ผู้สงบกายวาจาใจด้วยความมีสติ
วันที่ 16 ธันวาคม 2552 เวลา 8:20 น.
สถานที่ : วัดป่าบ้านตาด
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒

ผู้สงบกายวาจาใจด้วยความมีสติ

       (โยมฝากน้ำผึ้งมาถวายด้านนู้นเจ้าค่ะ) อะไรว่าอยู่ด้านนู้นด้านนี้ จะให้เราไปหาค้นที่ไหน พูดมันเสียมารยาทเรื่อยๆ เราไม่มีอะไรฟาดเข้าป่าอย่าเอามา เอามาหาอะไร (คุณ...ทำบุญ ๑๐๐,๐๐๐ บาท) บอกไม่บอกเป็นอะไร ไม่อยากทานฟาดเข้าป่านู่น ประกาศให้มันลั่นศาลาทำไม   เสียงอย่างนี้เราไม่อยากฟัง  มันเสียมารยาท  เสียงก็พิลึกพิลั่น เอาเข้ามาเลยไม่ได้หรือ หรือมันไม่เสียความงาม แว้ดๆ มันเสียความงามเหรอ มันอย่างไรกันพวกนี้ เงินบาทหนึ่งก็อ้าๆ นี่หนึ่งบาทๆ พ่อเขาให้ แม่เขาให้ ลูกเขาให้ หลานเขาให้ เหลนเขาให้ ปู่ย่าตายายเขาให้ คนละบาทสองบาทเท่านั้นเหรอ ประกาศมาอย่างนั้นเหรอ มันฟังไม่ได้นะ มันเลยความงามไป มันเลอะเทอะไปแล้วนะ มีเท่าไรบาทจะเอามาก็เอามาธรรมดาไม่ได้เหรอ ประกาศหาอะไร พระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวชไม่เห็นประกาศอะไร ขโมยหนีกลางคืนเห็นไหม บำเพ็ญอยู่ในป่า ๖ ปีสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา อันนี้แว้ดๆๆ มันได้อะไร มันมาพิลึกพิลั่นนักหนา

         พูดถึงเรื่องอีโลโบเกของพวกเราแล้ว ทำให้คิดถึงตอนไปหาหลวงปู่มั่นใหม่ๆ ดูพระองค์ไหนๆ สวยงามเหมือนผ้าพับไว้ กิริยามารยาทการแสดงออกทุกแง่ทุกมุม ดู สังเกตจริงๆ ดูตั้งแต่องค์หลวงปู่มั่นลงมา เราไปใหม่ๆ ตอนนั้นท่านอยู่บ้านโคก มองดูพระองค์ไหนๆ เรียบๆ เหมือนผ้าพับไว้ ทำให้ระลึกถึงครั้งพุทธกาลอีกทีหนึ่งที่ต่อจากอันนี้ไป พระของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงเป็นเช่นไร หรือมันวอกแวกๆ วาดวีดๆ เหมือนอย่างลูกศิษย์หลวงตาบัวใต้ถุนศาลานี่เหรอ มันวอกแวกๆ ดูอะไรดูไม่ได้เลย

         ไปดูองค์ไหนเหมือนผ้าพับไว้ๆ พระอยู่กับท่านรวมทั้งหมด ๗-๘ องค์ มองดูองค์ไหนๆ งามหมดเลยทุกอย่างๆ คือเรามันฝังแล้วละหลวงปู่มั่น ฝังตั้งแต่ยังไม่เห็น เสียงท่านร่ำลือมานานตั้งแต่เราเป็นเด็ก เสียงกิตติศัพท์กิตติคุณของท่านร่ำลือมา ที่เราระลึกได้อยู่ทางบ้านผือ เสียงร่ำลือมานาน ไปดูพระองค์ไหนอยู่กับพ่อแม่ครูจารย์มั่นเรา พระอยู่ที่นั่น ดูองค์ไหนเหมือนผ้าพับไว้ๆ เรียบหมดเลย แล้วก็มาดูเราเป็นลิงเป็นเศษนรกตั้งแต่เรานี่เหรอ นั่นมันย้อนเข้ามาหาเจ้าของ

ดูพระทั้งหลายที่อยู่กับท่าน ส่วนมากไม่มีเณรละ ท่านไม่ค่อยรับเณร เหมือนผ้าพับไว้เรียบๆ เลย เลยคิดมาหาเรานี่ มันเป็นเศษนรกอเวจีแต่เรานี่เหรอมาอยู่ที่นี่น่ะ จนสำคัญว่าท่านเหล่านี้เป็นพระอรหันต์หมดแล้วเหรอ นู่นน่ะมันคิดไปเสียขนาดนั้น เอาหลวงปู่มั่นเรานี้ละเป็นเกณฑ์ ผู้ที่อยู่กับท่านเหมือนเป็นพระอรหันต์หมดเลย มีเศษมีเดนเศษสัตว์นรกมาแฝงอยู่นี้มีเราคนเดียวนี้เหรอ มันอดคิดไม่ได้นะ มองดูองค์ไหนๆ เพราะความเรียบของท่าน ความเรียบร้อยของท่าน อำนาจแห่งธรรมของท่านเอง

มองดูกิริยาอาการทุกสิ่งทุกอย่างดูไม่เบื่อ ดูหลวงปู่มั่นนะเราดูไม่เบื่อ ไปอยู่กับท่านจนท่านมรณภาพจากไปหาข้อตำหนิไม่ได้เลย ขนาดนั้นละ กิริยาของหลวงปู่มั่นเราเรียบร้อยไปหมดทุกอย่าง จึงมาพิจารณาถึงเรื่องเจ้าของมันมีแต่เราหรือเศษนรกมาแฝงพระทั้งหลายอยู่นี้ เข้าใจว่าท่านเป็นพระอรหันต์หมดนู่นน่ะ มันเป็นอรหันต์อย่างนี้ๆ แต่เราคนเดียวนี่เหรอ หันนู้นหันนี้ หันไปดุคนนั้นแล้วหันมาดุคนนี้แต่เราคนเดียวเหรอ มันอดคิดไม่ได้นะ

ก็มีพระองค์หนึ่งที่ว่าเรียบร้อยที่สุดได้เอาออกมาในตำรามี องค์ไหนก็ว่าท่านองค์นี้เป็นพระอรหันต์นู่นน่ะ พระทั้งวัดว่าองค์นี้เป็นพระอรหันต์ สงสัย เวลาเข้าประชุมก็ทูลถามพระพุทธเจ้าเลยละ มันมีพระองค์ใดองค์หนึ่งมีที่กิริยามารยาทเรียบร้อยขนาดนี้มี ท่านเป็นพระอรหันต์แล้วเหรอ ท่านก็บอกว่ายัง ยังเป็นลิงเหมือนพวกเรานี่แหละ จะว่าอย่างนั้นถ้าเป็นเรานะ ท่านพูดถึงความเรียบร้อยของท่าน ด้วยความมีสติสตัง รอบๆๆ พอคิดแย็บจะพูดเรื่องอะไรๆ นี้พร้อมมาแล้ว พร้อมออกแล้ว พร้อมมาแล้ว จึงน่าดู ดูไม่เบื่อ กิริยาพูดออกมานี้เป็นอรรถเป็นธรรมล้วนๆ เลย ไปอยู่กับท่านอาจารย์มั่นทีแรกนะ ต่อมาก็ค่อยรู้เรื่องรู้ราว

มีพระองค์หนึ่งที่ว่านั่นน่ะจนมีในภาษิตว่า สนฺตกาโย สนฺตวาโจ สนฺตมโน สุสมาหิโต วนฺตโลกามิโส ภิกฺขุ, อุปสนฺโตติ วุจฺจติ นี่ละภาษิตของพระองค์นั้น ท่านแสดงธรรมท่านยกอันนี้ขึ้น ผู้สงบกายวาจาด้วยความมีสติสตัง ความเคลื่อนไหวไปไหนมีสติสตังรอบตัวแล้วงามหมด ท่านว่าอย่างนั้น ท่านพูดไว้ในหนังสือ ทีนี้มีพระองค์หนึ่งอยู่นั้น พระองค์นั้นสวยงามมากขนาดนั้นจนพระทั้งหลายว่าท่านเป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์โดยกิริยาความเคลื่อนไหวของท่าน เหมือนมีสติปัญญารอบคำพูดคำจาตลอดเวลา ท่านสวยงามมาก

พระเลยทูลถามพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ละ บอกว่าท่านเป็นพระอรหันต์แล้วเหรอว่าอย่างนั้นไปกราบทูลพระพุทธเจ้า ยัง มีแต่พระพวกหันไปหันมาเหมือนพวกเรานี่ละ หันไปทางนู้นแล้วหันไปทางนี้ หันไปดุคนนั้น หันไปว่าคนนี้ พวกเรานี่แหละ ในตำรามี เลยยกพระองค์นั้นขึ้นพูด พวกพระได้สำเร็จมรรคผลนิพพานเยอะนะ ท่านยกไว้ในตำรา องค์ที่มีสติสตังมากจนพระทั้งวัดเหมาท่านว่าเป็นพระอรหันต์ ได้นำเรื่องของท่านทูลถามพระพุทธเจ้าในที่ประชุมเสียด้วยนะ

พระพุทธเจ้าก็ออกทันทีเลย ยัง ยังหันไปหันมาเหมือนพวกเรานี่แหละ เหมือนพวกบ้านี่ละว่าอย่างนั้น พูดง่ายๆ เอามาตอบเหมือนพวกเรากับลูกศิษย์หลวงตาบัวอยู่ศาลานี้มันหันไปนู้นหันไปนี้ มันหันอะไรก็ไม่รู้แหละ หันนี้หันไม่รู้เรื่อง พูดง่ายๆ หันของท่านหันกิเลสขาดสะบั้นออกจากใจ เทศน์วันนั้นพระสำเร็จมรรคผลนิพพานมีเยอะนะ สำเร็จนะพระที่ยกพระองค์นี้มาพูด สนฺตกาโย สนฺตวาโจ สนฺตมโน สุสมาหิโต วนฺตโลกามิโส ภิกฺขุ, อุปสนฺโตติ วุจฺจติ ผู้สงบกายวาจาใจด้วยความมีสติ ความเคลื่อนไหวไปมา นั่นละเป็นผู้ใกล้ต่อมรรรคผลนิพพาน และเป็นผู้จะทรงไว้ซึ่งมรรคผลนิพพาน

เราก็ไม่ลืม ภาษิตอันนี้เราก็เลยไม่ลืม ที่ว่าสนฺตกาโย พระสันตกายท่านสงบหมด อาการทุกอย่างแสดงออกนี้สงบหมด เรียบร้อยหมด จนพระทั้งวัดว่าท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านมีสติเป็นกิริยาของท่านอย่างนั้นขึ้นมา พระพุทธเจ้าเลยยกมาตั้งแต่อดีต พระองค์นี้ตั้งแต่อดีตกาลเคยเป็นราชสีห์ พวกเสือพวกแมวเป็นสัตว์ที่มีสติระมัดระวัง เรียบร้อย ท่านยกมาให้ฟัง พระฟังเทศน์อยู่นั้นก็ได้สำเร็จมรรคผลนิพพานนะ

พวกเราไม่เป็นอย่างนั้น เข้ามาในวัดนี้เพ่นพ่านๆ เถ่อนู่นเถ่อนี่เข้ามา พอเราออกไปเห็นมาผิดเวลา จนจะค่ำจะมืดแล้วยังไหลเข้ามาอีก ไม่ใช่น้อยๆ นะไหลเข้ามาดูวัดชมวัด เราออกมามาเจอพอดีเลย ยั้วเยี้ยๆ เข้ามา เข้ามาทั้งอ้าปาก ลืมงับปาก อะไรก็ลืมไปหมด มารยาทไม่มี มีแต่เถ่อนั้นเถ่อนี้ ดูนั้นดูนี้ อันนี้ก็ใส่เสียเปรี้ยงมาอะไรค่ำๆ ดูลักษณะท่าทางมันเป็นอย่างไรนี่ มาหาอะไร ไม่มีใครตอบได้เลย เต็มมาด้วยกัน มาก็ขนาบเอาเดี๋ยวนั้น ไล่ออกจากวัดเดี๋ยวนั้นเลย เราละไล่เอง มาเถ่อมามองดูนั้นดูนี้ดูแต่นอกๆ ไม่ดูกิริยาภายในของเจ้าของมันเป็นอย่างไร ไม่ดู

นั่นละคนไม่มีสติ เถ่อนู้นเถ่อนี้มา ไปดูมันขวางตาขวางใจก็เลยเอาเสียบ้างวันนั้น ไล่เดี๋ยวนั้นเลย ค่ำๆ นะเพ่นพ่านๆ เข้ามานี้ เรานี่ละเจอเองเลยไล่เดี๋ยวนั้นเลย ให้ออกไป มาเพ่นพ่าน เราว่าอย่างนั้นนะ นั่นละเห็นเขามาวัดนั้นวัดนี้ปรากฏชื่อลือนามก็เป็นบ้ามา แล้วอ้าปากไม่งับด้วยนะ มาก็อ้าปากมา ตามันเหม่อมันมองไม่มีสติสตังดูไม่ได้ มาเฉยๆ มาดูเฉยๆ ดูนั้นดูนี้แล้วอ้าปากด้วย ดูไม่ได้ก็เอาเสียบ้าง ค่ำๆ ผิดเวลาแล้ว ยังยั้วเยี้ยๆ เข้ามา เราก็เอาเสียบ้างไล่ออกจากวัดเดี๋ยวนั้นเลย ไม่ให้มา มันขวางตาขวางธรรม

นี่ก็จิตไม่มีสติไม่ระมัดระวัง เป็นได้ไม่สงสัย ถ้ามีสติแล้วก็อย่างพระสันตกาย ที่ว่า สนฺตกาโย สนฺตวาโจ สนฺตมโน สุสมาหิโต วนฺตโลกามิโส ภิกฺขุ, อุปสนฺโตติ วุจฺจติ องค์นี้สงบเงียบทุกสิ่งทุกอย่างจนพระทั้งวัดเหมาท่านเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าก็ยกพระองค์นี้ขึ้นเทศน์ในที่ประชุมเลย พระได้สำเร็จมรรคผลนิพพาน นี่อานิสงส์แห่งการรักษากิริยามารยาทให้คนอื่นได้รับมรรคผลนิพพานด้วย พระองค์นี้ท่านเคยเป็นราชสีห์มาแต่ก่อน ท่านก็ยกนิทานเรื่องราชสีห์เหมือนแมวเหมือนเสือ แมวนี่ไปไหนระวังตัวมาก ท่านเอามาเทียบว่าพระองค์นี้เคยเป็นราชสีห์มา ราชสีห์เป็นสัตว์ที่มีสติสตังระมัดระวังตัวมาก ท่านว่าอย่างนั้น

ไม่เหม่อมองเป็นบ้าอ้าปากเหมือนพวกเรา พวกเรานี่พวกเหม่อมองอ้าปากไม่งับ ออกไปจนนอกวัดแล้วยังอ้าปากคุยโม้ไม่ได้ศัพท์ได้แสง มาก็ขนาบเอาไล่ออกจากวัด ปราบผู้ร้าย ผู้ร้ายมันมาขวางวัด ไล่ผู้ร้ายออกจากวัด ไล่คนร้ายออกจากวัด มันไม่มีสติสตัง เหม่อมองนั้นนี้มา เป็นบ้าเข้ามาในวัดค่ำๆ มาไม่ใช่เวลาเสียด้วย แล้วอ้าปากด้วย ไปนี้มันงับปากหรือยังไม่รู้นะ มันอ้าปากจากวัดไปนี่ ไล่ให้งับปากให้ออก เป็นอย่างนั้นแหละ

ในนิทานมีพระสันตกาย ท่านสงบกายวาจาเหมือนราชสีห์ทั้งตัว เหมือนแมว คือระมัดระวังทุกอย่าง ท่านไม่เซ่อๆ ซ่าๆ เหมือนพวกเรา พวกเรานี้พวกเซ่อๆ ซ่าๆ ไปที่ไหนอ้าปากไม่งับ งับหรือยังในศาลานี่น่ะ พวกเซ่อๆ ซ่าๆ อ้าปากไม่งับ  พากันงับหรือยัง คงจะงับปากละ เพราะได้ยินเสียงเอิ๊บอ๊าบๆ เขางับปากเสียงดัง เอิ๊บอ๊าบๆ นี่พวกอ้าปาก แหงนหน้าขึ้นฟ้าอ้าปากไม่มีสติเป็นอย่างนั้นละ พากันจำเอานะ

ไปสู่สถานที่ควรสำรวมระวังก็ต้องสำรวมระวังมันถึงถูก ไปที่ไหนกิริยาอันเก่าของเจ้าของมันก็ขวางโลก ขวางธรรม ขวางวัดขวางวา ขวางพระขวางเณรไปหมด ผู้ที่ท่านระมัดระวังรักษามีอยู่ เราทำไมถึงไปเป็นอย่างนี้ ขวางวัดขวางวา ขวางหูขวางตา ของพระของเณรอย่างนี้ล่ะ ความหมายว่าอย่างนั้น พวกเราผู้อยู่ในวัดนี้ก็เหมือนกัน อยู่ในวัดเป็นพระเป็นเณรแต่แหงนหน้าขึ้นฟ้าอ้าปากอยู่ในวัดนี้ พระเณรเซ่อๆ ซ่าๆ อยู่ในวัดนี้ไม่มีสติสตังระมัดระวังก็เทียบกันอย่างนั้นแหละ มาเทียบพวกเรา พวกเราเป็นอย่างไร หรือมีแต่หงายหน้าขึ้นฟ้าอ้าปากอย่างนั้นเหรอ อย่างนั้นละความไม่มีสติเป็นอย่างนั้นเอง

อย่างนี้เราถึงเห็นว่าศีลธรรมเด่นมากกับกิริยาที่ว่ามานี้ กิริยาเหล่านั้นเป็นกิริยาเซ่อๆ ซ่าๆ เป็นสัตว์ไม่มีเจ้าของ เขาเอาไปฆ่าได้ง่าย สัตว์มีเจ้าของเจ้าของรักษาอยู่ ใครๆ ไม่กล้ามารังแก นี่กิริยาอาการของเราที่แสดงออกทุกอย่างมีสติสตังครอบงำตลอดเวลา การแสดงออกก็สวยงามความหมายว่าอย่างนั้น ถ้าไม่มีสติแล้วไม่น่าดูละ ถ้ามีสติแล้วก็น่าดู จะให้พร

 

รับชมรับฟังพระธรรมเทศนาของหลวงตา ได้ที่

www.luangta.com หรือ www.luangta.or.th

และสถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน FM103.25 MHz

พร้อมเครือข่ายทั่วประเทศ

 


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก