บริสุทธิ์ล้วนๆ คือจิตพระอรหันต์
วันที่ 14 กันยายน 2549 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)   วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

บริสุทธิ์ล้วนๆ คือจิตพระอรหันต์

ก่อนจังหัน

เมื่อวานนี้เราพูดที่นี่เราก็พูดธรรมดา ปรารภธรรมดา พูดถึงบรรดาลูกศิษย์เขาจะไปวัดดอยธรรมเจดีย์ เราก็พูดว่าวัดดอยธรรมเจดีย์นี้เราไม่ได้ไปนานแล้ว มันดังลั่นไปหมดหลายจังหวัด ทางมหาสารคาม ร้อยเอ็ด ขอนแก่น ที่ไหนไปกองกันอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ว่าเราจะไปที่นั่น ดูซิน่ะ มันจมูกเก่งยิ่งกว่าหมาพวกนี้ พูดทางนี้ปั๊บมันได้ยินหมดแล้ว ไปรอกันอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เราบอกว่าเราไม่ได้ไปวัดดอยธรรมเจดีย์นานแล้ว เขาก็ปักลงไปว่าคราวนี้เราจะไป คงหมายความว่างั้น เราไม่ได้ไป มันจมูกดีเฉยๆ พวกนี้

พอพูดถึงเรื่องจมูกดีนี้เราไม่ได้ลืมนะ ตั้งแต่พ่อแม่ครูจารย์ยังมีชีวิตอยู่เราไปไหนๆ สะดวก เราก็ไม่สนใจว่าใครจะมาจดจ้องเราบ้างอะไรบ้าง ไม่สนใจ มุ่งต่อเราอย่างเดียว พอท่านถามว่าจะไปกี่องค์ เราก็บอกว่าไปองค์เดียว ท่านเสริมทันทีเลย เอ้อ ท่านมหาไปองค์เดียว ใครอย่าไปยุ่งท่านนะ มือท่านส่ายอย่างนี้เพื่อไม่ให้พระไปยุ่งเรา ก็ร่มโพธิ์ร่มไทรอยู่กับท่านแล้วนี่ เราก็ไม่ได้สนใจว่าใครจะสนใจกับเราไม่สนใจกับเรา แต่พอพ่อแม่ครูจารย์มรณภาพพรึบเลยที่นี่เกาะ อู๊ยตายนะ

ขโมยหนีกลางคืนนะ หมู่เพื่อนรุมๆ จะทำไง จิตของเราพูดให้ชัดเจนเสีย ในระยะนั้นจิตของเรากำลังเป็นธรรมจักร เรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติ หมุนตลอดเวลา ต้องเป็นงานของคนๆ เดียวใครไปยุ่งไม่ได้ หมู่เพื่อนก็เป็นแบบหนึ่งของหมู่เพื่อน ไม่มีที่เกาะไม่ได้อีกเหมือนกัน เลยตามหาเกาะซิ นี่ละเราขโมยหนีนะกลางคืน อยู่กับหมู่เพื่อนเงียบๆ เดินฉากไป องค์นั้นเดินจงกรม องค์นี้นั่งภาวนา เราเตรียมของไว้เรียบร้อยแล้ว พอมาถึงปั๊บก็สะพายบาตรปุ๊บออกด้านพระไม่มี หนี ตอนเช้ายุ่งกันไปหมดไม่ทราบอาจารย์ไปทางไหน

ไปก็ไม่นานแหละ อยู่แห่งละอาทิตย์ๆ กว่ามันติดตามไปอีก เป็นอย่างนั้นละ พูดถึงเรื่องครูบาอาจารย์ท่านเวลาท่านมีชีวิตอยู่นี้เราไม่นึกว่าใครจะเกี่ยวข้องเรา แต่พอท่านมรณภาพนี้พรึบเลยนะ นี่ละมันจะตาย ทีนี้จิตของเราเป็นจิตที่อยู่คนเดียว อยู่กับใครไม่ได้ มีสององค์เป็นน้ำไหลบ่าๆ เป็นความรับผิดชอบใช่ไหมล่ะ รับผิดชอบโดยหลักธรรมชาติของมันนั่นแหละไม่ต้องประกาศก็ได้ นี่ละที่นี่มันก็หนักซิ ถ้าไปอยู่คนเดียวป่าช้าอยู่กับเราเท่านั้นพอ เรื่องธรรมนี่จะเด็ดๆ

พูดเหล่านี้ก็ออกแล้วนี่ หูดีจมูกดี เมื่อวานนี้เราก็ปรารภว่าพวกเหล่านี้จะไปวัดดอยธรรมเจดีย์ เราก็ปรารภธรรมดา เอ้อ วัดดอยธรรมเจดีย์เราก็ไม่ได้ไปนานแล้ว เขาคงปักใจเอาเลยว่าวันนี้เราจะไป คงหมายความว่างั้น เต็มไปหมดนะ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น ทางสกลนครก็มี เต็มอยู่วัดดอยฯ เราก็ไม่ได้ไป นี่เราพูดอยู่นี้มันเตรียมพร้อมแล้วก็ไม่รู้นะ เอ้า พากันเตรียมไว้ วัดไหนๆ เราไม่ได้ไปนานแล้ว(กราบขอโอกาสค่ะ เมื่อวานคณะศิษย์จากวัดดอยธรรมเจดีย์ฝากปัจจัยมาถวาย ๑ แสน ๒ หมื่นบาทเจ้าค่ะ) ต่อไปนี้จะให้พร

หลังจังหัน

        (หมอรุ่งเรืองทำบุญเช็ค ๕,๐๐๐ บาทครับ) หมอรุ่งเรืองเคยมาฉีดยาให้เรา จำได้อยู่ อย่างนี้ละภาษาธรรม ให้พี่น้องทั้งหลายฟังเอา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลวงตาบัว แต่ขึ้นอยู่กับธรรมเพื่อโลกต่างหาก ตรงไหนมีลักษณะบกพร่องๆ แล้วก็เตือนเข้าไปๆ เตือนด้วยธรรม เพื่อให้ได้พินิจพิจารณาแก้ไขดัดแปลงตนเองเพื่อให้สมบูรณ์ในทางที่ดีมากขึ้นๆ ต่างหาก คำพูดอย่างนี้กิเลสเกรงกิเลสไม่กล้าพูดออกมาได้ แต่การทำไปตามกิเลสนี้ทั่วหน้ากันหมด ที่จะทำตามธรรมไม่กล้าทำ นี่ละกิเลสได้เปรียบตลอดเวลา

         อย่างที่เราพูดตะกี้นี้ที่ไหนบกพร่อง บกพร่องมาก เราก็เตือน ธรรมเตือนเข้าไปๆ อย่างที่ว่าหมอห่างเหินจากศีลจากธรรมมากนี่เราก็เตือน เราจะว่าหมอนี่ห่างเหินจากศีลจากธรรมมากโดยถ่ายเดียวก็ไม่ถูก พระทำตัวให้บกพร่องไม่น่าเคารพเลื่อมใส  ไม่อยากปฏิบัติศีลธรรม เลยไม่อยากทำบุญให้ทานอย่างนี้ก็ได้ แต่หมอก็ควรแยกอีก ที่ไหนที่ดีมีอยู่ เราก็แยกออกอีกๆ ไม่ใช่ว่าจะเลวไปหมด ดีมีอยู่ ไม่ว่าสิ่งใดๆ มีดีมีชั่ว เลือกเฟ้นได้สะดวกสบายถ้ามีปัญญา อันนี้เราก็เตือนไป

รู้สึกว่าหมอห่างเหินจากอรรถจากธรรมมาก ดีไม่ดีเย่อหยิ่งตัวเองก็ได้ คือเรียนสรีรศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องร่างกาย สรีรศาสตร์ในทางเดินของโรคของภัยของอะไรเต็มร่างกาย ประสาทส่วนต่างๆ ทางหมอเขาเรียนสรีรศาสตร์ สรีรศาสตร์นี้เรียนเพื่อแก้โรคแก้ภัย สรีรศาสตร์ของพุทธศาสนาแก้กิเลสตัณหา แก้ทุกข์ทุกประเภท ขาดสะบั้นจากจิตใจถึงพระนิพพาน สรีรศาสตร์ทางพุทธศาสนา ต่างกันอย่างนี้ เราก็แยกให้เห็น บางคนเพียงสรีรศาสตร์มาก็หยิ่งตัวเองแล้ว เลยเก่งกว่าศาสดามีเยอะนะ ลืมตัว เรื่องกิเลสนี้ลืมตัวง่ายๆ หยิ่งเร็ว เรื่องธรรมท่านไม่หยิ่ง

อย่างที่เขามานี่ มาวัดมาวาแล้วมาอ้าปากดูพระ พระองค์นั้นเป็นอย่างไร พระองค์นี้เป็นอย่างไร มาแล้วอ้าปากมา แล้วพระท่านเอาความรู้เอาญาณคว้าเอาตับมากินหมด ยังไม่รู้เลย ยังอ้าปากอยู่งั้น จะมาให้คะแนนพระ จะมาตัดคะแนนพระ พระฟาดตับออกมาจนไม่มีเหลือแล้วยังไม่รู้ นั่นละคนโง่ดูคนฉลาด จอมปราชญ์ดูโลกดูสงสารดูง่ายนิดเดียว แต่คนโง่ดูคนฉลาดดูจนตายก็ไม่รู้ คนฉลาดดูคนโง่แพล็บเดียวรู้ทันที ธรรมอย่างนี้ไม่มีใครพูด ใครไม่กล้าพูด เพราะเกรงกิเลสนั่นแหละจะเป็นอะไรไป เกรงกิเลส เกรงเราเกรงท่านเป็นเรื่องกิเลส ถ้าเป็นธรรมด้วยแล้วไม่เกรงอะไร กิเลสเป็นข้าศึกต่อธรรม ทำคนให้เสียหายมากเพราะกิเลส ธรรมไม่เคยทำใครให้เสียหาย ยกธรรมขึ้นมา นั่น ตีลงไป ตรงไหนเป็นกิเลสเป็นภัยฟาดลงไป นี่เรียกว่าธรรม

ที่ใดที่มีผู้ถือศาสนาถืออรรถถือธรรมเป็นหลักเป็นใหญ่ ที่นั่นจะมีความเจริญรุ่งเรือง สงบร่มเย็นทั้งส่วนย่อยส่วนใหญ่ ธรรมะนี้จะเอามาพูดตรงไปตรงมานี่ก็ยากนะ พูดเพียงเท่านี้ก็พอเข้าใจไม่ใช่เหรอ ที่จะพูดเรื่องอรรถเรื่องธรรมอย่างตรงไปตรงมานี้ก็พูดยาก เพราะอะไร เพราะกิเลสของตัวเองและกิเลสของผู้ฟังพาให้ยาก เข้าใจเหรอ กิเลสของผู้จะพูดก็เต็มหัวใจ กิเลสของผู้ฟังก็เต็มหัวใจ ทีนี้เวลาแสดงออกลำบากนะ ถ้ากิเลสเปิดโล่งหมดแล้วไม่มีอะไรเหลือ ฟาดขาดสะบั้นไปเลย นั่นมันมีอยู่สองอย่างนะ

พระพุทธเจ้า-พระสาวกท่านท่านไม่ได้เกรงอะไร เพราะเห็นว่ากิเลสเป็นภัยต่อโลกอยู่แล้วท่านใส่เปรี้ยงเข้าไปเลย อะไรที่จะเป็นคุณต่อโลกท่านนำออกมาชะล้างให้สะอาดขึ้นไปโดยลำดับ นั่นละธรรมเป็นอย่างนั้น พากันจำเอา พี่น้องทั้งหลายก็ได้ทราบละจะไม่มีที่ไหนอีกเหมือนกัน เราอยากจะพูดว่าทั่วประเทศไทย พูดอย่างตรงไปตรงมา แต่ภาษาโลกเขาว่าดุด่าว่ากล่าวอะไร ภาษาธรรมเด็ดขาดตามธรรม เพราะกิเลสมันหนามันแน่น ธรรมควรหนักก็ต้องหนัก ควรเบาต้องเบา สั่งสอนสัตว์โลกก็ต้องสั่งสอนตามแง่หนักเบาของกิเลส

ยกตัวอย่างอย่างออกมานี้ก็ไม่มีใครทำ ไม่มีใครพูด ส่วนมากเรามักจะออกมาตอน ๕ โมงเย็น บอกว่า ๕ โมงไปแล้วให้เลิก เราบอกไว้แล้ว เริ่มมาตั้งแต่ ๔ โมงครึ่งไปแล้ว ใครมีกิจธุระจำเป็นอะไรควรทำก็ให้รีบทำเสียตอนนี้ พระท่านมีขอบมีเขต ท่านมีข้อปฏิบัติ ไม่ใช่ลามปามนะ ตั้งแต่ ๔ โมงครึ่งไปแล้วให้เริ่มเลิกกันไป พอ ๕ โมงแล้วให้หยุดอย่าเข้ามาเพ่นพ่าน นี่เราสอนแล้ว สถานที่นี่เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ธรรมท่านมีขอบมีเขต มีเหตุมีผล มีหลักมีเกณฑ์ กิเลสมันไม่มีอะไรนี่ ถึงจะว่ามาวัดก็เอากิเลสมาวัดจะว่าไง ไม่ได้เอาธรรมมาวัดนี่นะ

มาละเอาเรื่อยกับเรา คนอื่นท่านก็ไม่มาพระท่านก็ไม่ค่อยมา ตอนเย็นมาแถวนี้ มีแต่เราละมา ออกมาเรื่อย ตรวจตราพาทีเป็นยังไงๆ เราเป็นผู้รับผิดชอบในวัด เพราะมันเลอะเทอะขึ้นทุกวันๆ กระทั่งมืดแล้วยังยั้วเยี้ยๆ อยู่นี่ จนขัดหัวอก ขัดสายตาแล้วยังไม่แล้วยังเข้าไปขัดในหัวอกอีก นี่มันอย่างไรกันนี่น่าๆ อยู่นะ พยายามแก้ไขให้มีเวล่ำเวลาเข้ามาโดยลำดับๆ จนกระทั่ง ๕ โมงเย็น ทีนี้ถึงเวลาแล้วยังมายั้วเยี้ยๆ มา เอาแล้วนะที่นี่ เริ่มแล้ว เพราะได้เตือนแล้ว มาอะไร มีธุระอะไร ถ้ามีธุระอะไรมาอะไรให้บอก เอา ไปทำตามเหตุผลกลไก ถ้ามีธุระอย่ามาเพ่นพ่าน นั่นเขียนติดไว้แล้วเห็นไหม ไล่ออกเดี๋ยวนั้นเลย

ไม่อย่างนั้นไม่ได้ ผู้รักษารักษาแทบเป็นแทบตาย ผู้มาทำลายมันทำลายง่ายนิดเดียว เหมือนอย่างศาลาเราทั้งหลังทำกี่ปีกี่เดือนกว่าจะเสร็จ ไฟจ่อเข้าไปเท่านั้นไม้ขีดไฟก้านเดียวแหลกหมดทันที นี่การทำลายทำได้ง่าย การส่งเสริมจะให้เป็นของดิบของดีนี้ยาก จึงว่าผู้รักษาท่านรักษาอยู่ เราคอยเตือนเสมอ พี่น้องทั้งหลายให้ทราบวัดนี้พูดตรงๆ ถ้าเป็นวัดธรรมจริงๆ แล้วต้องไม่มีอะไรเกินธรรม ธรรมต้องเลิศเลอตลอดเวลา ไม่ว่าวัดใดธรรมต้องเลิศเลอตลอดเวลา

อย่านำสิ่งภายนอกอันเป็นเรื่องมูตรเรื่องคูถ ยศถาบรรดาศักดิ์สมบัติเงินทองข้าวของมากน้อยเข้ามาอวดธรรม เข้ามาอวดวัด เหมือนกับเอามูตรเอาคูถเข้ามาอวดวัด  ใช้ไม่ได้ นี่พูดตรงๆ ธรรมท่านออกสอนโลก รื้อขนสัตว์โลกพ้นจากทุกข์จำนวนมากขนาดไหน สมบัติเงินทองข้าวของยศถาบรรดาศักดิ์ขนใครขึ้นไปให้พ้นจากโลก มีแต่ขนลงนรกเพราะความลืมตัวเย่อหยิ่งจองหองนั้นแหละ เราพูดอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นในวัดนี้ก็เราปกครองอยู่นี้ เป็นได้จริงๆ ไม่สงสัย ถ้าผิดจากธรรมแล้วอะไรจะใหญ่กว่าธรรมไม่มี ต้องเตือนๆๆ ควรเด็ด-เด็ด ควรขับ-ขับเลยเชียว เพราะผู้รักษารักษาอยู่นี้มาทำลายกันหาอะไร จึงต้องได้เตือนเสมอ

พอตกค่ำ ๕ โมงเย็นเรามักจะออกมา เป็นขอบเขตที่สงบสงัดแล้ว ใครไม่ควรจุ้นจ้านๆ ถ้าเข้ามาควรเตือนเราก็เตือน ควรบอกให้ออก ออก ควรที่จะให้เข้าไปถ้ามีธุระจำเป็นอะไรเข้าไป เอา เข้าไป ถ้าควรจะออก เอา ออก นั่น คือเหตุผลควรออกเหตุผลควรเข้าเราให้เข้าให้ออก จะมาจุ้นจ้านเฉยๆ ไม่ได้ เริ่มเข้มงวดเข้าแล้ว เพราะดูแล้วมันดูไม่ได้ ก็เราเคยปฏิบัติมานานสักเท่าไร ยิ่งอยู่ในป่าในเขาด้วยแล้วยิ่งเข้มงวดกวดขัน

มาวัดมาวา เช่นมาสร้างวัดป่าบ้านตาดนี้ก็เข้มงวดกวดขัน ทีนี้เมื่อคนมากเข้าๆ มันก็เลอะเทอะไปจนได้นั่นแหละ มันเลอะเทอะไปจากคน จนจะดูไม่ได้แล้ว จึงต้องพยายามแก้ไขดัดแปลงไม่ให้มันเลยเถิด ค่อยได้เตือนบ้างๆ ให้รู้จักเวล่ำเวลา หน้าที่การงานควรจะทำเวลาไหนๆ ให้ทำเสีย ให้รีบ ควรออก-ออก ควรเข้า-เข้า นี่ได้เตือนแล้วนะ ธรรมเท่านั้นที่จะทำให้คนดีได้ นอกนั้นไม่มี สิ่งที่จะทำให้เลวมีแต่เรื่องของกิเลส กิเลสชอบถือธรรมเป็นข้าศึก เตือนไม่ได้นะโกรธแค้นขึ้นมาเลย กิเลสเป็นอย่างนั้น แต่ธรรมท่านไม่มีโกรธมีแค้น ตรงไหนสกปรกน้ำคือธรรมชะล้างลงไปก็สะอาดเท่านั้นเอง

ผู้เข้ามาปฏิบัติอยู่ตามในครัวในอะไร อาหารการกินถ้วยชาม ล้างถ้วยล้างจานก็เหมือนกัน อย่ามาแบบลืมตัวนะ มาทีแรกก็รู้สึกว่าเป็นธรรม ครั้นมาเข้าๆ มันหน้าด้านเข้าๆ นะ พวกแถวเลียบๆ ศาลานี้ ศาลาครัวมันลืมตัว เราเคยเตือนแล้ว นี้ไม่เหมือนใคร จากเตือนแล้วไล่ออกจากวัดไม่ให้เข้ามา ของสกปรกเข้ามาทำไม ผู้รักษาความสะอาดมีอยู่นี่ มันมีนะ เลยได้เตือนเสมอ ถ้ามาแล้วลืมเนื้อลืมตัวเลยกลายเข้ามาเป็นเนื้อเป็นหนังโอ่อ่า พองตัวในวัด ให้พระเณรหรือใครอยู่ในวัดยอมเป็นบ๋อยมันจนได้ละ เพราะความเย่อหยิ่งจองหองของกิเลส มันมาอยู่ในแถวๆ นี้ละ เราได้เตือนเสมอ อย่านะ เราบอกจริงๆ ให้ระวังนะ ให้มาเพื่อศีลเพื่อธรรม

พระท่านรักษาศีลรักษาธรรม เราอย่ามาเพื่อโลภเพื่อเห็นแก่ได้แก่ร่ำแก่รวย อย่ามาเพื่ออำนาจบาตรหลวงนะ นี่เราบอกแล้ว ทางวัดดูตลอดเวลา ไม่ควรให้อยู่จะขับไล่ออกไป ไม่มีใครปฏิบัติรักษา พระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวชใครตามปฏิบัติบำรุงรักษาพระพุทธเจ้ายังเป็นศาสดามาได้ วัดนี้วิเศษวิโสเกินพระพุทธเจ้าไปไหนจึงจะต้องไปหาบริษัทบริวาร แล้วงอนง้อเขา ทำอะไรไม่ได้อย่างนั้น มีอย่างเหรอ นี่เห็นไหมล่ะ บอกว่าไม่มี อย่านะ

เราพูดตรงๆ วัดนี้รับใครไว้ไม่ได้รับเพื่ออะไร รับเพื่อธรรมอย่างเดียว ไม่ได้รับเพื่อยศเพื่อลาภเพื่อสรรเสริญเยินยอเพื่อสมบัติเงินทองข้าวของ สิ่งเหล่านี้ไม่ใหญ่กว่าธรรม ธรรมเป็นเครื่องปกครองโลก รื้อขนสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์เพราะธรรม เราจึงสอนเพื่อธรรม ให้พากันจำเอา เอาละเท่านั้นละวันนี้ เหนื่อย พูดไปพูดมามันเหนื่อย

วันนี้คนก็มากอยู่นะ พวกเด็กที่มาเรียนหนังสือ มาอบรมศึกษาธรรมให้ฟัง ที่แสดงทั้งนี้มีแต่ธรรม สอนคนทุกชั้นทุกเพศทุกวัย ให้นำไปปฏิบัติกับตัวเอง ธรรมเข้าที่ไหนเป็นเครื่องประดับทันทีๆ มูตรคูถเข้าที่ไหนเหม็นคลุ้งไปหมด ความเลวร้ายความไม่ดีในตัวคนนั้น ทำคนให้เหม็นคลุ้งไปหมดไม่มีใครอยากคบค้าสมาคม ถ้าคนมีความประพฤติดีมีศีลมีธรรม ไม่ว่านอกวัดในวัดน่าดูทั้งนั้น พากันจำให้ดีลูกหลาน เห็นมาทุกวันๆ เราอยากว่าทุกวันมาฟังเทศน์ นี่เราก็พยายามเทศน์ทุกวัน ก็ไม่ทราบได้โวหารมาจากไหนอีตาบัว ป.๓ นี้น่ะ

รู้ไหมอีตาบัวเรียนหนังสือจบ ป.๓ แต่ก่อนไม่มี ป.๔ มี ป.๓ แค่นั้นละ พอจบแล้วออกเลยไม่ต้องลาครูก็ได้ เพราะมีเพียง ป.๓ ครูเองก็ครู ป.๓ พอจบแล้วก็เลิกไปเลย จากนั้นแล้วเขาก็มี ป.๔ เข้ามาในโรงเรียน ไปถึง ป. ไหนก็ไม่รู้แหละ จนกระทั่งทุกวันนี้เราไม่สนใจกับหัวมันแหละ เราสนใจแต่เรา ป.๓ นี่ ทีนี้ ป.๓ ก็ทำให้คิดอีกนะ ป.๓ ก็ประถม ๓ นักธรรมตรี โท เอก ๓ มหาเปรียญ ๓ ก็เลยสามสามไปเลยที่นี่ เป็นอย่างนั้นละ สามสามเก้า เราก็อยากได้โลกุตรธรรม ๙ เหมือนกัน แต่จะได้หรือไม่ได้ไม่รู้แหละ มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ เรียกว่าโลกุตรธรรม ๙ ท่านทั้งหลายฟังให้ดี ธรรมนี้เป็นธรรมเปิดเผย ธรรมไม่เห็นแก้หน้าแก่ตา ไม่มีคำว่าโมกโขโลกนะ ถ้าเป็นโมกโขโลกนะเห็นแก่หน้าแก่ตาสอนโลกไม่ได้

ธรรมพระพุทธเจ้าเหนือโลกตลอดเวลา สอนด้วยความเป็นธรรมสม่ำเสมอกันไปหมด สัตว์โลกอยู่ใต้ความร่มเย็นของธรรม ให้นำธรรมไปปฏิบัติตัวเอง อย่าโกโรโกโส ทุกวันนี้จิตใจคนต่ำ ต่ำทรามมากทีเดียว นับตั้งแต่เพศของพระของเณร เพศเขาเพศเราลงไปเป็นลำดับ ถึงข้าราชการงานเมือง ไปที่ไหนจิตใจต่ำมากทีเดียว ออกทางหนังสือพิมพ์ที่จะยกยอสรรเสริญไม่มี เราอยากจะพูดว่าไม่มีเพราะฟังมานานแล้ว มีตั้งแต่เรื่องสกปรกรกรุงรัง ทำความเดือดร้อนแก่ส่วนรวมทั้งนั้นๆ เพราะจิตใจต่ำ เป็นผู้ใหญ่เท่าไรยิ่งจิตใจต่ำทรามมากที่สุด แล้วจะทำคนทั้งประเทศให้ล่มจมไปตามๆ กัน กับผู้ใหญ่ที่ใหญ่ด้วยความสกปรกรกรุงรัง ใหญ่เป็นฟืนเป็นไฟ ให้พากันไปปฏิบัติกำจัดสิ่งไม่ดีทั้งหลาย บ้านเมืองของเราจะสงบร่มเย็น

พี่น้องลูกหลานมาฟัง ฟังให้ดีทุกคน เราสอนอย่างตรงไปตรงมาอย่างนี้แหละ ส่วนมากก็ไม่มีใครสอนอย่างที่เราสอนนี้นะ คือเกรงเขาเกรงเรา โมกโขโลกนะเห็นแก่หน้าแก่ตา ธรรมอย่างนั้นทำอย่างนั้นไม่ได้ ธรรมตรงไปตรงมา เพราะธรรมนี้โลกุตรธรรม แปลว่าธรรมเหนือโลก ต้องสอนโลกได้ตลอด นับแต่ท้าวมหาพรหมลงมาสอนได้หมดเลยธรรม จนถึงนิพพานหมดปัญหาไม่มีอะไรสอนกันละ ลงได้ถึงจิตบริสุทธิ์พุทโธเต็มดวงแล้วไม่มีอะไรจะสอน

กิริยาที่มีอยู่ในธาตุในขันธ์ก็สักแต่แสดงไปเท่านั้นเอง อยู่ในธาตุในขันธ์เรานี้มันเป็นสมมุติ จิตที่กิเลสขาดสะบั้นไปจากจิตหมดแล้วเป็นจิตที่สว่างจ้าครอบโลกธาตุ เหนือไปหมดแล้ว จิตนั้นหมดปัญหาโดยประการทั้งปวง ไม่มีบาป ไม่มีบุญ ไม่มีนรกสวรรค์อะไร ผ่านหมดเลย นี่คือจิตพระอรหันต์ ฟังให้ชัดนะ แต่อาการของธาตุขันธ์ยังมีอยู่ กิริยาที่ใช้ก็ต้องใช้ไปตามสมมุตินิยม เพราะธาตุขันธ์ของท่านที่เป็นอรหันต์ ท่านก็เป็นอยู่ในวงสมมุติ รับผิดชอบก็ต้องปฏิบัติไป พอเป็นที่น่าดูน่าชมเหมือนที่สังคมยอมรับกันนั้นแหละ ส่วนธรรมชาติที่บริสุทธิ์ไม่มีอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องได้เลย เข้าใจแล้วเหรอ พูดให้มันชัดเจนอย่างนี้

ธาตุขันธ์นี้เป็นเรื่องสมมุติ ปฏิบัติตามสมมุติไป สูงบ้างต่ำบ้าง ดุบ้างดีบ้างอะไรบ้าง โมโหตีปากคนบ้าง ถ้าเราเป็นอรหันต์ เข้าใจไหม แต่นี้มันหันไปอย่างนั้นหันไปอย่างนี้เสีย ไม่ใช่หันกิเลส ให้พากันเข้าใจ คือขันธ์นี้เป็นสมมุติ จิตที่บริสุทธิ์ครองขันธ์อยู่นั้นเป็นวิมุตติหลุดพ้นหมดโดยประการทั้งปวง ขึ้นชื่อว่าสมมุตินี้เข้าไม่ถึงเลย หมด อันนั้นเรียกว่าจิตของท่านเป็นธรรมธาตุแล้ว บริสุทธิ์ล้วนๆ คือจิตพระอรหันต์ นอกจากนั้นก็เป็นสมมุติ เมื่อสมมุติของเราก็มีของเขาก็มี ก็ปฏิบัติกันให้เป็นความเหมาะสมในวงสมมุติด้วยกัน เท่านั้นเอง เอาละพอ ต่อไปนี้จะให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก