ประตูเปิดแล้ว
วันที่ 16 กันยายน 2549 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

ประตูเปิดแล้ว

         (นักเรียน ๔๖ คนชั้น ม.๖/๑๘ ครับ) ชั้น ม.๖ ม.๗ กับหลวงตาที่เรียนจบชั้นประถม ๓ มันเข้ากันไม่ได้ใช่ไหมล่ะ พวกลูกหลานเรียนจบ ม.๖ ม.๗ หลวงตาที่เป็นครูสอนนี้จบประถม ๓ ก็เป็นความจริงจะให้ว่าไง คือแต่ก่อนไม่มีประถม ๔ ครูก็ประถม ๓ เรายังจำได้ หลังจากนั้นมาก็มีประถม ๔  ,๕ เรื่อยเลยแหละ ตอนที่เราเรียนไม่มี จบประถม ๓ แล้วใครจะเรียนต่อก็ให้ไปเรียนมัธยมที่อุดร มีเท่านั้น โรงเรียนมัธยมเขามีที่อุดร ส่วนนอกๆ มีแต่ประถม ๓ ทั้งนั้น ถ้าใครต้องการจะเรียนมัธยมก็ให้ไปเรียนที่นู่น เสียปีละ ๑๐ บาทหรือเทอมละ ๑๐ บาทเราจำไม่ได้แหละ แต่เราไม่ได้ไปเรียน จบป.๓ แล้วออกเลย

มาพลิกเรียนใหม่ที่นี่ เลยเรื่อยเลยไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ เรียนธรรมก็เหมือนกัน เรียนธรรมก็เปรียญ ๓ นักธรรมตรี โท เอก ๓ ประถมก็ ๓ เลยมีแต่ ๓ นะเรา สามสามเป็นเก้า จากเปรียญ ๓ ประโยคแล้วปีนขึ้นเขาเลย ในป่าในเขา ได้รับโอวาทอย่างถึงใจจากพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น คือเรียกทั้งพ่อทั้งแม่สนิทใจ เพราะฉะนั้นบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายเรียกครูบาอาจารย์จึงเรียก พ่อแม่ครูบาอาจารย์ คือเป็นทั้งพ่อทั้งแม่ ทำบุญทำคุณแก่ลูกศิษย์ลูกหาละเอียดลึกซึ้งมากก็คือครูบาอาจารย์ จึงเรียกว่าพ่อแม่ครูจารย์มั่น

จากนั้นพอจบแล้วก็ออกเลย ออกกรรมฐานปฏิบัติ พอพูดอย่างนี้ก็ระลึกถึงหลวงปู่คำดี วัดถ้ำผาปู่ ตอนที่เราเรียนหนังสืออยู่นั้น จากอุดรก็ไปโคราช ไปเรียนหนังสือที่โคราช ท่านอาจารย์คำดีท่านไปอยู่วัดป่าสาลวัน โคราช มีหลวงปู่สิงห์ หลวงปู่มหาปิ่น เป็นครูเป็นอาจารย์ หลวงปู่มหาปิ่นซึ่งเป็นน้องชายของหลวงปู่สิงห์นั้นเป็นเจ้าอาวาสวัดศรัทธารวม อยู่ตะวันออกโคราช ติดกันเป็นชานเมือง ท่านอาจารย์สิงห์อยู่วัดสาลวัน ท่านอาจารย์คำดีท่านอยู่วัดสาลวัน

เราเรียนหนังสืออยู่โคราช จะเป็นนิสัยอะไรก็พูดไม่ถูก หากเป็นความสมัครใจฝังอยู่ลึกๆ เรียนหนังสือถ้าวันไหนท่านประชุม คือ ๔ วันประชุมทีหนึ่ง ตอนบ่ายโมงเราไม่ลืมนะ ๔ วันประชุมหนหนึ่ง ตอนกลางวันบ่ายโมง ถ้าวันไหนไม่ตรงกับเรียนหนังสือเราต้องไปฟังเทศน์ที่วัดสาลวัน หลวงปู่สิงห์เป็นผู้เทศน์ (สิงห์ ขันตยาคโม) จึงได้สนิทสนมกับหลวงปู่คำดี ท่านอยู่วัดสาลวัน ตอนเจอกันนี่รู้สึกนานแล้ว เราออกปฏิบัติหลายปีแล้ว เวลาพูดกันทีแรกเราเรียนหนังสืออยู่ คือเราบอกว่าเราหยุดจากการเรียนนี้เราจะออกปฏิบัติกรรมฐาน เราพูดตรงๆ อย่างนั้นละ แต่นิสัยรักความสัตย์ความจริง พอหยุดการเรียนก็ออกจริงๆ ออกปฏิบัติมาตั้งหลายปี คือผ่านไปถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่นมาแล้วหลายปี จึงได้มาพบกัน

โอ๊ย ท่านพูดหยดย้อย พูดไม่ถูกนะ ทำไมท่านมหาจึงมีคำสัตย์คำจริงเอานักหนา ว่างั้นนะ ผมไม่ลืมนะตั้งแต่ท่านมหาไปฟังเทศน์หลวงปู่สิงห์อยู่ที่วัดสาลวัน วันท่านประชุมตอนบ่ายโมงๆ เห็นท่านมหาไปอยู่เสมอจนได้สนิทสนมกัน แล้วท่านมหาว่าหยุดจากการเรียนนี้จะออกปฏิบัติกรรมฐาน แล้วทำไมจึงพูดมีคำสัตย์คำจริงเอานักหนา อันนี้เราผ่านพ่อแม่ครูจารย์มั่นมานานแล้วแหละ รู้สึกท่านพูดด้วยความเมตตาสนิทสนมจริงๆ ไว้ใจจริงๆ กับเรา ทำไมพูดจึงมีคำสัตย์คำจริงเอานักหนา ว่างั้น ผมจำไม่ลืมนะ ท่านบอกว่าท่านหยุดจากการเรียนแล้วท่านจะออกปฏิบัติกรรมฐาน แล้วออกจริงๆ ท่านว่างั้น แล้วก็ผ่านครูบาอาจารย์องค์สำคัญๆ มาเสียด้วย จึงได้คุยธรรมะกัน

เราก็พูดตามความสัตย์ความจริง คือท่านก็เป็นธรรม สุดท้ายธรรมปฏิบัตินี้เกี่ยวพันกันกับเรา ท่านอาจารย์คำดีนะ คือเราอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นมาเรียบร้อยแล้ว มาพบกันที่ขอนแก่นที่ว่าสามเหลี่ยมทุกวันนี้ นี่ดงนะนั่นสามเหลี่ยม อยู่ตะวันตกขอนแก่น ติดขอนแก่น แต่ก่อนเป็นดงทั้งหมด เขาเรียกวัดศรีฐาน อยู่ในดง ตอนกลางคืนท่านนิมิต นิมิตท่านรู้สึกแม่นยำมากไม่ค่อยผิดพลาด ท่านจัดพระมาเฝ้าที่ศาลาไว้เลย ท่านบอกว่าเมื่อคืนนี้ได้นิมิต จะได้พบพระองค์สำคัญเร็วๆ นี้ ท่านบอกของท่านเอง จะได้พบกับพระองค์สำคัญเร็วๆ นี้ เลยให้พระมาเฝ้าที่ศาลา

พระองค์นั้นจนจำได้เราก็ดี ชื่อพระฮวด เราไปองค์เดียว ขโมยหนีจากหมู่เพื่อน คือหมู่เพื่อนติดพัน หาอุบายวิธีการมาเยี่ยมโยมแม่ ไม่งั้นหมู่เพื่อนติดพัน ไปไม่ได้ ก็ออกทางโยมแม่เลย ก็ไปเยี่ยมโยมแม่จะไปหาความวิเวกที่ไหนเราว่างั้น มาพักกับโยมแม่สองคืนเปิด จึงได้ไปพบท่านที่นั่นละ คุยธรรมะกันอย่างสนิทสนม ท่านบอกว่าจะได้พบพระองค์สำคัญเร็วๆ นี้ ท่านให้พระมาเฝ้าศาลา

ทีนี้เราก็ดูศาลา ศาลาก็เป็นศาลากรรมฐานล้วนๆ เรียกว่าศาลาธรรมะจริงๆ ไม่ใช่ศาลาสั่งสมกิเลสหรูหราฟู่ฟ่าอย่างศาลาวัดป่าบ้านตาด หลังนี้แล้วก็หลังนั้น นี่มันคลังกิเลส เข้าใจไหมล่ะ หรูๆ หราๆ ฟู่ๆ ฟ่าๆ ศาลาหลังนั้นไม่ใหญ่นะ ท่านก็เล่าให้ฟังว่า ที่ท่านมานี่ท่านอาจารย์ท่านสั่งให้มาเฝ้าศาลา คือพระองค์นี้ยังไม่รู้เราว่าเป็นใครนะ ก็เราไปองค์เดียว ท่านก็เล่าไปตามประสาของท่านเราก็สนุกฟังละซี

ท่านเล่าให้ฟังว่าจะได้พบพระองค์สำคัญเร็วๆ นี้ ให้ผมมาเฝ้าศาลา เราก็ถามว่ามาเฝ้าได้กี่คืนแล้ว ได้สองคืนนี้แหละ เราก็ดูศาลา ท่านให้มาเฝ้าศาลานี่มาเฝ้าตามที่พูดนี้จริงๆ หรือท่านมีอุบายวิธีการใดให้มารักษาสิ่งของที่มีค่าในศาลานี้ เรามองดูศาลาก็ไม่เห็นมีอะไร กระโถนก็กระโถนไม้ไผ่ ตัดครึ่งกระบอกไม้ไผ่เป็นกระโถน เราดูก็ไม่เห็นมีอะไร เราก็เชื่อละว่าเป็นนิมิตของท่าน เวลาพระองค์นี้ถามชื่อ เราก็ว่าจะถามไปทำไม ท่านก็ตอบมีเหตุมีผล อ๋อ เวลาพบกับครูอาจารย์แล้วก็ต้องไปเล่าให้ท่านฟังว่าชื่อว่ายังไงต่อยังไง เราจนตรอกก็เลยบอก พอว่าชื่อบัว หือ ไม่ใช่อาจารย์มหาบัวหรือ เอาอีกละ ใช่แล้วเราว่างั้น โอ๊ย ท่านอาจารย์ท่านพูดถึงอยู่ตลอด ต้นเทศน์หรือปลายเทศน์รู้สึกจะมีเกือบว่าทุกครั้ง ยกท่านอาจารย์ขึ้นตลอดเลย

พระเหล่านี้ถ้าไปอยู่กับท่านมหาบัวนี้ไม่ถึงสามวัน ถูกท่านขับแตกกระจัดกระจายไปหมดเลย คือท่านไม่ดุ เข้าใจไหม อยู่กับท่านก็อยู่อย่างนั้นท่านว่างั้น ถ้าไปอยู่กับท่านมหาบัวแล้วไม่ถึงสามวัน พระเหล่านี้ถูกขับหมดเลย ไม่ว่าก่อนเทศน์หรือหลังเทศน์ท่านจะนำมาพูดเสมอ ทีนี้ก็มาขบขันตอนเช้านะ หูเราดีนี่ ท่านนั่งตรงนี้เรานั่งอยู่ข้างนี้เป็นองค์ที่สองของท่าน พระนั่งเป็นแถวไป

ที่ขบขันนะ พอพระเอาปิ่นโตเอาหม้อข้าว อาหารเข้ามาหาท่าน จัดถวายท่าน พอพระก้มหน้าเข้าไปทีไรท่านจะกระซิบ รู้ไหมเสือ ท่านบอกว่าเสือรู้ไหม ท่านกระซิบพระ ทีนี้เรามันหูดี พระองค์ไหนก้มเข้าไปนี้ รู้ไหมเสืออยู่ข้างหลัง ระวังให้ดีนะ กระซิบแล้วองค์นั้นออกไป องค์นี้เข้ามา องค์ไหนเข้ามาหาท่าน ท่านถึงกระซิบนะ กระซิบทีไรก็รู้ก็คนหูดีนี่ รู้ไหมเสือ ท่านว่างั้น ระวังให้ดีๆ กระซิบแล้วออกไปๆ องค์ไหนออกไปแล้วก็เรียบไปๆ พอตื่นเช้าวันหลังนี้รู้เรื่องแล้วว่าเป็นเรา พระในวัดนั้นเรียบหมดเลยนะ ก็สมเหตุสมผลที่ท่านว่า ถ้าไปอยู่กับท่านมหาบัวพระเหล่านี้จะถูกขับไล่หมด พอเข้ามาแล้วท่านกระซิบว่า นี่เสือ รู้ไหมเสือ ขบขัน

นี่ละได้พบกับท่าน คุยธรรมะกันสนุก คืนแรกสองทุ่มถึงห้าทุ่ม คืนที่สองสองทุ่มถึงหกทุ่ม คืนที่สามสองทุ่มถึงตีหนึ่ง เฉพาะสองต่อสองคุยธรรมะกันกับท่าน นี่เกี่ยวกับเรื่องท่านอาจารย์คำดี ท่านพูดถึงเกี่ยวข้องกับเราอยู่ตลอดเวลา รู้สึกท่านจะมีความเมตตามากอยู่ เพราะฉะนั้นเวลาพระก้มหน้าเข้าไปหาท่านท่านจึงกระซิบว่า รู้ไหมเสือ บอกแต่เสือทั้งนั้นไม่ได้บอกธรรมดา รู้ไหมเสือ ให้ระวังนะ บอกให้ระวังนะเสือ เลยขบขันเราก็ดี ท่านกระซิบพระของท่าน ท่านนึกว่าเราจะไม่ได้ยิน เราก็ได้ยินทุกคำเพราะหูดีนี่ พอใครก้มเข้าไปใกล้ๆ ท่าน รู้ไหมเสืออยู่ข้างหลัง มีแต่เสือๆ ขบขันดี

ท่านอาจารย์คำดีท่านใจดี ไม่เคยดุด่าใครเลย เหตุที่ท่านไม่ดุด่านี้ก็คือท่านตั้งความสัตย์ความจริง ท่านเล่าให้ฟัง ดูท่านเรียบตลอดเวลาเลย เราจนตายใจเลยว่านิสัยท่านเรียบร้อยสวยงามมาก เราก็ได้ชมท่าน ทีนี้เวลาสนิทกันจริงๆ แล้วท่านเล่าให้ฟังว่า นิสัยเดิมผมไม่ได้เป็นอย่างนี้นะท่านมหา นิสัยเดิมผมใจร้อนวู่วาม ทำอะไรไม่ทันใจปาเข้าป่าเลย เป็นถ้วยเป็นจานเป็นอะไรก็ตาม ไม่ทันใจปาเข้าป่าๆ เลย ทีนี้ก็ไปเจอเอาเณรหนึ่ง เขาเอาผ้ามาบังสุกุลก็เอามาตัดสบง เณรเย็บสบงให้ท่าน ทีนี้เณรเย็บสบงผิด เอามาดูเห็นเย็บผิด เราเลยจับสบงนั้นฉีกต่อหน้าเณรเลย นั่นละนิสัยเดิมท่าน

พอฉีกต่อหน้าเณรแล้ว เณรเสียใจไปนั่งบังเสาร้องไห้อยู่ ท่านไปเจอเณรกำลังนั่งร้องไห้พิงเสาอยู่นั้น โอ้โห เราฉีกผ้าต่อหน้าเณรนี้เป็นความเสียอกเสียใจเณรเป็นอย่างมาก นิสัยของเราถ้าจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้มันจะไปใหญ่ ดีละเณรนี้เป็นอาจารย์ของเรา นั่นฟังซิท่านพูด ตั้งแต่บัดนี้ต่อไปเราจะไม่ใช้กิริยาอย่างนี้เป็นอันขาด เราจะใช้กิริยามารยาทเรียบร้อยสวยงามสงบเสงี่ยม จะไม่ดุใครเลย ท่านว่างั้น ตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่เคยดุใครเลย กิริยาอาการนั้นลบออกหมด เพราะฉะนั้นกิริยาผมจึงเป็นอย่างนี้ ท่านว่างั้น เราถึงได้รู้เรื่องท่าน แล้วท่านเรียบตลอดนะ

ท่านฝึกหัดนิสัยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ท่านเรียบ เพราะฉะนั้นท่านถึงได้ยกเราขึ้น พระเหล่านี้ถ้าไปอยู่กับท่านมหาบัวแล้วไม่ถึงสามวัน ถูกท่านขับหมดเลย คือท่านไม่ดุ เราก็อย่างว่า รู้ไหมเสือ ท่านกระซิบพระ รู้ไหมเสือ ท่านบอกว่าเสือ ให้ระวังนะ แต่ก็เป็นมงคลอันหนึ่งเหมือนกัน พอตื่นเช้ามาวันหลัง วันนั้นไม่ทราบ พอวันหลังลงไปศาลาดูพระนี่เรียบหมดเลย พระทั้งวัดเรียบหมดเลย คงกลัวเสือ เราก็ไม่ลืมนะท่านอาจารย์คำดี

อัฐิของท่านก็กลายเป็นพระธาตุเรียบร้อยแล้ว ถึงวาระที่จะพูดก็พูด เพราะท่านถ้าพูดภาษาเต็มเม็ดเต็มหน่วยของภาษาธรรมก็ว่า ท่านยกเรามากทีเดียวท่านอาจารย์คำดี ท่านชมเชย ยก นับถือเคารพ ถ้าพูดเป็นภาษาธรรมก็เรียกว่าท่านเคารพธรรมของเรามากว่างั้นเถอะ ทีนี้ก็มาถึงวาระที่นี่นะ ท่านเดินจงกรมอยู่ วัดถ้ำผาปู่เราไม่เคยไปนะ พบกันอยู่ข้างนอกวัดถ้ำผาปู่ สนิทสนมกันมานาน แต่เช้าวันนั้นตอนตีสี่ตีห้า จิตของท่านกำลังหมุน เดินจงกรมไปมาอยู่ จิตมันติดปัญหาเจ้าของเอง เหมือนหอกเหมือนหลาวทิ่มประสานกันเข้ามาอย่างนี้ มองหาใครก็ไม่เห็น นี่ท่านสนิทกับเราแล้วแหละ มองเห็นแต่ท่านมหา ท่านว่างั้น มองหาใครก็ไม่เห็น มองเห็นท่านมหาจะแก้ปัญหานี้ได้

ปุ๊บปั๊บออกจากทางจงกรมมาก็มาจุดธูปจุดเทียน มีแท่นพระอยู่ข้างล่าง เป็นสองชั้น ชั้นล่างก็มีแท่นพระ ข้างบนก็มี มาท่านก็พูดจนเราตกใจนั่นแหละ โอ๊ย ทำไมท่านอาจารย์พูดอย่างนั้น ขอให้พูดเต็มหัวใจเถอะท่านว่างั้น คือท่านจุดธูปเรียบร้อยแล้ว ไหว้พระเรียบร้อยแล้วก็ว่า ขออาราธนาท่านมหาบัวมาโปรดโดยด่วน ท่านพูดท่านอธิษฐานในจิตของท่าน แล้วก็ดลบันดาลวันหลังเราก็มาจริงๆ มาหาท่าน ถึงได้คุยธรรมะกัน พอคุยท่านปิดประตู หกโมงเย็นเราเข้าไปหาท่านสองต่อสอง ปิดประตูหมดเลย จนกระทั่งสองทุ่มถึงได้ออกมา พระเณรประชาชนเต็มหมดข้างนอก

ใครจะบอกใครก็ไม่ทราบแหละจึงเต็มอยู่ข้างนอก ไม่มีใครเข้าได้ มีแต่เรากับท่านสองต่อสองคุยกัน พอถึงสองทุ่มแล้ว ตอนนั้นละตอนท่านร้องโก้กขึ้น ปัญหาอันว่านี่แหละ ปัญหาที่ว่าเหมือนหอกเหมือนหลาวทิ่มแทงหัวใจนี้ มองเห็นแต่ท่านมหาเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงได้จุดธูปเทียน ท่านจึงว่าขอให้พูดเต็มหัวใจเถอะ ท่านมหาอย่าว่าอะไรเลย ขอให้พูดเต็มหัวใจผมเถอะ จิตของผมพุ่งต่อท่านมหา มันก็บันดลบันดาลเราไม่เคยไปนะวัดถ้ำผาปู่ พอตื่นเชานั้นเราก็ไปแหละ แต่ไปค้างที่วัดท่านอาจารย์ชอบคืนหนึ่ง วันหลังถึงได้มาหาท่าน ท่านยังว่า โอ๊ มาเร็วอยู่นะ เราไม่เคยไปนะ ก็บันดลบันดาลไป จึงได้คุยธรรมะถึงข้อนี้ละ ท่านร้องโก้กเลยเชียวนะ คือเราแก้ปัญหาอันนี้ละ พอท่านเล่าปัญหาเรียบร้อยแล้วเราก็ถวายธรรมะท่าน แก้ปัญหาท่าน ท่านร้องโก้กเลย เออ อย่างนี้ละที่นี่ เปิดแล้วที่นี่ ท่านว่างั้น เปิดแล้ว ประตูเปิดแล้วมีแต่จะเข้าเท่านั้นละ ท่านร้องเสียงลั่นเลย สองต่อสองนะ คือมันถึงใจท่าน ตอบได้ถูกต้องความหมายว่างั้น เออ เปิดแล้ว ประตูเปิดอ้าแล้ว ยังแต่จะเข้าเท่านั้นเอง

จากนั้นมาไปหาท่านทีหลังพอดีท่านหูหนวกแล้ว จะถามท่านก็มีคนอยู่ข้างนอกไม่เหมาะ ธรรมะนี้เป็นธรรมะจำเป็นโดยเฉพาะ จะถามท่านได้ยังไง ก็เลยเขียนหนังสือย่อๆ เท่าฝ่ามือนี่ เขียนปัญหาถามปัญหาท่าน พอท่านรับจดหมายแล้วท่านยกจบขึ้นเลย ท่านก็ตอบ ยิ้มแล้วตอบ ท่านตอบเสร็จแล้วยื่นมาให้เราเราก็อ่าน พออ่านดูแล้ว เราก็ถามย่อๆ อีก ท่านก็ทำแบบเก่านั่นละ ท่านยิ้ม ก็เป็นอันว่ายุติเรียบร้อยแล้ว ปัญหาจิตใจทะลุหมดเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่นั้นมาก็เลยไม่ได้คุยกัน แต่ว่าผ่านได้แล้วว่างั้นเถอะน่ะเรียบร้อย ท่านก็มรณภาพไป นี้อัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุนะ อัฐิของท่านอาจารย์คำดี

มีแปลกที่ท่านนิมนต์เราไปวันนี้ เราก็ไม่เคยไปวัดถ้ำผาปู่ เหตุใดมันถึงบันดลบันดาลให้ไป มันก็แปลกนะ ไม่เคยไปเลยวัดถ้ำผาปู่ พบกันอยู่ข้างนอกต่างหากเราไม่เคยไปถ้ำผาปู่ แต่วันนั้นมันดลบันดาลอะไรก็ไม่รู้ อู๊ย มาเร็วนะท่านยังว่าอีกด้วย มาเร็วอยู่นะท่านว่างั้น จึงได้คุยธรรมะกัน ท่านร้องโก้กเลย นี่เห็นไหมปัญหา ถ้าหากว่าแก้ไม่ตกนี้ฟัดกันอยู่นั้นจะเป็นจะตายจะสลบไสลนะปัญหานี้ เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์จึงสำคัญ ครูบาอาจารย์ที่ท่านเหนือกว่าพอเล่าไปปั๊บท่านแก้ปุ๊บเดียวนี้ขาดสะบั้นไปเลย อย่างเรากับพ่อแม่ครูจารย์มั่น อย่างนี้ละ

บางทีขึ้นหาท่านวันละสองหนก็มี เพราะตอนท่านป่วยจิตของเรากำลังหมุนเป็นธรรมจักรตลอดเวลาเลย ทีนี้จะถามใครล่ะ ก็มีแต่ท่านองค์เดียว ท่านนอนอยู่นะ ขึ้นไปกราบเท้าท่านเลย ท่านนอนเหมือนหลับแต่ไม่ได้หลับ สำหรับเราเองพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้ไม่เคยที่จะดุด่าว่ากล่าวห้ามปรามประการต่างๆ ไม่เคยมีนะ ขึ้นเวลาไหนได้ทั้งนั้นสำหรับเรา จนกระทั่งท่านมรณภาพจากไป ตอนเงียบๆ เราก็ขึ้นไปหาท่าน กราบเท้าท่านแล้วก็เล่าถวายเรื่องธรรมะที่มันเป็นภายในจิตใจแก้ไม่ตก ท่านนอนนี้ธรรมดาได้พยุงลุกขึ้น แต่นั้นไม่ได้พยุงเลย พอเรากราบถวายธรรมะที่เป็นขึ้นภายในใจของเรา ท่านปุ๊บปั๊บลุกขึ้นเลย เอ้า ฟังนะท่านว่างั้น นั่นเห็นไหมล่ะความเมตตา เอ้าฟังนะ ท่านก็ใส่ปั๊บๆ เข้าใจหรือยัง ถ้าเรายังไม่สนิทใจนักเราจะยังไม่ตอบคำใด นิ่งอยู่ ท่านย้ำอีก พอท่านย้ำเข้าใจจ้าขึ้นมาแล้ว กราบมับๆ ท่านก็รู้แล้วว่าเราเข้าใจแล้ว ท่านล้มนอนปั๊บเลย อย่างนั้นนะพ่อแม่ครูจารย์มั่น

ปัญหาเหล่านี้เป็นของสำคัญสำหรับนักปฏิบัติ ภูมิใจนี้สำคัญมาก ใครที่มีภูมิใจที่สูงกว่าแล้วผู้นี้ไปพูดปัญหาปั๊บตอบปุ๊บๆ ถ้าไม่มีภูมิธรรมแล้วลูกศิษย์ลูกหาที่มีภูมิธรรมสูงกว่าไปเล่าให้ฟัง ครูบาอาจารย์ที่สมมุติตนว่าเป็นครูเป็นอาจารย์เขาพูดลูบๆ คลำๆ นี้มันฟังไม่ได้นะ นอกจากไม่เป็นประโยชน์อะไรแล้วยังดูถูกอาจารย์องค์นั้นอีก หือ ความรู้อย่างนี้ก็มาสอนเรา นั่นเป็นนะ คืออันนี้แม่นยำมาก ถ้ารู้แล้วตอบผางเดียวๆ ถ้าไม่รู้ลูบคลำมันเห็นภูมิผู้ตอบด้วยนะ เห็นภูมิผู้สอนด้วย นี่เป็นแล้ว นี่ละเรื่องภาคปฏิบัติเป็นอย่างนั้น เราจึงลงสนิทกับพ่อแม่ครูจารย์มั่น ลงสนิทเลย ไม่มีอะไรเหลือเลย ที่ว่าท่านใส่ปั๊บๆๆ เข้าใจหรือยัง ถ้าเรายังไม่สนิทใจเราก็นิ่งฟัง ท่านย้ำอีก พอย้ำอีก เราเข้าใจปั๊บแล้วกราบมับๆ ท่านรู้แล้วว่าเข้าใจแล้ว ท่านล้มนอนปั๊บเราไปเลย เป็นอย่างนั้น

ปัญหาภายในใจจึงเป็นปัญหาสำคัญมากทีเดียว ท่านก็บอกไว้แล้วในธรรม กัลยาณปุถุชนไม่สามารถแก้ปัญหาของพระอริยบุคคลชั้นพระโสดาได้ ชั้นพระโสดาไม่สามารถแก้ปัญหาของพระอนาคามีได้ พระอนาคามีไม่สามารถแก้ปัญหาของพระอรหันต์ได้ แม้พระอรหันต์ด้วยกันก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาของอัครสาวกได้ อัครสาวกไม่สามารถแก้ปัญหาของพระพุทธเจ้าได้ เป็นขั้นๆๆ ธรรมท่านสอนไว้ คือภูมิมันต่างกัน ไม่ใช่จะไปด้นเดานะ ด้นเดาไม่ได้ ปัญหาภายในใจนี้ใส่ปุ๊บๆๆ เลย แม่นยำๆ จึงเรียกว่ารู้จริงเห็นจริง จะเอาสุ่มสี่สุ่มห้ามาตอบไม่ได้นะ ต้องเอาความรู้จริงเห็นจริง ทางนั้นพูดมาเป็นยังไงทางนี้จะทราบแล้ว ใส่ปั๊วะเดียวขาดสะบั้นไปเลยๆ ผู้นั้นก็โล่งไปๆ เลย

อย่างที่ท่านอาจารย์คำดีท่านร้องโก้กกลางคืน อยู่สองต่อสอง คุยกับเราสองต่อสอง ปัญหานี้พอเราตอบถวายท่านปั๊บนี้ท่านร้อง เราไม่ได้ลืมท่านร้องขึ้นมาดังๆ เลย ร้องโก้ก เอ้อ อย่างนี้ขึ้นเลยทันที เอาละที่นี่เปิดแล้วท่านว่า เปิดแล้วจะเข้าละที่นี่ แต่ก่อนทั้งปิดทั้งเข้าไม่ได้แล้วปิด ทีนี้ปัญหาเปิดจ้าออกมานี้โล่งไปหมดแล้ว ท่านร้องตรงนี้เอง เอาละที่นี่ประตูเปิดแล้วจะเข้าละท่านว่า ไปทีหลังถามท่านว่าผ่านแล้ว นั่นเห็นไหมล่ะ นี่ละไม่นานนะ ท่านผ่านแล้ว คือเปิดแล้วจะเข้าแล้ว ถ้าไม่เปิดเข้าไม่ได้ เปิดก็คือว่าแก้ปัญหาให้เปิดทางให้เข้า อันนี้ท่านร้องโก้กท่านถึงใจท่าน เงียบๆ นะอยู่สองต่อสอง คนข้างนอกได้ยินหมดเลยละ นี่คือปัญหาที่ถึงใจ เราก็ตอบธรรมดาเงียบๆ แต่เวลามันถึงใจท่านท่านร้องโก้กขึ้นเลย เอ้อ เอาละที่นี่เปิดแล้วๆ จะเข้าละที่นี่ แล้วก็ไม่นาน ไปทีหลังนี้ท่านผ่านได้เรียบร้อยแล้ว อัฐิของท่านก็กลายเป็นพระธาตุเรียบร้อยนี่

ได้พูดถึงเรื่องมรรคเรื่องผลให้ท่านทั้งหลายฟัง เรื่องมรรคเรื่องผล มรรคผลนิพพานสดๆ ร้อนๆ อยู่กับ สวากขาตธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชอบแล้วๆ ฟังแต่ว่าชอบ ไม่ว่าธรรมขั้นใดไม่ผิดไม่พลาด คือศาสดาองค์เอกสอนโลก ไม่ผิดไม่พลาด ชอบหมดๆ โดยลำดับลำดา ขอให้ปฏิบัติตามท่านนั้นเถิด ไอ้วันเดือนปีนาทีโมงอย่าเอามายุ่ง กิเลสไม่มีเดือนปีนาทีโมงมันอยู่กับหัวใจคน ธรรมะก็อยู่ที่หัวใจคน ฟาดลงไปตรงนั้นกิเลสขาดสะบั้นลงไป ไม่ต้องถามหามรรคผลนิพพาน จ้าขึ้นมาเลย ขอให้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าศาสดาองค์เอก ไม่มีใครจะสอนได้แบบศาสดานี้เลย

เพราะพระพุทธเจ้าของเราเป็นผู้สิ้นกิเลสเปิดโลก เรียกว่า โลกวิทู รู้แจ้งโลก ทั้งโลกนอกโลกในตลอดทั่วถึงจ้าหมด นำธรรมมาสอนโลกจึงไม่มีอะไรที่จะข้องใจสงสัย พอที่จะให้ผู้ฟังไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร เปิดจ้าออกๆ หมดเลย นี่ละธรรมะพระพุทธเจ้า ในโลกนี้มีพุทธศาสนาเท่านั้นเปิด ใครจะว่าอะไรก็ตาม เราเอาหลักความจริงมาพูด เราไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามศาสนาใดของผู้ใด เราเอาหลักความจริงมาพูด พุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้สิ้นกิเลสว่างั้นเลย เปิดจ้าเลย ไม่มีอะไรปิดบังลี้ลับได้เลย กิเลสสิ่งปิดบังลี้ลับขาดสะบั้นไปหมดจากพระทัยแล้ว ทีนี้จิตมันก็เปิดจ้าเลย สอนตรงไหนถูกต้องๆ เลย ตั้งแต่พื้นๆ ถึงมรรคผลนิพพานใครสอนได้ ในสามโลกธาตุนี้ไม่มี มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นสอนได้

บรรดาสาวกทั้งหลายที่เป็น สรณํ คจฺฉามิ ของพวกเราเรื่อยมา ตั้งแต่พระพุทธเจ้าองค์ไหนๆ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ก็เปิดจ้าขึ้นจากพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ๆ นั่นเองสอนให้ถึงได้นิพพาน ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ อย่าให้กิเลสมันเหยียบย่ำทำลายนักนะ เวลานี้หัวใจโลกนี้แหม น่าทุเรศ จวนจะตายเท่าไรพูดแล้วก็กระทบกระเทือนกิเลส เรื่องธรรมไม่กระเทือน ธรรมเปิดจ้าทำลายกิเลส แต่กิเลสอยู่บนหัวใจสัตว์ สัตว์มันหึงหวงกิเลส ถ้าพูดอะไรก็หาว่ากระทบกระเทือนกระแทกแดกดันไปเสีย มันลำบากนะ ตัวมันเป็นภัยมันไม่ยอมให้แตะต้องมันได้

มีพุทธศาสนาเท่านั้นบอกให้ชัดเจน เอา เปิดให้ดี ภาวนาให้ดี สติเป็นสำคัญ การภาวนาอย่าลืมคำว่าสติ ถ้าลงสติติดอยู่กับตัวเองแล้วไปไหนไม่หนีหลัก สติเป็นหลัก ไม่เอนไม่เอียงไม่เสีย ถ้าสติเลื่อนลอยแล้วผิดได้ ความรู้ของผู้ปฏิบัติไม่ได้เหมือนกัน บางทีความรู้สงบลงไปสว่างจ้าอยู่นี้ บางทีผึงลงไปนี้เหาะเหินเดินฟ้าไปเลยจิต นั่น ถ้าสติตามไม่ทันเสียได้ เพราะฉะนั้นสติจึงเอาให้ทัน สติติดอยู่กับตัวเองแล้วเรื่องราวทั้งหลายจะสงบลงมาที่สติอยู่กับใจ ถ้าสติเผลอจากใจแล้วเสียได้ ให้พากันปฏิบัติภาวนา การสอนเหล่านี้เราไม่สงสัยในการสอนนะ เพราะผ่านมาหมดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมาอย่างโชกโชน ที่ได้มาสอนท่านทั้งหลายนี้จึงไม่มีอะไรสงสัย ในสามโลกธาตุนี้เรียกว่าเราหมดสงสัยโดยประการทั้งปวง

เปิดจ้า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนไม่ต้องถาม พระพุทธเจ้าคือใครอยู่ที่ไหน จ้าแล้วถามหาท่านอะไร เหมือนกับแม่น้ำมหาสมุทร มือจ่อลงไป จ่อลงไปตรงไหนที่จะไม่ถูกแม่น้ำมหาสมุทรไม่มี จ่อลงไปไหนก็เป็นแม่น้ำมหาสมุทรเหมือนกันหมด เอา ทีนี้จิตเวลามันจ้าแล้วนี้จ่อลงตรงไหนถูกพระพุทธเจ้าทั้งนั้น พระพุทธเจ้าคืออะไร มหาวิมุตติมหานิพพานเป็นอันเดียวกันหมด นั่นละให้จำเอา ไม่มีเช้าสายบ่ายเย็น อันนี้เรื่องของกิเลสมันหาเรื่องต่างหาก กิเลสมันก็อยู่กับใจมันไม่มีเช้าสายบ่ายเย็น ติดมาตลอด ธรรมะฟาดลงไปขาดสะบั้นแล้วไม่มีอะไร กิเลสหมดแล้วจ้าเลย เอาละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก