อาหารขาดแคลนธรรมเจริญ
วันที่ 6 กันยายน 2549 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

อาหารขาดแคลนธรรมเจริญ

ก่อนจังหัน

วันพรุ่งนี้งดธุดงค์พระเรานะ รับบิณฑบาตที่หน้าศาลา พระผู้ท่านมุ่งอรรถมุ่งธรรมนี้ท่านรำคาญนะ คือไปกวนธุดงค์ท่านเรื่อย พูดง่ายๆ ว่างั้น ท่านรำคาญ สำหรับเรานี้ตัดเลย เคยปฏิบัติมาอย่างนั้น มีอะไรๆ ก็ตามเราคนเดียวลอดปั๊บๆ ไม่เอาทั้งนั้น ยุ่งคำเดียว ตัดออก ยุ่ง แล้วแต่โลกเลยเป็นโลกไปหมดไม่เป็นธรรม แต่นี่นิสัยมันต่างกัน นิสัยเราไม่เหมือนใครว่าอะไรขาดสะบั้นไปเลย ถ้าลงได้ลงใจปั๊บขาดสะบั้นไปเลย เหตุผลอะไรก็ตามเจ้าของก็แก้ไม่ได้ถ้าไม่เหนือกัน เหตุผลของเจ้าของเองเหนือเจ้าของถึงจะแก้ได้ เป็นอย่างนั้น

นี่ละคำสัตย์คำจริง ทำอะไรให้จริงให้จัง ทุกอย่างที่เป็นของดีจะผ่านไปได้สบายๆ มีแต่ความอ่อนแอท้อแท้ใช้ไม่ได้นะ กิเลสมักแข็งอยู่ตลอด เหนียวแน่นคือกิเลส ธรรมมักอ่อนเสมอเมื่ออยู่ในขั้นที่อ่อน พอถึงขั้นแข็งแล้วกิเลสมาผ่านไม่ได้ว่างั้นเลย แน่ะเป็นอย่างนั้น กิเลสผ่านไม่ได้เลย ขาดสะบั้นไปเลย อย่างที่ว่าธุดงค์อันนั้นงดอันนี้งด อู๋ย ไม่ได้ ท่านไม่เอาท่านไม่เล่นด้วยเลย ปัดปุ๊บไปเลย ให้พร

หลังจังหัน

         ภูหลวงเราเคยขึ้นไปข้างบน สัตว์เต็มอยู่ข้างบน อย่างนั้นละถ้าคนไม่ทำไมเสียอย่างเดียวสัตว์ก็ได้พึ่งคน อยู่กับคน ยั้วเยี้ยๆ สัตว์ คนอยู่ที่ไหนสัตว์เต็ม คนไม่ทำลายเสียอย่างเดียว สัตว์ก็มาพึ่งคน เสือก็มาแอบกินสัตว์อยู่นั้น ไม่ว่าเขาใหญ่ไม่ว่าภูหลวงพูดเป็นเสียงเดียวกัน พวกสัตว์นี่ยั้วเยี้ยๆ เสือก็แอบมากินว่างั้น ก็จะให้เขาไปกินอะไรมันไม่มีที่กิน แต่ก็ไม่เคยมีที่เสือจะมาทะลึ่ง ก็มีที่เขาใหญ่ ได้กินคนสองคนเขาก็ฆ่าเลย นอกนั้นไม่เคยมีเสือมากินคน ไม่เคยมาทะลึ่ง อันนั้นต้นเหตุเป็นอะไรนา เสือที่กินคนไปสองคน แต่เขาก็ฆ่าแล้ว นอกจากนั้นไม่เคยมี มันแอบอยู่กับคน กินเนื้ออยู่กับคน

มนุษย์นี่สัตว์ทั้งหลายถือว่ามีอำนาจมาก สัตว์ทั้งหลายกลัวมาก มันจึงไม่ค่อยทะลึ่ง เช่นอย่างอยู่ในป่านี้สัตว์เต็ม พวกประชาชนคนไม่ทำอะไรนี้เสือก็ไม่มาทะลึ่งคน มันหากแอบกินอยู่นั้น เพราะมันรู้ว่ามนุษย์นี้มีอำนาจมาก มันคงไม่ถือว่าเนื้อมนุษย์เป็นอาหาร

เขาไปภูวัววันที่ ๖ หรือไง ลืม ไปภูวัววันที่ ๖ เดือนที่แล้ว แล้ววันนี้ก็วันที่ ๖ ถ้าไปก็พอดีเดือน คือถ้าเราไปก็เป็นอาหารเสริมไป ปรกติไม่ต่ำกว่าสองคันรถ รถตู้ของเราทั้งสองคันใส่เต็มพอดี เป็นอาหารเสริม ส่วนอาหารที่เราให้ไปเป็นประจำเดือนนั้นเรียกว่าพอ เราเผื่อไว้เรียบร้อย มีวัดต่างๆ ที่อยู่บนภูเขา หินดานซอกแซกต่างๆ แห่งละสององค์บ้าง สามองค์บ้าง เวลาท่านจำเป็นท่านก็มาติดต่อกับวัดภูวัว ทางวัดก็จัดให้ๆ แล้วเราก็สั่งเสียไว้ด้วย บอกว่าให้ท่านไป เพราะเราไม่สามารถที่จะส่งได้ซอกแซก ทางรถลำบากไปไม่ได้ เวลาท่านมีความจำเป็นท่านมาท่านก็เอาตาปะขาวมาบ้าง หรือมีโยมเขามาบ้าง เอาไปๆ เณรไม่ค่อยมีแหละ อยู่ในป่าในเขาส่วนมากไม่ค่อยมีเณร อย่างมากก็ตาปะขาว แล้วก็มีโยมบ้านแถวนั้นให้เขาพามาเอาอาหารจากวัดภูวัว

พระท่านอยู่ซอกแซกทุกแห่งไปนะ ท่านหาภาวนาอยู่ซอกแซก อดอยากท่านไม่คำนึงคำนวณอะไรมากยิ่งกว่าธรรม ท่านมุ่งธรรม ความอดอยากขาดแคลนท่านไม่ถือเป็นอารมณ์มากยิ่งกว่าการมุ่งหน้าต่อธรรมๆ นั่นละผู้ที่ท่านได้อรรถได้ธรรมมาสั่งสอนโลก ท่านได้มาด้วยความอัตคัดขัดสน จนตรอกจนมุมทางด้านวัตถุ แต่ธรรมท่านเปิดตลอด คือจนตรอกจนมุมทางด้านวัตถุอาหารการขบฉัน แต่เปิดโล่งทางด้านความพากเพียร ท่านอยู่อย่างนั้น

อาหารเป็นสำคัญ ถ้าอาหารขาดแคลนธรรมเจริญๆ ถ้าอาหารมากขึ้นๆ ธรรมอืดอาด เพราะฉะนั้นจึงต้องให้มุ่งต่อธรรม น้ำหนักของธรรมมีมากยิ่งกว่าน้ำหนักของอาหารการกิน อันนี้ท่านไม่ถือเป็นอารมณ์ ท่านถือเอาเรื่องการปฏิบัติธรรมเป็นความสะดวกสบายมากกว่าและเป็นประจำด้วย เป็นประจำๆ

ดูว่าเคยเล่าให้ฟังอยู่ ที่ว่าอีตาคนหนึ่งมาขอใส่บาตรเรา เป็นไง บิณฑบาตได้อะไรบ้างไหม ไหนขอดูบาตร แกก็มาเปิดฝาบาตรเราดู ร้องก้ากเลย โอ๋ย ไม่มีอะไรเลย มีข้าวสองสามปั้น ข้าวสองสามปั้นก็มีครอบครัวที่เขามาจากบ้านใหญ่ เขาจะมาตั้งบ้านที่แถวนั้น มีจุดไหนเขาก็ตั้งลงเป็นกองๆ สี่ห้าครอบครัวสี่ห้ากอง ไปบิณฑบาตได้แต่ข้าวเปล่าๆ เขาใส่ให้แล้วก็มา เรายังไม่ลืม อย่างนั้นละที่จะไม่ลืม ไอ้ที่สมบุกสมบันมากต่อมาก แต่ไม่ติดในหัวใจมันก็ลืมเสีย อันนี้มันติดของมันเองก็จำได้เอง ไหนบิณฑบาตได้อะไรบ้างไหม ไหนขอดูบาตร เปิดดูบาตรขึ้นร้องก้ากเลย โอ๊ย ไม่มีอะไร เอ้า สูตำ เราขบขันจะตาย

ตำน้ำพริก แล้วก็เอาทัพพีไปตักเอาปลาร้าดิบในไหมาใส่ครก มีพริกมีอะไรใส่แล้วก็โขลกปุ๊บปั๊บๆ เอา สูเร่ง เราก็ขบขันดีนะ ใส่ปึ๊งปั๊งๆ เสร็จแล้วก็ใส่ห่อ เอาใบตองมาห่อ นิมนต์เรารอก่อน นิมนต์รอก่อนครับ เขารีบทำเราก็รอ ก็เราไปองค์เดียว อันนั้นก็ไม่ไกลเท่าไรที่เราไป อยู่ถ้ำ ธรรมดาประมาณสัก ๕ กิโลไปบ้านใหญ่เขา ทีนี้เราไปแค่ ๓ กิโลก็ไปถึงที่เขาบ้านใหญ่ย้ายจากบ้านใหญ่มา ลงมาจากถ้ำก็ประมาณสัก ๓ กิโลกว่า ประมาณนั้น แกก็ทำปุ๊บปั๊บๆ ด้วยความสนใจ นิมนต์รอก่อนครับ แกก็รีบเร่งของแก เราก็ยืนอยู่นั้น

มันเป็นป่าดังที่ว่านั่นละ ช้างพอเป็นด่านผ่านไปได้ เราไปบิณฑบาต พอเสร็จแล้ว ก็เราเห็นทุกอย่างปลาร้าก็ปลาร้าดิบ เราไม่มีตาปะขาวไม่มีเณรไม่มีญาติโยมจะทำให้สุกได้ยังไงก็รู้อยู่ แต่เอาน้ำใจเขาไม่ใช่อะไรนะ รออยู่นั้น พอเสร็จแล้วเขาก็เอามาใส่ปั๊วะลงไป เฮ้อ อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย เราไม่ลืมนะ เขาดีใจเขา เขาได้ใส่บาตร เขาไม่ได้คำนึงเรื่องของธรรมวินัยเรา แต่เรามีวินัย อะไรผิดวินัยก็รู้อยู่ แต่พูดก็จะเสียน้ำใจเขา เราเอาน้ำใจ เขามีอะไรๆ ก็รับให้จะเป็นอะไรไป ใส่บาตรปุ๊บ เออ อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย เราไม่ลืมนะ

พอไปถึงถ้ำแล้วก็เอาห่อนั้นออกไปวางไว้ให้กระจ้อนกระแต อาหารข้าวเหลือบ้างอะไรบ้าง เหลือก็ไม่มากแหละ สี่ห้าครอบครัวเขาไปตั้งเป็นก๊กๆ เขาจะย้ายบ้านไปอยู่ที่นั่น เขาตั้งเป็นทับไว้ อันนี้ที่มันจำได้นะเอามาพูดอย่างนี้ พอไปถึงถ้ำแล้วก็เอาออก เราก็ฉันข้าวเปล่าๆ สำคัญที่ว่า เออ อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อย คือแกได้เอาห่อปลาร้าดิบใส่บาตรเรา ทีนี้แกไม่รู้ซิปลาร้าดิบกับพระวินัยขัดกัน มันฉันไม่ได้แต่เราไม่พูด เราเอาน้ำใจคน พอไปถึงก็เอาออกเสีย เราฉันแต่อย่างนั้นแหละ เสร็จแล้วก็เอาข้าวที่เศษเหลือไปวางไว้ตามก้อนหิน พวกกระจ้อนกระแตอยู่ตามแถวนั้นไม่อดนะ อาหารมีอะไรๆ เอาไปไว้ๆ พวกกระจ้อนกระแตมากิน กระจ้อนกระแตมีอยู่ทั่วไป

คือจิตไม่ได้อยู่กับอาหารการกิน มันอยู่กับธรรม จิตพุ่งๆ อยู่กับธรรม แข็งแกร่ง อันนี้อะไรช่างมัน พอเป็นไปวันหนึ่งๆ พอๆๆ อย่างนั้นแหละ ให้ท่านทั้งหลายจำเอา ผู้ท่านบำเพ็ญธรรมจริงๆ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ได้อรรถได้ธรรมมาสอนพวกเรามีหลวงปู่มั่นเป็นต้น นี้สมบุกสมบันมากที่สุด พ่อแม่ครูจารย์มั่นเป็นอันดับหนึ่งที่ลำบากมาก แล้วบุกเบิกกรรมฐานเสียด้วย แต่ก่อนไม่มีกรรมฐาน ก็มีแต่ท่านกับหลวงเสาร์ ไปถูกเขาขับเขาไล่ เจ้าคณะคะแนะอะไร คณะบ้ามันอะไรก็ไม่รู้ เขาไม่เคยเห็น

ท่านเคยเล่าให้ฟัง ท่านเล่าธรรมดาเฉยๆ เวลาท่านพูดอย่างสบายๆ คือท่านพูดธรรมดาๆ แต่เราผู้ฟังนั่นซิมันฟังเอาจริงเอาจัง ท่านก็เล่าธรรมดาของท่านไป คือส่วนมากเขาไม่รู้ว่าพระธุดงคกรรมฐานไปท่านขบฉันยังไง ส่วนมากเขาเข้าใจว่า พระธุดงคกรรมฐานนี้จะฉันแต่ถั่วแต่งา พวกเนื้อพวกปลาอาหารอะไรไม่ฉัน ฉันแต่ถั่วแต่งา ทีนี้เขาไม่มีถั่วมีงาเขาก็เอาข้าวเปล่าๆ ใส่บาตรเรา เราก็กินแต่ข้าวเปล่าๆ ละไม่มีถั่วมีงา ท่านพูดนะ ท่านเล่าไป เราฟังสลดสังเวชไปด้วยความทุกข์ทรมานของท่าน โอ๋ย ฉันนี้เป็นเดือนๆ นู่นละท่านว่างั้น ก็ไม่มีถั่วมีงา กรรมฐานนั้นฉันแต่ถั่วแต่งา เขารู้ยิ่งกว่าเราท่านว่างั้น เขาไม่มีถั่วมีงามีแต่ข้าวเปล่าๆ เขาก็ใส่ให้เสีย เราก็ฉันแต่ข้าวเปล่าๆ เป็นเดือนๆ ท่านว่านะ ที่เข้าไปอยู่ลึกๆ

ที่ไหนลำบากลำบนมากพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้เข้าถึงๆ หมด อย่างทางนาหมี นายูงเข้าไปลึกๆ เป็นถ้ำเป็นอะไรท่านไปหมดเลย เวลาท่านไปนี้ท่านไปอยู่บนถ้ำ มันคงเป็นทางขึ้นมา ถ้าเป็นทางถ้ำจริงๆ หน้าผาจริงๆ มันก็ขึ้นไม่ได้เสือ มันก็คงขึ้นไปตามทางคนขึ้นมา เสือมันก็มา แต่ท่านพูดเป็นแง่สงสัยอยู่ คือตอนเช้าออกมาปัดกวาดเห็นรอยเสือ เสือโคร่งใหญ่มันมา เห็นแล้วก็ อ้าว นี่มันรอยเสือนะท่านว่า มันเข้ามาจมูกมันกับมุ่งพอดีกันท่านว่า ท่านวัดตวงดูเรียบร้อย รอยเท้าหน้ามันอยู่ตรงนี้ มันเหยียบอย่างนี้ นี่แคร่เราอยู่นี้ เท้าหน้าอยู่นี้ จมูกมันนี้กับมุ้งเรานี้พอดีกันเลยท่านว่า มันมาดมแล้วมันก็ออกไป

ตอนนั้นเราจะเป็นเวลานั่งหรือนอนก็ไม่รู้ ท่านมีแง่สงสัยอยู่ ตอนนั้นจะเป็นเวลาเรานอนหรือเรานั่งก็ไม่รู้ ถ้านั่งท่านรู้ คงนอนนั่นแหละ เขามาหนเดียวเท่านั้นท่านว่างั้น ไม่มาอีก ทีนี้รอยเสือนั้นเราไม่ให้ลบรอย เอารอยไว้นั้นละ หลอกเด็ก ไอ้เด็กก็เป็นเด็กป่า เขาก็ไม่กลัวเสืออีกแหละ เขาไปเลี้ยงควายเลี้ยงอะไรตามหน้าถ้ำ บ้านเขาไม่มีกี่หลัง ๓-๔ หลังคาเรือน เขามีควายเขาไปเลี้ยง แล้วตอนบ่ายๆ เขาขึ้นมา พอเขาขึ้นมา นี่ท่านเล่าเองนะ พอเขาขึ้นมาท่านก็ชี้ นี่เห็นไหมรอยอะไร รอยเสือ ก็เขาเคยกับเสือมาแล้วเขาอยู่ป่าเสือว่าไง

นี่รอยอะไร รอยเสือ กลัวไหม เขาบอกว่ากลัว แต่แล้วเขามาอยู่นี่ ไม่ทราบว่าเขากลัวอะไร แต่เขามาเรื่อยเขาขึ้นไปเรื่อย ก็เขาอยู่ป่าเสือ เรื่องสัตว์เสือนั้นก็เป็นสัตว์น่ากลัว แต่เขากลัวไปตามที่ว่าเฉยๆ จะให้เขากลัวจริงๆ เขาก็ไม่กลัว เขาขึ้นไปเรื่อยท่านว่า เอารอยเสือให้ดูเขาก็ไม่สนใจ ขบขันดีนะ มันไปดมเฉยๆ แล้วลง ไม่ขึ้นอีกนะท่านว่า ไม่เคยขึ้นไปอีกเลย นี่ละพวกเสือนี้เขาถือว่ามนุษย์นี้เป็นเจ้าอำนาจ เขาไม่ถือว่ามนุษย์เป็นอาหารของเขา เขาถือว่ามนุษย์นี้เป็นผู้มีอำนาจน่ากลัว ถึงเวลาขึ้นไปดูนั้นเขาก็ไปเขาหลบหนี เขาไม่ถือเป็นอาหาร คือมนุษย์เรานี้เป็นสัตว์ที่มีอำนาจ สัตว์ทั้งหลายกลัว แม้แต่พวกเสือพวกอะไรนี้ก็กลัว เขาจึงไม่ถือมนุษย์นี้เป็นอาหาร เป็นสัตว์ที่น่ากลัวได้ระวัง

อย่างหลวงปู่มั่นนี้ โอ๊ย สมบุกสมบันมากทีเดียว อย่างนั้นละท่านไปหาอรรถหาธรรม ท่านหาท่านเดนตายมานะ เดินจงกรมนี้บางที่ อ้าว เสือมันนั่งแต่มันไม่ได้หมอบนะ ถ้าหมอบแล้วเหมือนแมว ถ้าหมอบแล้วมีท่าจะตะครุบจะเอาว่างั้นเถอะ ถ้านั่งแบบหมานั่งนี้นั่งธรรมดาท่านว่างั้น คือเวลาเดินจงกรมไปนี้เขานั่ง ขาก็ขาสั้นๆ เอ๊ มันมีลักษณะยังไงมีแปลกๆ แต่ก่อนไม่เห็นท่านว่า มีลักษณะแปลกๆ มองไป ที่ไหนได้เสือโคร่งนั่งดูเรา เราเดินจงกรมมานี้ มันนั่งอยู่นี้ ก็อย่างนั้นละเขาไม่ถือเป็นอาหาร แต่มันมีแปลกอันหนึ่ง มันจะเป็นสัตว์เทพบันดาลหรืออะไรก็ไม่ทราบท่านว่า มาทราบตอนที่เราเราคิด เห็นเขานั่งอยู่นั้นจะให้กลัวจริงๆ ก็ไม่กลัวแต่ขนลุกซู่ เดินไปเดินมาเขาก็อยู่งั้นเฉย ครั้นนานเข้าก็คิด นี่จะไปหาอยู่หากินที่ไหนก็ไปซิ จะมานั่งเฝ้ากันหาอะไร เห่อๆ ขึ้นเลย คำรามขึ้นเลย

แต่ก่อนไม่คิดก็ไม่เป็นท่านว่า พอคิดอย่างนั้นคำรามขึ้นเลย เลยพลิกความคิดเสียใหม่ โอ๋ ถ้าไม่ไปจะรักษาอันตรายให้ก็ไม่เป็นไร ไม่ว่าอะไรละ เขาก็นิ่ง ทีนี้ก็เดินเขาก็อยู่อย่างนั้นละ จึงเป็นเหมือนว่าเทพบันดาล พอคิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นมาเขาคำรามเลย พอหยุดจากคิดแก้ความคิดเสียใหม่เขาก็อยู่เฉยๆ ธรรมดา เป็นอย่างนั้นนะ เขาไม่ถือว่ามนุษย์เราเป็นอาหาร ถึงจะเข้ามาอย่างนั้นเขาก็ไม่ถือว่าเป็นอาหาร

อีตาบัวนี่หาเงินเก่งนะ ไปที่ไหนมีแต่อีตาบัวละหาเงินเก่ง เรียกอีตาบัว เรียกอะไรก็จะเป็นอะไร ก็สมมุติเฉยๆ ไม่เห็นมีอะไร อย่าไปติดมันก็แล้วกัน ถ้าติดไม่ได้นะ ถ้าติดสูงติดต่ำไม่ได้ ถ้าไม่ติดเสียพูดได้หมด พูดแล้วเขาจะไปขยี้ขยำ ทำไมท่านพูดอย่างนั้นๆ ทางนั้นเฉยเลย หายเงียบแล้ว ไอ้พวกนี้ยังเป็นบ้าขยี้ขยำกัน อย่างนั้นนะ โลกแล้วมันไม่แล้วนะ ธรรมแล้วไปเลยไม่มีอะไร

(พระมนูญ หัวหน้าสำนักสงฆ์วัดป่าสักทอง อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ทำหนังสือมาขออนุญาตสร้างสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน ไว้ ณ สำนักสงฆ์วัดป่าสักทอง ในนามของหลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก) เขาจะตั้งสถานีที่นั่นเหรอ (เขาขออนุญาตตั้งก่อน) ตั้งก็ตั้งไป สถานีเวลานี้มันกี่สถานีแล้ว ที่ตั้งทั้งหมดมีกี่สถานี (เขากราบเรียนหลวงตาตอนนั้น ๙๕ สถานี) นี่ก็จะ ๙๖ ไปแล้วนะ ทั่วประเทศไทยเวลานี้ สถานีวิทยุนี้ออกทั่วประเทศไทย ภาคใต้ที่จำได้ดูเหมือน ๑๓ สถานีหรือไง (ภาคใต้ ๑๐ ครับ ประจวบเขาเอามาเป็นภาคกลาง) ประจวบก็มีแต่หักมาเป็นภาคกลางเสีย จากนั้นไปเป็นภาคใต้ดูว่า ๑๐ สถานี นี่ละธรรมะให้กระจายไปบ้างทางภาคใต้

ธรรมะที่เราแสดงออก ๙๕ สถานี แล้วธรรมะที่แสดงออกเหล่านี้จะหาในคัมภีร์ไม่ค่อยมี แต่หาในความจริงจากภาคปฏิบัตินั้นมี ว่าอย่างนั้นเลย พระพุทธเจ้า-พระสาวกทั้งหลายท่านเอาความจริงจากภาคปฏิบัติมาสอนโลก ทีนี้เวลาท่านล่วงลับไปแล้วพวกนี้ก็ไม่สามารถ ก็ต้องไปจดจารึกจากท่านที่แสดงไว้แล้วออกมาเป็นคัมภีร์ใบลาน จึงมีคัมภีร์ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก นี้ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าและปากของพระสาวกทั้งหลายทั้งนั้นออกมา แล้วก็จดจารึกออกมา จึงเป็นคัมภีร์สามพระไตรปิฎก

ปิฎกๆ แปลว่าภาชนะ ไตรแปลว่าสาม ภาชนะสามสำหรับรับรองธรรม คือสุตตันตะ พระวินัย อภิธรรม ทีนี้ปิฎกก็คือภาชนะสำหรับรับ ให้พากันเข้าใจอย่างนี้ ธรรมแท้ออกจากพระพุทธเจ้า ออกจากสาวกทั้งหลาย ออกจากหัวใจ จากนั้นแล้วผู้ไม่สามารถที่จะรู้ธรรมเห็นธรรมขึ้นจากจิตใจ ก็ไปจดจารึกที่ท่านแสดงเอาไว้มาออกเป็นคัมภีร์ใบลาน ให้พากันเข้าใจอย่างนี้ สังคายนาครั้งที่เท่าไรที่มาจดจารึก เราลืมเสีย สังคายนาครั้งที่เท่าไรได้จดจารึก แต่ก่อนสังคายนาด้วยปากเปล่า พูดกันธรรมดาๆ ครั้นต่อมาเห็นว่าจะไม่มีอะไรเหลือแล้ว เมื่อท่านผู้เชี่ยวชาญล่วงไปแล้วจึงให้จดจารึกไว้เสีย

นี่ละสังคายนาครั้งนี้ละที่จดจารึกและเป็นครั้งที่เท่าไรนะเราลืม จำได้แต่ว่ามาจดจารึกทีหลัง แต่ก่อนพูดด้วยปาก สังคายนาร้อยกรองพระธรรมวินัย แปลออกแล้ว ธรรมดาๆ ครั้นต่อมาคิดว่าจะไม่มีเหลือแล้วผู้เชี่ยวชาญล่วงลับไปแล้ว เลยจดจารึกเอาไว้เสีย นี่ละที่จดจารึกนี้เป็นสังคายนาครั้งที่เท่าไรน้า แต่นี่ละที่ออกมาเป็นคัมภีร์ ธรรมแท้ท่านออกจากภาคปฏิบัติ ธรรมความจดจำออกจากปริยัติ คือไปจดจารึกออกจากภาคปฏิบัติมา แล้วก็มาเป็นคัมภีร์ใบลาน ต้นตอจริงๆ ออกมาจากภาคปฏิบัติของพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย ออกจากใจล้วนๆ เลย

นั่นละธรรมแท้ออกจากใจ พอออกจากใจแล้วผู้ไม่สามารถก็ไปจดจารึกออกไปใส่คัมภีร์ ผู้ท่านสามารถท่านก็ทรงไว้ ท่านล่วงลับไปแล้วก็หายไปเลยๆ จึงต้องรีบจดจารึกเอาไว้เสียเวลาท่านยังมีชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้นคัมภีร์ต่างๆ จึงยังมีเหลืออยู่จากที่จดจารึกเอาไว้ ให้พากันเข้าใจ ธรรมภายในใจนี้ของง่ายเมื่อไร อะไรจะลึกซึ้งมากยิ่งกว่าธรรมภาคปฏิบัติที่เกิดขึ้นภายในใจ ท้องฟ้ามหาสมุทรยังแคบไป นั่น ความจดความจำนี้เรียนไปเท่าไรๆ แม้แต่ในหนังสือเล่มเดียวอ่านไปตรงไหนก็เข้าใจตรงนั้นๆ ที่ไม่ได้อ่านก็ไม่เข้าใจ นี่ภาคปริยัติ ภาคความจดจำ แต่ภาคปฏิบัตินี้กระจายออกหมดเลย นั่นมันต่างกัน

พระพุทธเจ้า พระสาวกทั้งหลายท่านออกจากภาคปฏิบัติ เป็นสมบัติของท่านโดยแท้ ออกๆ พวกเรานี่ออกมาจากความจำ จะว่าเป็นสมบัติก็พูดไม่ถูก สมบัติแท้เกิดขึ้นจากตัวเองผู้ปฏิบัติ มันต่างกัน ทุกวันนี้ถ้ามีผู้ปฏิบัติ ธรรมะที่เกิดขึ้นจากภาคปฏิบัติจะมี ส่วนมากคือท่านผู้ปฏิบัติธรรม ธรรมจะเกิดขึ้นภายในจิตใจของท่านๆ เรื่อยๆ ไป ผู้ไม่ปฏิบัติไม่เกิด เรียนไปเท่าไรก็จำได้แต่ในคัมภีร์ใบลาน แล้วสุดท้ายจะว่าหนอนแทะกระดาษก็ไม่ผิด ก็มันเรียนเฉยๆ ไม่สนใจปฏิบัติ ถ้าสนใจปฏิบัติก็เป็นภาคปฏิบัติ ผลแห่งภาคปฏิบัติเกิดขึ้นมาก็เป็นสมบัติของท่าน

ความจำนี่ไม่ได้เป็นสมบัตินะ มันหลงลืมไปได้ง่ายๆ แต่ภาคปฏิบัติเกิดขึ้นจากตัวเองนี้ฝังลึกๆ ธรรมจึงอยู่ในใจพระพุทธเจ้าอยู่ในสาวกตลอดท่านนิพพาน และท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลายธรรมจะอยู่ที่ใจ เกิดที่ใจ เวลาธรรมได้เกิดขึ้นจากภาคปฏิบัติเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้วหัวใจดวงนั้นมีแต่ธรรมล้วนๆ ไม่มีขอบเขต ท้องฟ้ามหาสมุทรมีขอบมีเขต แต่ธรรมนี้ครอบไปหมดเลย ธรรมจากหัวใจ ใจเป็นธรรม ธรรมเป็นใจอันเดียวกันแล้วครอบหมดเลย ให้มันเป็นที่หัวใจก็รู้เอง

ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นของเล่นเมื่อไร ก็เราไม่ปฏิบัตินี่ แล้วคอยไปตัดคะแนนท่าน เพิ่มคะแนนให้ท่านเฉยๆ ด้วยความตาบอดหูหนวกของเราซึ่งไม่เคยปฏิบัติ ท่านผู้ปฏิบัติท่านหัวเราะ ท่านสลดสังเวชนะ พูดชัดๆ อย่างที่ประชาชนเขาเข้ามา ไม่ได้ตำหนิติเตียนเขานะ เขาก็เข้ามาตามนิสัยของเขานั่นละ ส่วนมากมักจะหยิ่ง ฆราวาสญาติโยมที่เข้ามาในวัดในวานี้มักจะหยิ่ง เหมือนหนึ่งว่าจะมาให้คะแนนวัด ตัดคะแนนวัด ให้คะแนนพระ ตัดคะแนนพระ อยู่ในตัวลึกๆ นั่นแหละ มาดูวัดนี้เป็นยังไง วัดนั้นเป็นยังไง

นี่ตัวหยิ่งๆ มันเข้ามาในวัด ตัวมันโง่จะตายไป พระที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านเห็น มองดูตับมันหมด เข้าใจไหมล่ะ มันโง่จะตายไป นั่นดูให้มันชัด พูดให้มันชัดเสีย แล้วจอมโง่จะมาดูจอมปราชญ์เป็นอย่างไร มันเข้ากันได้ไหมล่ะ เราโง่แสนโง่ก็ตามมาไม่เข้าท่าไล่ทันทีเลย เขียนไว้นั่นก็เขียนเห็นไหมนั่น ที่นี่เป็นวัด เป็นสถานที่ภาวนาเพื่อความสงบใจ ถอดออกมาจากหัวใจ ไม่มีกิจจำเป็นไม่ควรมาเที่ยวเพ่นพ่าน ถ้ามีกิจจำเป็นก็ทราบกันเอง มาเที่ยวเพ่นพ่านหาอะไร ท่านผู้ทรงธรรมท่านทรงอยู่ ท่านปฏิบัติอยู่ ธรรมที่ท่านทรงอยู่นั้นเลิศเลอขนาดไหน กับเราอึ่งอ่างเป็นส้วมเป็นถานมาอวดธรรมได้เหรอ นี่ซิมันน่าหัวเราะ จอมโง่ไปให้คะแนนแก่จอมปราชญ์

(โรงพยาบาลภักดีชุมพลมากราบขอรถสำหรับส่งผู้ป่วยอีกหนึ่งคัน คันเก่าใช้มาตั้งแต่ ๒๕๔๔ สภาพชำรุดมาก หลวงตาท่านให้พักไว้ก่อน) นี่เขาก็ขออยู่เรื่อย ไปที่ไหนเขาก็ขอ เราก็ไม่มีทางสู้ เราก็เอาของในรถเรานี่สู้เขา เขามาขอ มาขออะไร ก็เราเอามาให้อยู่แล้วนี่น่ะ จะมาขออะไรอีก แล้วขอนั้นขอนี้ซึ่งไม่มีอยู่ในรถเรา ขู่แล้วเขาไม่ฟังกับเรา ไอ้พวกนี้มันรู้นิสัยเรา ขู่เขาแล้วอันหนึ่งมันหวานอยู่ภายใน ความเมตตาอ่อนนิ่มมันหวานอยู่ภายใน ทางนี้ว้ากๆ ขึ้นมาเขาก็ไม่สนใจ มันก็เหมือนพ่อแม่กับลูกนั่นละ ลูกกับพ่อกับแม่เป็นอย่างนั้นละ อันนี้ก็แบบเดียวกัน ก็เราเอามาให้มาขออะไรอีก เต็มรถอยู่นี่แล้ว ของเต็มรถมันไม่ใช่ของที่เราขอ เขาว่า มาขออะไร ฟาดรถเป็นคันๆ หมดท่า

(โยมมาถวายปัจจัยบูชาธรรมที่เทศน์เมื่อกี้ อะไรจะลึกซึ้งเท่ากับธรรมะที่เกิดจากการปฏิบัติ ซึ่งมีเท่าท้องฟ้ามหาสมุทร ดวงใจนั้นมีแต่ธรรมล้วนๆ) ยอมรับ ที่ว่านี่ยอมรับ ถ้าลงใจเป็นธรรม ธรรมเป็นใจเป็นอันเดียวกันแล้วท้องฟ้ามหาสมุทรแคบไป ครอบหมดเลยธรรมพระพุทธเจ้า-พระสาวกท่าน เป็นตามนิสัยวาสนา พระสาวกผู้มีนิสัยวาสนากว้างขวางพุ่งนี้ก็ครอบโลกธาตุ ไม่ใช่ว่าอย่างเดียวกัน มันขึ้นอยู่กับนิสัยวาสนา เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสมมุติอันหนึ่งๆ ความบริสุทธิ์นั้นเสมอกันหมด นตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย ไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน อันนี้เสมอกันหมด แต่ตามนิสัยวาสนากว้างแคบ หนาบาง ลึกตื้นต่างกัน ท่านผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเต็มภูมินิสัยวาสนาของท่านจริงๆ แล้ว ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วครอบโลกธาตุเลย อย่างพระสารีบุตร-โมคคัลลาน์กระจายทั่ว เรายกเพียงสองพระองค์ ต่างกัน

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก