือใหญ่กว่าวัดกว่าวากว่าพระกว่าเณรเวลาเข้ามา เหมือนว่ามาตรวจราชการ แต่พระดูตับของเจ้าของรู้หรือไม่รู้นั่นซี นี้ดูตับแล้วนะถึงได้สั่งได้สอน ซักไซ้ไล่เลียงหาเหตุผลที่มา มาเพราะอะไร ไม่มีเหตุมีผลไม่มีหลักมีเกณฑ์ไล่ออกเดี๋ยวนั้นเลยเรา

ธรรมเหนือโลก ไม่มีอะไรจะเหนือธรรมไปได้ เอาให้เป็นสักขีพยานกัน ก็มันจ้าอยู่ในหัวใจนี้แล้ว ไม่มีอะไรเสมอเหมือนในโลกนี้ จึงพูดได้เต็มปากเลย ไม่มีอะไรเหนือธรรมไปได้ ธรรมนี่เลิศเลอสุดยอด ขอให้มาปฏิบัติ ประดับหัวใจของเราให้งดงาม ให้มีความสงบร่มเย็นด้วยธรรมเป็นเครื่องกำกับ สติธรรม ปัญญาธรรม วิริยธรรม อุตส่าห์พยายามพากเพียรรักษาตัวเองให้ดี กิริยาการแสดงออกให้มีสติพินิจพิจารณาว่าควรหรือไม่ควรประการใด นำออกแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ออกใช้ก็เป็นประโยชน์ทั้งตนและผู้อื่น ถ้าเป็นความเสียหายออก เสียหายจากตนไปแล้วไปถึงผู้อื่นกระจายไปหมด ไม่เป็นของดีเลย นั่นละธรรมสอนโลกท่านสอนอย่างนั้น

พากันระมัดระวังนะ ข้างในเลอะเทอะไปหมดแล้ว เราอกจะแตกแล้วจะว่าไม่บอก เราอยู่แบบหูหนวกตาบอดทุกวันนี้ สำหรับพระเราเราพูดจริงๆ เราเบาใจตลอดมา ไม่มีที่จะได้ดุด่าว่ากล่าวองค์นั้นเป็นยังไงองค์นี้เป็นยังไง ท่านเรียบตามหลักธรรมหลักวินัย ธรรมวินัยเรียนมาทุกคนรู้ด้วยกันทุกคน เห็นกันปั๊บกับหลักธรรมหลักวินัยเข้ากันได้ปุ๊บๆ ไม่มีอะไรขัดข้องกันแล้วตำหนิกันหาอะไร นั่น ทีนี้ออกจากนี้ไปแล้วมันเลอะเทอะนั่นซี ได้ว่านั้นว่านี้ สุดท้ายมันก็หนักใจ ให้ดูหัวใจตัวเองนะผู้ปฏิบัติธรรม อย่าไปดูคนนั้นคนนี้ไม่ดี คนนั้นเป็นอย่างนั้นคนนี้เป็นอย่างนี้ นี้มาสั่งสมกิเลสนะ ไม่ได้มาสั่งสมอรรถธรรม

สั่งสมอรรถธรรมต้องดูตัวมหาพาล มหาภัยอยู่ที่ใจ มันจะคิดออกแง่ใดมุมใดดูมันให้ดี ตีมันให้แหลก แล้วมันก็ไม่โผล่ออกไปตำหนิคนนั้นคนนี้ แต่ไม่สนใจตำหนิเจ้าของ นี่เสีย เสียตลอดไป ผู้มาปฏิบัติธรรมจะไม่ได้ประโยชน์อะไรไปจากวัดจากวาที่ท่านสอนให้สั่งสมธรรม แต่เรามาสั่งสมกิเลสมันเข้ากันไม่ได้ เลอะเทอะไปหมดนะ

พวกข้างในนี้ละพูดจริงๆ ก็มันไม่มีแบบมีฉบับอะไร ใครอยู่ที่ไหนสุ่มสี่สุ่มห้ามา หลั่งไหลเข้าไปกองกันอยู่ในครัวนั้น จะทะเลาะเบาะแว้งแบบไหนก็เอานิสัยเดิมมาใช้ นิสัยเดิมเป็นนิสัยมูตรคูถ สกปรกมาจากบ้านจากเรือน เข้ามาในวัดก็มาเลอะเทอะในวัดในวา แล้วมันดูไม่ได้นะ วัดวาท่านกลั่นกรองตลอด เฉพาะพระเณรแล้วกลั่นกรองเต็มที่เลย สำหรับฆราวาสเป็นฝ่ายผู้หญิง ไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องกันบ่อยๆ เหมือนพระเรา ยิ่งไม่มีการแนะนำสั่งสอนก็นับวันเลอะเทอะไปละ

ให้พากันดูตัวเอง อย่าไปดูที่อื่น พูดเดี๋ยวนี้ฟังหรือเปล่าล่ะ ออกไปแล้วก็เอาละครลิงมาใช้เหรอ ละครแมวมาใช้ ตบนั้นตบนี้ไป ละครลิงก็เหมือนกัน วอกแวกๆ คลอนแคลนหาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ ต้องมาปฏิบัติรักษาตัวเอง ดูความเคลื่อนไหวของใจ ใจนี่เป็นตัวมหาเหตุ ถ้าสติมีจะรู้ความเคลื่อนไหวของใจ มันคิดไม่ดีไปทางใดๆ บ้างตีลงๆ จนเป็นความเคยชิน แย็บออกตรงไหนรู้ทันทีๆ นี่ละตำหนิตนเอง เป็นผลเป็นประโยชน์อย่างนี้ ตำหนิคนอื่นตำหนิเท่าไรยิ่งเพิ่มฟืนเพิ่มไฟ แล้วยิ่งออกปากตำหนิด้วยแล้วก็ยิ่งเป็นไฟเผากัน เกิดความทะเลาะเบาะแว้ง ผู้ได้ยินก็ไม่พอใจแล้วก็เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมา คนนั้นตำหนิว่าอย่างนั้น คนนี้ตำหนิว่าอย่างนี้ ออกจากปากที่ปากบอน คันปากนั้นแหละ แล้วเสียหมดเลย

ถ้าดูหัวใจแล้วมันจะไม่ออก หัวใจไม่ดียังไงดูหัวใจเจ้าของ มันเคลื่อนไหวไปทางไหนไม่ดีตบลง ตบเข้าไปเรื่อยมันก็เรียบไปเท่านั้นเอง อยู่ที่ไหนไม่มีเรื่อง เจ้าของไม่มีเรื่อง ใครๆ ก็ไม่มีเรื่อง ต่างคนต่างรักษาเรื่องไม่ให้แสดงออกแล้วก็สวยงามตามๆ กันไปหมด ถ้าต่างคนต่างปล่อยไปเรื่อยมันก็เลอะเทอะไปหมด พากันจำเอานะ โธ่ เหนื่อยหนักมากเรา เช่นอย่างเมื่อวานนี้เหนื่อยมากทีเดียว ตั้งแต่บ่ายสองโมงมาเข้านี่ บ่ายสี่โมงพูดตลอด ตั้งแต่มานั่งปั๊บลง จนบ่ายสี่โมงทนไม่ไหวก็ลุกออกไป โซซัดโซเซจะหกจะล้ม มันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ทำประโยชน์ให้โลก โลกก็ยิ่งมารุมเรา ทุกวันนี้ไปที่ไหนมีแต่ความรุมของโลก

เช่นอย่างกลางวันนี่หรือเวลาธรรมดานี้เราออกมาไม่ได้นะ มันยั้วเยี้ยๆ มองออกมาจากกุฏิผ่านออกมานี้คนนี้ยั้วเยี้ยๆ ตลอดเวลา ออกมาก็ถูกรุม ทุกข์หรือไม่ทุกข์พิจารณาซิ เวลาเย็นๆ แล้วก็ออกมาตรวจตราพาทีทุกสิ่งทุกอย่าง นี่ก็ชำระอีกเหตุหนึ่งเหมือนกัน เป็นอย่างนั้นนะ ลำบากอยู่ ลำพังเราเราพูดจริงๆ เต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มตามความสัตย์ความจริงที่มีอยู่ในหัวใจนี้ หัวใจนี้ไม่มีอะไรเลย หมดโดยสิ้นเชิง ขึ้นชื่อว่าสมมุติประการต่างๆ มีกิเลสเป็นตัวสมมุติยอดสมมุติเป็นสำคัญ ตัวนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วไม่มีตัวใดมาก่อเหตุก่อลางอะไรขึ้นมาภายในจิตใจ จิตใจสงบเรียบเลย

นั่นละท่านผู้บำเพ็ญธรรม ตั้งแต่ขั้นพระอนาคามีขึ้นไป ท่านจึงเทียบกันกับว่าเหมือนบ้านร้าง คือในบ้านนั้นมีคนทุกประเภท พวกกินเหล้าเมาสุรา ประเภทต่างๆ คละเคล้ากันไปด้วยมูตรด้วยคูถ เต็มบ้านเต็มเมืองเต็มไปหมดด้วยความสกปรก ทีนี้เวลาศีลธรรมแก้กันออก ตัวสำคัญก็คือกามราคะ ตัวนี้รุนแรงมาก นี่ละตัวอันธพาลใหญ่นักเลงโต คือกามราคะ ฟาดตัวนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วทีนี้บ้านนี้เหมือนบ้านร้าง แต่มีคนอยู่ ทำไมบ้านเป็นเหมือนบ้านร้างแต่มีคนอยู่ คือคนที่อันธพาลสันดานหยาบ ก่อกวนบ้านเมืองนั้นมันหมดไปๆ ยังเหลือแต่คนมีสมบัติผู้ดีอยู่

นี่ละเหมือนบ้านร้างแต่มีคนอยู่ เป็นคนมีศีลมีธรรม ไม่ก่อกวนซึ่งกันและกัน สงบร่มเย็น ไม่เหมือนพวกอันธพาลไปที่ไหนก่อกวนที่นั่น พวกนี้ถูกทำลายไปหมดด้วยความดีของอรรถของธรรม แล้วกลายเป็นบ้านร้างแต่มีคนอยู่ คือมีแต่คนมีสมบัติผู้ดีอยู่ คนที่เป็นอันธพาลสันดานหยาบเลอะๆ เทอะๆ ไปที่ไหนก่อกวนที่นั่นนั้นหมดไปๆ เรียกว่าบ้านร้างแต่มีคนอยู่ มีแต่คนมีสมบัติผู้ดีอยู่ ตั้งแต่ขั้นพระอนาคามีไป จิตใจของผู้บำเพ็ญถึงขั้นอนาคามีแล้วจะเหมือนบ้านร้าง กามกิเลสตัวรุนแรงขาดสะบั้นไปหมด ไม่มีอะไรก่อกวน

นี่เรียกว่าพวกอันธพาลล้มเหลวไปหมดแล้ว ยังเหลือแต่คนมีสมบัติผู้ดี อยู่ในขั้นพระอนาคามี ท่านไม่ผาดโผนโจนทะยาน ไปตามอรรถตามธรรมเรียบไปเลย นี่ละที่ว่าเหมือนบ้านร้างแต่มีคนอยู่ จิตใจมีแต่ศีลแต่ธรรมเต็มตัว ไม่มีอันธพาลคือกิเลสตัณหาเข้าไปห้อมล้อมเลย ท่านผาสุกเย็นใจ พากันจำเอานะ จากนั้นไปแล้วก็ยิ่งเงียบไปเลย เลยขั้นอนาคาก็คือขั้นอรหันต์ ขั้นอรหันต์นี้โลกเป็นโลกว่างไปหมด อะไรจะเต็มบ้านเต็มเมืองเต็มโลกสงสารก็เป็นเรื่องของเขา จิตไม่ไปยุ่งเสียอย่างเดียว มันก็ว่างไปหมดเลย

จิตพระพุทธเจ้า-จิตพระอรหันต์เป็นจิตที่ว่างจากสมมุติทั้งมวล ไม่มีอะไรเข้าไปเจือปน เป็นจิตที่แสนสุข-บรมสุขอยู่ที่นั่นหมด นอกนั้นก็มีแต่การก่อเรื่อง กิเลสเป็นตัวก่อเรื่อง ตัวนี้ขาดสะบั้นลงไปแล้วไม่มี หายหมดเลย พากันจำเอา ให้ไปปฏิบัติตัวเพื่อความสงบเย็นใจ อย่ามาส่งเสริมกิเลส เข้ามาในวัดในวามาส่งเสริมกิเลส ไม่ได้ตีกิเลสตัวยุ่งเหยิงวุ่นวายให้สงบตัวลง มีแต่ธรรมเกิดมากน้อยสงบเรื่อยไปนะ ให้จำเอา เอาละให้พร พวกเด็กมาฟังอรรถฟังธรรมก็ให้นำไปปฏิบัติตนนะ ที่สอนนี้สอนมนุษย์ทั่วกันไปหมด ไม่ว่านักเรียนนักลิง สอนให้เป็นผู้เป็นคนเหมือนกันหมด ให้นำไปปฏิบัติ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก