สมณศักดิ์
วันที่ 17 มกราคม 2544 เวลา 9:00 น. ความยาว 42.46 นาที
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   วิดีโอแบบ(Win High Band)

 

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

สมณศักดิ์

          ตั้งแต่ไปกรุงเทพมาเริ่มเป็นหวัดเรื่อย แปลกอยู่ พึ่งค่อยยังชั่ว วันนี้โทรไปบอกหมอเขามาฉีดยาให้ โห คันหมดตัวเลย เมื่อวานนี้รุนแรงมากคัน เราคิดว่ามันคงหลายอย่างบวกกัน พวกยาฝรั่งอะไรมาฉันแก้หวัดนี้ด้วย แล้วก็อาหารทะเลด้วย บวกกันเข้าเลยคันหมดทั้งตัวเมื่อวาน โอ๋ คันมากนะ ตอนเช้านี้บอกทางหมอโรงพยาบาลให้เขามาดู ฉีดแก้คัน เราเคยไปฉีดที่อุดรฯ นี้หายนะล่ะ มันเป็นมาจากกรุงเทพ โอ๊ย พองขึ้นมาอะไร ๆ เกาหมด นั่นก็ไปฉีดที่อุดรฯ หาย นี่มาเริ่มขึ้นอีก แต่คราวนี้ไม่ถึงกับพอง เป็นแต่เพียงเป็นผื่นเต็มตัว คันตลอดเลย นี่ให้หมอเขามาดูเป็นยังไง ลองฉีดดู มันเคยหายนี่นะ สักปี พ.ศ.เท่าไรน้ามันคันมากจริง ๆ คันจนพองหมดทั้งตัวเลย

พอดีเป็นจังหวะที่ไปรับพัดยศในพระราชวัง ครั้งแรกที่ไปรับพัดยศในพระราชวัง เจ้าคณะใหญ่ที่วัดบวรฯ ให้โยมเอาจดหมายมาให้ ให้ไปรับพัดยศ เช่นมาบอกวันนี้ วันมะรืนให้ไปรับพัดยศ เราอ่านเสร็จแล้วไม่ตอบนะ พอวันพรุ่งนี้ออกเดินทางกลับมาเลย เขาโทรมาขู่ทางนี้ ขู่ทางเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะใหญ่ที่วัดบวรฯ โทรมาขู่ทางนี้ ทำไมให้อาจารย์มหาบัวกลับไปเสีย ทางโน้นดุมา จนเจ้าคณะจังหวัดมาหาเราเองนะ ร้อนเหมือนกันนะ แต่เราไม่เห็นร้อน เฉย พวกนั้นร้อนกันเอง ทางนั้นขู่มาทางนี้ ทางนี้ไม่กล้าขู่เรา บอกแต่ว่าถูกทางนู้นดุมาขู่มา ว่าปล่อยให้พ่อแม่ครูจารย์กลับมาเสีย นัดให้ไปรับพัดยศในพระราชวังวันนั้น ทางนี้ท่านก็แก้ดี เราก็จะแก้อย่างนั้นนี่วะ โอ๊ย ขโมยอะไร ตั้งแต่ท่านไปก็ไม่รู้ ท่านมาก็จะไปรู้ได้ยังไง ขโมยอะไร ท่านกลับไปแล้วนี่ ว่าหลายแบบอยู่

เราก็บอก อ๋อ ที่มานั้น มันคันมันอยู่ไม่ได้ ไม่ไหวละคันมาก ต้องรีบมาฉีดยานี่ พอมาถึงวันนี้วันหลังก็ไปฉีดเลย ค่อยหายไป บอกทางโน้นไปเสียซิ บอกว่าท่านป่วยท่านไม่สบายท่านกลับแล้ว ว่าอย่างนั้นก็แล้วกัน ทางนี้จึงบอกไป ทางนั้นก็รอดตัว แต่เราไม่ทราบรอดไม่รอด มันดื้ออย่างนั้นละ จากนั้นก็สั่งเลิก พระครูก็ไม่เอา อะไรไม่เอา นิตยภัตที่ถวายเดือนหนึ่งเท่าไร ๆ ไม่เอา เลิกหมด เราบอกไม่เอาโดยประการทั้งปวง จดหมายเราบอกไปทางกรมการศาสนาอีก เขาก็ตอบรับมา แล้วอยู่ ๆ ก็มาขึ้นอีก มาขึ้นพระราชญาณ เจ้าคุณขั้นสามัญไม่อยู่ ตั้งขึ้นชั้นราชเลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวล่ะซิ โห ยังไงกัน เราจึงได้รับ เรื่องเป็นอย่างนั้นนะ

ครั้งที่สองชั้นเทพฯ ไม่อยู่ ข้ามอีกละ เป็นชั้นธรรมเลย ครั้งนี้ดุแล้วนะ ดุผู้ใหญ่ทั้งนั้นละ เอานะเราจริง ๆ นี่มันจวนจะสมเด็จแล้วนะ ว่างี้เลยนะ มีแต่ข้าม ๆ เจ้าคุณพระราชาคณะชั้นสามัญธรรมดาก็ไม่อยู่ ไปอยู่ชั้นราชเลย ตั้งชั้นราช จากชั้นราช ชั้นเทพไม่อยู่ขึ้นชั้นธรรมเลย นี่ชั้นพรหมจะไม่อยู่นะ จะขึ้นสมเด็จนะนี่น่ะ ข้ามคราวนี้ก็สมเด็จแล้ว อย่าทำอีกนะบอกอย่างนี้เลย ตั้งเท่านี้ก็พอแล้วเราบอก เราแก่แล้ว ตั้งองค์ไหนก็ตั้งไปเถอะ พระป่าพระดงจะมาครองตำแหน่งสมเด็จนี้ไม่เหมาะเลย อย่านะ จวนแล้วนะนี่เราบอกตรง ๆ บอกผู้ใหญ่ทางฆราวาส เท่านี้ก็พอแล้วเราบอกอย่างนี้ เดี๋ยวเป็นได้จริง ๆ เป็นได้นะสมเด็จนี่

ก็คิดดูอย่างตั้งมานี้ ใครมีที่ไหนใช่ไหมล่ะ ข้ามขั้น ๆ เลย อันนี้ข้ามขั้นปั๊บถึงสมเด็จ ธรรมแล้วก็พรหม ตั้งคราวนี้ก็สมเด็จ เราทำประโยชน์ให้โลกแล้วเราก็พอใจแล้ว สำหรับเจตนาดีของพุทธบริษัททั้งหลายมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราก็เห็นใจเห็นทุกอย่างนั่นแหละ แต่เราไม่อยากยุ่ง ถ้าเป็นสมเด็จแล้วก็มีความจำเป็นที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องภายในอยู่โดยดี ตั้งแต่ขั้นธรรมนี่ก็เอาแล้วนะ ให้เข้าในวัง ขั้นธรรมนี่ก็เข้า เราก็หลบหลีกหาอุบายวิธีการต่าง ๆ เราออกหนีได้เลย มีแต่พระพวกขั้นธรรมด้วยกันเข้าไปในพระราชวังพิธีต่าง ๆ เต็มอยู่ในพระราชวัง เรารอดตัวได้องค์เดียว ถ้าขั้นสมเด็จนี้จะไม่ได้ซีเข้าใจไหมล่ะ ถ้าขั้นสมเด็จแล้วไม่ได้ ปลีกอะไรไปน่าเกลียดทั้งนั้น นั่น มีแต่น่าเกลียด ๆ อันนี้ไม่น่าเกลียดเราก็ออกช่องนี้เสีย พอรอดได้ไม่มีการกระทบกระเทือนเราออก ๆ เสีย ถ้าถึงขั้นสมเด็จแล้ว โอ๋ ไม่ได้ หลบยังไงก็ตามน่าเกลียด ๆ ดูไม่ได้ว่างั้นเลย นั่นซีมันมีขั้นบังคับกันอยู่

วันนี้พูดถึงเรื่องคันแล้วไปฉีดยา ให้ไปรับพัดยศในพระราชวัง หลบหนีเลย มาเลย เรียกว่าเลิกหมดเลย พระครู เลิกโดยประการทั้งปวง แต่ขั้นพระราชาคณะนี้ไม่ได้ซี ท่านรับสั่ง คือไม่ผ่านมหาเถรสมาคมเลย คือตามธรรมดาตั้งพระราชาคณะนี้ต้องผ่านมหาเถรสมาคม อันนี้ไม่ผ่านนะ รับสั่งปึ๋งมาเลย ข้ามมาหมด แล้วเป็นกรณีพิเศษด้วย ทางมหาเถรสมาคมตั้งไว้เรียบร้อยหมดแล้ว เวลาท่านจะเอาท่านก็สั่งผ่านปึ๋งเลย ข้ามหมดมาเลย เป็นชั้นราชเลย ทีนี้ก็จะทำไงเรา เราทำทุกอย่างเรามีเหตุผลทุกอย่างนี่นะ ผลได้ผลเสียเป็นยังไง รับเป็นยังไงไม่รับเป็นยังไง พิจารณาแล้วตกลงต้องรับ ผลทางนี้ดีทั่ว ๆ ไป สำหรับเราอะไรมันก็อย่างนั้นแหละ เกี่ยวข้องกับโลกเราก็ทำประโยชน์ให้โลก โลกจะมีได้มีเสียยังไงเราต้องคำนึงทางโน้น แล้วตกลงก็ต้องยอมรับ

นี่จวนแล้วนะ เราก็ยังไม่ตายด้วย จวนเข้ามาแล้ว มันใกล้ช่องนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นถึงขู่เอาไว้ เรียกว่าขู่ก็ได้ ขู่ผู้ใหญ่ฝ่ายฆราวาสผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดกับวงนี้ละ ขู่ไว้ เราอยู่ตามสภาพของเราเหมาะแล้ว ตั้งกรรมฐานขึ้นเป็นเจ้าฟ้าเจ้าคุณอย่างนี้เราก็ไม่ค่อยสะดวกใจนัก เราเล็งดูกรรมฐานสายของเรามันจะเป็นบ้าเข้าใจไหมล่ะ เราไม่ได้คิดแต่เราเรายังคิดอันนี้ เดี๋ยวกรรมฐานองค์นั้นก็อยากได้เจ้าฟ้า องค์นี้อยากได้เจ้าคุณเข้าไปล่ะซิ อยากได้ธรรมมันจะไม่มี นั่นเราคิดไปหมดนะเรื่องเหล่านี้ แต่นี้เรารับด้วยความจำเป็นเฉย ๆ คิดไว้หมดแล้ว

เรื่องกรรมฐานให้เหมาะจริง ๆ ไม่ต้องตั้งอะไรแหละ ตั้งธรรมให้หาเอง ให้หาเองในนี้เลย ตั้งตรงนี้ให้หาตรงนี้ ตั้งตรงนี้เป็นขึ้นตรงนี้เอง อันนั้นเหมาะกรรมฐาน อันนี้ก็มีเยี่ยงอย่างมาจากครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงตั้งสมณศักดิ์ให้พระที่ว่าเอตทัคคะ คือความเลิศ เป็นฐานะอันเลิศ เป็นฐานที่เลิศ เอตทัคคะ เป็นผู้เลิศในทางนั้น ๆ องค์นั้นเลิศทางนั้น ๆ ท่านก็ตั้งเป็นสมณศักดิ์ให้ อันนี้ที่ได้เรื่องราวมาจากนั้นละที่มาตั้งพระตั้งอะไรนี้ แต่ทีนี้ก็มีผิดกันอยู่ที่ว่าในครั้งพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งเองนี้ ตั้งพระอรหันต์ทั้งนั้นนี่ ท่านไม่หลงท่านไม่ตื่น ที่ตั้งทุกวันนี้ โหย เหมือนเอาแก้วให้ลิงนั่นแหละ ตะครุบปั๊บ ๆ ๆ เลย สุดท้ายก็เป็นบ้ากันไปหมด เป็นบ้ายศล่ะซี มันลามปามไปอย่างนั้น

เรื่องกิเลสเร็วนะ เร็วมากทีเดียว มองไม่ทัน ถือเป็นเกียรติเป็นความดิบความดีไปหมดเลย ความดีของกิเลสกับความดีของธรรมต่างกันยังไงบ้างไม่คิดนะ นั่นมันต่างกัน ครั้นตั้งมาแล้วก็เป็นบ้ายศไปเสีย ไม่ได้หันไปหาธรรมนะ พระพุทธเจ้าตั้ง ท่านพอแล้วนี่ พระสาวกดูเหมือน ๘๐ องค์ที่ทรงตั้งเป็นเอตทัคคะ นอกนั้นไม่ตั้งอีกเลยนะ ตั้งเพียงเท่านั้น ๘๐ องค์ อสีติมหาสาวก พระสาวกเรียกว่าที่ใหญ่สุด ๘๐ องค์ อสีติแปดสิบ มหาสาวกคือสาวกที่ยิ่งใหญ่ว่างั้นเถอะ เป็นผู้สิ้นกิเลสด้วย ๘๐ องค์ พระพุทธเจ้าทรงตั้งนะ นั่นละนิสัยวาสนาของพระต่างกัน

พระองค์ทรงตั้งพระองค์จะเล็งดูเสียก่อนนะ เล็งญาณดู เด่นมานี้เป็นมายังไง ๆ เด่นมานี้เป็นมายังไง ฐานของท่านมีนี่ ท่านตั้งความปรารถนาไว้แต่เริ่มแรก ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วเป็นไปเลยก็มี เป็นแล้วก็ยังมีปลีกมีย่อย นิสัยวาสนา มีปรารถนาสิ่งนั้นสิ่งนี้อะไร ให้ดีให้เด่นทางไหน ๆ ก็มี ทีนี้เวลาเป็นผลขึ้นมาก็เป็นไปทางนั้น ความปรารถนาของท่านสำเร็จแล้ว เมื่อถึงขั้นอรหัตภูมิแล้ว เต็มนั้นแล้ว นิสัยวาสนามียังไงก็ออกมาตามกัน ผู้มีความลึกตื้นหนาบางอะไรเกี่ยวกับเรื่องทำประโยชน์ให้โลก เรียกว่านิสัยวาสนา ท่านก็เป็นไปตามของท่านเอง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งตามนั้นเลย ไม่ใช่ตั้งสุ่มสี่สุ่มห้านะพระพุทธเจ้าตั้ง

ที่ตั้งก็เป็นพระอรหันต์เสียด้วย ท่านไม่ตื่นเต้น ตั้งอะไร ก็เสริมเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชาวโลกชาวพุทธเราทั่ว ๆ ไปเป็นสำคัญมาก สำหรับให้ท่านยินดียินร้ายท่านไม่มีแหละ มีอะไรท่านพอแล้ว อะไรมีแต่ส่วนเกินทั้งนั้น ตั้งไปไหนเกินหมด ไม่ว่าดีว่าชั่วเป็นส่วนเกินไปหมด ๆ พอดีตั้งแต่ธรรมชาติที่บริสุทธิ์สุดส่วนแล้วนั้น พอดีตลอดเลย ไม่มีอะไรมาเพิ่ม ตัดออกไม่ได้เพิ่มไม่ได้ นั่นที่ท่านว่าไม่ยิ่งหย่อนต่างกัน เสมอกันหมดคือธรรมชาติอันนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงขั้นพระอรหันต์ตูมเท่านั้นก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพานหรือเป็นธรรมธาตุล้วน ๆ เสมอกันไปหมด เราจึงเคยเทียบให้ฟัง เหมือนกับน้ำมหาสมุทรทะเลหลวงนั่นแหละ รายใดก็ตามเมื่อบำเพ็ญบารมีเต็มแล้ว เข้าจุดนี้แล้วเป็นมหาวิมุตติมหานิพพานเหมือนกันหมด หรือธรรมธาตุเหมือนกันหมด ไม่มีอะไรยิ่งหย่อนกว่ากัน

เราจึงเทียบ เหมือนกับน้ำที่ไหลลงมาจากสายต่าง ๆ ทั่วโลก ไหลลงสู่มหาสมุทร เวลายังไม่ถึงก็ว่า แม่น้ำสายนั้น ๆ ว่าไป พอเข้าถึงมหาสมุทรแล้ว เป็นมหาสมุทรอันเดียวกันหมดเลย จะเรียกแม่น้ำสายใดอีกไม่ได้ แม้หยดหนึ่งยกขึ้นมาก็ยกขึ้นมาจากมหาสมุทร นั่นเป็นอย่างนั้น ทีนี้จิตวิมุตติก็แบบเดียวกัน อันนี้เสมอกันหมด ส่วนปลีกย่อยที่ท่านทรงตั้งเอตทัคคะให้เลิศไปคนละทาง ๆ เป็นนิสัยวาสนาของท่าน ที่ทำความปรารถนาไว้แต่เริ่มต้น เมื่อสำเร็จอรหันต์แล้วก็ขอให้มีอย่างนั้น ๆ มีฤทธาศักดานุภาพหรือมีสติปัญญา มีอะไร ๆ ท่านมีความปรารถนานั้น ๆ เวลาสำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าทรงเล็งญาณดูตั้งตามนั้น ๆ ไปเลย อย่างนั้นนะ ไม่ได้ตั้งสุ่มสี่สุ่มห้านะ

นั่นท่านหาธรรม ๆ ก็เห็นธรรม ๆ เรื่อยมาอย่างนั้น ผู้หากิเลสหาฟืนหาไฟก็มีแต่ฟืนแต่ไฟเผาไหม้ทั่วโลกดินแดน มันของเล่นเมื่อไรวะ สามแดนโลกธาตุนี้คือกองเพลิง กิเลสเป็นผู้เผาสัตวโลก มันเอาอะไรมาย้อมมาแฝงเอาน้ำตาลมาเคลือบให้เป็นบ้าอีก ทางข้างหลังนี่ก็ไฟเผาขึ้นไป ๆ ทางนี้ก็ล่อไปเรื่อยหลอกไปเรื่อย ทางนี้เป็นบ้าไปเรื่อย ทางนี้เผาไปเรื่อย ไม่มีใครมีความสุขในโลกอันนี้ว่างั้นเลย พูดตามธรรม เราพูดตามธรรมเอาธรรมจับ ไม่มีใครมีความสุขในโลกอันนี้ สูงขนาดไหนความทุกข์มีแทรกอยู่ตามขั้น ถ้าลงไม่พ้นจากถังขยะนี้เสียเมื่อไร ถังขยะนี้ก็คือไตรภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เรียกว่าถังขยะที่ยิ่งหย่อนต่างกัน หากเรียกว่าเป็นถังขยะด้วยกันในแดนสมมุตินี้ เป็นสิ่งที่เจือด้วยทุกข์ทั้งนั้น

ทีนี้มองไปที่ถังขยะมันเป็นกองขี้เลยจริง ๆ ก็มี ไม่ใช่ถังขยะ อาจมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ประสมประเสก็มี ประเภทหนึ่งมีแต่กองขี้เลยก็มี ถังนั้นถังขี้เลย นี่ผู้ที่ทุกข์มาก ๆ ทำบาปทำกรรมมาก ๆ เป็นถังขี้ไปเลย ถ้าหย่อนกว่านั้นลงมาก็เป็นถังขยะ มีขี้ฝุ่นขี้ฝอยจับโยนลงถังขยะบ้างอะไรบ้าง อย่างที่เขาเก็บไว้ตามนั้น มันหลายประเภท ถังขี้ก็มี ถังขยะก็มี มันกองอยู่ในโลกอันนี้จะว่าไง โน่นเวลาธรรมจ้าขึ้นมาแล้วมันเห็นหมดจะว่าไง ปิดได้เหรอ ดวงเดียวเท่านั้นก็จ้าหมดแล้ว ไม่สงสัยแล้ว ใครจะมาลบล้างท่านได้จิตดวงนั้น จะไม่ให้รู้ให้เห็น เมื่อเป็นอย่างนั้นทำไมจะพูดไม่ได้ ก็เห็นจัง ๆ อยู่นั้นจะไม่ให้พูดได้ยังไง

คนตาบอดไม่เห็นมันยังเอามือคลำได้ อันนี้เห็นอยู่จะไปคลำหาอะไร แน่ะ คำว่าคลำคือสงสัยเข้าใจไหม คลำหาอะไร สงสัยหาอะไร ก็เห็นอยู่ ถ้าคนตาบอด ว่านี่น่ะ ๆ ไหน ๆ มันก็เอามือคลำ คือตาไม่เห็นขอให้ได้มือคลำ อ๋อ เป็นอย่างนี้นะ คนตาดีจะคลำอะไร มองดูก็เห็นอยู่นี่ นั่นละท่านผู้ตาเลิศตาประเสริฐมองปั๊บเท่านั้นไม่ต้องคลำ นั่นละท่านตานั้นละเห็นดู ดูถังขยะ วัฏจักรนี้คือถังขยะ เทียบกันซิน่ะ อันนั้นเป็นยังไงถึงต้องมาพูดเหล่านี้ว่าถังขยะ มันต่างกันยังไงบ้าง แล้วจะไปเป็นบ้าอะไร เขานินทาก็เป็นบ้า เขาสรรเสริญก็เป็นบ้า บ้าทั้งขึ้นทั้งล่อง ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นพวกที่เป็นบ้ากับเขาก็เป็นถังขยะเหมือนเขาล่ะซี ถ้าไม่เป็นบ้า อะไร ๆ มันก็รู้อยู่ถังขยะ อะไรเลิศก็รู้อยู่จะไปหาลูบหาคลำหาอะไร ท่านไม่ลูบไม่คลำ

นั่นละธรรมจริงขนาดนั้น เข้าในจิตดวงใดปั๊บนี้มันจะพร้อมทันทีเลย ไม่ต้องหาใครมาเป็นสักขีพยาน เรื่องความรู้ความเห็นในหัวใจดวงนี้ไม่ต้องไปหา หาอะไรหาจากคนตาบอดได้เรื่องอะไร ถ้าว่าหาจากคนตาดี ก็เราตาดีอยู่แล้วไปหาที่ไหน แน่ะ มันก็มีอย่างนั้น นี่ละธรรมพระพุทธเจ้าเลิศขนาดนั้นละ เพราะฉะนั้นจึงทรงท้อพระทัยล่ะซิ เหมือนหนึ่งว่าสัตวโลกจะรู้จะเห็นไม่ได้เลย จะไม่มีใครสนใจเลย แต่ครั้นพิจารณาไปแล้วก็เห็นอย่างว่านั่นแหละ อย่างที่เคยเทียบนั่นแหละ ไม่มืดไม่ดำเสียทั้งหมด ยังมียิบ ๆ แย็บ ๆ อยู่จุดนั้นจุดนี้ ไปดึงเอาถอนเอา ๆ จากดงมืดป่ามืดภูเขามืดนั่น ไปถอนเอาจากนั้นไป อันไหนที่ไม่ไหวก็ทิ้งไว้เสีย เอาเฉพาะที่ได้ พอได้แล้วก็ถอดไป ๆ

นี่ละพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แต่ละพระองค์มาถอดเอาอย่างนี้นะ ไม่ใช่มายกเอาหมดทั้งภูเขา ยกไม่ได้นะ มันแน่นหนาขนาดไหนความมืดตื้อของมัน ความทุกข์ของมัน แล้วยาเคลือบน้ำตาลก็แฝงอยู่ในนั้นหมดให้หลงอยู่ตลอดเวลา คือมันไม่มีอะไรจะเทียบ คำว่าธรรมแท้แล้วไม่มีอะไรเทียบ เวลาท่านยังครองขันธ์อยู่ก็เรียกว่า พระพุทธเจ้าบ้าง พระอรหันต์บ้าง พระปัจเจกพุทธเจ้าบ้าง ก็เรียกอย่างงั้นเวลาครองขันธ์นี้ พอออกจากนี้ปั๊บแล้ว คือครองขันธ์ก็ธรรมธาตุอยู่นั้นแล้วนะ สมบูรณ์แล้ว แต่เจือปนด้วยสมมุติอยู่ ที่ยังรับผิดชอบ ไม่ได้เจือปนด้วยการคละเคล้ากัน ซึมซาบกันนะ ท่านไม่มี อย่างนั้นไม่มี แต่ความรับผิดชอบท่านมี หากเป็นหลักธรรมชาติเองในความรับผิดชอบ

อย่างที่เรายกตัวอย่างให้ดู ปุถุชนกับพระอรหันต์นี่ไม่ได้ผิดกันเลยก็คือ สัญชาตญาณที่รับผิดชอบ แต่สำหรับปุถุชนนี้รับผิดชอบด้วยยึดถือด้วย ท่านไม่ถือ อุปาทานท่านไม่มี แต่สัญชาตญาณที่รับผิดชอบในอวัยวะของตัวเองนี้มี นั่นมี เช่นอย่างพระอรหันต์ลื่นนี่นะ ท่านจะไม่ยอมให้ล้มเหมือนกันกับคนทั่ว ๆ ไป ท่านจะพลิกจะแพลงจนกระทั่งสุดวิสัยที่จะล้มท่านถึงจะยอมล้ม ถ้าลื่นไปนี้ปล่อยเลย เราละกิเลสได้แล้วปล่อยเลย อู๋ย ไม่ใช่อย่างนั้นเข้าใจไหมล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็เป็นพระอรหันต์นอนแผ่ขี้ตมขี้โคลนน่ะซีใช่ไหม นี่ละอันนี้เหมือนกัน เวลาลื่นนี่ปั๊บ การช่วยตัวเองจะมาทันที ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรยึดถือแหละ มันหากมีของมัน ความรับผิดชอบของมันในขันธ์นี้มี

อย่างเช่นก้าวไปนี้กำลังจะเหยียบลงที่นี่ พอดีเห็นรากไม้อยู่นี้หรือเป็นงูจริง ๆ ก็ตาม เช่นอย่างรากไม้นี่ก้าวลงกำลังจะเหยียบนี้นึกว่างู ท่านจะโดดพับเลยไม่เหยียบ หรือเป็นสัตว์อย่างนี้ก็เหมือนกัน กำลังจะเหยียบลง จะเหยียบหัวสัตว์ ท่านก็พับเลยท่านจะไม่เหยียบลง พับ ๆ เช่นงูนี้ก็คือช่วยตัวเอง เหมือนงูนี่ท่านจะโดดพับเลย กับหัวเราะเหมือนกัน เพราะอันนี้เป็นสมมุติทั้งนั้น โลกเขาใช้ยังไงก็ต้องใช้อย่างเขา เป็นหลักธรรมชาติไม่ใช่แกล้งนะ เป็นหลักธรรมชาติ นี่เป็นโลกสมมุติ แต่ภายในใจต่างกัน

เช่นอย่างตกใจอย่างนี้นะ คนทั้งหลายตกใจนี้ จิตใจจะร้อนวูบด้วยกันทุกคน มันตกใจจนสุดขีดนู่นนะ ท่านจะแย็บทราบเท่านั้น เพียงแย็บ สังขารเตือน หรือสัญญาจำได้ว่าเป็นนั้น แย็บเท่านั้น อันหนึ่งก็จะทำงานพร้อมกันเลย เช่น พอหลบ-หลบ พอหลีกหลีก พอโดด-โดด นั่น ก็อย่างงั้น หากเป็นแต่เพียงแย็บเท่านั้น ไม่มีอะไรไหวในใจของท่าน มันต่างกันอย่างนี้ ส่วนปุถุชนนี้ไหว นี่ที่ว่าเหมือนกัน คือลื่นหนึ่ง ปุถุชนกับพระอรหันต์จะเหมือนกัน ช่วยตัวเองจนสุดขีด ไม่ควรล้มไม่ให้ล้มเหมือนกัน เช่นจะไปเหยียบอันตรายเหมือนงูนี้พับเลย อย่างเดียวกัน ไม่ผิดกันละอันนี้

ยังมีในตำราเราก็เห็นนี่ อย่างงั้นซีที่เขียนมาเห็นไหมล่ะ พระอรหันต์นอนหลับแล้วไม่ฝัน ถ้าฝันไม่ใช่พระอรหันต์ อย่างนี้ก็เอามาพูดได้นะ เห็นนี่ในหนังสือ ดูอยู่ในบุพพสิกขานั่น เราเห็น หลักธรรมหลักวินัยอะไรมีธรรมะเจือปนไปด้วยในนั้น ๆ เป็นภาควินัยเป็นภาคธรรมะ อยู่ในบุพพสิกขา ว่าพระอรหันต์นอนหลับไม่ฝัน ถ้ายังฝันอยู่ไม่ใช่พระอรหันต์ ว่าอย่างงั้นแหละในหนังสือ ก็คำฝันก็เป็นเรื่องของขันธ์ไม่ใช่เหรอ ก็ขันธ์ห้าเราดี ๆ มันก็เหมือนโลกทั่ว ๆ ไปแต่ว่าขันธ์ที่เป็นสิริมงคลไม่เป็นสิริมงคลต่างกันตรงนี้พอมีจิตแทรกเข้ามา

อย่างที่ท่านพูดถึงเรื่องเหตุที่จะทำให้ฝันมีอยู่ ๕-๖ ประการอย่างนี้ หนึ่ง ราคะกำเริบก็ฝัน ทำให้ฝัน แล้วอะไรอีก ๕-๖ ข้อเราลืมแล้วเดี๋ยวนี้นะ แล้วอธิษฐานให้ฝันก็ฝันอันหนึ่งนะ แล้วคนมีบาปมากก็มีบันดลให้ฝันได้ มีบุญมากก็บันดลให้ฝันได้ เทวดาบันดลให้ฝันได้อย่างนี้นะ มีอยู่ในหนังสือ มันก็เกี่ยวกับขันธ์นะนี่ เกี่ยวกับขันธ์ มันฝันด้วยธรรมดาก็มี ฝันอย่างมีเหตุมีผลอย่างที่ว่านี้ก็มี ทีนี้พูดถึงว่าพระอรหันต์นอนหลับไม่ฝันก็ต้องหมายถึงความฝันทั่ว ๆ ไป ไม่ฝันได้ยังไงอันนี้ก็เป็นธาตุเป็นขันธ์ ก็หลับได้ตื่นได้เหมือนกันกับคนเราเพราะเป็นเรื่องของขันธ์ ชาคโร ชาคโร มันยังตีบ้าไปอีกนะ ผู้ตื่นอยู่ตลอดเวลา พระอรหันต์ท่านไม่นอน มันว่างั้นนะ มันตีไปอย่างงั้น พระอรหันต์ท่านไม่นอน เช่นอย่าง ชาคโร นี้ท่านตื่นตลอดเวลา เอาเรื่องตื่นของจิตของท่านที่บริสุทธิ์แล้วมาครอบเข้าในขันธ์นี่ ท่านไม่นอนฟังซิน่ะ อย่างงั้นซิมันฟังไม่ได้

นี่มันเห็นอยู่ในตำรานี้ว่าไง มันแฝงเข้าไป ๆ ทำไมจะไม่รู้ ก็ขันธ์ธรรมดาเหมือนเรา เอ้า ยกตัวอย่างเข้าอีกให้ชัด ๆ นะ อย่างยาเสพย์ติดนี่ องค์อรหันต์ท่าน-ท่านไม่ติด แต่ขันธ์ของท่านติดได้เหมือนคนทั่ว ๆ ไป ลองเอายาเสพย์ติดให้ไปกินดูซิน่ะ กินครั้งที่หนึ่งที่สองเข้าไป ติดเหมือนกันกับโลกทั่ว ๆ ไป ขันธ์นี่ ขันธ์นี่เป็นสมมุติ มันควรแก่สมมุติทั้งหลายทั้งดีทั้งชั่วอะไร มันควรติด-ติดได้ด้วยกันหมด ไม่มีขันธ์ใดจะพิเศษต่างกัน เพราะเป็นเรื่องของขันธ์ด้วยกัน ส่วนจิตที่บริสุทธิ์แล้วท่านไม่ติด จะเอาอะไรให้ท่านติดท่านก็ไม่ติด

แต่เรื่องขันธ์ติด อันนี้อร่อย อันนี้ไม่อร่อย อันนั้นน่าฉัน อันนี้ไม่น่าฉัน ชอบอันนั้น ชอบอันนี้ เป็นกิริยาของขันธ์ที่แฝงออกไปจากหลักใหญ่คือผู้รู้นี่ ขันธ์ ประสาทส่วนนี้รับสิ่งเหล่านี้ ๆ รับอันนี้ ๆ มันแยกออกไปเป็นหน้าที่ของมันแต่ละอย่าง ๆ ส่วนธรรมชาติที่บริสุทธิ์นั้น นั่นเป็นบริสุทธิ์จะเป็นอะไรไป เช่นอย่างเคยฉันอันนี้ ฉันมันชอบอันนี้ คำว่าชอบคือว่าขันธ์มันจะบอกของมันเอง อันนี้น่าฉัน อันนี้น่ากิน อันนี้ไม่น่ากิน มันจะบอกของมันอยู่พื้น ๆ ของขันธ์นี้ละ เรื่องจิตอันนั้นไม่ต้องมาพูด นี่ละอันนี้ละที่รับได้ที่ว่าติดได้เหมือนกัน กินให้ติด-ติดได้ ยาเสพย์ติดก็ติดได้ เรื่องขันธ์ติดแน่ ๆ เสมอกันหมด นับแต่พระอรหันต์ลงมาถึงปุถุชนคนหนา

เคยอะไรท่านก็ทำไป ถ้าเห็นว่าไม่มีความเสียหายอะไรท่านก็ทำไป เช่นอย่างท่านสูบบุหรี่บ้างหรือฉันหมาก อย่างพ่อแม่ครูจารย์มั่นฉันหมากนี้เป็นต้นนะ นี่ก็ยังถามมาพวกบ้านี่ อย่างงั้นซี ก็สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของธาตุของขันธ์ ไม่ขัดต่อประเพณีนิยม ไม่เสียหายแก่อย่างอื่นอย่างใด ท่านก็อนุโลมไปตามนั้น ก็ปล่อยไปตามขันธ์เสียเข้าใจไหมล่ะ คืออนุโลมไปตามขันธ์ ขันธ์เขาเคยยังไงก็กินไปจนกระทั่งวันตาย พูดง่าย ๆ ว่างั้นแหละ อันใดที่จะไปสะดุดกับธรรมนี้ โอ๋ย ไม่ต้องบอกว่างั้นเลย มันเข้ากันไม่ได้เลยว่างั้นเถอะพูดง่าย ๆ ไอ้เรื่องของขันธ์เข้ากันได้ตลอด ควรติด-ติดได้ เอ้า เอาฝิ่นไปให้พระอรหันต์กินดูซี พระอรหันต์ไม่ติดแต่ธาตุขันธ์ของพระอรหันต์ติด นั่น

ให้ฟังกันทุกคนนะ เราพูดอย่างจัง ๆ นี้ละ ไอ้เรื่องอันนั้นจะเอาอะไรให้ติดไม่ติด เป็นอฐานะแล้ว เลยทุกอย่างแล้วเลยสมมุติ อันนี้เป็นสมมุติ สมมุติต่อสมมุติเข้ากันได้ ควรแก่กันได้ ไม่ควรแก่กันได้ตลอดไป อันไหนควรกิน อันไหนไม่ควรกิน อันไหนติด อันไหนชอบอันไหนไม่ชอบก็รู้ของมันอยู่ในขันธ์ที่มันใช้นั่นเอง นั่น สำหรับจิตที่บริสุทธิ์แล้วจะทำอะไรมันก็ไม่มีทางว่างั้นเถอะ เพราะเหล่านี้เป็นสมมุติทั้งมวล อันนั้นเป็นวิมุตติแล้ว จะทำยังไงให้เป็นก็เป็นไปไม่ได้แล้ว ยังงั้นซี เอะอะก็จะมาเหมาเอาหมด ๆ ขันธ์ก็จะให้เป็นอรหันต์ด้วยกัน ขันธ์ก็เป็นขันธ์จะเป็นอรหันต์ที่ไหน ฟังเอาซีน่ะ นี่เราถอดเอาความจริงมาพูด

เอ้า ถ้าว่าไม่จริง เอาลองดูซิน่ะ ใครก็รู้ด้วยกันทุกคน ใครชอบอะไร ๆ อย่างนี้มันก็ทราบในขันธ์ พวกยาเสพย์ติด พวกฝิ่นพวกเฮโรอีนอย่างนี้เป็นยาเสพย์ติด ขันธ์อันนี้จะติดได้ไม่สงสัย เพราะขันธ์กับอันนั้นเป็นสมมุติด้วยกัน เข้ากันได้ติดกันได้ นั่นน่ะเป็นยังไง แต่จิตที่ปล่อยแล้วไม่มีอะไรติด สามแดนโลกธาตุมันแบกมันหามหมด เวลามันปล่อยไม่ได้มันยึดหมด เวลามันสลัดแล้วขาดหมด ไม่มีอะไรจะมาสืบต่อกันได้เลย เอาอะไรไปใส่ก็ไม่ติดอันนั้น จิตบริสุทธิ์กับขันธ์มันต่างกันนะ จิตที่บริสุทธิ์กับขันธ์ทั่ว ๆ ไปกับโลก ก็เหมือนกับโลกทั่ว ๆ ไป ถึงจิตบริสุทธิ์ ขันธ์มันควรแก่สมมุติอยู่ยังไงมันก็ควรแก่สมมุติของมันอยู่ดี ๆ ไม่นอกเหนือไปจากนั้นได้เลย ที่เราพูดนี้ถ้าใครว่าไม่จริงให้ค้าน

พอพูดนี้เราก็จับได้อย่างที่ว่า พอจับได้นี่นะแต่เราไม่ได้ประกาศตนว่าเราคือพระอรหันต์ในเวลานี้นะ เวลาอื่นเราไม่รับรอง เข้าใจไหม ยาชนิดหนึ่งแต่เราไม่ระบุละมันกระเทือนบริษัทเขาไม่ดี เราจะบอกเสียว่ายาชนิดหนึ่ง คือน้ำดื่มน้ำฉันเรานี้แหละ เขาขายตามโรงงานต่าง ๆ เอามาฉัน ทีนี้โยมเขาเห็นเราฉันเขาก็เอามาให้อีกซิ เขาว่าเราชอบท่านะ เขาก็เอามาให้ ทีนี้ก็มาอยู่เรื่อย เราก็ฉันเป็นธรรมดา ฉันไป ๆ มันรู้สึกในขันธ์ของมันนะ  ฉันไป ๆ มันรู้สึกมันดูดกับยาประเภทนั้น โอ้ นี่ ๆ มียาเสพย์ติดแทรกอยู่ในน้ำดื่มชนิดนี้นะเราบอกเลย อย่างอื่นไม่แสดง

แต่น้ำดื่มชนิดนี้ พอเวลามันต้องการมันดื่ม ๆ  นี่มียาเสพย์ติดอยู่ในนี้ นี้ถ้ากินไปนาน ๆ ไม่ได้กินอยู่ไม่ได้นะ มียาเสพย์ติดนะนี่เข้าใจไหมล่ะ นั่นน่ะขันธ์มันบอกเอง มันหากบอกมันสืบเนื่องกันมันติดกันมันก็รู้อย่างงั้นแล้ว ใครเคยพูดไหมอย่างนี้ ไม่มีใครพูดอย่างที่ว่า จะว่าท่านเป็นพระอรหันต์แล้วท่านจะไม่ติดอะไรเลย อย่าหาเรื่องหลับตามาพูดนะ ฟาดหน้ามันจะว่างี้นะ ถ้าพูดก็ให้ลืมตาพูดซีอยากว่างั้น

 

เปิดดูข้อมูล วันต่อวัน ทันต่อเหตุการณ์ หลวงตาเทศน์ถึงเรื่องอะไร

 www.luangta.com


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก