ใจมนุษย์นี้สมควรแก่ธรรม
วันที่ 24 กันยายน 2549 เวลา 8:30 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

ใจมนุษย์นี้สมควรแก่ธรรม

         วัดป่าบ้านตาดนี้ออกจากหลวงตามหาบัว ทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงออกไปให้พี่น้องทั้งหลายได้อ่านได้ดูทุกอย่างนั้นถอดออกไปจากหัวใจที่เป็นธรรมล้วนๆ เช่นที่นี่เป็นวัด เป็นสถานที่ภาวนาเพื่อความสงบใจ ก็เป็นความจริงอย่างนั้น ไม่มีกิจจำเป็นไม่ควรมาเที่ยวเพ่นพ่าน เพราะมันเพ่นพ่านเหลือประมาณ วัดนี้รู้สึกจะเป็นตลาดคน มองไม่ทัน อะไรๆ ก็ไม่ทันก็เลยเขียนป้าย เราละเป็นผู้เขียน เพราะธรรมกับมูตรกับคูถที่มาเพ่นพ่านๆ ในวัดนี้ต่างกันราวฟ้ากับดิน

         ทองคำธรรมชาติได้แก่ธรรมของพระพุทธเจ้า ที่จ้าในพระทัยของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์และจ้าในพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าทุกองค์อีก คือบรรดาสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีจำนวนเท่าไร พร้อมกับพระพุทธเจ้าทั้งหลายด้วยจ้าไปหมดเลย แล้วก็เห็นมูตรเห็นคูถมันมาเพ่นพ่านๆ มันดูไม่ได้ เข้าใจไหม เปิดอกให้ชัดเจน หัวใจหลวงตานี่ก็เหมือนกัน จ้าอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ หลังวัดดอยธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร เวลาห้าทุ่ม ที่ฟ้าดินถล่ม ในร่างกายกับจิตใจมันไหวเอาจนกระทั่งสะดุ้งปึ๋งเลยทันที

         ระหว่างกิเลสกับธรรมฟัดกัน ขาดสะบั้นลงในคืนวันนั้น ตั้งแต่นั้นมาก็จ้าตลอด เลย จนเกิดความอัศจรรย์ว่าจะสอนโลกไปได้อย่างไร ธรรมถึงขนาดนี้แล้วสอนใครเขาจะหาว่าบ้าไปหมด เป็นขึ้นในใจนะ โถ ธรรมเป็นอย่างนี้เชียวเหรอๆ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ ธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ โห พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแล้วในหัวใจ ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยคาดเคยคิดเลย

         พุทโธ ธัมโม สังโฆติดหัวใจมาจนกระทั่งขณะปัจจุบันนั้นละ พอฟ้าดินถล่มนั้นแล้ว พุทโธ ธัมโม สังโฆ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง ปรากฏขึ้นในเวลานั้น พุทโธ ธัมโม สังโฆ ที่เราระลึกมานั้นมารวมเป็นธรรมชาติอันเดียวกันในหัวใจอันเดียวกันแล้วจ้าครอบโลกธาตุ แล้วท้อใจที่จะสอนโลกต่อไปนี้สอนยังไง สอนไปที่ไหนเขาก็จะหาว่าบ้าๆ ไปหมด อยู่ไปกินไปวันหนึ่งพอยังชีวิตให้เป็นไป ถึงวันแล้วก็พอแหละ

         จากนั้นธรรมก็กระตุกขึ้นมาเลยละที่นี่ ก็เมื่อเห็นว่าเป็นสิ่งที่สุดวิสัยของโลกที่จะรู้ได้ เราเป็นเทวดามาจากไหนทำไมเรารู้ได้เห็นได้ เขาก็เป็นมนุษย์มนาเหมือนกัน สร้างคุณงามความดีมาเหมือนกันทำไมเขาจะรู้ไม่ได้ นั่นขึ้นมากระเทือนหัวใจอีกนะ จากนั้นก็ยอมรับ อ๋อ รู้ได้เพราะเหตุใด เพราะเหตุใดคือสายทาง สายทางคืออะไร คือการให้ทาน รักษาศีล ภาวนา นี่สายทางที่จะถึงความพ้นทุกข์อันเลิศเลอมีอยู่นี้ ความหมาย กระตุกขึ้นมาหัวใจอย่างแรงเหมือนกัน อ๋อ รู้ได้ ไม่มากก็ได้

         นั่นละยอมรับ ทีแรกว่าจะไม่สอนใครเลย ถึงขนาดนั้นนะธรรมพระพุทธเจ้าวิเศษวิโสขนาดไหน พอใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันเท่านั้นกระจ่างไปหมดเลย นี่ละแล้วมาเห็นงุ่มง่ามๆ ต้วมเตี้ยมๆ อยู่ตามวัดตามวา อดแล้วทนเล่า จะเป็นจะตายก็เขียนประกาศไปติดไว้นั้น ท่านทั้งหลายเห็นว่ายังไงประกาศไว้นั้น ก็เตือนให้รู้เนื้อรู้ตัว อย่าเพ่นๆ พ่านๆ ใจมนุษย์นี้สมควรแก่ธรรมทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ไม่ได้มีตั้งแต่มูตรแต่คูถถมหัวใจอยู่ตลอดเวลาอย่างเดียว ธรรมมีได้ ให้พากันพิจารณาปฏิบัติตนให้ดี

         พระพุทธเจ้าจ้าครอบโลกธาตุ สาวกทั้งหลายจ้าครอบโลกธาตุ เพราะความตะเกียกตะกายเสาะแสวงหาความดีงาม ซึ่งมีมาตั้งกัปตั้งกัลป์นับไม่ได้เลย กิเลสกับธรรมมีมาพร้อมๆ กัน เป็นเครื่องแก้กันๆ ใครอุตส่าห์พยายามแก้ได้ก็ดีดผึงขึ้นมาได้  ใครแก้ไม่ได้ หรือวิ่งตามมันก็จมปลักอยู่อย่างนี้ละ ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะสิ้นจากทุกข์เมื่อไร เหมือนคนตกน้ำในมหาสมุทร ทั้งว่ายทั้งลอยป๋อมแป๋มๆ หาจุดหมายปลายทางที่จะหลุดพ้นจากการที่ถูกน้ำท่วมไม่ได้เลย ทีนี้ผู้มีวาสนาบารมีมีเรือใหญ่มารับท่ามมหาสมุทรผ่านไปได้สบายๆ นี่คือผู้มีบารมี อยู่ในท่ามกลางมหาสมมุติมหานิยม ซึ่งเท่ากับมหาสมุทรทะเลหลวง แต่เมื่อมีวาสนาบารมีแล้วก็เท่ากับมีเรือใหญ่ข้ามไปได้เลย ขึ้นนั่งเรือบารมีของตัวเอง ข้ามมหาสมมุติมหานิยมนี้ไปได้เลย ธรรมจึงมีไว้เพื่อโลกอย่างนี้

ด้วยเหตุนี้เองที่เราสอนทุกอย่าง เราไม่เคยสะทกสะท้านหวั่นไหวกับโลกนี้เลย เราเขียนไว้ได้เขียนด้วยความเมตตา พูดให้เต็มยันเสีย อันนี้จ้าครอบโลกธาตุอยู่แล้ว แล้วเห็นมูตรเห็นคูถมันเพ่นพ่านๆ เข้ามา ทั้งเถ่อทั้งมอง หาจุดหมายปลายทางไม่ได้ มองดูหัวใจหาจุดหมายปลายทางไม่ได้ เหมือนกับสัตว์ตกน้ำในท้องฟ้ามหาสมุทรนั่นแหละ อันนี้จิตที่ถูกกิเลสท่วมหัวใจมันก็เป็นแบบเดียวกัน ไม่ทราบเมื่อไรจะหลุดจะพ้นไปได้ มันน่าทุเรศนะ เพราะฉะนั้นธรรมจึงกระตุกเอา

ดังพระพุทธเจ้าท่านกระตุก พุทธภาษิตที่ว่า โก นุ หา โส กิมานนฺโท นิจฺจํ ปชฺชลิเต สติ อนฺธกาเรน โอนทฺธา ปทีปํ น คเวสถ ก็เมื่อโลกสันนิวาสนี้เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้อยู่ตลอดเวลา ด้วยความโง่เขลาเบาปัญญาหลงไปตามกิเลส แล้วท่านทั้งหลายยังมีแก่ใจมาหัวเราะกันลั่นอยู่นี้หาอะไร ทำไมไม่เสาะแสวงหาที่พึ่ง คือคุณงามความดีทั้งหลาย นี่พระพุทธเจ้ากระตุกเอา แล้วนำพุทธภาษิตนี้กระตุกพวกเรา เข้าใจไหม ทำไมจึงเพ่นพ่านๆ ไม่ได้หน้าได้หลัง ผู้มาปฏิบัติธรรมก็เลอะๆ เทอะๆ ไม่ตั้งใจประพฤติปฏิบัติ

ผู้ปกครองวัดอยู่นี้ไม่ได้เลอะเทอะนะ ไม่ได้ชินกับสิ่งใดในสามแดนโลกธาตุนี้พูดให้ชัดเจน เห็นอะไรๆ จิตนี้เป็นหลักธรรมชาติเป็นอัตโนมัติ มันจะวิ่งรอบตัวทันทีๆ ไม่ว่าดีว่าชั่วมันจะรอบของมันทันทีๆ โดยอัตโนมัติไม่ต้องคิด แล้วเก็บไว้ๆ ผ่านไปๆ รู้แล้วผ่านไปเห็นแล้วผ่านไป ถึงเวลาถึงกาลที่ควรจะพูดบ้างก็มาพูดอย่างที่ว่านี้ละ ไม่ใช่เรื่องเหล่านี้ไม่เคยมีมา มันมีมาดั้งเดิม รู้มานานแสนนาน ไม่สมควรจะพูดพูดไปหาอะไร สมควรที่จะพูดพูดบ้าง

ขอให้ท่านทั้งหลายได้เสาะแสวงหาอรรถหาธรรม สมบัติเงินทองข้าวของเกลื่อนโลกธาตุ ไม่เห็นว่าทุกข์นี้เบาบางลงไปเลย ที่ไหนที่มีทุกข์เบาบางเพราะคนมีสมบัติเงินทองข้าวของมาก แล้วมีความรู้วิชาเรียนมาจากนู้นจากนี้ ก็เรียนมาวิชาของกิเลส ไม่ใช่วิชาแห่งธรรมของพระพุทธเจ้า จะหลุดพ้นจากทุกข์ได้ยังไง เรียนมามากเท่าไรๆ ก็เหมือนแหพันลิง พันกันลงจมกันลงไปตลอดเวลา ด้วยความสำคัญว่าตนเรียนรู้หลักนักปราชญ์ฉลาดแหลมคม ทั้งๆ ที่มันโง่จะตายเพราะอำนาจของกิเลสครอบหัวมัน มันก็ไม่รู้ตัว เข้าใจไหมล่ะ ให้พากันพินิจพิจารณานะ

นี่ก็จวนจะตายแล้ว อายุตั้ง ๙๓ ปี ๙๔ เริ่มเข้ามาแล้วไม่นานนักนะ จึงได้เปิดออกเรื่อยๆ ธรรมะที่รู้ที่เห็นซึ่งปฏิบัติมาแทบเป็นแทบตาย อยู่ในป่าในเขาใครรู้ได้เมื่อไร เราก็เคยพูดแล้วจนเขาตีเกราะประชุมกัน เขาว่าเราตายแล้ว เพราะไปที่ไหนไม่ค่อยฉันจังหัน คือการไม่ฉันจังหันผ่อนธาตุขันธ์ลงไป ธาตุขันธ์ไม่มีกำลัง จิตมีกำลังดีดขึ้นๆ ภาวนาสะดวกสบาย สติดีปัญญาดี ความพากเพียรคล่องตัวๆ ด้วยการผ่อนอาหาร เวลาฉันจังหันมากๆ แล้วความขี้เกียจก็มาก การหลับการนอนก็มาก มีแต่สิ่งกดถ่วงลง จึงต้องผ่อนสิ่งเหล่านี้เพื่อความเพียรจะได้ก้าวขึ้น

ดูซิพระท่านมาฉันจังหันวันนี้ ๒๘-๒๙ องค์ พระมี ๕๘ องค์ในวัดป่าบ้านตาด เวลามาฉันจังหันมีวันละ ๒๗-๒๘ องค์ หายไปไหนหมด ก็เพราะท่านฝึกท่านทรมานดังที่ว่านี้แหละ ให้พากันพิจารณา นี่ละการเสาะแสวงหาของดีต้องมีความทุกข์ความลำบาก ไม่ใช่จะอยู่ไปกินไปนอนไปหาจุดหมายปลายทางไม่ได้ ตายแล้วจมเลยๆ ใช้ไม่ได้นะ ขอให้พากันพินิจพิจารณา เมืองไทยเรานี้เป็นเมืองพุทธ มันกลายเป็นเมืองเปรตเมืองผีเมืองส้วมเมืองถานไปหมดแล้วเวลานี้ ใหญ่เท่าไรยิ่งพุงใหญ่พุ่งหลวงความอยากความทะเยอทะยาน บ้าอำนาจบาตรหลวงทุกอย่าง บ้าโลภมีอยู่ในนั้นหมดเลย จะทำเมืองไทยทั้งประเทศให้ล่มจมเพราะบ้าเหล่านี้เอง

กิเลสกินไม่พอๆ จึงต้องเอาธรรมแทรกเข้าไป ถ้าไม่มีธรรมแล้วจมนะเมืองไทยเรา ทะเลเป็นทะเล เราเป็นเรา แต่เราจะจมลงก้นทะเล คนจมในก้นทะเลฟื้นได้ไหม มีแต่ตายเท่านั้น อันนี้เราจมอยู่ในกองทุกข์ก็จมไปเลย ให้พากันพินิจพิจารณา นี่สลดสังเวชนะ ปฏิบัติธรรมมาก็เต็มกำลังความสามารถ ถ้ามาแล้วกลางวี่กลางวันออกมานี้ยั้วเยี้ยๆ มองดูหัวใจไม่มีฝั่งมีฝา มาเพ่นๆ พ่านๆ คว้านู้นคว้านี้ มาไม่มีหลักมีเกณฑ์ในใจเลย มันทุเรศ หัวใจที่สว่างจ้าดู กับใจที่จมอยู่ในมูตรในคูถคือกิเลสตัณหาทั้งหลายนี้มันดูกันไม่ได้นะ

ที่เขียนไว้นั้นเพราะอะไร ก็เพราะดูแล้วถึงเขียน ใครจะว่าหลวงตาเป็นบ้าเอาว่ามา หลวงตาไม่ได้เป็นบ้า สงสารโลกต่างหาก ที่เขียนเขียนไว้เหล่านั้น ที่นี่เป็นวัด นั่นเขียนไว้ตัวใหญ่ๆ เห็นไหม เป็นสถานที่ภาวนาเพื่อความสงบใจ ไม่มีกิจจำเป็นไม่ควรมาเที่ยวเพ่นพ่าน เราไม่อยากพบอยากเห็นอย่างนั้นมันมากต่อมากแล้ว มาให้มีความสำรวมระวังใจ เข้ามาดูวัดดูวาดูพระดูเณรดูให้ดี เป็นยังไง เฉพาะอย่างยิ่งดูพระวัดป่าบ้านตาดเป็นยังไง ท่านดำเนินยังไง การอยู่การกินการไปการมาการขบการฉันท่านทำยังไง ดูซิพระที่มีหลักมีเกณฑ์มีธรรมมีวินัย มีความพ้นทุกข์เป็นจุดหมายปลายทางของท่านท่านดำเนินยังไง เหมือนพวกระเกะระกะไหม

มันไม่เหมือนละซิ มันต่างกันเอามากมายก่ายกอง มาแล้วก็มาดูแต่พระ มาให้คะแนนพระมาตัดคะแนนพระ เหมือนเรานี้เป็นอำนาจบาตรหลวงมาจากไหนไม่รู้ แต่พระดูตับตัวเองไม่ดูซิ ท่านดูเสียพอแล้ว พระดูไม่เหมือนกิเลสดูนะ กิเลสดูนี้โอ่อ่าฟู่ฟ่าฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเย่อหยิ่งจองหองไม่มีอะไรเกินกิเลส ถ้าธรรมแล้วดูเหมือนไม่ดู รู้เหมือนไม่รู้ นี่ละธรรมกับกิเลสต่างกันอย่างนี้ ขอให้พากันตั้งอกตั้งใจบ้างการปฏิบัติธรรม อย่าเป็นบ้ากับกิเลสตัณหาจนเกินไป

เมืองไทยเราจะจมนี้เพราะความเป็นบ้ากับกิเลสตัณหา ยิ่งมีผู้นำ ผู้นำก็มหายักษ์มหาภัยมหาเปรตมหาผีนำแล้วบ้านเมืองจะจมแน่ๆ เลยเทียว เราทนไม่ได้บางทีเราก็ใส่ผางเข้าไปเลย คือมันทนไม่ได้เพราะเราแนะนำสั่งสอนโลกเพื่อความพ้นทุกข์เหมือนกัน แต่อีกพวกหนึ่งมันลากกันลงกองทุกข์ๆ มันดูไม่ได้ก็ตวาดเอาบ้าง ดุบ้างอะไรบ้าง ดุก็ฉุดลากแรงๆ ฉุดลากให้ขึ้นจากตมจากโคลนนั่นแหละ ให้พากันพิจารณานะ

โอ๋ย เลวลงทุกวันนะเมืองไทยเรา ศีลธรรมจะไม่มีนะเวลานี้ ถ้าศีลธรรมไม่มีในใจท่านทั้งหลายจะหวังอะไร อย่าหวัง หวังลมๆ แล้งๆ จมกันทั้งนั้นละ ถ้ามีศีลธรรมอยู่ที่ไหนสบาย ไม่ขึ้นอยู่กับฐานะมั่งมีดีจนอะไร ขึ้นอยู่กับหัวใจที่มีธรรม ถึงจะตายก็ตายด้วยความอิ่มเอิบในธรรมทั้งหลาย ไม่จม ขึ้นเลยดีดเลย ไอ้ความทะนงตัวว่ามั่งว่ามีศรีสุข ว่ามีความรู้เป็นจอมนักปราชญ์ฉลาดแหลมคมนั่นน่ะ พวกนี้พวกเย่อหยิ่งจองหองพวกมันจะจม เข้าใจไหมกิเลสพาจองหองมันจะจม ธรรมท่านไม่ได้จองหองนะ รู้เหมือนไม่รู้ ให้พากันจำเอา เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้

สรุปทองคำประเภทน้ำไหลซึมตั้งแต่วันที่ ๒๓ เมื่อวานนี้ ได้ ๓๑๒ กิโลครึ่ง เท่ากับ ๒๕ แท่ง ทองคำที่ยังไม่ได้หลอม ๑๐ กิโล ๑๑ บาท ๓๗ สตางค์ รวมทองคำที่หลอมแล้วและยังไม่ได้หลอม ๓๒๒ กิโล ๕๐ บาท ๒๖ สตางค์ ถ้ารวมกับทองคำ ๓๗ กิโลครึ่งที่มอบไปแล้วนั้นก็เป็นทองคำ ๓๖๐ กิโล กับ ๑๗ บาท ๓๗ สตางค์ คือรวมแล้วว่า เราได้ทองคำช่วยชาติในคราวนี้ ได้ ๑๑ ตัน กับ ๓๖๐ กิโล ๑๗ บาท ๓๗ สตางค์ มาถึงปัจจุบันนี้ให้พากันจำเอา นี่ละความขวนขวายของพี่น้องชาวไทยเราด้วยความพร้อมเพรียงสามัคคี ได้ทองคำมาตั้ง ๑๑ ตันเป็นของง่ายเมื่อไร นี่ก็คือความพร้อมเพรียง ฟังเสียงหัวหน้า

หัวหน้าเป็นคนประเภทใดหรือพระประเภทใด ฟังดู นี่เราเป็นคนประเภทที่จะพารื้อถอนออกจากกองทุกข์ เราไม่ได้พาพี่น้องทั้งหลายจม เงินบาทหนึ่งสตางค์หนึ่งนี้เราไม่เคยแตะ จำนวนที่พี่น้องทั้งหลายบริจาคมากน้อยนี้เข้าสู่จุดส่วนรวมทั้งนั้นๆ เราพอทุกอย่างแล้วเราจึงไม่เอาอะไร นำโลกด้วยความบริสุทธิ์ใจล้วนๆ คิดดูซิทองคำตั้ง ๑๑ ตัน กับ ๓๖๐ กิโล เข้าคลังหลวงหมด ดอลลาร์เข้าได้เพียง ๑๐ ล้านกว่า อันนี้เราก็บอกไว้แล้วว่า จาก ๑๐ ล้าน ๒ แสนหรืออะไรนี้ที่เข้าคลังหลวง ดอลลาร์นะ จากนี้ไปจะไม่ได้เข้าคลังหลวงนะดอลลาร์เราบอก

คือเงินไทยเราบกบางมาก เราหยุดการเทศน์แล้วการเงินการทองก็จะไม่มี ทีนี้ความจนของโลกรอบข้างอยู่จะทำไง จะได้เอาเงินดอลลาร์นี่มาช่วย มาหนุนเงินไทยเราเพื่อช่วยโลกต่อไป เพราะฉะนั้นเงินดอลลาร์เราจึงไม่ได้เข้าคลังหลวงตามที่เราประกาศแล้วก็เป็นไปตามนั้น ดอลลาร์นี้เข้ามาช่วยเงินไทย หนุนช่วยชาติบ้านเมืองทุกวันนี้ ไปที่ไหนเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาล อู๊ย เหมือนพ่อแม่กับลูกนะ เห็นเราไปนี้รุมมาเลยโรงพยาบาล คนนั้นขาดนั้นคนนี้ขาดนี้ เราเลยจะตาย ไปมาขอรถตั้งสองสามคัน จะไปเอามาจากไหนไม่ใช่แม่น้ำมหาสมุทรทะเลหลวง

โอ๊ย มันจนจริงๆ ว่าอีกละ ตกลง เอ้า ให้ๆ ไปมาเมื่อวานนี้ก็ให้คันหนึ่ง ก็อย่างนั้นแหละจะว่าไง ทั้งๆ ที่ไม่มี ถูไถกันไป.นี่ละการช่วยชาติบ้านเมืองเราช่วยจริงๆ ช่วยด้วยความบริสุทธิ์ใจ จึงควรเป็นคติตัวอย่างแก่พี่น้องทั้งหลายได้เป็นอย่างดี เราไม่มีในหัวใจเราที่จะต้องติตนเองว่าตรงไหนมัวหมอง ไม่มีเลย มีแต่จ้าออกด้วยความเมตตาสงสารทั้งนั้น ให้พากันตั้งอกตั้งใจสร้างความดีงามนะ ศาสดาองค์เอกเป็นผู้มาสอนธรรม กิเลสกองใหญ่กว่าวัฏจักรเสียด้วยซ้ำมาสอนเรื่องกิเลส จมไปตามมันจนแทบไม่มีเหลือ ธรรมสอนโลกมันจะไม่ฟัง เข้าใจไหม ให้ฟังเสียงธรรมนะถ้าอยากเล็ดลอดได้ เอาละพอ

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก