ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นมหาวิทยาลัยป่า
วันที่ 27 กันยายน 2549 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
  วิดีโอแบบ(Win Narrow Band)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙

ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นมหาวิทยาลัยป่า

ก่อนจังหัน

         พวกที่มาวัดล้างถ้วยล้างจาน ให้เป็นธรรมนะ เราขวางตามาตลอดพวกล้างถ้วยล้างจาน แล้วตอนเย็นบางทีพระฝรั่งต้องไปล้างอีกทีหนึ่ง มันล้างไม่เสร็จมันวิ่งหนีพวกนี้น่ะ มาแย่งอาหารการกินใครได้มากได้น้อย แหมมันเบื่อเหลือเกิน เราดูไม่ได้นะ แล้วทิ้งไว้นั้น พระฝรั่งมาล้างตอนเย็น เรามาแทบทุกวันมาดู เลอะเทอะมากพวกนี้น่ะ เข้ามาอยู่ในวัดกลายเป็นเจ้าอำนาจบาตรหลวงป่าๆ เถื่อนๆ มีแต่มาหาอยู่หากินทั้งนั้น สลดสังเวชมากนะ

ไปที่ไหนกิเลสมันจะแทรกเข้าๆ.เป็นใหญ่ๆ เลยกลายเป็นใหญ่เรื่องความเลวร้ายพวกนี้น่ะ ดูไม่ได้นะ ที่อยู่กุฏิหมออวยเหมือนกัน สองหลังนั้น ใครเป็นเจ้าอำนาจอยู่ในนั้น เรารู้มานานแล้วนะ เดี๋ยวจะไม่ได้เข้าวัดเรานะ ชี้นิ้วเลยทีเดียว คนสกปรก คนเลอะเทอะ ท่านปฏิบัติธรรม มันมาเพื่ออยู่เพื่อกิน มายึดอำนาจไม่เข้าท่าเข้าทาง ดูไม่ได้นะ นี่ละฟังเอาเสียงธรรม พูดอย่างตรงไปตรงมา กิเลสมันอุบอิบๆๆ กินกัน ถ้าใครได้น้อยไม่ล้างจ้านล้างถ้วย หนีไปเลย ปล่อยให้ผู้ได้มากกว่าเพื่อนล้างถ้วยล้างจาน พวกนี้ก็ไม่ล้าง ตกลงพระฝรั่งไปล้าง มันดูไม่ได้นะพวกนี้ มาเลอะเทอะมาในวัด จำให้ดีนะ

         นี่พูดไม่ได้เหมือนใครพูด ขาดสะบั้นไปเลย ถ้าลงอะไรก็ดี ทางธรรมนี้จะไม่รออะไรทั้งนั้น ทำเจ้าของก็แบบเดียวกัน ถึงขั้นขาดสะบั้นขาดเลยทีเดียว ชีวิตไม่มีความหมาย เอาธรรมเป็นกฎเป็นเกณฑ์เลยทีเดียว มันเลอะเทอะขึ้นเรื่อยนะพวกนี้น่ะ แล้วพวกที่ไปล้างถ้วยล้างจานอยู่ในครัวนั่นก็แบบเดียวกัน พวกเปรตพวกผีแทรกอยู่ในนั้นก็มี อยู่ที่นี่ก็มี เรารู้หมด มันสกปรกเกินกว่าที่จะนำมาคิดมาพูด เสียเวล่ำเวลา เสียคุณค่าคำพูด แต่เมื่อทนไม่ไหวมันมาเกี่ยวโยงทับหัวเราอยู่ก็ต้องได้พูดอย่างนี้

         พวกนี้พวกเลอะเทอะ ดูไม่ได้นะพวกนี้น่ะ มันเป็นยังไง เข้ามาวัดเพื่อการอบรมศีลธรรม มันมาอบรมตั้งแต่แบบที่ดูไม่ได้นี่ เป็นยังไงพวกนี้น่ะ ใครอยู่ช่องไหนๆ ดูไม่ได้นะ ในย่านกุฏิหมออวยนี่มี ทั้งหญิงทั้งชายมันไปตั้งทัพอยู่ในนั้น สะแตกอะไรอยู่ในนั้น เข้าใจไหม แล้วโกยออกไปบ้านเรือน อะไรควรลักควรลอบเอาไปลึกๆ ลับๆ อยู่ในนั้น ค่ำๆ มืดๆ มาแอบมาแฝงขนไปกิน มันดูรู้หมด วันนี้เป็นวันพูด รู้มาประจำๆๆ เห็นว่าของเลอะเทอะ เมื่อไม่พูดก็ยิ่งจะเลอะเทอะไปอีก ต้องพูดๆ

         ระวังให้ดี ถึงเวลาแล้วไล่ออกเลย ไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับวัด พวกนี้มาหาอยู่หากิน มาหารายได้ ใครไม่ให้รางวัลมันไม่ทำอะไรให้เดี๋ยวนี้น่ะ พวกเปรตมาแอบอยู่ในวัดนี่น่ะ จำหรือยังพวกนี้น่ะ เลอะเทอะที่สุด แหม พวกหน้าด้าน มันแทรกอยู่ทุกแห่งทุกหน ไปในครัวก็ไปเป็นอยู่ในครัว ออกมานี่ก็มาเป็นอยู่นี่ มันเลอะเทอะขนาดนั้น แหม จะดูไม่ได้นะ ให้พร

หลังจังหัน

         (สำนักสงฆ์เสด็จ อ.สังขละ จ.สุรินทร์ ทำจดหมายกราบถวายสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน ตั้ง ณ สำนักสงฆ์เสด็จ อ.สังขละ จ.สุรินทร์ ออกอากาศด้วยคลื่นความถี่ เอฟ เอ็ม ๙๗.๗๕ เม็กกะเฮิซ ซึ่งรับสัญญาณ ๑๐๐% จากสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชนบ้านตาด ขอถวายเสาสูง ๑๒ เมตร เครื่องส่ง ๕๐ แต่ใช้ส่งเพียง ๓๐ วัตต์ แผงเบย์ เสาอากาศ พร้อมอุปกรณ์ต่างๆ ให้เป็นสมบัติของสงฆ์วัดป่าบ้านตาด) เราเทศน์หมดเลยนะตอนช่วยชาติ จังหวัดไหนๆๆ ไปหมดเลย เทศน์ทุกจังหวัด นอกจากนั้นยังแยกไปทางอำเภออีก จากจังหวัดนี้ เทศน์ที่จังหวัดนี้แล้วไปเทศน์ที่อำเภอ ธรรมะทั้งหมดจะเข้ามาทางวิทยุแหละ ดูเหมือนเขาจะอัดเทปออกจากเทปเข้าทางวิทยุ เลยกว้างขวางมากทั่วประเทศไทย เวลานี้กี่สถานีแล้ว (๙๗ ครับ) ๙๗ สถานีแล้ว ทั่วประเทศไทยนี้ ๙๗ สถานี ที่เป็นสถานีเสียงธรรม ไม่ได้มีเรื่องโลกเรื่องสงสาร เรื่องเพลิดเรื่องเพลิน เรื่องเพลงไม่มี เป็นธรรมล้วนๆ ออกๆ เลย ๙๗ สถานี

         ธรรมที่ออกเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นธรรมที่หลวงตาออกแสดง ออกไปหลายทาง เทศน์ทั่วๆ ไปมีอัดเทปเอาไว้ ส่งไปก็มี แล้วก็มีครูบาอาจารย์ทั้งหลายมาช่วยบ้าง แต่เล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเราออกหน้าออกตาสมบุกสมบัน เป็นตายก็หลวงตาบัวละออกเพื่อพี่น้องทั้งหลาย เทศน์ทั่วประเทศไทย เทศน์เหล่านี้เป็นเสียงธรรมล้วนๆ ออก จะไม่มีคำว่าสูงว่าต่ำ ลูบๆ คลำๆ ลูบหน้าปะจมูก เห็นแก่หน้าแก่ตาคนนั้นคนนี้  ซึ่งเท่ากับเห็นแก่หน้าแก่ตากิเลส แต่ธรรมนี้ตรงไปตรงมา ดังที่พูดเหล่านี้ละ ท่านทั้งหลายฟังเอา นี่คือเสียงธรรม

         พูดไม่มีหลอกมีลวง พูดอย่างตรงไปตรงมา ผิดบอกว่าผิด ถูกบอกว่าถูก การปฏิบัติธรรมถ้าไม่ตรงไปตรงมาอย่างนั้นแก้กิเลสไม่ได้ กิเลสมันตัวหลายแง่หลายงอน  ธรรมะนี้เอาให้ขาดสะบั้นไปเลย เรียกว่าธรรม แล้วธรรมที่ออกนี่ฟังว่า ๙๐ กว่าสถานีนี้ส่วนมากจะเป็นธรรมของหลวงตา ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านก็ช่วยบ้างเล็กๆ น้อยๆ โดยออกจากเทปไปเข้าทางวิทยุ สำหรับเราออกหลายแบบหลายฉบับ จะเป็นแบบใดฉบับใดก็ตามเราเป็นที่แน่ใจในธรรมทั้งหลายที่เราแสดงออกไปในธรรมทุกขั้น แน่ใจว่าไม่ผิด บอกไม่ผิดเลย เพราะถอดจากหัวใจที่ผ่านมาแล้วจากการปฏิบัติ

         ผิดถูกชั่วดีการปฏิบัตินี้จะเป็นเครื่องกลั่นกรองเต็มเหนี่ยวๆ จนเป็นผลขึ้นมาเป็นที่พอใจ แล้วก็นำผลนั้นออกแสดงแก่โลก จึงเป็นที่แน่ใจว่าไม่ผิด จะเป็นธรรมขั้นใดก็ตาม เราถอดออกมาจากหัวใจล้วนๆ เลย แต่ส่วนมากปัจจุบันนี้มักจะได้เทศน์แต่สาธารณะ ที่เรียกว่าแกงหม้อใหญ่ แกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วไม่ค่อยมี มีตั้งแต่ต้นๆ ที่อยู่เงียบๆ ธรรมะสะเทือนโลก เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมได้ฟังหมดธรรมะของเรา เฉพาะอย่างยิ่งศาลาวัดป่าบ้านตาดข้างบน ประชุมเทศน์อัดเทปเอาไว้ ออก

         ทีนี้เวลาไปเทศน์ในที่ทั้งหลายที่ออกทางวิทยุ คือออกจากอันนี้เอง เป็นธรรมะแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋ว เรียกว่าธรรมะเด็ดขาดๆ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ออกแหละธรรมะประเภทนั้น และไม่ค่อยมีโอกาสที่จะเทศน์สอนพระในวัดป่าบ้านตาดของเราเหมือนแต่ก่อน แต่ก่อนเป็นกฎเกณฑ์อยู่ในตัวของเรานี้เอง ซึ่งเป็นผู้ปกครองหมู่เพื่อน ถึงเวล่ำเวลาจะประชุมก็สั่ง วันนี้เวลาเท่านั้นประชุม ไม่นัดไว้ว่ากำหนดเท่านั้นวันเท่านี้วัน เราไม่กำหนด เราถือโอกาสธาตุขันธ์ของเรา เมื่อว่างเมื่อไรก็บอก วันนี้เวลาเท่านั้นประชุมเทศน์ พระท่านจะมารวมก่อนเวลาเล็กน้อย เรามาก็นั่งเทศน์เลย ไม่มีประชาชนญาติโยมเข้าไปเกี่ยวข้อง มีแต่เทศน์เรื่องข้อวัตรปฏิบัติธรรมะแกงหม้อเล็กหม้อจิ๋วขึ้นไปเรื่อยๆ เลย

         นั่นเรียกว่าธรรมะที่กลั่นกรองออกมาจากหัวใจ เทศน์ไม่มีคำว่าสะทกสะท้านว่าจะผิดไป คือเป็นที่แน่อยู่ในหัวใจหมดแล้ว ชี้ตรงไหนออกตรงแน่วๆ เลย นี่เรียกว่าธรรมะแท้ ธรรมะที่เราศึกษาเล่าเรียนมานั้นมาเป็นปากเป็นทางเพื่อการปฏิบัติให้ได้ผลเป็นของตัวขึ้นมา ทางภาคปริยัติที่เราเรียนมานั้นยังไม่จัดว่าเป็นสมบัติของเรา เพราะเป็นความจดจำ เพียงเป็นปากเป็นทาง ให้ดำเนินตามนั้นแล้วด้วยภาคปฏิบัติแล้วก็เป็นผลขึ้นมา ทีนี้ผลเหล่านี้เป็นสมบัติของตัวโดยแท้ๆ

         เริ่มแต่จิตสงบ นี่เป็นสมบัติของตัวแล้ว สงบมากน้อยเป็นสมบัติของตัว จนกระทั่งออกทางด้านปัญญา พินิจพิจารณากว้างแคบลึกตื้นหนาบางขนาดไหนเรื่องภายในจิตตภาวนาจะกว้างขวางมากทีเดียว ในคัมภีร์ไม่ได้มีมาก ออกจากหัวใจของผู้ฏิบัติ มีมากจริงๆ ไม่มีสิ้นสุด ตามแต่เหตุผลกลไกที่มาเกี่ยวข้องมากน้อย เหมือนไฟได้เชื้อจะลุกลามไปเรื่อยๆ ไปเลย ธรรมที่เป็นภาคปฏิบัติซึ่งเป็นสมบัติของตัวโดยแท้แล้ว เช่น พระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย ท่านมีธรรมเป็นสมบัติของท่านเอง จากภาคปฏิบัติ

         นั่นละเป็นสมบัติของตัวแท้ แก้กิเลสไปโดยลำดับจนกระทั่งกิเลสสิ้นไปโดยสิ้นเชิงไม่มีเหลือ ทีนี้ก็มีแต่ธรรมล้วนๆ ในหัวใจดวงนั้น ไม่มีกิเลส ตั้งแต่วันกิเลสขาดสะบั้นลงไปจากใจ ตัดสินใจโดย สนฺทิฏฺฐิโก ขั้นสุดท้าย คือเห็นผลงานของตนสมบูรณ์เต็มที่ ในขณะที่กิเลสขาดสะบั้นลงไปหมดโดยสิ้นเชิงแล้ว ธรรมะก็ขึ้นเต็มเหนี่ยวเลย เต็มหัวใจ ทีนี้มีแต่ธรรม ภายในหัวใจมีแต่ธรรม กิเลสความโลภความโกรธราคะตัณหามากน้อยไม่มีเลย หมด ถ้าใช้ก็ใช้แต่เป็นกิริยา กิริยาคล้ายๆ กับโลกก็มี แต่เป็นธรรมในนั้นๆ หมด ไม่มีกิเลสเข้ามาแฝง

         นั่นละธรรมล้วนๆ ในหัวใจ การอยู่การกินการไปการมาทุกอย่างเป็นอิสระเต็มตัว ไม่มีว่าเป็นน้อยต่อผู้ใด นี่ละเรียกว่าธรรมเต็มหัวใจ กิเลสไม่เข้าไปแฝงได้เลย ธรรมเต็มดวงเต็มหัวใจแล้วนั้นละ พระพุทธเจ้า พระสาวกทั้งหลายท่านออกแสดง ท่านจึงไม่มีคำว่าสะทกสะท้านกับสิ่งใด คำว่าสิ่งใดก็หมายถึงสมมุติ สมมุติก็หมายถึงกิเลส เมื่อกิเลสสิ้นลงไปแล้วก็เหลือแต่ร่างสมมุติ ก็พูดตามร่างสมมุติไปอย่างนั้น ดีชั่วไปอย่างนั้นๆ ส่วนจิตของท่านเป็นจิตที่บริสุทธิ์ล้วนๆ แล้ว นั่นละสาวก

         ครั้งพุทธกาลบวชมาเพื่อทางพ้นทุกข์ บวชออกมาตั้งแต่พระราชามหากษัตริย์ ไม่น้อยนะในครั้งพุทธกาล พระราชามหากษัตริย์ เสด็จออกบวช เข้าป่าเลย ไม่สนใจกับการบ้านการเรือน ทุกอย่างไม่สนใจ สนใจแต่อรรถแต่ธรรม พอออกมาแล้ว อ้าว องค์นี้สำเร็จพระโสดา องค์นั้นสำเร็จพระสกิทาคา องค์นั้นสำเร็จพระอนาคา องค์นั้นสำเร็จพระอรหันต์ สุดท้ายก็ไปรวมที่พระอรหันต์ เป็นสงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ แก่โลกทั้งหลายต่อไป จนกระทั่งทุกวันนี้

         นั่นละ สงฺฆํ ประเภทที่ได้มาจากมหาวิทยาลัยป่า เข้าใจไหม ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นมหาวิทยาลัยป่าทั้งนั้น สอนบรรดาพระเจ้าพระสงฆ์ พอบวชเสร็จแล้วก็ รุกฺขมูลเสนาสนํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชา ตตฺถ เต ยาวชีวํ อุสฺสาโห กรณีโย บรรพชาอุปสมบทแล้วให้ท่านทั้งหลายไปอยู่ตามรุกขมูลร่มไม้ ในป่าในเขา ตามถ้ำเงื้อมผา ป่าช้า ป่ารกชัฏ ที่แจ้งลอมฟาง อัพโภกาสต่างๆ อันเป็นที่สะดวกแก่การบำเพ็ญภาวนา ปราศจากสิ่งรบกวน แล้วให้ท่านทั้งหลายพยายามอยู่ และบำเพ็ญในสถานที่เช่นนั้นตลอดชีวิตเถิด นี่เป็นอนุศาสน์ ทรงประทานโอวาทให้แก่พระสงฆ์ในครั้งพุทธกาล

ทุกวันนี้บวชก็ต้องเอาแบบนี้สอนลูกศิษย์ลูกหา ไม่สอนไม่ได้ขัดต่อการบวชของอุปัชฌาย์ ต้องสอนเรื่อง รุกฺขมูลเสนาสนํ แม้อุปัชฌาย์จะไม่ชอบในป่าในเขา ตำหนิติเตียนในป่าในเขาว่าเป็นพระวิกลจริตอะไรพระที่อยู่ในป่า เดี๋ยวนี้อุปัชฌาย์ปลอมๆ นั้นมันมักว่านะว่า พระที่อยู่ในป่าในเขาเป็นพระวิกลจริต อุปัชฌาย์นั้นมันเลยวิกลจริต มันเป็นบ้าไปแล้ว มันไม่มองดูหน้าพระพุทธเจ้าที่สอนเป่ากระหม่อมมันมาว่า รุกฺขมูลเสนาสนํ มันลืมตัว

เวลานี้ศาสนาเป็นศาสนาให้กิเลสกล่อมเกลา กลายเป็นศาสนาที่ทำคนให้ลืมตัวไป ไม่ได้เป็นศาสนาให้คนรู้เนื้อรู้ตัว ผิดกันมากนะเวลานี้ ในวัดก็กลายเป็นส้วมเป็นถานไปแล้ว ในวัดนั่นน่ะเป็นส้วมเป็นถาน ในส้วมในถานนั้นก็มีแต่มูตรแต่คูถ คือความปฏิบัติเหลวแหลกแหวกแนวของพระของเณรในวัด เรียกว่าวัดส้วมวัดถาน วัดมูตรวัดคูถเต็มไปหมดเวลานี้ ไม่ใช่วัดชำระกิเลสตัณหาอาสวะตามทางของศาสดาที่สอนไว้ สอนอย่างนั้นเวลานี้ ไม่สอนมันก็ดึงกันไปเอง ที่พระพุทธเจ้าสอนมันยังหลบหลีกไปอีกว่า พระอยู่ในป่าเป็นพระวิกลจริต ถ้าไม่เลยบ้าไปแล้วมันจะมาสอนคำนี้ไม่ได้

วิกลจริตที่ไหน พระพุทธเจ้าก็จอมศาสดาที่อยู่ในป่า ศาสนาพระพุทธเจ้าสอนให้อยู่ในป่ามากต่อมาก สำหรับพระเจ้าพระสงฆ์ชี้นิ้วเลยให้อยู่ในป่า แล้วทำไมพระอยู่ในป่าจะกลายเป็นพระวิกลจริตไป ถ้าไม่เหยียบหัวพระพุทธเจ้าไปพูดคำนี้ไม่ได้นะ ต้องหยาบโลนสุดยอดแล้วถึงจะพูดคำนี้ได้ แล้วทุกวันนี้มันก็มี พูดว่าพระอยู่ในป่าเป็นพระวิกลจริต นั่นฟังซิน่ะ มันเลวขนาดไหนพระประเภทนี้ เลวสุดเลว เป็นอุปัชฌาย์เขาก็เป็น อุปัชฌาย์ท่านสอนให้อยู่ในป่าในเขา แต่อุปัชฌาย์นี้ผู้ที่อยู่ในป่าในเขาบอกว่าเป็นพระวิกลจริต ฟังซิน่ะ มันเลวขนาดนั้นละทุกวันนี้ ศาสนาจึงหามรรคหาผลไม่ได้

ใครจะปฏิบัติอรรถธรรมนี้หัวเราะเยาะเย้ยกัน แต่วิ่งตามกิเลสหัวซุกหัวซุนจนไม่มีวันมีคืน จะเป็นจะตายป่าช้าไม่มี นั้นเพลินกันไม่มีวันรู้เนื้อรู้ตัว ท่านสอนให้ไปทางอรรถทางธรรมเพื่อความรู้เนื้อรู้ตัวมันไม่ยอมฟังเสียง เวลานี้เป็นอย่างนั้น สำหรับวัดป่าบ้านตาดเราพูดตรงๆ เราปฏิบัติตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าธรรมไม่ว่าวินัยเคลื่อนไม่ได้สำหรับวัดนี้ พระจะมีมากน้อยกฎระเบียบอยู่ในธรรมในวินัย เป็นธรรมที่ร้อยกรองเอาไว้เรียบร้อย เหมือนดอกไม้ที่ร้อยกรองแล้วน่าดู ออกไปขายที่ไหนเขาก็ซื้อ

ตามทางสี่แยกสามแยกไฟเขียวไฟแดงมีที่เขาขายดอกไม้ทั่วๆ ไป เขาก็ซื้อกันด้วยความอนุเคราะห์เห็นอกเห็นใจกัน ดอกไม้ก็สวยงาม นี่ละร้อยกรองกันด้วยธรรมด้วยวินัย เป็นความสวยงามเหมือนกับเขาร้อยกรองดอกไม้ไปขายตามทางสามแยกสี่แยกไฟเขียวไฟแดงนั้นแหละ พระมีมากขนาดไหนอยู่ในระดับเดียวกันหมด คือพระวินัยแบบฉบับเดียวกัน ส่วนธรรมมียิ่งหย่อนต่างกันอยู่บ้างตามอำนาจแห่งความสามารถท่านก็ไม่ปรับโทษ แต่พระวินัยนี้ปรับทันทีเลย ผิดพลาดไม่ได้ปรับๆ จึงต้องปฏิบัติให้เป็นระเบียบเดียวกัน

เราพูดตามความสัตย์ความจริง ในวัดนี้พระเณรเราจะปฏิบัติเป็นแบบเดียวกันหมด จะมาให้แสลงหูแสลงตาจากธรรมวินัยไม่ได้เลย เอาให้ตรงแน่วๆ ส่วนธรรมก็ตะเกียกตะกาย เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนามีสติสตังติดเนื้อติดตัว มีปัญญาคอยสอดส่องดูความเคลื่อนไหวของใจตนเสมอ นี่เรียกว่าผู้มีความเพียร เป็นผู้ไม่ค่อยเผลอตัวง่ายๆ และกิเลสก็จะไม่ค่อยลุกลามได้อย่างง่ายดาย ปฏิบัติตนด้วยความสงบร่มเย็น กิเลสค่อยหลุดลอยออกไปๆ ก็กลายเป็นจิตที่สง่างามขึ้นมาด้วยศีลด้วยธรรม นั่นท่านปฏิบัติของท่านอย่างนั้น

แล้วไม่มีใครที่จะกล้าเขียนกล้าบอกอย่างที่หน้าวัดป่าบ้านตาด นี่เราเขียนไว้เอง นั่นเห็นไหมหน้าวัด “ที่นี่เป็นวัด เป็นสถานที่ภาวนาเพื่อความสงบใจ ไม่มีกิจจำเป็นไม่ควรมาเที่ยวเพ่นพ่าน” เราไปเขียนไว้เอง สั่งพระให้เขียนตามที่เราไปชี้บอกเลย นี่ละธรรมเหนือโลกอย่างนี้เอง โลกมันเข้ามาจุ้นจ้านวุ่นวายมีแต่ส้วมแต่ถาน เข้ามาในวัดแบกส้วมแบกถานเข้ามา โอ่อ่าฟู่ฟ่านะเข้ามาในวัด กิเลสมันมันชอบอวดชอบโอ่อ่าฟู่ฟ่า ธรรมะท่านไม่ชอบ แต่ธรรมะดูอย่างถนัดใจ ดูโลกสกปรกดูอย่างถนัดใจ

กิเลสดูธรรมไม่มีมันไม่สนใจในธรรม มาแบบโอ่อ่าฟู่ฟ่า จึงต้องได้เขียนประกาศเอาไว้ วัดนี้บวชมาเสาะแสวงหาธรรม ไม่ได้บวชมาหายศหาลาภหาสมบัติเงินทองข้าวของร่ำรวยด้วยสมบัติวัตถุต่างๆ ไม่มีสำหรับวัดนี้ มีตั้งแต่ทางจงกรมให้เป็นเหวนั้นแหละธรรมเจริญ นั่นเขียนไว้เห็นไหม ไม่มีอะไรใหญ่ยิ่งกว่าธรรม เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรเอาวัตถุต่างๆ เข้ามาอวดธรรม วัตถุเหล่านี้เหมือนส้วมเหมือนถาน เทียบกับธรรมที่อยู่ในหัวใจของผู้ปฏิบัติแล้วสง่างามจ้าครอบโลกธาตุ สิ่งเหล่านี้มันครอบที่ไหน มันครอบไปไหนเป็นไฟตรงนั้นๆ ส่วนธรรมครอบไปตรงไหนเย็นสง่างามไปหมด นั่นมันต่างกัน จึงต้องเขียนไว้นั้น ใครเป็นคนเขียน ก็หลวงตาบัวเป็นเจ้าอาวาสวัดนี้เขียนไว้นั่น

ดูเอาพี่น้องทั้งหลาย ไม่ได้ท้าทาย เอาความจริงออกพูด อย่ามาเที่ยวเพ่นพ่าน อย่าเอาสมบัติเงินทองข้าวของมาอวด อย่าเอายศถาบรรดาศักดิ์มาอวดธรรม สิ่งเหล่านี้เหมือนมูตรเหมือนคูถ ไม่สง่างามน่าเคารพบูชาทั่วแดนโลกธาตุเหมือนธรรม นั่นท่านสอนเอาไว้เขียนไว้นั้นดูเอา มาเพ่นๆ พ่านๆ ไม่ได้นะ ไม่มีใครพูดเพราะเกรงกิเลส เขาก็กิเลส เราก็กิเลส เกรงเขาเกรงเราแล้วพูดไม่ออก สิ่งที่แสดงออกมีแต่มูตรแต่คูถ นั่น ถ้าเป็นธรรมแล้วออกสวยงามทีเดียว ปฏิบัติซิน่ะ ให้จิตใจสว่างกระจ่างแจ้ง อะไรจะมาเสมอใจที่สว่างกระจ่างแจ้งด้วยอรรถด้วยธรรมไม่มีในโลกนี้

พระพุทธเจ้าพระสาวกทั้งหลายท่านสอนโลกด้วยความสง่างาม โลกมีทุกข์ท่านสอนโลกด้วยความไม่มีทุกข์ สอนโลกด้วยความเมตตาล้วนๆ ท่านไม่มีทุกข์ในหัวใจ เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย พวกเรานี้แบกกองทุกข์ไป สอนเขาก็โดนทุกข์สอนเราก็โดนทุกข์ ต่างคนต่างโดนทุกข์ของกันและกันไม่กล้าแสดง เกรงใจเขาเกรงใจเรา เกรงใจมูตรใจคูถเหมือนกัน คือใจเขาก็มูตรคูถใจเราก็มูตรคูถ เลยไม่ทราบใครจะสอนใครว่าไง ก็อือๆ ออๆ ไปตามกันไปอย่างนั้น สุดท้ายก็มีแต่ความเลอะเทอะ ในวัดในวาในบ้านในเมืองที่ไหนมีแต่ความเลอะเทอะ หาความเป็นชิ้นเป็นอันเป็นกฎเป็นระเบียบที่สวยงามตาเพื่อความสงบใจไม่มี นี่ละธรรม ถ้าปราศจากธรรมแล้วไปที่ไหนใครอย่าเอากิเลสมาอวด กิเลสคือส้วมคือถาน กองใหญ่ขนาดไหนก็เหมือนกองมูตรกองคูถมันวิเศษวิโสอะไร ธรรมนี้สง่างามอยู่ในหัวใจของพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวสง่าไปหมดสามแดนโลกธาตุ เทวดาอินทร์พรหมกราบไหว้ทั้งนั้น

กองมูตรกองคูถใครไปกราบไหว้มัน ส่วนกองอรรถกองธรรมนี้กราบไหว้ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าพระสาวกไปไหน เทวบุตรเทวดาอินทร์พรหมกราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจตลอดไป นอกจากนั้นยังมีประชาชนอยากพบอยากเห็นอยากกราบอยากไหว้ เพราะสิ่งที่เป็นมหามงคลอยู่ในตัวของท่านในองค์ของท่าน ด้วยความเป็นธรรมของใจ นั่นต่างกันอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นแบบที่ว่ามองดูหน้าพระไม่อยากมอง ถ้ามองก็คอยแต่จะเอาห้าเอาสิบ อาตมากำลังสร้างนั้นอาตมากำลังสร้างนี้ สร้างโบสถ์สร้างวิหารสร้างศาลาการเปรียญ สร้างหอปราสาทจะเอาไปแข่งหอปราสาทชั้นดาวดึงส์ ยังขาดเงินเท่านั้นล้านเท่านี้ล้าน แล้วใครจะอยากมองหน้าล่ะ

เห็นก็เอาจริงๆ มีแต่ขอ ขอไม่หยุดไม่ถอย เลยกลายเป็นศาสนากวนบ้านกวนเมืองไป ศาสนาพระพุทธเจ้าไม่กวนใคร พอทุกอย่างแล้ว จึงเป็นศาสนาที่ควรแก่การสอนโลก พระพุทธเจ้าพอ พระสาวกทั้งหลายท่านพอ ใครเข้ามาวัดมาวาท่านไม่ได้หวังเอาดอกเบี้ยกำไรอะไรจากเขา ท่านพอทุกอย่างแล้วอยู่ในหัวใจของท่าน เขามาก็เพื่อจะมาพึ่งวัดพึ่งวา ควรแนะนำสั่งสอนมากน้อยเพียงไรท่านก็สอนไปตามอรรถตามธรรม ท่านไม่ได้มาหวังอะไรกับเขา ท่านพอตัวของท่านทุกอย่าง นี่เรียกว่าพระ เรียกว่า สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ พอทุกอย่าง ไม่ได้หิวได้โหยโรยแรง ใครมาคอยแต่จะกวนกระเป๋าเขา อันนั้นมันเปรตมันผี ไม่ใช่พระ ให้พากันจำเอา

นี่ละเอาธรรมออกพูดพูดอย่างนี้ ให้ต่างคนต่างปฏิบัติ ถ้าธรรมเข้าสู่ใจความจนความมีภายนอกนั้นมันจะจางไปๆ พอธรรมเข้าสู่ใจความอบอุ่นแน่นหนามั่นคงจะเกิดขึ้นที่ใจๆ สิ่งเหล่านั้นมีบ้างไม่มีบ้างหรือไม่มีไม่สนใจ สู้สมบัติภายในคืออัตสมบัติ เรียกว่าธรรมอยู่ในใจ ธรรมสมบัตินี้ไม่ได้ นั่น ให้พากันดูธรรมภายในใจบ้าง อย่าเป็นบ้าตั้งแต่วัตถุภายนอก แล้วก็เอาวัตถุนั้นมาอวดกัน วัตถุนี้มาอวดกัน แล้วก็ยื้อแย่งแข่งดีกัน รบราฆ่าฟันกัน ด้วยการแย่งชิงในสิ่งเหล่านี้แหละ

ไอ้พวกมูตรพวกคูถนี้ มีเท่าไรไม่พอได้เท่าไรไม่พอ แย่งกันกินๆ ผู้ใหญ่เท่าไรยิ่งมีอำนาจป่าเถื่อนมาก กัดไปกินไปกลืนไป ผู้น้อยเลยไม่มีตับมีปอดจะให้กิน เวลานี้กิเลสเป็นใหญ่เป็นอย่างนั้น ถ้าธรรมเป็นใหญ่เฉลี่ยทั่วถึงกันหมดให้สม่ำเสมอ เอ้า พูดแล้วก็ย่นเข้ามาในวัดป่าบ้านตาด ท่านทั้งหลายดูไหมพระท่านจัดอาหารตอนเช้า นั่นละท่านจัดเพื่อความเสมอภาค เป็นธรรมที่สุด ท้องท่านกับท้องเพื่อนฝูงที่อยู่ในวัดในวาเสมอกันหมด ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้องของตัวคนเดียว มองให้ทั่วถึงกัน มีมากมีน้อยให้เป็นไปด้วยความเสมอ อบอุ่น นี่ท่านทำอย่างนั้นนะ ดูซิเวลาท่านจัดอาหาร บกพร่องทางไหนๆ ท่านจะแยกจะแยะให้สม่ำเสมอ

อยู่ในวัดนี้ก็เหมือนอวัยวะเดียวกัน ยื่นเข้าปากนี้ปั๊บมันส่งถึงอวัยวะทุกสัดทุกส่วน อันนี้ในวัดนี้แยกไปทางไหนก็เป็นเหมือนอวัยวะเดียวกัน มันก็ถึงกันทุกสัดทุกส่วน เพราะฉะนั้นความเสมอภาคท่านจึงทำให้เสมอกันหมด ให้พากันจำเอา ปากเขาปากเราเหมือนกัน ปากอวัยวะเดียวกัน วัดเดียวกัน อยู่ด้วยกันต้องมีความเสมอภาคอย่างนั้น จะเห็นนั้นว่าใหญ่เห็นนี้ว่าน้อยไม่ได้เสีย ผิด ลำเอียง ธรรมไม่มีคำว่าเอียง พากันจำเอานะ เอาละพอ

เมื่อวานนี้ไปบึงกาฬ ก็อย่างนั้นแล้ว บึงกาฬนี้ตึกสามหลังใหญ่ๆ เสียหมดเครื่องมุง เขามาขอคราวก่อน ขอทีแรกขอรถให้รถ ขอที่สองขอเครื่องมุงให้หมดสามหลัง เมื่อวานนี้ติดตามไปดู กำลังมุงกัน อย่างนั้นแหละไปที่ไหนช่วยตลอด แล้วนอกจากนั้นที่เป็นพื้นฐานก็คือ โรงพยาบาลใดก็ตามให้โรงละสองหมื่นๆ เป็นพื้นฐานตลอด ส่วนขาดเหลือเท่าไรว่ากันไป อย่างนั้นละเราช่วย เมื่อวานนี้ไปบึงกาฬ เขากำลังมุงตึกตั้งสามหลังนู่นน่ะไม่ใช่เล่นนะ รื้อออกหมด เพราะเราสั่งให้รื้อหมดเลย เอ้าๆ ขึ้นใหม่ๆ เท่าไรๆ ถึงไหนถึงกัน ไม่ต้องบอกราค่ำราคา ถ้าเราว่าเอาให้ว่าให้เลย สามหลัง เอ้า สามหลังให้เลย เดี๋ยวนี้เขากำลังมุงสามหลังยังไม่เสร็จ

ทางภูเขียวก็กำลังขึ้น นั่นก็ตึกสองชั้น เขากะไว้ประมาณ ๑๐ ล้าน อย่างนั้นละไปที่ไหนช่วยตลอด เงินก็เงินของพี่น้องทั้งหลายนั่นละ ได้มาไม่อยู่อยู่ในวัดนี้ ไม่ให้อยู่ วัดนี้สมบูรณ์แบบทุกอย่างแล้ว บิณฑบาตตอนเช้าจะกินให้ตายก็ได้ อาหารการบริโภคไหลเข้ามาๆ พระไม่รู้จักประมาณกินให้ตายก็ได้ นี่พอแล้ว อันไหนที่ยังบกพร่องเฉลี่ยไปๆ เพราะฉะนั้นสมบัติเงินทองข้าวของต่างๆ ที่มีมาในวัดนี้จึงไม่ให้อยู่ ออกหมดเลย วัตถุสิ่งของต่างๆ นี้ได้มากระจายออก ปัจจัยก็เหมือนกัน พอเสมอกันหมด วัดนี้เป็นวัดไม่เก็บ พูดได้อย่างชัดเจน หัวหน้าวัดคือเรา ไม่เก็บ เพราะฉะนั้นทุกอย่างจึงไหลออกด้วยความเมตตาสงเคราะห์โลกด้วยกันหมด เอาละให้พร

 

รับฟังรับชมพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.Luangta.com หรือ www.Luangta.or.th

และรับฟังจากสถานีวิทยุสวนแสงธรรม กรุงเทพฯ และสถานีวิทยุอุดร

FM 103.25 MHz


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก